Q

BYD Atto 3 มีที่นั่งกี่ที่

BYD Atto 3 เป็น SUV ไฟฟ้าที่ได้รับความนิยมทั้งในจีนและไทย มาพร้อมกับการจัดวางแบบ 5 ที่นั่งมาตรฐานที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันของครอบครัวไทยได้เป็นอย่างดี เหมาะมากๆ สำหรับการออกทริปกับเพื่อนหรือครอบครัวแบบที่คนไทยชอบ ด้วยพื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลังขนาด 440 ลิตร ที่สามารถขยายได้ถึง 1,340 ลิตรเมื่อพับเบาะหลังลง ช่วยให้การท่องเที่ยวหรือขนของสะดวกขึ้นมาก สำหรับคนไทยที่ชอบขับรถเที่ยวหรือต้องขนของบ่อยๆ ทางด้านเทคโนโลยี BYD Atto 3 ถูกพัฒนาบนแพลตฟอร์ม e-platform 3.0 และใช้แบตเตอรี่ Blade Battery ที่BYDพัฒนาขึ้นเอง ซึ่งแม้ในสภาพอากาศร้อนๆ แบบไทยก็ยังคงทำงานได้อย่างมีเสถียรภาพ ที่น่าสนใจคือราคาเริ่มต้นในไทยอยู่ที่ประมาณ 1,199,000 บาท ซึ่งถูกกว่าการใช้รถยนต์เชื้อเพลิงในระดับเดียวกัน แถมยังได้ประโยชน์จากนโยบายลดภาษีและสนับสนุนรถ EV ของรัฐบาลไทย รวมถึงสถานีชาร์จที่กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ BYD Atto 3 เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนไทยที่อยากเปลี่ยนมาใช้รถไฟฟ้า
ข้อความพิเศษ: เนื้อหานี้โพสต์โดยผู้ใช้ และไม่ได้แสดงถึงมุมมองและจุดยืนของ PCauto

Q&A เกี่ยวข้อง

Q
Atto 3 2022 ราคาเท่าไหร่?
ราคาขายของ BYD Atto 3 รุ่นปี 2022 ในตลาดไทยอยู่ที่ประมาณ 1.2 - 1.4 ล้านบาท โดยราคาอาจมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับรุ่นย่อยและโปรโมชั่นจากตัวแทนจำหน่าย รถ SUV ไฟฟ้ารุ่นนี้มาพร้อมกับเทคโนโลยีแบตเตอรี่ Blade Battery ที่ให้ระยะทางประมาณ 480 กิโลเมตรตามมาตรฐาน NEDC และรองรับระบบชาร์จเร็วที่สามารถเติมไฟได้ถึง 80% ในเวลาเพียง 40 นาที ออกแบบมาเพื่อครอบครัวรุ่นใหม่ด้วยดีไซน์ Dragon Face 3.0 ทั้งภายนอกและภายใน ติดตั้งหน้าจอกลางขนาด 12.8 นิ้วที่หมุนได้และระบบช่วยขับอัจฉริยะ DiPilot มอเตอร์ไฟฟ้าสามารถผลิตกำลังสูงสุด 150 kW เร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 7.3 วินาที ตอนนี้การซื้อรถไฟฟ้าจะได้รับสิทธิประโยชน์จากรัฐบาลทั้งส่วนลดและลดหย่อนภาษี แนะนำให้ตรวจสอบโปรโมชั่นล่าสุดก่อนตัดสินใจซื้อ และควรพิจารณาความพร้อมในการติดตั้งสถานีชาร์จที่บ้านด้วย รุ่นนี้มีจุดเด่นในเรื่องความกว้างขวางของพื้นที่ภายในและระบบอัจฉริยะที่เหนือกว่ารุ่นอื่นๆ ในระดับราคาเดียวกัน นอกจากนี้ค่าบำรุงรักษาก็ถูกกว่ารถยนต์น้ำมันมาก ถือเป็นหนึ่งในตัวเลือกรถไฟฟ้าที่คุ้มค่าที่สุดในตลาดตอนนี้
Q
BYD Atto 3 คุ้มค่าที่จะซื้อหรือไม่?
BYD Atto 3 เป็น SUV ไฟฟ้าเต็มรูปแบบที่คุ้มค่าและใช้งานได้ดี เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังมองหารถพลังงานใหม่ แบตเตอรี่แบบ Blade ที่ติดตั้งมาด้วยมีความปลอดภัยสูง ให้ระยะทางประมาณ 480 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน NEDC) เพียงพอสำหรับการเดินทางประจำวันหรือทริปสั้นๆ ในโหมดชาร์จเร็วสามารถเติมไฟได้ถึง 80% ในเวลาเพียง 30 นาที ซึ่งในเขตเมืองหลักๆ การชาร์จไม่ใช่ปัญหาใหญ่ หน้าจอควบคุมกลางแบบหมุนได้ 12.8 นิ้วและระบบ DiLink อัจฉริยะรองรับภาษาไทยและแอปพลิเคชันยอดนิยมได้ดี ส่วนเรื่องพื้นที่ภายใน ด้วยระยะฐานล้อ 2720 มม. ทำให้มีพื้นที่ด้านหลังกว้างขวาง เหมาะสำหรับครอบครัว อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับรถน้ำมันในราคาใกล้เคียง การตั้งค่าตัวถังของ Atto 3 จะเน้นความสบายมากกว่าความสปอร์ต และในสภาพอากาศเย็น ระยะทางอาจจะลดลงบ้าง ในด้านบริการหลังการขาย BYD มีเครือข่ายบริการในเมืองหลักแล้ว แต่สำหรับพื้นที่ห่างไกลควรตรวจสอบความสะดวกในการซ่อมบำรุงล่วงหน้า นโยบายภาษีสำหรับรถ EV และความครอบคลุมของสถานีชาร์จเป็นปัจจัยสำคัญที่ควรพิจารณา แนะนำให้ทดลองขับก่อนตัดสินใจซื้อจะดีที่สุด
Q
รถ BYD Atto 3มีข้อเสียอะไรบ้าง?
BYD Atto 3 อาจมีข้อด้อยบางประการ โดยจากความคิดเห็นของตลาด พบว่าในช่วงหลังราคาของรุ่นนี้ลดลงมาก เมื่อเปิดตัวครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน 2022 ราคาราว 1.19 ล้านบาท แต่ภายในปลายเดือนกรกฎาคม 2024 ราคาลดลงเหลือประมาณ 9 แสนบาท ทำให้เจ้าของรถที่ซื้อในช่วงแรกเกิดความไม่พอใจ เพราะรู้สึกเสียเปรียบ ในแง่ของการใช้งาน ปัจจุบันสถานีชาร์จรถไฟฟ้าในประเทศไทยยังมีไม่มาก โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ มีจุดชาร์จสาธารณะเพียงประมาณ 500 จุด และการชาร์จก็ค่อนข้างช้า ซึ่งเป็นข้อจำกัดสำคัญสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าอย่าง BYD Atto 3 เพราะอาจทำให้การเดินทางไม่สะดวก และจำกัดระยะทางที่ใช้งานได้ นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับรถคู่แข่งบางรุ่น BYD Atto 3 อาจยังมีจุดที่พัฒนาได้ในเรื่องของพื้นที่เก็บของและการออกแบบภายในที่ให้ความรู้สึกเฉพาะตัว อย่างไรก็ตาม รถแต่ละรุ่นก็มีทั้งจุดเด่นและข้อเสีย ผู้บริโภคควรเลือกให้เหมาะกับความต้องการและความชอบของตัวเองเป็นหลัก
Q
BYD Atto 3 อยู่ในเซกเมนต์อะไร?
BYD Atto 3 เป็นรถยนต์ที่อยู่ในกลุ่มซีซีgment C ซึ่งมีขนาดตัวถังยาว 4,455 มม. กว้าง 1,875 มม. และสูง 1,615 มม. ระยะฐานล้ออยู่ที่ 2,720 มม. ทำให้การจัดวางพื้นที่ภายในรถออกแบบมาอย่างเหมาะสม พร้อมด้วยรูปแบบ 5 ประตู 5 ที่นั่ง ที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันของครอบครัวได้ดี ส่วนน้ำหนักรถจะแตกต่างกันตามรุ่น โดยรุ่นมาตรฐานมีน้ำหนัก 1,680 กก. ส่วนรุ่นระยะไกลจะมีน้ำหนัก 1,750 กก. นอกจากนี้ยังมีปริมาณกระโปรงท้าย 440 ลิตร ที่เพียงพอต่อการขนส่งสิ่งของต่างๆ โดยทั่วไปแล้วรถกลุ่มซีซีgment C จะมีขนาด พื้นที่ภายใน และอุปกรณ์ที่อยู่ระหว่างรถคอมแพคและรถขนาดกลาง ทำให้ Atto 3 ด้วยสเปคและคุณสมบัติเฉพาะตัว ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้บริโภค และยังมีความสามารถในการแข่งขันกับรถไฟฟ้ารุ่นอื่นๆ ในระดับเดียวกัน อีกทั้งยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยมาตรฐานที่ครบครัน เพื่อมอบความสะดวกสบายให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสารอีกด้วย
Q
มูลค่าขายต่อของ BYD Atto 3 อยู่ที่เท่าไร?
มูลค่าขายต่อของ BYD Atto 3 อาจได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัย โดยทั่วไปแล้ว ในปี 2024 BYD Atto 3 รุ่นมาตรฐาน Standard Range Active ราคาอยู่ที่ประมาณ 799,900 บาท รุ่น Standard Range Premium อยู่ที่ 859,900 บาท และรุ่น Extended Range Premium อยู่ที่ 899,900 บาท ก่อนหน้านี้ในปี 2022 รถรุ่นนี้เคยมีราคาสูงถึง 1,199,900 บาท แต่หลังจากการปรับราคาครั้งใหญ่ในประเทศไทย ราคาลดลงมาเหลือราว 900,000 บาท ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลกระทบต่อราคาขายต่อของรถรุ่นนี้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม หากรถได้รับการดูแลรักษาอย่างดี มีระยะทางวิ่งน้อย และระบบต่าง ๆ ยังใช้งานได้ตามปกติ มูลค่าขายต่อก็อาจสูงขึ้นได้ นอกจากนี้ ความต้องการในตลาดก็มีผลต่อราคามือสองเช่นกัน BYD Atto 3 เป็นรถที่ได้รับความนิยมในประเทศไทย และมีส่วนแบ่งตลาดค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับรถบางรุ่นที่ไม่เป็นที่นิยม ATTO 3 มีแนวโน้มที่จะรักษามูลค่ามือสองได้ดีกว่า อย่างไรก็ดี เหมือนกับรถทุกคัน มูลค่าขายต่อจะลดลงตามกาลเวลาเนื่องจากการใช้งาน การเสื่อมสภาพของชิ้นส่วน เทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว และการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ ๆ ในอนาคต
Q
ประเภทเกียร์ของ BYD Atto 3 เป็นแบบไหน?
BYD Atto 3 ใช้ระบบเกียร์แบบ EV (Electric Vehicle Transmission) โดยเป็นเกียร์ แบบ 1 สปีด (1 ระดับ) ซึ่งเป็นรูปแบบเกียร์ที่พบได้ทั่วไปในรถยนต์ไฟฟ้า ระบบเกียร์แบบนี้มีโครงสร้างค่อนข้างเรียบง่าย ช่วยลดการสูญเสียพลังงานระหว่างการส่งกำลัง และเพิ่มประสิทธิภาพในการแปลงพลังงานจากมอเตอร์สู่ล้อ ทำให้รถมีอัตราเร่งที่ดีและตอบสนองทันใจ ด้วยการออกแบบให้มีแค่เกียร์เดียว จึงช่วยให้การขับขี่เป็นเรื่องง่าย ไม่ต้องเปลี่ยนเกียร์บ่อย ทำให้ผู้ขับรู้สึกนุ่มนวลและขับสนุกยิ่งขึ้น BYD Atto 3 ยังใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหน้า โดยวางมอเตอร์ไว้ด้านหน้า ซึ่งให้กำลังสูงสุดถึง 150 กิโลวัตต์ (kW) และแรงบิดสูงสุด 310 นิวตันเมตร (Nm) พละกำลังระดับนี้ถือว่าเพียงพอสำหรับการใช้งานทั้งในเมืองและเดินทางระยะสั้น รองรับการใช้งานหลากหลายรูปแบบ และสามารถขับขี่ได้อย่างมั่นใจในสภาพถนนที่แตกต่างกัน
Q
ขนาด PCD ของ BYD Atto 3คือเท่าไร?
ขนาด PCD ของ BYD Atto 3 คือ 5×114.3 ซึ่งเป็นขนาดที่พบได้ทั่วไปในตลาดรถเมืองไทย และใช้ร่วมกันได้กับรถญี่ปุ่นหลายรุ่น เช่น Toyota, Honda เป็นต้น ตัวเลข “5” หมายถึงล้อมี รูน็อต 5 รู ตัวเลข “114.3” คือเส้นผ่านศูนย์กลางของวงกลมที่รูน็อตทั้ง 5 รูเรียงอยู่ ซึ่งมีขนาด 114.3 มิลลิเมตร รถรุ่นนี้ยังใช้ ขนาดรูดุมกลาง (Center Bore) อยู่ที่ 67.1 มม. และมีค่าออฟเซ็ต (ET) ประมาณ ET38 ถึง ET45 ซึ่งถือว่าเป็นขนาดมาตรฐาน ทำให้สามารถเลือกเปลี่ยนหรือแต่งล้อได้หลากหลายรุ่นในตลาดไทย เนื่องจากประเทศไทยมีสภาพอากาศร้อนและฝนตกชุก จึงแนะนำให้เจ้าของรถเลือกใช้ล้อแม็กน้ำหนักเบาเพื่อลดการใช้พลังงาน และควรเลือกล้อที่มีความแข็งแรงเหมาะสมกับสภาพถนนไทย ร้านแต่งรถที่ได้รับอนุญาตจาก BYD ในไทยมีล้อแม็กตรงรุ่นที่ตรงกับสเปก PCD ของ Atto 3 ซึ่งจะช่วยให้ล้อเข้ากับระบบช่วงล่างอย่างปลอดภัยและสมบูรณ์แบบ ข้อควรระวัง: หากต้องการเปลี่ยนเป็นล้อขนาดใหญ่ขึ้น ควรรักษา “เส้นรอบวงล้อรวมยาง” ให้ใกล้เคียงของเดิม เพื่อไม่ให้มีผลต่ออัตราการใช้พลังงานของรถ และความแม่นยำของมาตรวัดความเร็ว
Q
BYD Atto 3 รองรับ Apple CarPlay หรือไม่?
ปัจจุบัน BYD Atto 3 ยังไม่รองรับฟังก์ชัน Apple CarPlay แม้ว่าจอแสดงผลจะมีความใหญ่พอสมควร แต่ระบบความบันเทิงภายในรถยังถือว่ามีข้อจำกัดอยู่บ้าง อย่างไรก็ตาม BYD ระบุว่าจะพัฒนาประสิทธิภาพเหล่านี้ผ่านการอัปเดตระบบแบบไร้สายในอนาคต เนื่องจากความต้องการของซอฟต์แวร์ในแต่ละตลาดทั่วโลกมีความแตกต่างกัน BYD จึงจำเป็นต้องร่วมมือกับบริษัทท้องถิ่นเพื่อพัฒนาแอปพลิเคชันที่เหมาะสมกับตลาดนั้นๆ แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่มี Apple CarPlay แต่ด้วยการพัฒนาของเทคโนโลยีและการอัปเดตซอฟต์แวร์ ระบบความบันเทิงในรถรุ่นนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ผู้ใช้สามารถติดตามข่าวสารการอัปเดตฟังก์ชันต่างๆ ผ่านช่องทางทางการของ BYD เพื่อรับประสบการณ์การขับขี่ที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นในอนาคต
Q
ยางติดรถของ BYD Atto 3 ใช้ยี่ห้ออะไร?
ขออภัย ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดเกี่ยวกับ ยี่ห้อยางที่ติดตั้งมาจากโรงงานของ BYD Atto 3 อย่างไรก็ตาม สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับ ขนาดยางของแต่ละรุ่น ได้ดังนี้:รุ่น Standard Range Dynamic 2024 และ Standard Range Premium 2024 ใช้ยางขนาด 215/55 R18 ทั้งล้อหน้าและหลัง รุ่น Extended Range Premium 2024 ใช้ยางขนาด 235/50 R18 ทั้งล้อหน้าและหลัง รุ่นปี 2022 (Atto 3 รุ่นแรก) ใช้ยางขนาด215/55 R18 สำหรับล้อหน้าและหลังเช่นกัน พารามิเตอร์ของข้อมูลจำเพาะของยางเหล่านี้ประกอบด้วยข้อมูลต่างๆ เช่น ความกว้างของยาง อัตราส่วนขนาด และเส้นผ่านศูนย์กลางขอบล้อ ยางที่มีข้อมูลจำเพาะต่างกันอาจมีสมรรถนะ การควบคุม ความสบาย และอื่นๆ ที่แตกต่างกัน ผู้บริโภคสามารถพิจารณาได้ตามความต้องการและความชอบที่แท้จริงของตนเอง
Q
BYD Atto 3 เป็นรถที่ดีไหม? มาดูข้อดีข้อเสียกัน
BYD Atto 3 ถือเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ดีรุ่นหนึ่ง และมีข้อดีหลายประการ ในด้าน ดีไซน์ ภายนอก: หน้ารถออกแบบสไตล์ “เกล็ดมังกร” ดูโฉบเฉี่ยว ทันสมัย ส่วนไฟท้ายแบบ LED พาดยาวเต็มคัน ช่วยให้รถดูเด่น มีเอกลักษณ์ และเป็นที่สะดุดตาบนท้องถนน ในด้าน สมรรถนะการขับขี่: มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังแรง ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้เร็ว ขับทางไกลหรือแซงบนทางด่วนก็ทำได้สบาย แบตเตอรี่แบบใบมีด (Blade Battery) ของ BYD ขึ้นชื่อเรื่องความทนทาน โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนอย่างกรุงเทพฯ ที่ทดสอบจริงแล้วพบว่า ระยะทางลดลงเพียงประมาณ 10% เท่านั้นจากที่เคลมไว้ ซึ่งถือว่าเสถียรมาก ในด้าน ค่าใช้จ่าย: BYD Atto 3 มีค่าบำรุงรักษาต่ำ ไม่มีน้ำมันเครื่องหรืออะไหล่ซับซ้อนเหมือนรถน้ำมัน และค่าไฟถูกกว่าเชื้อเพลิงมาก โดยมีผู้ใช้จริงในไทยระบุว่า ค่าการใช้งานรายเดือนถูกกว่ารถ Toyota รุ่นใกล้เคียงถึงประมาณ 40% นอกจากนี้ยังได้รับรางวัล SUV พลังงานไฟฟ้าดีที่สุดในประเทศไทย ประจำปี 2023 อีกด้วย อย่างไรก็ตาม รถรุ่นนี้ก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบ 100% เพราะรถยนต์ไฟฟ้ามักมีปัญหาเรื่อง “ความกังวลเรื่องระยะทาง” (Range Anxiety) ซึ่งหมายถึงการกลัวว่าแบตเตอรี่จะหมดระหว่างทาง โดยเฉพาะในประเทศไทยที่ตอนนี้ยังมี จำนวนสถานีชาร์จไฟน้อย และบางแห่งชาร์จได้ช้า อาจทำให้การเดินทางไม่สะดวกเท่าที่ควร แต่โดยรวมแล้ว BYD Atto 3 ก็ยังถือว่าเป็นรถที่น่าพิจารณาและคุ้มค่าสำหรับการใช้งาน
  • รถยอดนิยม

  • รุ่นปีรถยนต์

  • เปรียบเทียบรถยนต์

  • รูปภาพรถ

ข้อดี

เส้นทางการขับขี่ที่น่าประทับใจ
ภายในที่ทันสมัยและมีอุปกรณ์ครบครัน

ข้อเสีย

ความน่าเชื่อถือในระยะยาวยังไม่ได้รับการพิสูจน์
ราคาสูงเมื่อซื้อ

Q&A ล่าสุด

Q
มีกี่ประเภทของระบบเชื้อเพลิง?
ระบบเชื้อเพลิงรถยนต์ที่พบบ่อยในประเทศไทยมีหลักๆ 4 ประเภท คือ ระบบเชื้อเพลิงแก๊สโซฮอล์ ระบบเชื้อเพลิงดีเซล ระบบเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ (CNG) และระบบเชื้อเพลิงก๊าซเหลว (LPG) โดยภายใต้ระบบเชื้อเพลิงแก๊สโซฮอล์มีรูปแบบผสมเอทานอลหลายรูปแบบ เช่น Gasohol 91 (ผสมจากแก๊สโซฮอล์เกรด 91 จำนวน 90% และเอทานอล 10%) Gasohol 95 (แก๊สโซฮอล์เกรด 95 จำนวน 90% และเอทานอล 10%) E20 (แก๊สโซฮอล์เกรด 95 จำนวน 80% และเอทานอล 20%) และ E85 (แก๊สโซฮอล์เกรด 95 จำนวน 15% และเอทานอล 85%) รูปแบบเหล่านี้มีความแตกต่างในด้านเศรษฐกิจและรถยนต์ที่เข้ากันได้ เพื่อตอบสนองความต้องการของเจ้าของรถที่แตกต่างกัน ระบบเชื้อเพลิงดีเซลใช้กันอย่างแพร่หลายในรถเชิงพาณิชย์และรถยนต์สำหรับครัวเรือนบางรุ่น โดยอาศัยคุณสมบัติแรงบิดสูงเพื่อเข้ากับสถานการณ์ขนส่งทางไกลหรือขนของหนัก ระบบเชื้อเพลิงCNGและLPGได้รับความนิยมจากเจ้าของรถบางกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน เนื่องจากต้นทุนเชื้อเพลิงต่ำกว่า นอกจากนี้ ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าแท้ในฐานะประเภทพลังงานใหม่ที่ไม่ใช่เชื้อเพลิงได้ทำการแทรกซึมในตลาดอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เช่น รถยนต์ไฟฟ้าแท้ MG 4 และ BYD Dolphin ได้เข้าสู่อันดับยอดขาย กลายเป็นเส้นทางการแข่งขันที่แตกต่างในตลาดที่รถเชื้อเพลิงญี่ปุ่นเป็นผู้นำ
Q
พาราฟินเบสครูดออย (Paraffin Base Crude Oil) คืออะไร?
น้ำมันดิบประเภทพาราฟินเป็นหนึ่งในสามประเภทหลักของน้ำมันดิบที่แบ่งตามส่วนประกอบไฮโดรคาร์บอน ซึ่งมีปริมาณแอลเคนสูง และปริมาณไซโคลแอลเคนกับอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอนต่ำ น้ำมันดิบประเภทนี้มักมีลักษณะเฉพาะคือปริมาณขี้ผึ้งสูงและจุดแข็งตัวสูง บางชนิดของน้ำมันดิบประเภทพาราฟินมีปริมาณกำมะถันต่ำ สามารถนำไปผลิตผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง เช่น น้ำมันก๊าด น้ำมันดีเซล น้ำมันทำละลาย น้ำมันหล่อลื่น และพาราฟินเชิงพาณิชย์ ตัวอย่างเช่น น้ำมันดิบประเภทพาราฟินในบางพื้นที่สามารถใช้ผลิตยางมะตอยสำหรับงานก่อสร้างเกรดเฉพาะ ส่วนประกอบน้ำมันดีเซลของมันก็แสดงลักษณะเฉพาะของพาราฟินอย่างชัดเจน น้ำมันดิบประเภทพาราฟินมีคุณค่าทางการใช้งานสูงในอุตสาหกรรมแปรรูปปิโตรเลียม และเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมหลายชนิด
Q
ประเภทของเชื้อเพลิงเหลวมีอะไรบ้าง? ยกตัวอย่างมา 5 ชนิด
เชื้อเพลิงเหลวเป็นสารเหลวไวไฟที่สามารถสร้างความร้อนหรือพลังงานจลน์ได้ โดยส่วนใหญ่เป็นไฮโดรคาร์บอนหรือส่วนผสมของไฮโดรคาร์บอน และแบ่งออกเป็นสองประเภท ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากกระบวนการทางธรรมชาติและเชื้อเพลิงสังเคราะห์/หมุนเวียน เชื้อเพลิงเหลวที่ใช้กันทั่วไป ได้แก่ 5 ประเภทดังต่อไปนี้: 1. น้ำมันเบนซิน กลั่นจากปิโตรเลียม เป็นเชื้อเพลิงหลักสำหรับยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบจุดระเบิดด้วยประกายไฟ มีลักษณะเด่นคือระเหยง่ายและมีค่าความร้อนปานกลาง 2. น้ำมันดีเซล ผลิตภัณฑ์กลั่นจากปิโตรเลียม เหมาะสำหรับเครื่องยนต์สันดาปภายในแบบจุดระเบิดด้วยการอัด และใช้กันอย่างแพร่หลายในรถบรรทุก รถโดยสาร และเครื่องจักรกลก่อสร้าง 3. น้ำมันก๊าด ผลิตภัณฑ์กลั่นขั้นกลางจากปิโตรเลียม มักใช้ในกังหันก๊าซของเครื่องบินหรือการใช้งานด้านความร้อนในอุตสาหกรรม 4. เอทานอลเชื้อเพลิง เชื้อเพลิงหมุนเวียนที่ผลิตโดยการหมักชีวมวล (เช่น อ้อยและข้าวโพด) สามารถผสมกับน้ำมันเบนซินเพื่อปรับปรุงคุณสมบัติป้องกันการน็อคและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 5. ไบโอดีเซล ซึ่งผลิตจากน้ำมันพืช น้ำมันจากสัตว์ หรือน้ำมันปรุงอาหารที่ใช้แล้ว ผ่านกระบวนการทรานส์เอสเตอริฟิเคชัน เป็นเชื้อเพลิงสะอาดและหมุนเวียนได้ที่มีการปล่อยมลพิษต่ำในระหว่างการเผาไหม้ เชื้อเพลิงเหลวเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการขนส่ง การผลิตทางอุตสาหกรรม และสาขาอื่นๆ โดยเชื้อเพลิงเหลวหมุนเวียนได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากคุณสมบัติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
Q
เชื้อเพลิงที่ใช้ในชีวิตประจำวันมีอะไรบ้าง?
ชีวิตประจำวันของเราใช้เชื้อเพลิงหลากหลายประเภท ทั้งเชื้อเพลิงแข็ง เชื้อเพลิงเหลว เชื้อเพลิงก๊าซ และเชื้อเพลิงหมุนเวียน เชื้อเพลิงแข็งได้แก่ ฟืนและถ่านหิน (เช่น ถ่านอัดก้อน) ซึ่งนิยมใช้ในพื้นที่ชนบทหรือสำหรับการปรุงอาหารกลางแจ้ง เชื้อเพลิงเหลวได้แก่ น้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล (ส่วนใหญ่ใช้สำหรับการขนส่ง) น้ำมันพืช (สำหรับใช้ในครัวเรือนหรือร้านอาหาร) และแอลกอฮอล์ (สำหรับเตาขนาดเล็กหรือใช้กลางแจ้ง) เชื้อเพลิงก๊าซ เช่น ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) และก๊าซธรรมชาติ เป็นตัวเลือกหลักสำหรับการปรุงอาหารในบ้าน ในขณะที่ก๊าซชีวภาพใช้เป็นเชื้อเพลิงหมุนเวียนในบางครัวเรือน นอกจากนี้ ไบโอดีเซล (ผลิตจากน้ำมันพืชหรือน้ำมันเหลือใช้) และเอทานอลกำลังถูกนำมาใช้ในการขับเคลื่อนยานยนต์มากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าพลังงานไฮโดรเจนในปัจจุบันจะมีราคาแพง แต่คุณสมบัติที่สะอาดและปราศจากมลพิษทำให้เป็นเชื้อเพลิงที่มีอนาคตสดใส เชื้อเพลิงแต่ละชนิดมีคุณสมบัติแตกต่างกัน เชื้อเพลิงฟอสซิลแบบดั้งเดิมยังคงใช้กันอย่างแพร่หลาย ในขณะที่พลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาดกำลังค่อยๆ กลายเป็นส่วนเสริมที่สำคัญของเชื้อเพลิงในชีวิตประจำวัน ซึ่งมีส่วนช่วยในการดำเนินวิถีชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
Q
ระบบเชื้อเพลิงมีอะไรบ้าง?
ระบบเชื้อเพลิงประกอบด้วยส่วนประกอบหลักในการเก็บ ส่งผ่าน กรอง ควบคุม การฉีด และส่วนประกอบเสริม โดยเฉพาะ ได้แก่ ถังเชื้อเพลิง (รวมถึงเซ็นเซอร์วัดระดับเชื้อเพลิง ระบบระบายอากาศ), ท่อเติมเชื้อเพลิง ปั๊มเชื้อเพลิง (ส่วนใหญ่เป็นแบบไฟฟ้าติดตั้งภายใน), ท่อเชื้อเพลิง (ท่อส่งความดันต่ำ ท่อความดันสูง ท่อส่งกลับ), ตัวกรองเชื้อเพลิง ตัวควบคุมความดันเชื้อเพลิง ตัวลดการสั่นสะเทือน (ตัวกันกระแทกเชื้อเพลิง), หัวฉีดเชื้อเพลิง (แบบฉีดพหุจุดหรือแบบฉีดตรงสูบ), หัวฉีดสตาร์ทเย็น (บางรุ่นถูกควบคุมโดย ECU ของเครื่องยนต์โดยตรง), ท่อแจกจ่ายเชื้อเพลิง (รางเชื้อเพลิง), ถ่านคาร์บอนและวาล์วควบคุม, เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิเชื้อเพลิง และมาตรวัดเชื้อเพลิง โดยถังเชื้อเพลิงมีหน้าที่เก็บเชื้อเพลิงและแสดงระดับเชื้อเพลิงที่เหลือผ่านเซ็นเซอร์ ปั๊มเชื้อเพลิงจะดูดเชื้อเพลิงจากถังและส่งผ่านด้วยความดัน การออกแบบแบบติดตั้งภายในช่วยลดการเกิดโพรงอากาศ การรั่วไหลและเสียงรบกวน ตัวกรองเชื้อเพลิงจะกรองสิ่งสกปรกและความชื้นในเชื้อเพลิง เพื่อป้องกันส่วนประกอบสำคัญเช่นหัวฉีด ตัวควบคุมความดันเชื้อเพลิงจะรักษาความดันเชื้อเพลิงให้คงที่ เชื้อเพลิงส่วนเกินจะไหลกลับสู่ถังผ่านท่อส่งกลับ หัวฉีดเชื้อเพลิงจะทำงานตามคำสั่งจาก ECU โดยฉีดเชื้อเพลิงในรูปแบบฝอยตามสภาพการทำงานของเครื่องยนต์ (ความเร็ว ภาระ อุณหภูมิ) ถ่านคาร์บอนและวาล์วควบคุมจะดูดซับไอเชื้อเพลิงที่ระเหยจากถัง เพื่อลดการปล่อยมลพิษและจะส่งไอเหล่านี้ไปยังท่อไอดีเพื่อเผาไหม้เมื่อเครื่องยนต์ทำงาน รถยนต์สมัยใหม่ส่วนใหญ่ใช้ระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจ่ายเชื้อเพลิง เช่น ECU ที่ควบคุมปริมาณการฉีดและกระบวนการสตาร์ทเย็นอย่างแม่นยำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงและลดการปล่อยมลพิษ
ดูเพิ่มเติม