Q

718 เป็นรถ Porsche จริงหรือไม่?

Porsche 718 ถือเป็นหนึ่งในรุ่นคลาสสิกของแบรนด์ ที่สืบทอดจิตวิญญาณรถสปอร์ตเครื่องกลางอย่างแท้จริง เริ่มตั้งแต่ 550 Spyder และ 904 Carrera GTS ในยุคบุกเบิก จนมาถึงรุ่นปัจจุบันอย่าง 718 Cayman และ 718 Boxster ที่มาพร้อมเครื่องยนต์แบบราบสี่สูบหรือหกสูบเทอร์โบ ให้ทั้งพลังและความมันส์ในการขับขี่ โดยเฉพาะในไทยที่มีทั้งถนนคดเคี้ยวและสภาพการขับขี่ในเมือง ขนาดกะทัดรัดของ 718 ทำให้มันตอบโจทย์มากๆ บางคนอาจมองว่าไม่เป๊ะเท่ารุ่น 911 แต่ต้องยอมรับว่า 718 โชว์ฟอร์มได้ทั้งบนสนามแข่งและชีวิตประจำวัน แม้แต่สภาพอากาศร้อนๆ แบบไทย ระบบระบายความร้อนและช่วงล่างก็รับมือได้ดี แถมรุ่น Boxster ยังมีหลังคาเปิดได้ เพิ่มความฟินเวลาครูดตามถนนเลียบชายทะเล เรียกได้ว่า 718 ไม่เพียงรักษา DNA ของ Porsche แต่ยังยกระดับความสนุกด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ คงมาตรฐานสูงแบบฉบับสตุ๊ตการ์ทไว้อย่างครบถ้วน
ข้อความพิเศษ: เนื้อหานี้โพสต์โดยผู้ใช้ และไม่ได้แสดงถึงมุมมองและจุดยืนของ PCauto

Q&A เกี่ยวข้อง

Q
“Porsche 718 เป็นรถที่เหมาะสำหรับใช้งานในชีวิตประจำวันหรือไม่?”
การใช้รถ Porsche 718 เป็นรถประจำวันในประเทศไทยนั้นทำได้ แต่ต้องพิจารณาจากสภาพถนนและความต้องการจริงในพื้นที่ รถรุ่นนี้มีขนาดกะทัดรัดเหมาะกับการจราจรติดขัดในกรุงเทพฯ แถมยังขับเคลื่อนคล่องตัว ช่วยให้เลี้ยวตัดผ่านซอยแคบๆ ได้สบายๆ เครื่องยนต์ตรงข้ามแนวนอน ขนาด 2.0T หรือ 2.5T ให้แรงขับเคลื่อนที่มากเพียงพอ เมื่อจับคู่กับเกียร์ PDK แล้วจะตอบโจทย์ทั้งการขับขี่เรียบๆ ในเมืองและการแซงบนทางด่วน แต่อย่างไรก็ตาม ต้องระวังเรื่องถนนขรุขระในบางพื้นที่เพราะรถมีช่วงล่างต่ำ ระบบช่วงล่าง PASM ที่มาพร้อมรถสามารถปรับความนุ่ม-แข็งได้เพื่อให้เหมาะกับสภาพถนนแต่ละแบบ ส่วนเรื่องเก็บของ ตู้อุปกรณ์ด้านหน้าสามารถใส่กระเป๋าเดินทางขนาดเล็กได้ แต่บริเวณหลังเบาะเหมาะสำหรับวางกระเป๋าใบเล็กๆ เท่านั้น สำหรับอากาศร้อนๆ แบบไทยแนะนำให้เลือกติดตั้งเบาะระบายอากาศเพิ่ม ส่วนค่าบำรุงรักษาต้องคำนึงถึงระยะเวลารออะไหล่ด้วยเพราะเป็นรถนำเข้า เมื่อเทียบกับรถสปอร์ตรุ่นอื่นๆ แล้ว 718 คงมูลค่าได้ดีกว่า หากต้องขับทางไกลบ่อยๆ อาจลองเปรียบเทียบกับรุ่น GT ที่เน้นความสบายมากกว่า สรุปแล้ว 718 ยังคงความสนุกของการขับขี่แบบรถสปอร์ตไว้ได้ ในขณะที่ความเหมาะสมในการใช้งานประจำวันถือว่าใช้ได้ในสภาพแวดล้อมของเมืองไทย
Q
ทำไมถึงเรียกว่า Porsche 718?
ชื่อ Porsche 718 นี้เป็นการยกย่องรถแข่งคลาสสิกของพอร์ชในยุค 50s-60s ที่สร้างชื่อเสียงโด่งดังในรายการแข่งอย่าง Le Mans 24 Hours และ Targa Florio สมัยนั้น แสดงถึงความเหนือชั้นของเทคโนโลยีเครื่องยนต์แบบบ็อกเซอร์และน้ำหนักเบาของพอร์ช จนถึงวันนี้ ซีรี่ย์ 718 ยังคงสืบทอดปรัชญานี้ด้วยการออกแบบเครื่องกลาง มาพร้อม 2 รุ่นคือ Cayman และ Boxster ที่ผสมผสานสมรรถนะสปอร์ตเข้ากับความสบายในการขับขี่ประจำวัน สำหรับประเทศไทยเมืองร้อนอย่างเรา รุ่น 718 Boxster แบบเปิดประทุนเหมาะมากกับการขับเลียบชายทะเล ส่วน 718 Cayman รุ่นหลังคาแข็ง則แสดงความโดดเด่นบนถนนในเมือง ทั้งคู่ใช้เครื่องยนต์บ็อกเซอร์ประสิทธิภาพสูง ที่ไม่เพียงให้กำลังใจเต็มเปี่ยม แต่ยังปรับตัวได้ดีกับสภาพถนนและอากาศที่หลากหลายของไทย อีกทั้งพอร์ชยังมีตัวแทนจำหน่ายและศูนย์บริการอย่างเป็นทางการในไทย ทำให้มั่นใจได้ว่าทุกท่านจะได้รับการดูแลมาตรฐานโรงงาน ส่งผลให้ 718 ซีรี่ย์เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคนไทยที่อยากสัมผัสประสบการณ์รถสปอร์ตแท้ๆ
Q
Porsche กำลังหยุดการผลิตรุ่น 718 ใช่ไหม?
ขณะนี้ทาง Porsche ยังไม่ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการหยุดผลิตรถรุ่น 718 แต่จากแนวโน้มในอุตสาหกรรมและยุทธศาสตร์การเปลี่ยนสู่รถไฟฟ้าของแบรนด์ คาดว่ารุ่น 718 ในอนาคตอาจจะค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นรถไฟฟ้า แม้แต่ตัวแทนจำหน่าย Porsche ในประเทศไทยก็เริ่มนำเข้ารถไฟฟ้าอย่างรุ่น Taycan เพื่อตอบสนองนโยบายลดการปล่อยมลพิษทั่วโลก รุ่น 718 ในฐานะรถสปอร์ตเครื่องกลางคลาสสิกของ Porsche เป็นที่นิยมมากในตลาดไทย โดยเฉพาะการขับขี่ตามเส้นทางชายฝั่งและภูเขา ด้วยสมรรถนะกการควบคุมที่ยืดหยุ่นและการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์เป็นจุดขายมาโดยตลอด หากในอนาคตมีการเปิดตัวรุ่นไฟฟ้า คาดว่าจะมีการพัฒนาทั้งในเรื่องระยะทางและประสิทธิภาพให้ดีขึ้น พร้อมกับยังคงความสนุกสนานในการขับขี่ไว้ ส่วนรัฐบาลไทยก็มีมาตรการส่งเสริมรถไฟฟ้า เช่น การลดภาษีนำเข้าและภาษีสรรพสามิต ซึ่งอาจทำให้รุ่น 718 แบบไฟฟ้าในอนาคตมีราคาที่แข่งขันได้มากขึ้น Porsche มักจะรักษาชื่อรุ่นและดีเอ็นเอของรถคลาสสิกไว้ แม้ว่ารุ่นเครื่องยนต์สันดาปจะค่อยๆ หายไปในที่สุด แต่จิตวิญญาณของมันก็จะยังคงอยู่ในรุ่นใหม่ๆ แฟนรถไทยสามารถคาดหวังนวัตกรรมของพอร์เช่ในยุคไฟฟ้าได้อย่างแน่นอน
Q
รถ Porsche 718 และ Cayman เหมือนกันไหม?
Porsche 718 และ Cayman เป็นรถในตระกูลเดียวกัน แต่มีความแตกต่างบางประการในการวางตำแหน่งและการกำหนดค่ารุ่น 718 เป็นชื่อรวมของรถสปอร์ตระดับเริ่มต้นของ Porsche ซึ่งประกอบด้วย Boxster (Convertible Edition) และ Cayman (Hard Top Edition) ทำให้ Cayman เป็นรุ่นหลังคาแข็งในตระกูล 718 ที่ทั้งสองใช้ร่วมกันทั้งแชสซีและระบบส่งกำลังแบบเดียวกัน เช่น เครื่องยนต์ 4 สูบนอนตรงข้ามแนวนอน 2.0T และ 2.5T ที่พบได้ทั่วไปในตลาดไทย แต่มีความแตกต่างกันเล็กน้อยในด้านดีไซน์ภายนอกและประสบการณ์การขับขี่ Cayman เหนือกว่าความแข็งแกร่งของตัวถังเล็กน้อยเนื่องจากโครงสร้างหลังคาแข็ง ส่วน 718 Boxster เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศเขตร้อนของประเทศไทยมากกว่า มอบความสนุกสนานในการขับขี่ที่เปิดกว้างมากขึ้น,นอกจากนี้ ซีรีส์ 718 ยังนำเสนอเวอร์ชั่นประสิทธิภาพสูงอย่าง GTS 4.0 วางเครื่องยนต์ 6 สูบ ขนาด 4.0 ลิตร แบบดูดอากาศธรรมชาติ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการประสบการณ์การขับขี่ที่บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น สำหรับตลาดในประเทศไทย รถทั้งสองรุ่นได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากการควบคุมที่คล่องตัวและราคาย่อมเยา เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการขับขี่บนเส้นทางภูเขาที่คดเคี้ยวรอบกรุงเทพฯ เป็นที่น่าสังเกตว่า Porsche ในประเทศไทยมีบริการหลังการขายที่สมบูรณ์แบบ รวมถึงการบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอและการสนับสนุนอุปกรณ์ตกแต่งจากโรงงาน ผ่านผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ เพื่อให้เจ้าของรถไม่ต้องกังวล
Q
Porsche 718 เป็นรถที่เชื่อถือได้หรือไม่?
พอรถสปอร์ต Porsche 718 ที่มาพร้อมเครื่องยนต์กลางหลังนี้ ถือว่าเป็นรถที่ความน่าเชื่อถือระดับดีเลยทีเดียว เครื่องยนต์แบบบ็อกเซอร์ที่พัฒนามาอย่างดีผ่านการใช้งานจริงมาหลายปี โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนๆ แบบไทย ระบบระบายความร้อนออกแบบมาเพื่อรับมือได้ดี แค่ต้องระวังนิดนึงเพราะบางทีถนนไทยก็ขรุขระ แถมบางเมืองก็รถติดน้ำท่วมขังบ้าง ก็แนะนำให้ตรวจสอบช่วงล่างกับระบบไฟฟ้าเป็นประจำเพื่อป้องกันความชื้นสักหน่อย ส่วนค่าบำรุงรักษาก็ต้องบอกตามตรงว่าแพงอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะของแท้ที่ต้องนำเข้าซึ่งในไทยนี่ควรเลือกศูนย์บริการของทางผู้ผลิตจะดีที่สุด ถ้าพูดถึงการขับขี่แล้วล่ะก็ 718 นี่โคตรโดนในเส้นทางคดเคี้ยวอย่างถนนบนดอยที่เชียงใหม่ แต่เพราะตัวรถต่ำหน่อย เวลาไปต่างจังหวัดก็ต้องคอยดูพื้นถนนให้ดีๆ ส่วนถ้าใช้ในกรุงเทพฯ ที่รถติดบ่อย อาจรู้สึกเกียร์ DCT ไม่ค่อยลื่นในช่วงความเร็วต่ำนิดหน่อย แต่โดยรวมแล้วถ้าบำรุงรักษาตามกำหนด 718 นี่ใช้ในไทยได้สบายๆ แนะนำให้ตรวจเช็คใหญ่ก่อนเข้าหน้าฝนเพื่อความมั่นใจเวลาต้องเจอความชื้นสูงๆ ด้วย
Q
Porsche 718 ผลิตที่ไหน?
รถยนต์ Porsche 718 ซีรีส์ส่วนใหญ่ผลิตที่โรงงานในเมืองไลพ์ซิก ประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นโรงงานที่มีชื่อเสียงในเรื่องกระบวนการผลิตอัตโนมัติระดับสูงและการควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งผลิตโมเดลยอดนิยมอย่าง Panamera และ Macan อีกด้วย สำหรับผู้บริโภคไทย นั่นหมายความว่ารถ 718 ที่ซื้อไปจะได้มาตรฐานการผลิตแบบเยอรมันที่เหมือนกับทุกตลาดทั่วโลก พูดเลยว่าปอร์เช่ในประเทศไทยมีตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการที่ให้บริการนำเข้ารถครบวงจร ทั้งการรับรองรถ การรับประกัน และการบริการหลังการขาย เพื่อให้คนไทยมั่นใจได้ว่าจะได้รถคุณภาพจากโรงงานจริง ซีรีส์ 718 ในฐานะรถสปอร์ตระดับเริ่มต้นของ Porsche มีเครื่องยนต์แบบบ็อกเซอร์และดีไซน์น้ำหนักเบาที่ช่วยให้ขับเคลื่อนบนถนนภูเขาไทยได้อย่างคล่องตัว แถมยังมีตัวเลือกเก้าอี้ระบายอากาศและระบบแอร์อัจฉริยะที่เหมาะกับอากาศร้อนของไทย ทำให้ใช้งานได้สะดวกขึ้น อีกทั้งรุ่นที่นำเข้ามาไทยมักมาพร้อมกับการปรับเปลี่ยนพวงมาลัยขวาตามกฎหมายท้องถิ่น และผ่านการทดสอบความเหมาะสมกับสภาพอากาศร้อนชื้น เพื่อให้มั่นใจว่ารถจะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพแม้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ร้อนและชื้นแบบไทย
Q
ควรนำ Porsche 718 เข้ารับการตรวจเช็กหรือให้บริการทุกปีหรือไม่?
สำหรับคำถามที่ว่าควรนำรถ Porsche 718 เข้ารับบริการประจำปีหรือไม่นั้น คำตอบคือจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในสภาพอากาศแบบร้อนชื้นของประเทศไทย การบริการตามระยะเป็นเรื่องสำคัญมาก Porsche แนะนำอย่างเป็นทางการว่ารถรุ่น 718 ควรเข้ารับบริการทุก 10,000 กิโลเมตรหรือทุก 12 เดือน ซึ่งจากสภาพการขับขี่ทั่วไปในไทย ผู้ใช้รถส่วนใหญ่มักจะขับใกล้หรือเกินระยะนี้ในแต่ละปี ดังนั้นการบริการปีละครั้งจึงสมเหตุสมผล สภาพอากาศร้อนและความชื้นสูงของไทยส่งผลให้น้ำมันเครื่องและของเหลวต่างๆ เช่น น้ำมันเบรกเสื่อมสภาพเร็วขึ้น รวมทั้งฝุ่นทรายและน้ำฝนอาจกระทบต่อตัวกรองอากาศและระบบเบรก การเปลี่ยนอุปกรณ์เหล่านี้ตามระยะจะช่วยให้รถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพเสมอ นอกจากนี้ Porsche 718 ในฐานะรถสปอร์ตสมรรถนะสูง มีโครงสร้างเครื่องยนต์ที่ซับซ้อนและต้องการการดูแลเป็นพิเศษ การตรวจสอบช่วงล่าง ระบบกันสะเทือนและเกียร์อย่างสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะกับสภาพถนนในไทยที่ค่อนข้างหลากหลาย สำหรับเจ้าของรถในไทย การเลือกใช้บริการจากศูนย์บริการที่ได้รับอนุญาตจาก Porsche จะทำให้ได้อะไหล่แท้และเข้าถึงอุปกรณ์วินิจฉัยมาตรฐาน ซึ่งสำคัญต่อคุณภาพการบริการ อีกจุดที่ควรคำนึงคือการทำตามกำหนดการบริการอย่างเคร่งครัดจะช่วยรักษามูลค่ารถไว้ได้ดี ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญหากคิดจะขายรถในอนาคต และหากคุณขับแบบสปอร์ตหรือใช้รถในกรุงเทพที่การจราจรหนาแน่นบ่อยครั้ง อาจต้องเข้ารับบริการบ่อยกว่าปกติเล็กน้อย
Q
718 ยังคงผลิตอยู่หรือไม่?
ปัจจุบันรถรุ่น Porsche 718 ซีรีส์ยังคงอยู่ในขั้นตอนการผลิต โดยรุ่นนี้ถือเป็นรถสปอร์ตคลาสสิกของแบรนด์ที่ใช้ระบบเครื่องยนต์กลางตัวถัง ในตลาดไทยก็ได้รับความนิยมไม่น้อย โดยเฉพาะกับเส้นทางขับขี่ในเขตภูเขาที่เต็มไปด้วยทางโค้งหรือถนนเลียบชายทะเล ซีรีส์ 718 มีทั้งรุ่นคูเป้ออย่าง Cayman และรุ่นเปิดประทุนอย่าง Boxster พร้อมตัวเลือกเครื่องยนต์ทั้งแบบเทอร์โบชาร์จ 4 สูบและแบบแอตโมสเฟียร์ 6 สูบ โดยเฉพาะรุ่น GTS 4.0 ที่ใช้เครื่อง 6 สูบจะให้ประสบการณ์การขับที่สมบูรณ์แบบกว่า ในไทย 718 ได้รับการยอมรับว่าเป็นรถสปอร์ตที่ใช้ในชีวิตประจำวันได้แต่ก็ยังคงประสิทธิภาพเหมาะสำหรับการแข่ง ขนาดที่กะทัดรัดยังเหมาะกับสภาพการจราจรในเมืองอย่างกรุงเทพฯ อีกด้วย ที่น่าสนใจคือรุ่น 718 ที่นำเข้าไทยมักมาพร้อมกับอุปกรณ์ที่ออกแบบมาสำหรับสภาพอากาศร้อน เช่น ระบบแอร์ประสิทธิภาพสูงและกระจกป้องกันรังสียูวี เมื่อเทรนด์รถไฟฟ้ากำลังมาแรง Porsche ก็ประกาศว่าจะเปิดตัวรุ่น 718 แบบไฟฟ้าในอนาคต แต่รุ่นที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปยังคงผลิตต่อไปจนกว่าจะถึงช่วงเปลี่ยนรุ่น สำหรับคนไทยที่สนใจตอนนี้ยังสามารถสั่งซื้อรุ่นล่าสุดได้และยังได้รับบริการปรับแต่งรถตามความต้องการจากแบรนด์อีกด้วย
Q
Porsche 718 จะมีอายุการใช้งานนานเท่าไหร่?
พอรถสปอร์ตสมรรถนะสูงอย่าง Porsche 718 อายุการใช้งานส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาประจำวัน นิสัยการขับขี่ รวมถึงสภาพอากาศและถนนในไทย ถ้าใช้อย่างถูกต้องและบำรุงรักษาสม่ำเสมอ เครื่องยนต์และเกียร์ของ 718 สามารถวิ่งได้เกิน 2 แสนกิโลเมตรอย่างสบายๆ โครงสร้างตัวถังก็แข็งแรงทนทานได้ในระยะยาว สภาพอากาศแบบร้อนชื้นของไทยทำให้ต้องดูแลรถเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเรื่องการป้องกันสนิมและการเปลี่ยนชิ้นส่วนยางตามระยะ ควรนำรถไปบริการที่ศูนย์ Porsche ทุก 1 หมื่นกิโลเมตรหรือ 12 เดือน พร้อมใช้อะไหล่แท้จากศูนย์ ซึ่งสำคัญมากสำหรับการรักษาสมรรถนะของรถ การบริการจากศูนย์ Porsche ในไทยจะช่วยยืดอายุการใช้งานของรถได้ดี เทคโนโลยีเครื่องยนต์แบบบ็อกเซอร์ฮอริซอนทัลของ 718 นั้นมีความเสถียรและน่าเชื่อถือ แค่เปลี่ยนน้ำมันเครื่องและน้ำหล่อเย็นตามกำหนด เครื่องยนต์ก็จะอยู่กับเราไปนานๆ สำหรับการขับขี่ในเมืองอย่างกรุงเทพนฯ ที่รถติดบ่อย ควรตรวจสอบคลัตช์และเบรคบ่อยกว่าปกติ ส่วนใครที่ชอบขับบนถนนภูเขาในไทย ต้องคอยเช็คสภาพช่วงล่างโดยเฉพาะโช้คอยู่เสมอ แม้ 718 จะเป็นรถสปอร์ตแต่การตั้งค่าช่วงล่างก็ออกแบบมาให้ทนทานต่อการใช้งานประจำวัน ถ้าไม่ขับแบบกระโชกโฮกฮากเกินไป ชิ้นส่วนช่วงล่างก็ใช้งานได้นาน ส่วนระบบอิเล็กทรอนิกส์ในรถที่อาจได้รับผลจากความร้อนและความชื้นในไทย ควรตรวจสอบวงจรไฟฟ้าและเซ็นเซอร์เป็นประจำ สรุปแล้ว 718 สามารถใช้งานในไทยได้อย่างสบายๆ 15-20 ปี แม้ในตลาดมือสองรุ่นเก่าที่สภาพดียังคงมีมูลค่าดี ซึ่งพิสูจน์ถึงความทนทานของรถคันนี้ได้เป็นอย่างดี
Q
“718 นั่งสบายไหม?”
Porsche 718 ในฐานะรถสปอร์ตเครื่องกลางนั้น เรื่องความสะดวกสบายต้องดูจากสภาพการใช้งานจริงในไทย ระบบช่วงล่างของ 718 นั้นปรับสมดุลระหว่างสปอร์ตกับความนุ่มสบายได้ดี ระบบ PASM ที่มาสแตนดาร์ดจะปรับแรงดันตามสภาพถนนอัตโนมัติ ทำให้ขับทั้งในเมืองและเส้นทางเขาชานเมืองของไทยได้อย่างมั่นใจ เบาะรองรับได้ดีแต่วัสดุเติมค่อนข้างแข็ง อาจรู้สึกเหนื่อยในการขับทางไกล แต่สำหรับอากาศร้อนแบบไทย เบาะระบายอากาศที่มาสแตนดาร์ดถือเป็นจุดเด่นที่ใช้งานได้จริง เรื่องเสียงในห้องโดยสาร 718 ควบคุมได้ดีกว่ารถสปอร์ตระดับเดียวกัน แต่บางเส้นทางในไทยที่ผิวถนนไม่เรียบอาจมีเสียงถนนรบกวนบ้าง ที่ต้องระวังคือตัวรถต่ำ ทำให้การขึ้นลงต้องปรับตัว โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ที่ต้องขึ้นลงรถบ่อยอาจไม่สะดวกนัก หากใช้ระบบอัพเกรดพวงมาลัยเพาเวอร์ที่แนะนำเป็นหลักในกรุงเทพฯ นอกจากนี้เครือข่ายหลังการขายในประเทศไทยสามารถให้การบำรุงรักษาอย่างมืออาชีพ แต่ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมสูงกว่า ควรพิจารณาสัญญาต่อประกันเพิ่มเติม สำหรับคนไทยที่มองหาความมันส์ในการขับขี่แต่ยังใช้ชีวิตประจำวันได้ 718 ถือเป็นตัวเลือกที่ดี แต่ถ้าชอบความสบายเป็นหลักอาจลองทดสอบขับรถรุ่น GT ในระดับเดียวกันเปรียบเทียบดู
  • รถยอดนิยม

  • รุ่นปีรถยนต์

  • เปรียบเทียบรถยนต์

  • รูปภาพรถ

ข้อดี

รูปลักษณ์ทันสมัยสปอร์ต ตัวรถเรียบร้อยมากขึ้น และมีการออกแบบหัวรถและกระจกลมใหม่
เครื่องยนต์มีกำลังแรง ประสิทธิภาพในการเร่งดี 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 4.9 วินาที
ชั้นยางมั่นคง ระบบซัพพอร์ตที่ยอดเยี่ยม คงที่และมั่นใจเมื่อมีการเลี้ยว
ค่าการใช้น้ำมันเป็นไปได้ โดยเฉลี่ย 14.49 กม./ลิตร

ข้อเสีย

ภายในรถไม่ทันสมัย
สถานที่บริการหลังการขายน้อยมาก, มีเพียงในกรุงเทพฯ
อะไหล่แพง
พื้นที่ภายในรถแคบ, มีเพียงสองที่นั่ง พื้นที่จัดเก็บของเล็ก
ชาญั้ญากำลังไม่พอ, การขับขี่ที่พื้นผิวทางไม่ราบสะดุดชัดเจน

Q&A ล่าสุด

Q
Offroading คือกิจกรรมที่ขับรถยนต์หรือยานพาหนะผ่านเส้นทางที่ไม่ได้ใช้สัญจรทั่วไป เช่น ทางลูกรัง ทางโคลน ทางทะเลทราย หรือพื้นที่ที่มีภูมิประเทศขรุขระ รวมถึงป่าเขา ซึ่งไม่เหมาะกับการขับขี่บนถนนปกติ โดยกิจกรรมนี้มักจะต้องใช้ยานพาหนะที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับการขับขี่ในสภาพเส้นทางที่ท้าทาย เช่น รถโฟร์วิลหรือรถที่มีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ
การขับขี่แบบออฟโรดเป็นกิจกรรมที่ต้องใช้ยานพาหนะเฉพาะทาง และในตลาดมีรถยนต์สมรรถนะสูงหลากหลายรุ่นให้เลือกเพื่อให้เหมาะกับภูมิประเทศและความต้องการที่แตกต่างกัน Jeep Wrangler Rubicon 4xe ด้วยระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบพาร์ทไทม์ Rock-Trac และแรงบิดไฟฟ้าล้วน 470 Nm โดดเด่นในการปีนป่ายหินและภูมิประเทศสุดขั้ว ทำให้เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการขับขี่แบบออฟโรดสุดขีด Toyota Land Cruiser 300 series มีชื่อเสียงในด้านเครื่องยนต์ V6 3.5T และเฟืองท้าย Torsen ถังน้ำมันขนาด 94 ลิตร และระยะทาง 1000 กม. ทำให้เหมาะสำหรับการเดินทางไกล สำหรับผู้ที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า รุ่นไฮบริด Tank 300 Hi4-T มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยเพียง 2.1 ลิตร/100 กม. พร้อมแรงบิดที่เพิ่มขึ้น 2.64 เท่าในโหมด 4L ทำให้ประหยัดน้ำมันและมีสมรรถนะการขับขี่แบบออฟโรดที่สมดุล Mercedes-Benz G-Class ผสมผสานความหรูหราเข้ากับความสามารถในการขับขี่แบบออฟโรดขั้นสุดยอด เครื่องยนต์ V8 4.0T และความสามารถในการลุยน้ำลึก 700 มม. ทำให้รถคันนี้เหมาะสำหรับผู้ใช้งานที่ต้องการคุณภาพสูง สำหรับการใช้งานออฟโรดที่ไม่หนักมากนัก Suzuki Jimny ด้วยโครงสร้างตัวถังแบบ Body-on-frame และฐานล้อสั้น จึงสามารถทำงานได้ดีเยี่ยมในพื้นที่แคบๆ นอกจากนี้ Beijing BJ40 Huanta Champion Edition ที่มีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ Part-time และระบบล็อกเฟืองท้ายสามจุด ยังเป็นตัวเลือกที่ดีเยี่ยมสำหรับผู้ที่มีงบประมาณจำกัดแต่ต้องการความสามารถในการขับขี่ออฟโรดที่แข็งแกร่ง เมื่อเลือกซื้อรถออฟโรด ควรพิจารณาถึงงบประมาณ สถานการณ์การใช้งาน และคุณลักษณะของรถอย่างรอบด้าน ตัวอย่างเช่น Jeep Wrangler เหมาะสำหรับการปีนป่ายในสภาพสุดขั้ว Land Cruiser เหมาะสำหรับการเดินทางไกล ในขณะที่รุ่นไฮบริดอย่าง Tank 300 Hi4-T เหมาะสำหรับผู้ใช้งานที่ต้องการความสมดุลระหว่างการเดินทางในชีวิตประจำวันและการขับขี่ออฟโรดในวันหยุดสุดสัปดาห์
Q
OHV คืออะไร?
OHV เป็นชื่อย่อของ Overhead Valve หรือในภาษาไทยเรียกว่า วาล์วเหนือหัว ซึ่งเป็นรูปแบบการจัดวางวาล์วของเครื่องยนต์ โดยมีลักษณะว่าวาล์วตั้งอยู่ที่ส่วนบนของกระบอกสูบ แต่จะถูกขับเคลื่อนโดยลูกเบี้ยวที่อยู่ด้านข้างกระบอกสูบผ่านก้านดันและคันโยก การออกแบบนี้ยังคงถูกใช้ในรถยนต์คลาสสิกและรถแต่งที่พบได้ทั่วไปในประเทศไทย เช่น มอเตอร์ไซค์ยามาฮา SR400 ที่ยังคงใช้เทคโนโลยีแบบดั้งเดิม ซึ่งเครื่องยนต์สูบเดียวระบายความร้อนด้วยอากาศของรุ่นนี้ใช้โครงสร้าง OHV ที่มีโครงสร้างเรียบง่าย ทนทาน และค่าบำรุงรักษาต่ำ เหมาะสำหรับสภาพอากาศร้อนชื้น ข้อดีของเครื่องยนต์ OHV คือให้แรงบิดสูงที่รอบต่ำ เหมาะกับสภาพถนนที่เป็นภูเขาและชนบทที่ซับซ้อนของประเทศไทย แต่ข้อเสียคือประสิทธิภาพที่รอบสูงต่ำกว่าและมีเสียงดังกับการสั่นสะเทือนมากกว่า ในเครื่องยนต์ดีเซล โครงสร้าง OHV มักถูกใช้ในเครื่องยนต์สูบเดียวหรือขนาดเล็กของรถกระบะและเครื่องจักรการเกษตร เช่น เครื่องยนต์ดีเซลสูบเดียวที่แต่งเพิ่มซึ่งพบได้ทั่วไปในประเทศไทย มักใช้การออกแบบนี้เนื่องจากทนทานและมีอะไหล่ใช้ร่วมกันได้ง่าย เมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้า รถยนต์โดยสารสมัยใหม่ส่วนใหญ่หันมาใช้ระบบ DOHC (ลูกเบี้ยวคู่เหนือหัว) ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า แต่ OHV ยังคงมีประโยชน์ในบางสาขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งตรงกับความต้องการของผู้บริโภคไทยที่เน้นความประหยัดและง่ายต่อการซ่อมบำรุง
Q
ความแตกต่างระหว่าง ATV กับ SxS คืออะไร?
ATV (รถจักรยานยนต์ทุกภูมิประเทศ) และ SxS (รถสองที่นั่งขนาน) เป็นรถออฟโรดที่พบบ่อยสองประเภท โดยความแตกต่างหลักอยู่ที่โครงสร้างการออกแบบและการใช้งาน ATV ใช้เบาะแบบรถจักรยานยนต์และมือถือพวงมาลัยในการควบคุมทิศทาง โดยปกติออกแบบสำหรับขับขี่คนเดียวหรือสองคนนั่งแบบหน้า-หลัง เหมาะสำหรับการขับขี่ผ่านภูมิประเทศที่ซับซ้อนได้อย่างคล่องตัว เช่น ป่าไม้ หาดทราย เป็นต้น ตัวรถที่เบาและความคล่องตัวสูงทำให้เป็นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับการสำรวจกลางแจ้งและการขนส่งระยะสั้น SxS ใช้พวงมาลัยและโครงสร้างเบาะนั่งขนาน มีล้อ 4 ถึง 6 ล้อ ให้ประสบการณ์ขับขี่ที่มั่นคงกว่าและพื้นที่นั่งสำหรับผู้โดยสารที่กว้างขวางกว่า (ปกติสามารถรองรับผู้โดยสารได้ 2-6 คน) พร้อมทั้งมีความสามารถในการบรรทุกสินค้าที่ดีกว่า เหมาะสำหรับการใช้งานเชิงพาณิชย์ เช่น การรับส่งในรีสอร์ท งานในฟาร์ม หรือภารกิจกู้ภัย จากมุมมองการใช้งานในตลาด ATV จะเน้นไปที่ความบันเทิงส่วนบุคคลมากกว่า (เช่น การแข่งรถ การล่าสัตว์) ในขณะที่ SxS เนื่องจากมีความหลากหลายในการใช้งาน ทำให้มีสัดส่วนในภาคธุรกิจสูงกว่า (58.27%) เช่น การดำเนินการในสถานที่ท่องเที่ยวหรือการขนส่งทางอุตสาหกรรม ในแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้าปัจจุบัน ทั้งสองประเภทต่างมุ่งพัฒนาสู่เทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่ SxS เนื่องจากมีข้อได้เปรียบด้านพื้นที่ จึงสามารถติดตั้งแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ได้ง่ายกว่า ในขณะที่ ATV จะเน้นการขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าที่มีน้ำหนักเบา แบรนด์ชั้นนำเช่น Polaris, Honda และ Yamaha Motor ต่างมีรถทั้งสองประเภทนี้ ในด้านราคา SxS เนื่องจากมีระบบที่ซับซ้อนกว่า จึงมักมีราคาสูงกว่า ATV แต่การเลือกที่เหมาะสมจะขึ้นอยู่กับรุ่นและวัตถุประสงค์การใช้งาน
Q
คำว่า "UTV" ย่อมาจากอะไร?
UTV เป็นคำย่อของ Utility Terrain Vehicle ซึ่งแปลว่า ยานพาหนะอเนกประสงค์สำหรับทุกสภาพภูมิประเทศ หรือ ยานพาหนะสำหรับเกษตรกร ปรัชญาการออกแบบหลักคือการสร้างสมดุลระหว่างความอเนกประสงค์และความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับภูมิประเทศที่ซับซ้อน ยานพาหนะเหล่านี้มักมีตัวถังไฟเบอร์กลาส ระบบกันสะเทือนแบบอิสระ (ระบบกันสะเทือนหน้าแบบปีกนกคู่) และการจัดวางเครื่องยนต์แบบแยกส่วน เพื่อให้มั่นใจถึงเสถียรภาพและความสะดวกสบายในการขับขี่ เพลาหลังรวมเอาเฟืองท้ายและกลไกการเปลี่ยนเกียร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรับน้ำหนักและการบังคับเลี้ยว การใช้งานหลัก ได้แก่ การเกษตร (เช่น การขนส่งสินค้าและการฉีดพ่น) การพักผ่อนหย่อนใจ (การขับรถออฟโรดบนชายหาด การล่าสัตว์) การกู้ภัยฉุกเฉิน (การดับเพลิง การบรรเทาภัยพิบัติ) และงานเฉพาะทาง (การลาดตระเวนทางทหาร การขนส่งบนหิมะ) ในตลาดไทย UTV ได้กลายเป็นเครื่องมือที่ใช้งานได้จริงสำหรับฟาร์มและสถานที่ท่องเที่ยว เนื่องจากมีการออกแบบแบบโมดูลาร์ (เช่น กระบะบรรทุกด้านหลัง) และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ (รองรับการสลับระบบขับเคลื่อนสองล้อ/สี่ล้อแบบอิเล็กทรอนิกส์) ขนาดเครื่องยนต์ตั้งแต่ 800 ซีซี ถึง 1000 ซีซี สามารถตอบสนองความต้องการในการบรรทุกที่แตกต่างกันได้ ควรทราบว่าคำย่อ UTV มีความหมายแตกต่างกันในแต่ละสาขา เช่น ในแวดวงธุรกิจ "Utility, Technology, Value" หรือในชื่อองค์กร "Uninspected Towing Vessel" แต่ในแวดวงยานยนต์นั้น หมายถึงรถยนต์ออฟโรดโดยเฉพาะ
Q
ยานพาหนะ ATV คืออะไร?
ATV เป็นคำย่อของ All-Terrain Vehicle ซึ่งเป็นยานยนต์แบบเปิดประทุนที่มีที่นั่งเดียวหรือสองที่นั่ง ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับภูมิประเทศที่ซับซ้อน โดยทั่วไปจะมีล้อกว้างสามถึงสี่ล้อที่มีแรงดันต่ำเพื่อเพิ่มแรงยึดเกาะและความเสถียร เบาะนั่งแบบคร่อมและแฮนด์แบบมอเตอร์ไซค์นั้นได้มาจากโครงสร้างทางเทคนิคของรถจักรยานยนต์สองล้อ ยานพาหนะเหล่านี้ทำงานได้ดีเยี่ยมบนพื้นผิวที่ไม่เรียบ เช่น ทราย โคลน ทุ่งหิมะ และภูเขา โดยหลักๆ แล้วแบ่งออกเป็นรุ่นสปอร์ตที่เน้นความคล่องตัว (เช่น รุ่นแข่งขับเคลื่อนล้อหลัง) และรุ่นเกษตรกรรม/วิศวกรรมที่เน้นการใช้งานจริง (เช่น รุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อหรือหกล้อสำหรับงานหนัก) รุ่นหลังนี้ใช้กันอย่างแพร่หลายในการขนส่งทางการเกษตร การลาดตระเวนป่าไม้ และภารกิจกู้ภัย ในด้านความปลอดภัย แม้ว่า ATV จะมีโอกาสพลิกคว่ำน้อยกว่ารถจักรยานยนต์เนื่องจากมีล้อหลายล้อ แต่เนื่องจากน้ำหนักที่มากกว่าจึงมีอัตราการเกิดอุบัติเหตุและการบาดเจ็บสูงกว่า ดังนั้นจึงแนะนำให้สวมอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม ในตลาดท้องถิ่น แบรนด์หลักๆ เช่น ฮอนด้าและยามาฮ่า มีรถเอทีวีให้เลือกหลายรุ่น ราคาประมาณ 150,000 ถึง 500,000 บาท การเลือกซื้อควรพิจารณาจากวัตถุประสงค์การใช้งาน (เช่น การพักผ่อนหย่อนใจหรืองานเกษตรกรรม) และสภาพภูมิประเทศ รวมถึงต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เช่น การต้องมีป้ายทะเบียนสำหรับบางรุ่นเพื่อให้สามารถขับขี่บนท้องถนนได้อย่างถูกกฎหมาย
ดูเพิ่มเติม