Q

รถ Honda Accord ปี 2023 มีระบบชาร์จไร้สายหรือไม่?

รุ่น Honda Accord 2023 ในบางรุ่นระดับสูงมีการติดตั้งฟังก์ชันชาร์จไร้สายมาให้ โดยปกติจะพบในรุ่น Hybrid แบบ EX-L ขึ้นไป หรือรุ่นเครื่องยนต์เบนซินระดับท็อปอย่าง Touring ซึ่งช่วยให้ผู้ขับขี่ชาร์จโทรศัพท์มือถือที่รองรับมาตรฐาน Qi ได้สะดวกโดยไม่ต้องเสียบสาย ในตลาดไทย เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด แผงชาร์จไร้สายอาจมีการออกแบบระบบระบายความร้อนเพื่อป้องกันไม่ให้โทรศัพท์ร้อนเกินไป นอกจากนี้สเปครุ่นที่ขายในไทยอาจมีการปรับเปลี่ยนตามความต้องการของท้องตลาด ดังนั้นแนะนำให้ผู้ซื้อสอบถามรายละเอียดสเปคกับตัวแทนจำหน่ายก่อนการตัดสินใจซื้อ เทคโนโลยีชาร์จไร้สายในปัจจุบันกลายเป็นฟีเจอร์มาตรฐานของรถระดับกลางถึงสูง ซึ่งความสะดวกสบายนี้เหมาะอย่างยิ่งกับสภาพการจราจรที่ติดขัดในกรุงเทพฯ ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถรักษาระดับแบตเตอรี่โทรศัพท์ให้พร้อมใช้งานเสมอ โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับระบบ Apple CarPlay หรือ Android Auto สำหรับการนำทางและฟังเพลง อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพการชาร์จอาจแตกต่างกันไปตามรุ่นโทรศัพท์ และเคสโทรศัพท์ที่หนาเกินไปอาจรบกวนกระบวนการชาร์จ แนะนำให้ถอดสิ่งกีดขวางออกขณะชาร์จ ในอนาคตเมื่อรถไฟฟ้าเป็นที่นิยมมากขึ้น เทคโนโลยีชาร์จไร้สายในรถอาจถูกพัฒนารวมกับฟังก์ชันอื่นๆ เช่น Digital Key เพื่อยกระดับประสบการณ์การใช้งานให้ดียิ่งขึ้น
ข้อความพิเศษ: เนื้อหานี้โพสต์โดยผู้ใช้ และไม่ได้แสดงถึงมุมมองและจุดยืนของ PCauto

Q&A เกี่ยวข้อง

Q
Honda Accord ปี 2020 มีระบบสตาร์ทรถจากระยะไกลหรือไม่?
รุ่น Honda Accord ปี 2020 บางรุ่นจะมีฟังก์ชันสตาร์ทรถจากระยะไกลให้ด้วยนะ แต่ว่าจะมีหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับรุ่นและอุปกรณ์เสริมของรถด้วย ส่วนใหญ่แล้วรุ่นท็อปๆจะมาพร้อมฟังก์ชันนี้แบบมาตรฐาน ส่วนรุ่นพื้นฐานอาจต้องเสียเงินเพิ่มหน่อยถึงจะได้ ฟังก์ชันนี้ใช้ได้ทั้งจากรีโมทกุญแจหรือแอปบนมือถือเลย ช่วยให้เราสตาร์ทรถเปิดแอร์ล่วงหน้าเวลาอากาศร้อนๆ หรืออุ่นเครื่องตอนอากาศหนาวได้ สะดวกมากๆ ตอนนี้รถรุ่นกลางถึงสูงของหลายแบรนด์ก็เริ่มมีฟังก์ชันนี้กันแล้วนะ ถือเป็นเทรนด์เทคโนโลยีของรถยุคใหม่เลยล่ะ ถ้าสนใจฟังก์ชันนี้ แนะนำให้ลองตรวจสอบรายละเอียดอุปกรณ์ของรถหรือถามพนักงานขายดูนะ พวกเขาจะให้ข้อมูลที่ถูกต้องที่สุดได้ ส่วนฟังก์ชันแบบนี้ในแบรนด์อื่นอาจเรียกชื่อต่างกันไปบ้าง เช่น สตาร์ทอัจฉริยะ หรือควบคุมระยะไกล แต่หลักการทำงานก็คล้ายๆกันคือใช้สัญญาณไร้สายควบคุมรถนั่นแหละ เมื่อเทคโนโลยีรถยนต์พัฒนาขึ้น ฟังก์ชันสะดวกสบายแบบนี้ก็จะยิ่งเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ จนอาจกลายเป็นอุปกรณ์มาตรฐานไปเลยในอนาคต
Q
วิธีเปิดกุญแจรีโมทของ Honda Accord รุ่นปี 2020
หากต้องการเปิดฝากุญแจรีโมต Honda Accord รุ่นปี 2020 ให้เริ่มจากหาร่องเล็กๆ ที่ด้านข้างกุญแจใกล้กับส่วนฐาน แล้วใช้นิ้วหรือแผ่นพลาสติกบางๆ สอดเข้าไปแล้วค่อยๆงัดเบาๆ ระวังอย่าใช้แรงมากเพราะอาจทำให้เดือยฝาพังได้ พอแยกฝาบนกับฝาล่างออกก็จะเห็นแบตเตอรี่กับแผงวงจร โดยทั่วไปแบตเตอรี่จะเป็นแบบ CR2032 เวลาเปลี่ยนต้องใส่ให้ถูกขั้ว กุญแจรุ่นนี้ออกแบบมาทนน้ำได้แต่เวลาประกอบก็ต้องระวังอย่าให้ซีลกันน้ำเคลื่อน ถ้าปิดฝาไม่ลงให้ลองตรวจสอบว่าเดือยฝาเข้าล็อกกันดีหรือเปล่า แนะนำให้ทำความสะอาดจุดสัมผัสของกุญแจเป็นประจำเพื่อป้องกันคราบเหงื่อที่อาจทำให้ส่งสัญญาณไม่ดี ถ้าใช้ในที่อากาศชื้นอาจหาซิลิโคนกันความชื้นมาครอบกุญแจด้วย หากรีโมตไม่ทำงานให้ลองรีเซ็ตระบบโดยกดปุ่มล็อครถ 4 ครั้งเร็วๆ แล้วกดครั้งที่ 5 ค้างไว้ 10 วินาที สำหรับรุ่นสมาร์ทคีย์หลังเปลี่ยนแบตเตอรี่อาจต้องทำการซิงค์ใหม่ วิธีทำตามขั้นตอนการตั้งค่าเริ่มต้นกุญแจในคู่มือได้เลย
Q
รถยนต์ Honda Accord ปี 2021 ใช้เครื่องยนต์ประเภทใด?
รถยนต์ Honda Accord รุ่นปี 2021 ที่วางขายในตลาดประเทศไทยมีตัวเลือกเครื่องยนต์ให้เลือก 2 แบบ คือ เครื่องยนต์ 1.5 ลิตรเทอร์โบชาร์จ 4 สูบ และเครื่องยนต์ 2.0 ลิตรเทอร์โบชาร์จ 4 สูบ โดยรุ่น 1.5T ให้กำลังสูงสุดที่ 192 แรงม้า คู่กับเกียร์ CVT ที่เน้นประหยัดน้ำมัน เหมาะกับสภาพการจราจรติดขัดในเมืองไทย ส่วนรุ่น 2.0T ให้กำลังสูงถึง 252 แรงม้า พร้อมเกียร์ออโต้ 10 สปีด ที่ตอบโจทย์คนรักความสปอร์ต ทั้งสองรุ่นใช้เทคโนโลยี VTEC ของ Honda ที่ช่วยให้ได้ทั้งกำลังและความประหยัดน้ำมันในเวลาเดียวกัน สิ่งที่น่าสนใจคือสภาพอากาศร้อนของไทยที่ต้องการระบบระบายความร้อนที่ดี ซึ่งทั้งสองรุ่นนี้มาพร้อมระบบทำความเย็นประสิทธิภาพสูง แม้ขับนานหรืออากาศร้อนแค่ไหนก็ยังคงเสถียร นอกจากนี้ Accord ในฐานะรถซีดานขนาดกลางตัวสำคัญของ Honda ในไทย ยังถูกปรับแต่งเครื่องยนต์ให้เข้ากับคุณภาพน้ำมันทั่วไปอย่างน้ำมันเบนซิน 91 และ 95 ในประเทศ ทำให้ค่าซ่อมบำรุงไม่สูง สำหรับคนไทยที่เน้นประหยัด รุ่น 1.5T คือคำตอบ ส่วนใครที่ต้องการความแรงเป็นหลัก ก็ต้องรุ่น 2.0T แน่นอน
Q
ค่าแลกเปลี่ยนของ Honda Accord ปี 2021 คือเท่าไร?
มูลค่าการแลกเปลี่ยนรถ Honda Accord รุ่นปี 2021 ในตลาดประเทศไทยจะได้รับผลกระทบจากสภาพรถ ระยะทางที่ใช้งาน รุ่นและอุปกรณ์ รวมถึงความต้องการในตลาดท้องถิ่น โดยทั่วไปแล้วรถที่สภาพดีและระยะทางใช้งานน้อยมักจะได้รับความนิยมในตลาดรถมือสองและมีอัตราการรักษามูลค่าสูงกว่า Honda Accord มีชื่อเรื่องความน่าเชื่อถือและค่าบำรุงรักษาต่ำ ทำให้ยังคงเป็นที่ต้องการในตลาดรถมือสองของประเทศไทย แนะนำให้คุณติดต่อตัวแทนจำหน่าย Honda ที่ได้รับอนุญาตในพื้นที่หรือใช้บริการแพลตฟอร์มประเมินรถมือสองแบบมืออาชีพเพื่อขอราคาแลกเปลี่ยนที่แม่นยำ ซึ่งจะช่วยให้คุณได้รับราคาที่เป็นธรรม นอกจากนี้ การทำความเข้าใจนโยบายเกี่ยวกับรถยนต์ในตลาดประเทศไทย เช่น มาตรฐานการปล่อยมลพิษและภาษีนำเข้า ก็มีผลต่อการประเมินมูลค่ารถสุดท้ายเช่นกัน เพราะปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลต่อราคารถใหม่ ซึ่งจะกระทบต่อสถานการณ์ตลาดรถมือสองทางอ้อม หากคุณกำลังพิจารณาแลกเปลี่ยนรถ การเตรียมพร้อมด้วยการบำรุงรักษารถให้อยู่ในสภาพดีและเก็บรักษาประวัติการบริการอย่างครบถ้วนจะเป็นประโยชน์ เพราะรายละเอียดเล็กน้อยเหล่านี้สามารถช่วยเพิ่มมูลค่าการแลกเปลี่ยนรถของคุณได้ในระดับหนึ่ง
Q
น้ำมันชนิดใดที่ดีที่สุดสำหรับ Honda Accord ปี 2021?
สำหรับรถ Honda Accord รุ่นปี 2021 ทาง Honda แนะนำให้ใช้น้ำมันเครื่องชนิดสังเคราะห์เต็มสูตรที่มีความหนืด 0W-20 เพราะน้ำมันเกรดนี้เหมาะกับสภาพอากาศร้อนของประเทศไทย โดยเฉพาะการขับขี่ในเมืองหรือเดินทางไกลบนทางหลวง เพราะให้การปกป้องเครื่องยนต์ในอุณหภูมิสูงได้ดีและช่วยประหยัดน้ำมันด้วย โดยศูนย์บริการ Honda ในไทยมักจะมีน้ำมันเครื่องเกรด 0W-20 ที่ผ่านการรับรองจากโรงงาน เช่น Honda Ultra SN 0W-20 ซึ่งออกแบบมาเพื่อเทคโนโลยี EarthDream โดยเฉพาะ ช่วยยืดอายุเครื่องยนต์และรักษาประสิทธิภาพสูงสุด แต่ถ้าหาซื้อน้ำมันเครื่องของ Honda ไม่ได้ ก็สามารถเลือกใช้น้ำมันเครื่องสังเคราะห์เต็มสูตรยี่ห้ออื่นที่ได้มาตรฐาน API SN หรือ SP แทนได้ เช่น Shell Helix หรือ Mobil 1 แต่ต้องดูให้ชัวร์ว่ามีการรับรอง ILSAC GF-6 ด้วย ข้อสำคัญคือสภาพอากาศร้อนชื้นของไทยทำให้น้ำมันเครื่องเสื่อมสภาพเร็ว ควรเปลี่ยนน้ำมันเครื่องทุก 10,000 กิโลเมตรหรือทุก 6 เดือน (ดูอย่างไหนถึงก่อน) และควรตรวจสอบระดับน้ำมันเครื่องเป็นประจำ ส่วนใครที่ขับในกรุงเทพฯ หรือต้องเจอรถติดบ่อยๆ อาจต้องเปลี่ยนถี่ขึ้นเป็นทุก 8,000 กิโลเมตร และห้ามผสมน้ำมันเครื่องต่างยี่ห้อหรือต่างเกรดกันเด็ดขาด เพราะอาจทำให้สารเติมแต่งในน้ำมันเครื่องเกิดปฏิกิริยาและลดประสิทธิภาพการหล่อลื่นได้
Q
รถ Honda Accord ปี 2021 ประหยัดน้ำมันไหม?
รถ Honda Accord รุ่นปี 2021 ให้ประสิทธิภาพด้านประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม โดยเฉพาะในสภาพการขับขี่แบบผสมผสานทั้งในเมืองและทางหลวงของประเทศไทย รุ่นเครื่องยนต์ 1.5 เทอร์โบสามารถทำระยะทางได้ประมาณ 15-17 กิโลเมตรต่อลิตร (ขึ้นอยู่กับสไตล์การขับและสภาพถนน) ส่วนรุ่นไฮบริดนั้นประหยัดยิ่งขึ้นไปอีก โดยทำระยะทางได้เกิน 20 กิโลเมตรต่อลิตร ถือเป็นตัวเลือกที่เหมาะกับสภาพการจราจรของไทยที่ทั้งติดขัดและราคาน้ำมันสูง เทคโนโลยี Earth Dreams และระบบไฮบริดอัจฉริยะ i-MMD ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้และทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าได้อย่างลงตัว ส่งผลให้ลดการสิ้นเปลืองน้ำมันได้อย่างชัดเจน แม้ในสภาพอากาศร้อนของไทยที่ต้องใช้แอร์บ่อยๆ ก็ไม่ส่งผลต่ออัตราสิ้นเปลืองมากนัก หากคำนึงถึงค่าใช้จ่ายระยะยาว Honda Accord ตอบโจทย์ด้วยความประหยัดน้ำมัน พร้อมเครือข่ายบริการหลังการขายที่ครอบคลุมในประเทศไทย ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาได้อีกด้วย ที่สำคัญตลาดไทยให้การยอมรับรถยนต์ญี่ปุ่นเป็นอย่างดี มีอะไหล่พร้อมและราคาชัดเจน ช่วยเพิ่มจุดเด่นด้านความคุ้มค่า แนะนำให้ผู้สนใจศึกษาข้อมูลป้ายประหยัดน้ำมันจากกรมธุรกิจพลังงานหรือทดลองขับจริง เพื่อเลือกรุ่นที่เหมาะสมกับระยะทางในการเดินทางประจำวันของตัวเอง
Q
2021 Honda Accord เป็นรถที่มีความน่าเชื่อถือหรือไม่?
Honda Accord รุ่นปี 2021 ในตลาดไทยเป็นรถที่ไว้ใจได้จริงๆ ได้รับการยอมรับจากหลายด้านเรื่องความทนทาน รุ่นนี้มาพร้อมเครื่องยนต์ 1.5 เทอร์โบหรือระบบไฮบริด 2.0 ลิตรที่ทำงานสมบูแบบ ให้กำลังส่งที่เนียนๆ และประหยัดน้ำมันสุดๆ เหมาะทั้งขับในเมืองไทยที่รถติดหนักและขับทางไกล แม้ในสภาพอากาศร้อนชื้นของไทย ระบบแอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก็ยังทำงานเสถียรไม่ทำให้เซ็ง ค่าบำรุงรักษาก็ไม่แรงเกินไป แถม Honda มีศูนย์บริการกระจายทั่วไทย อะไหล่ก็หาง่าย ซ่อมก็สะดวก ที่เด็ดกว่ารุ่นนี้ติดตั้ง Honda SENSING ระบบเซฟตี้ช่วยเตือนและป้องกันอุบัติเหตุ มีทั้งระบบเบรกอัตโนมัติเมื่อเจอวัตถุข้างหน้า ช่วยควบคุมเลน ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่บนถนนไทยที่ค่อนข้างโหด สำหรับคนไทยแล้ว Honda Accord 2021 เป็นรถซีดานขนาดกลางที่ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน ทั้งขับไปทำงานประจำหรือพาครอบครัวเที่ยวยาวๆ ค่าซื้อขายต่อก็ยังอยู่ตัวในตลาดรอง ทำให้ค่าใช้จ่ายระยะยาวค่อนข้างประหยัดทีเดียว
Q
รถ Honda Accord ปี 2021 ราคาเท่าไหร่?
ราคาขาย Honda Accord 2021 ในตลาดไทยจะแตกต่างกันไปตามรุ่นและอุปกรณ์ โดยมีช่วงราคาอยู่ที่ประมาณ 1.4 - 1.8 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับระบบขับเคลื่อนที่เลือก (เช่น 1.5T เทอร์โบชาร์จ หรือ 2.0L ไฮบริด) อุปกรณ์ภายในห้องโดยสาร และฟังก์ชั่นเสริม (เช่น ระบบความปลอดภัย Honda SENSING หรือหลังคาพาโนรามา) นอกจากราคารถแล้ว ผู้ซื้อในไทยยังต้องคำนึงถึงค่าจดทะเบียนและประกันภัยซึ่งมักจะคิดเป็น 5%-10% ของราคารถ Honda Accord ได้รับความนิยมในไทยจากความน่าเชื่อถือ ประหยัดน้ำมัน และพื้นที่กว้างขวาง โดยเฉพาะรุ่นไฮบริดที่ช่วยลดการสิ้นเปลืองน้ำมันในเมืองอย่างกรุงเทพฯ ที่มีการจราจรหนาแน่น ข้อดีเพิ่มเติมคือรัฐบาลไทยมีนโยบายลดภาษีสำหรับรถยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทำให้รุ่นไฮบริดอาจได้รับสิทธิประโยชน์บางส่วน แนะนำให้สอบถามตัวแทนจำหน่ายในพื้นที่เพื่อรับข้อมูลโปรโมชั่นล่าสุดก่อนตัดสินใจซื้อ ราคารถใหม่ในตลาดไทยมักจะสูงกว่ารถมือสองประมาณ 30%-50% แต่ Honda เป็นแบรนด์ที่มูลค่าตกต่ำน้อยเมื่อขายต่อ ทำให้เสียเงินน้อยกว่ายี่ห้ออื่นเมื่อต้องการเปลี่ยนรถในอนาคต
Q
“Honda Accord เป็นรถที่ทรงพลังหรือไม่?”
ในตลาดไทย Honda Accord เป็นรถเก๋งขนาดกลางที่รวมความแรงและความประหยัดไว้ด้วยกัน ตัวเลือกระบบขับเคลื่อนมีทั้งเครื่องยนต์เทอร์โบ 1.5T และระบบไฮบริด 2.0L ที่ให้กำลังขับเคลื่อนได้อย่างเต็มเปี่ยม โดยเฉพาะเหมาะกับสภาพถนนในเมืองและทางด่วนของไทย รุ่น 1.5T ให้กำลังสูงสุดถึง 193 แรงม้า แรงบิด 260 นิวตัน-เมตร เร่งเครื่องได้ลื่นไหล ส่วนรุ่นไฮบริดจะเน้นความนุ่มนวลและประหยัดน้ำมัน โดยกินน้ำมันเพียง 4-5L/100km ซึ่งตอบโจทย์ค่าก๊าซที่ค่อนข้างแพงในไทย นอกจากนี้ระบบช่วงล่างของ Honda Accord ยังถูกปรับมาเพื่อความสบายเป็นพิเศษ ช่วยลดปัญหาถนนบางเส้นในไทยได้ดี แถมยังแข็งแรงได้มาตรฐานความปลอดภัยสำหรับตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถ้าอยากได้ความแรงระดับสปอร์ตก็มีรุ่นต่างประเทศให้เลือก แต่ต้องระวังว่าตลาดไทยมักเน้นรุ่นประหยัดเป็นหลัก เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง Toyota Camry และ Mazda 6 ที่มีระบบขับเคลื่อนคล้ายๆ กัน ลูกค้าสามารถทดลองขับและเปรียบเทียบตามงบประมาณและสไตล์การขับได้เลย
Q
รถ Honda Accord ปี 2021 จำเป็นต้องใช้น้ำมันเครื่องสังเคราะห์หรือไม่?
สำหรับรถ Honda Accord รุ่นปี 2021 ที่จำหน่ายในประเทศไทย แนะนำให้ใช้น้ำมันเครื่องประเภทสังเคราะห์เท่านั้น โดยเฉพาะเกรด 0W-20 หรือ 5W-20 แบบเต็มสังเคราะห์ ซึ่งน้ำมันเครื่องเกรดนี้จะทำงานได้ดีกว่าในสภาพอากาศร้อนของไทย เพราะให้การปกป้องเครื่องยนต์ในอุณหภูมิสูงได้ดีเยี่ยม ช่วยประหยัดน้ำมัน และยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์ พร้อมทั้งตอบโจทย์มาตรฐานการดูแลรักษาของ Honda อย่างเคร่งครัด สำหรับคนไทยแล้วต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะสภาพอากาศที่ทั้งร้อนและชื้นแบบนี้ น้ำมันเครื่องสังเคราะห์จะมีความเสถียรและต้านทานการเกิดออกซิเดชั่นได้ดีกว่าน้ำมันแร่ ช่วยลดปัญหาคาร์บอนสะสมและอาการสึกหรอของเครื่องยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรเปลี่ยนน้ำมันเครื่องตามระยะที่คู่มือระบุไว้ คือทุก 10,000 กิโลเมตรหรือทุก 6 เดือน แต่ถ้าต้องขับในเมืองอย่างกรุงเทพฯ ที่รถติดบ่อยๆ อาจต้องเปลี่ยนถี่กว่านั้นหน่อย ถ้าเลือกใช้ยี่ห้ออื่นนอกจากของทาง Honda ต้องดูให้มั่นใจว่าได้มาตรฐาน API SN ขึ้นไป ข้อควรระวังคือรถแต่ละรุ่นหรือปีผลิตอาจต้องการน้ำมันเครื่องต่างกัน เช่นรุ่นไฮบริดอาจกำหนดเกรดน้ำมันเครื่องที่เข้มงวดกว่า ดังนั้นก่อนเข้าศูนย์ควรปรึกษาอู่ฮอนด้าที่ได้รับการรับหมายในไทยก่อน การเลือกน้ำมันเครื่องที่เหมาะสมนอกจากจะช่วยปกป้องเครื่องยนต์แล้ว ยังช่วยให้ประหยัดน้ำมันได้ดี โดยเฉพาะกับการขับทางไกลหรือขับในเมืองแบบที่คนไทยนิยมทำกัน
  • รถยอดนิยม

  • รุ่นปีรถยนต์

  • เปรียบเทียบรถยนต์

  • รูปภาพรถ

ข้อดี

เครื่องยนต์ที่หลากหลาย 1.5 ลิตร เครื่องยนต์มีกำลังสูงสุด 190 แรงม้า ในขณะที่ 2.0 ลิตร ระบบไฮบริดจะร่วมมือกับเครื่องยนต์ไฟฟ้า มีกำลังสูงสุด 215 แรงม้า
ฉนวนเสียงในประตูดี การฉีดฟองเสียงที่หลายแห่งครั้งแรก และติดตั้งระบบลดเสียงที่ใช้งาน
การออกแบบภายในสบาย ความรู้สึกในการจับเวลเป็นเลิศ การออกแบบเบาะดีและสบาย ที่นั่งด้านหลังกว้างขวาง
ขันธ์ที่ดี ยังมีความสนุกในการขับขี่ในเมืองและชานเมือง การขับขี่ช้าๆเป็นความสบาย แข็งแรงเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูง
เทคโนโลยีความปลอดภัยที่ทันสมัย มีระบบช่วยขับขี่และความปลอดภัยที่หลากหลาย เช่น พวงมาลัยหลายฟังก์ชัน จอสัมผัสหรูหรา

ข้อเสีย

ส่วนภายในของรถบางส่วนไม่มีคุณภาพสูงพอ การใช้พลาสติกบางส่วนทำให้รู้สึกถึงคุณภาพ
รถรุ่นพื้นฐานไม่มีพอร์ท USB ที่ด้านหลัง หากต้องการ 4 พอร์ทคุณต้องซื้อรุ่น Hybrid
การปรับหมอนรองคอที่นั่งด้านหลังยาก ไม่มีการล็อคปรับภายในรถ
รถไม่กันแดด ราคาเกินหนึ่งล้านแต่มีกระจกข้างที่ปรับด้วยมือและไม่มีกระจกกันแดด ราคาคุ้มค่าน้อย

Q&A ล่าสุด

Q
“ต้องใช้น้ำมันกี่ลิตรในการเดินทาง 300 กิโลเมตร?”
อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงในการเดินทาง 300 กิโลเมตรนั้นแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับรุ่นรถ สภาพถนน และพฤติกรรมการขับขี่ หากขับขี่บนทางหลวงตลอดเส้นทาง อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงโดยทั่วไปจะอยู่ที่ 7-8 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร ดังนั้นจึงต้องใช้ประมาณ 21-24 ลิตรสำหรับระยะทาง 300 กิโลเมตร ในเขตเมือง การขับขี่แบบหยุดๆ ไปๆ มาๆ บ่อยครั้งจะทำให้อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นเป็น 10-12 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร ดังนั้นจึงต้องใช้ 30-36 ลิตรสำหรับระยะทาง 300 กิโลเมตร ในสภาพการขับขี่แบบผสมผสาน (ครึ่งหนึ่งบนทางหลวงและครึ่งหนึ่งในเมือง) อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงโดยรวมจะอยู่ที่ประมาณ 8-10 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร ดังนั้นจึงต้องใช้ 24-30 ลิตรสำหรับระยะทาง 300 กิโลเมตร อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงยังแตกต่างกันไปตามรุ่นรถด้วย รถเก๋งประหยัดน้ำมัน (เช่น เครื่องยนต์ 1.6 ลิตร) มีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงโดยรวมประมาณ 7-8 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร ดังนั้นจึงต้องใช้ 21-24 ลิตรสำหรับระยะทาง 300 กิโลเมตร รถยนต์ประเภท SUV หรือรถยนต์ที่มีขนาดเครื่องยนต์ใหญ่ (เช่น เครื่องยนต์ 2.0T) มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงโดยเฉลี่ยประมาณ 10-12 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร และต้องใช้ 30-36 ลิตรสำหรับระยะทาง 300 กิโลเมตร การขับขี่อย่างนุ่มนวล (เช่น การรักษาระดับความเร็วที่ประหยัด และลดการเร่งและเบรกกะทันหัน) และการบำรุงรักษารถยนต์อย่างสม่ำเสมอ สามารถช่วยลดอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงได้อีกด้วย
Q
น้ำมันเบนซิน 95 จำนวน 1 ลิตร มีน้ำหนักกี่กิโลกรัม?
น้ำมันเบนซินชนิด 95 ปริมาตร 1 ลิตร มักมีน้ำหนักประมาณ 0.72 ถึง 0.75 กิโลกรัม ค่าที่แน่นอนจะได้รับอิทธิพลจากปัจจัยต่างๆ เช่น อุณหภูมิ ส่วนประกอบของน้ำมัน ฯลฯ ในสภาพอุณหภูมิห้อง (25 องศาเซลเซียส) ความหนาแน่นของน้ำมันเบนซิน 95 นั้นประมาณ 0.737 กรัมต่อมิลลิลิตร ดังนั้นน้ำหนักของน้ำมันเบนซินชนิดนี้ 1 ลิตรจึงประมาณ 0.737 กิโลกรัม เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น ความหนาแน่นของน้ำมันเบนซินจะลดลงเล็กน้อย และน้ำหนักก็จะลดลงตามไปด้วย ในขณะที่อุณหภูมิลดลง ความหนาแน่นจะเพิ่มขึ้น และน้ำหนักก็จะเพิ่มขึ้นตามลำดับ นอกจากนี้ ความแตกต่างเล็กน้อยในกระบวนการกลั่นน้ำมันหรือส่วนผสมของสารเติมแต่งต่างๆ ก็อาจทำให้เกิดการผันผวนเล็กน้อยในความหนาแน่นได้ แต่ช่วงค่าทั้งหมดยังคงอยู่ในช่วง 0.72 ถึง 0.75 กิโลกรัม ถังเก็บน้ำมันของสถานีบริการน้ำมันส่วนใหญ่ถูกฝังใต้ดิน และท่อใช้วัสดุพิเศษ ซึ่งสามารถลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิต่อปริมาตรของน้ำมันเบนซินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นในการเติมน้ำมันในชีวิตประจำวันจึงไม่จำเป็นต้องกังวลมากเกินไปเกี่ยวกับความแตกต่างของน้ำหนักที่เกิดจากอุณหภูมิ
Q
คุณสามารถขับรถได้กี่กิโลเมตรด้วยน้ำมัน 5 ลิตร?
จำนวนกิโลเมตรที่สามารถขับเคลื่อนได้ด้วยน้ำมันเบนซิน 5 ลิตรขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น รุ่นรถและสภาพถนน เป็นต้น ตัวอย่างเช่น รถแทงค์ 300 รุ่นไฮบริดน้ำมันเบนซิน มีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันจริงในสภาพเมืองประมาณ 11.5 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร จากการคำนวณนี้ น้ำมันเบนซิน 5 ลิตรสามารถขับเคลื่อนได้ประมาณ 43.5 กิโลเมตร (วิธีคำนวณ: 5 ลิตร ÷ 11.5 ลิตร/100 กิโลเมตร × 100 กิโลเมตร ≈ 43.5 กิโลเมตร) อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันของรถรุ่นต่างๆ มีความแตกต่างกันมาก โดยรถ SUV ออฟโรดเนื่องจากน้ำหนักตัวรถและความต้องการกำลัง มักสิ้นเปลืองน้ำมันมากกว่ารถยนต์ขนาดเล็กหรือรุ่นประหยัดพลังงาน นอกจากนี้ นิสัยการขับขี่และสภาพถนน (เช่น การจราจรติดขัดในเมืองหรือการขับบนทางหลวงด้วยความเร็วคงที่) ก็ส่งผลต่อระยะทางที่ขับเคลื่อนได้จริง ควรสังเกตว่ารถยนต์ดีเซลและรถยนต์เบนซินมีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันที่แตกต่างกัน เช่น รถแทงค์ 300 รุ่นดีเซลมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันทางการที่ 7.8 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร แต่ข้อมูลนี้เป็นสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล ไม่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเบนซิน
Q
วิธีการคำนวณการใช้เชื้อเพลิงมีอะไรบ้าง?
วิธีการคำนวณการใช้เชื้อเพลิงส่วนใหญ่ ได้แก่วิธีการวัดจากการทดลองขับรถบนถนน วิธีการคำนวณด้วยมือ วิธีการคำนวณด้วยคอมพิวเตอร์ในรถ และวิธีการคำนวณด้วยสูตรมืออาชีพ เป็นต้น ในวิธีการวัดจากการทดลองขับรถบนถนน การทดลองการใช้เชื้อเพลิงต่อ 100 กิโลเมตรในการขับรถด้วยความเร็วคงที่นิยมใช้มากที่สุด ซึ่งต้องดำเนินการบนถนนลาดยางที่เรียบและแห้ง ภายใต้สภาพอากาศที่เหมาะสม โดยรถต้องรักษาน้ำหนักบรรทุกตามที่กำหนด เริ่มทดสอบที่ความเร็ว 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมงด้วยเกียร์สูงสุด แล้วทำการทดสอบการขับขี่ด้วยความเร็วคงที่โดยเพิ่มความเร็วขึ้นทุกๆ 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ต้องวัดอย่างน้อย 5 จุดความเร็ว และสำหรับแต่ละความเร็วต้องขับไปและกลับสองครั้งเพื่อคำนวณการใช้เชื้อเพลิงต่อ 100 กิโลเมตร วิธีการคำนวณด้วยมือเป็นวิธีที่เจ้าของรถใช้กันทั่วไปในชีวิตประจำวัน โดยบันทึกปริมาณเชื้อเพลิงที่เติมและระยะทางที่ขับรถไป แล้วใช้สูตร "การใช้เชื้อเพลิง (ลิตร/100 กิโลเมตร) = ปริมาณเชื้อเพลิงที่เติม (ลิตร) ÷ ระยะทางที่ขับรถไป (กิโลเมตร) × 100" เพื่อคำนวณ เพื่อเพิ่มความถูกต้อง ต้องบันทึกข้อมูลอย่างต่อเนื่อง พิจารณาสภาพถนนที่แตกต่างกัน (การจราจรติดขัดในเมือง ทางหลวง ชานเมือง) สภาพการบรรทุก (บรรทุกเต็ม/ไม่บรรทุก) และสภาพการบำรุงรักษารถ นอกจากนี้ยังสามารถคำนวณผ่านค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงได้ โดยนำค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงหารด้วยราคาเชื้อเพลิงเพื่อได้ปริมาณเชื้อเพลิงทั้งหมด แล้วนำไปคำนวณร่วมกับระยะทางเพื่อหาการใช้เชื้อเพลิงต่อ 100 กิโลเมตร วิธีการคำนวณด้วยคอมพิวเตอร์ในรถจะแสดงข้อมูลการใช้เชื้อเพลิงโดยตรงผ่านหน้าปัดรถหรือหน้าจอข้อมูล ซึ่งสะดวกแต่อาจมีข้อผิดพลาดเล็กน้อย การคำนวณด้วยสูตรมืออาชีพ ได้แก่ อัตราการใช้เชื้อเพลิงที่มีประสิทธิภาพ (ปริมาณเชื้อเพลิงที่ใช้ต่อหน่วยเวลาหารด้วยกำลังที่มีประสิทธิภาพ แล้วคูณด้วย 1000 หน่วยเป็นกรัม/กิโลวัตต์-ชั่วโมง) และการคำนวณปริมาณเชื้อเพลิงที่ควรใช้ของรถใช้งาน (โดยใช้สูตรที่รวมอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเมื่อไม่บรรทุก การสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเพิ่มเนื่องจากน้ำหนักบรรทุก และระยะทางที่ขับรถไป) วิธีการประเภทนี้มักใช้สำหรับการวิเคราะห์ทางเทคนิคในอุตสาหกรรมหรือการคำนวณต้นทุนการดำเนินงาน วิธีการต่างๆ เหมาะสมกับสถานการณ์ที่แตกต่างกัน เจ้าของรถสามารถเลือกใช้ตามความต้องการ เมื่อใช้ในชีวิตประจำวัน ควรให้ความสำคัญกับความถูกต้องของการบันทึกข้อมูลและการพิจารณาปัจจัยสถานการณ์ต่างๆ เพื่อให้สามารถเข้าใจสภาพการใช้เชื้อเพลิงของรถได้อย่างแม่นยำมากขึ้น
Q
น้ำมัน 1 ลิตร เท่ากับระยะทางกี่กิโลเมตรในรถยนต์?
ระยะทางที่รถยนต์แต่ละรุ่นสามารถวิ่งได้ด้วยน้ำมันเบนซิน 1 ลิตรมีความแตกต่างกัน โดยตัวอย่างเช่น โตโยต้า YARIS ATIV Hybrid ที่มีสมรรถนะการประหยัดน้ำมันที่โดดเด่น จากการทดสอบพบว่าน้ำมัน 1 ลิตรสามารถขับเคลื่อนรถได้ไกล 26.3 ถึง 29.4 กิโลเมตร รุ่นนี้ติดตั้งระบบไฮบริด 1.5 ลิตร มีกำลังรวม 111 แรงม้า การส่งกำลังตอบสนองความต้องการการเดินทางประจำวันและการขับขี่ในเมือง และยังรองรับการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ E20 ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการใช้พลังงานของท้องถิ่น นอกจากนี้ รถยนต์ไฮบริดยังได้รับความนิยมจากผู้บริโภคในตลาดท้องถิ่น โดยยอดขายรถไฮบริดในประเทศไทยช่วงครึ่งแรกของปี 2568 เพิ่มขึ้น 30% ทำให้รถรุ่นที่มีประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันสูงเช่นนี้กลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกยอดนิยมของตลาด
ดูเพิ่มเติม