Q

Volvo S60 เป็นรถสปอร์ตหรือไม่?

Volvo S60 เป็นรถที่โฟกัสไปที่การเป็นรถซีดานหรูสปอร์ตมากกว่าจะเป็นรถสปอร์ตเต็มตัว โดยผสมผสานระหว่างดีไซน์สแกนดิเนเวียนที่สวยงามกับความสนุกสนานในการขับขี่ ซึ่งในตลาดไทย รถรุ่นนี้ได้รับความนิยมเนื่องจากขนาดตัวรถที่กำลังดีและความคล่องตัวที่เหมาะกับสภาพการจราจรที่ติดขัดในเมืองอย่างกรุงเทพฯ ระบบ City Safety ที่มาพร้อมในทุกรุ่นช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งานบนถนนไทยที่มีสภาพการจราจรซับซ้อน ส่วนรุ่น T8 แบบปลั๊กอินไฮบริดยังตอบโจทย์เรื่องประหยัดน้ำมันซึ่งเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคไทย แม้ว่าระบบช่วงล่างจะถูกตั้งค่าให้แข็งกว่าซีดานทั่วไปเพื่อการเข้าโค้งที่มั่นใจกว่า แต่เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง BMW 3 ซีรีส์ที่เน้นสมรรถนะสปอร์ตเต็มตัวแล้ว S60 กลับให้ความสำคัญกับความสมดุลระหว่างความสบายและความปลอดภัยมากกว่า ในตลาดไทย รถซีดานหรูขนาดกลางแบบนี้มักเป็นที่นิยมในหมู่คนทำงานวัยหนุ่มสาวที่มองหารถทั้งสำหรับการเดินทางประจำวันและความสนุกในการขับขี่ แนะนำให้ผู้ที่สนใจไปทดลองขับที่โชว์รูม Volvo ในไทยเพื่อสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ด้วยตัวเอง นอกจากนี้บางตัวแทนจำหน่ายในไทยยังมีแพ็กเกจบริการเฉพาะสำหรับรถแบบไฮบริดซึ่งช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายในการใช้งานระยะยาวได้เป็นอย่างดี
ข้อความพิเศษ: เนื้อหานี้โพสต์โดยผู้ใช้ และไม่ได้แสดงถึงมุมมองและจุดยืนของ PCauto

Q&A เกี่ยวข้อง

Q
Volvo S60 เป็นรถที่เงียบหรือไม่?
Volvo S60 ให้ประสบการณ์ด้านเสียงรบกวนที่ยอดเยี่ยมในระดับเดียวกัน โครงสร้างตัวถังใช้เหล็กความแข็งแรงสูงและวัสดุดูดซับเสียงหลายชั้น โดยเฉพาะในสภาพการจราจรติดขัดแบบกรุงเทพฯ ที่พบได้บ่อย ช่วยลดเสียงเครื่องยนต์และเสียงยางได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อรวมกับกระจกหน้าต่างแบบชั้นบางพิเศษ ยังช่วยตัดเสียงรบกวนความถี่สูงจากรถจักรยานยนต์ในเมืองได้ชัดเจน ส่วนช่วงล่างได้รับการปรับปรุงด้านการกันเสียงให้เหมาะกับถนนบางสายในไทยที่ขรุขระ แต่เมื่อเร่งเครื่องเร็วอาจยังได้ยินเสียงเครื่องยนต์บ้างเล็กน้อย ซึ่งการออกแบบนี้กลับตรงใจคนรักการขับขี่ที่ชอบความรู้สึกสปอร์ต แต่ถ้าอยากได้ความเงียบสงัดสุดๆ ก็สามารถเลือกติดตั้งชุดอัพเกรดกันเสียงจาก Volvo ได้ แอร์ระบบปรับอากาศยังถูกปรับให้เหมาะกับอากาศร้อนของไทย โดยเสียงพัดลมทำงานนุ่มนวลกว่ารุ่นที่ขายในยุโรป ที่น่าสนใจคือตัวแทนจำหน่าย Volvo ในไทยมีบริการตรวจสอบสภาพยางประตูฟรี ซึ่งช่วยรักษาประสิทธิภาพการกันเสียงได้ยาวนาน เมื่อเทียบกับรุ่นเดียวกันอย่าง Lexus ES ที่เน้นความเงียบแบบหรูหรา แต่ S60 กลับให้ความสมดุลระหว่างความสปอร์ตและความสบาย ซึ่งตอบโจทย์คนไทยที่ชอบดีไซน์สแกนดิเนเวียนแต่ก็ต้องการความรู้สึกในการขับขี่ที่สมบูรณ์แบบ
Q
Volvo S60 มีประสิทธิภาพในการใช้เชื้อเพลิงหรือไม่?
Volvo S60 เป็นรุ่นที่ประหยัดน้ำมันได้ดีเลยทีเดียว โดยเฉพาะในสภาพถนนแบบผสมผสานทั้งในเมืองและทางด่วนของไทย เครื่องยนต์ 2.0 ลิตรเทอร์โบชาร์จที่มาพร้อมระบบไฮบริด 48V ช่วยให้อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันอยู่ในระดับประหยัด ข้อมูลทางการระบุว่าประหยัดน้ำมันเฉลี่ยประมาณ 6-7 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร ซึ่งตอบโจทย์คนไทยที่ต้องการทั้งความประหยัดและพลังขับเคลื่อน นอกจากนี้ S60 ยังมีระบบเลือกโหมดการขับขี่ โดยโหมด Eco จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันได้อีก ซึ่งเหมาะมากกับสภาพการจราจรติดขัดในกรุงเทพฯ ที่สำคัญคือสภาพอากาศร้อนของไทยที่สร้างภาระให้ระบบแอร์ค่อนข้างมาก แต่ระบบแอร์ของ S60 นั้นได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษ ให้ความเย็นได้ดีและไม่กินน้ำมันมาก นับเป็นจุดแข็งในด้านการปรับตัวให้เข้ากับตลาดไทย และถ้าอยากประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้นไปอีก ก็สามารถเลือกรุ่นปลั๊กอินไฮบริดอย่าง S60 Recharge ที่สามารถวิ่งในโหมดไฟฟ้าได้ระยะทางไกลโดยไม่ปล่อยมลพิษ เหมาะสำหรับผู้ที่มีที่ชาร์จรถ ส่วนจะเลือกรุ่นเครื่องยนต์ทั่วไปหรือรุ่นไฮบริด Volvo S60 ก็ยังคงความปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมตามสไตล์ของแบรนด์ ถือเป็นรถยนต์หรูระดับกลางที่น่าจับตามองในตลาดไทย
Q
ทำไม Volvo S60 ถึงถูกยุติการผลิต?
เหตุผลหลักที่ Volvo หยุดผลิตรุ่น S60 คือการปรับกลยุทธ์ระดับโลกของแบรนด์ มุ่งหวังใช้ทรัพยากรอย่างเข้มข้นในการพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า การตัดสินใจดังกล่าวสอดรับกับแนวโน้มของตลาดไทยที่เร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานใหม่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผน "ความเป็นไฟฟ้า 100% ภายในปี 2030" ของ Volvo รุ่นเครื่องยนต์สันดาปทั่วไปจะค่อยๆ ถูกลดบทบาทลง แพลตฟอร์ม SPA ที่ใช้ผลิต S60 กำลังถูกแทนที่ด้วยแพลตฟอร์ม SPA2 ที่ออกแบบมาสำหรับรถไฟฟ้าโดยเฉพาะ สำหรับตลาดไทยแล้ว S60 เผชิญกับการแข่งขันที่ดุเดือดในเซกเมนต์รถหรูระดับ B ขณะที่ความสนใจของผู้บริโภคต่อรุ่นปลั๊กอินไฮบริดสูงกว่ารุ่นเครื่องยนต์เบนซินทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้วอลโว่ให้ความสำคัญกับการนำรถไฟฟ้าเช่น XC40 Recharge ออกสู่ตลาดก่อน ที่น่าสนใจสำหรับผู้บริโภคไทยคือ Volvo ประกาศแล้วว่าจะเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ในปี 2024 ที่ใช้แพลตฟอร์มใหม่พัฒนาโดยเฉพาะ โดยมีระยะทางต่อการชาร์จและระบบอัจฉริยะที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้ในประเทศมากขึ้น แถมยังได้ประโยชน์จากนโยบายส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาลไทย ทั้งการลดภาษีนำเข้าและภาษีสรรพสามิต ทำให้รถหรูไฟฟ้ามีความได้เปรียบด้านราคา ขณะนี้เครือข่ายตัวแทนจำหน่าย Volvo ในไทยยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง พร้อมให้บริการด้านการขายและระบบชาร์จที่ครบวงจรมากขึ้นในอนาคต ส่วนเจ้าของ S60 ในปัจจุบันก็ยังคงได้รับบริการหลังการขายตามมาตรฐานของแบรนด์อย่างเต็มที่ตลอดอายุการใช้งาน
Q
ฉันสามารถใส่น้ำมันเบนซิน 87 ลงใน Volvo S60 ได้หรือไม่?
ตามคำแนะนำอย่างเป็นทางการจาก Volvo S60 รถรุ่นนี้แนะนำให้ใช้เชื้อเพลิงระดับ 95 ขึ้นไปเพื่อประสิทธิภาพและการปกป้องเครื่องยนต์ที่ดีที่สุด แม้ว่าการใช้น้ำมันเบนซิน 87 อาจไม่สร้างความเสียหายที่เห็นได้ชัดในระยะสั้น แต่การใช้เชื้อเพลิงระดับต่ำเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดการน็อคของเครื่องยนต์ ลดกำลัง และประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันที่แย่ลง ยิ่งทำให้เกิดปัญหาเหล่านี้ได้ง่ายขึ้นในสภาวะอากาศร้อนของประเทศไทย ในตลาดไทย ระดับน้ำมันเบนซินเป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยน้ำมันเบนซิน 87 (เทียบเท่ากับมาตรฐานยุโรป 91 RON) มีความต้านทานการน็อคต่ำ ในขณะที่น้ำมัน 95 และ E20 (ที่มีเอทานอล 20%) เป็นตัวเลือกระดับสูงที่พบได้บ่อยกว่า จึงแนะนำให้เจ้าของรถปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ผลิตเพื่อยืดอายุเครื่องยนต์ นอกจากนี้ เครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จสมัยใหม่มีความไวต่อคุณภาพเชื้อเพลิง การใช้เชื้อเพลิงระดับต่ำอาจมีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของระบบเทอร์โบ หากจำเป็นต้องเติมน้ำมัน 87 ในกรณีฉุกเฉิน แนะนำให้เติมน้ำมันระดับสูงในครั้งต่อไปโดยเร็วที่สุด หรือใช้สารเติมแต่งเชื้อเพลิงที่ได้มาตรฐานเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
Q
Volvo S60 ต้องใช้น้ำมันพรีเมียมหรือไม่?
สำหรับรถโวลโว่ S60 ในตลาดไทย แนะนำให้ใช้เชื้อเพลิงพรีเมียมระดับ 95 ขึ้นไป เช่น แก๊สโซฮอล์ 95 แบบเบนซินของ PTT หรือ PTT EVO เพราะเครื่องยนต์ Drive-E เทอร์โบชาร์จมีการออกแบบอัตราส่วนการอัดสูง การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงระดับต่ำกว่านี้อาจทำให้เกิดการน็อคและส่งผลต่อกำลังเครื่องยนต์รวมถึงประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมัน โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนของไทย น้ำมันพรีเมียมที่มีสารทำความสะอาดจะช่วยลดการสะสมคาร์บอนในเครื่องยนต์ได้ดีกว่า ซึ่งสำคัญมากเมื่อขับในเมืองอย่างกรุงเทพฯ ที่ต้องสตาร์ทและหยุดบ่อยๆ แม้ว่าการใช้น้ำมัน 91 ในระยะสั้นจะไม่ทำลายเครื่องยนต์ทันที แต่ในระยะยาวอาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพและเพิ่มค่าบำรุงรักษา สิ่งที่ควรสังเกตคือ น้ำมันพรีเมียมบางยี่ห้อในไทย เช่น PTT และบางจาก มีสูตรทำความสะอาดพิเศษที่เหมาะกับเครื่องยนต์เทอร์โบแบบฉีดตรง โดยรถหรูระดับเดียวกันอย่าง BMW ซีรีส์ 3 หรือ Mercedes C-Class ในไทยก็แนะนำให้ใช้น้ำมันพรีเมียมเช่นกัน ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์เทคโนโลยีเครื่องยนต์สมัยใหม่ นอกจากนี้เจ้าของรถยังสามารถบำรุงระบบเชื้อเพลิงเพิ่มเติมด้วยน้ำยาทำความสะอาดระบบเชื้อเพลิงที่ได้รับการรับรองจากโวลโว่ แต่ควรหลีกเลี่ยงการผสมน้ำยาต่างยี่ห้อกัน
Q
Volvo S60 เป็นรถยนต์ที่มีสูบ 4 หรือ 6 สูบ?
สำหรับตลาดไทย Volvo S60 นั้นเน้นเสนอเครื่องยนต์ 4 สูบเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 2.0 ลิตร หรือเครื่องยนต์ดีเซลที่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องประหยัดน้ำมันและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเหมาะกับสภาพการจราจรในเมืองไทยที่ต้องหยุด-สตาร์ทบ่อย พร้อมยังผ่านมาตรฐานการปล่อยไอเสียที่เข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ แม้รุ่นเก่าในบางตลาดต่างประเทศเคยมีเครื่องยนต์ 6 สูบ แต่รุ่นปัจจุบันที่ขายในไทยล้วนใช้ 4 สูบแบบเต็มตัว พ่วงด้วยระบบไฮบริด 48V หรือปลั๊ก-อินไฮบริดที่ช่วยให้ขับเคลื่อนได้อย่างลื่นไหลและประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น สำหรับคนไทยแล้ว เครื่องยนต์ 4 สูบแบบนี้ไม่เพียงลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แต่ยังได้ทั้งเทคโนโลยีความปลอดภัยอันเป็นเอกลักษณ์ของ Volvo และดีไซน์มินิมอลแบบนอร์ดิก เช่น ระบบ City Safety ที่มีให้ทุกรุ่น หรือเทคโนโลยีกรองอากาศที่ออกแบบมาเฉพาะสภาพอากาศร้อนชื้น แถมเทรนด์อุตสาหกรรมรถยนต์ยุคใหม่ก็ไปทางเครื่องยนต์ขนาดเล็กแต่ประสิทธิภาพสูง แม้แต่แบรนด์หรูก็ใช้เทอร์โบชาร์จและระบบไฮบริดเพื่อให้ได้สมรรถนะที่แรงแต่ยังคงความประหยัด ดังนั้นเครื่องยนต์ 4 สูบจึงตอบโจทย์การขับขี่ส่วนใหญ่ได้อย่างครบถ้วน ทั้งเรื่องสมรรถนะและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
Q
Volvo S60 มันเร็วหรือไม่?
รถ Volvo S60 ในตลาดไทยได้รับความสนใจจากสมรรถนะที่ลงตัว รุ่น T5 ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เทอร์โบ 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 250 แรงม้า เร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 6.5 วินาที ซึ่งเพียงพอต่อการขับขี่ทั่วไปและการแซงบนทางหลวง แม้จะไม่แรงสะบัดเหมือนรถสปอร์ตเต็มตัว แต่การส่งกำลังเรียบเชิงเส้นคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดทำให้เปลี่ยนเกียร์ลื่นไหลพอดี ในสภาพอากาศร้อนของไทย ระบบช่วงล่างของ S60 ถูกปรับมาเพื่อความนุ่มสบายเป็นหลัก ช่วยลดแรงสะเทือนจากพื้นถนนได้ดี แถมระบบ City Safety สำหรับความปลอดภัยในเมืองยังใช้งานได้ดีในสภาพการจราจรติดขัดของกรุงเทพฯ จุดเด่นของ S60 เมื่อเทียบกับรุ่นอื่นๆ ในระดับเดียวกันคือระบบความปลอดภัยสไตล์นอร์ดิกและวัสดุภายในห้องโดยสารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเทคโนโลยี Cleanzone ยังช่วยกรองอากาศภายในรถให้สะอาด แก้ปัญหาเรื่องมลพิษทางอากาศในไทยได้อีกด้วย ควรระวังว่าผู้บริโภคไทยสามารถเลือกรุ่นขับเคลื่อนล้อหน้าหรือสี่ล้อได้ โดยรุ่นสี่ล้อจะทรงตัวดีกว่าในผิวถนนลื่นช่วงฤดูฝน แต่จะกินน้ำมันมากกว่าเล็กน้อย รุ่นนี้เหมาะกับคนไทยที่มองหาความปลอดภัย ความสบาย และประสบการณ์การขับขี่เรียบหรู เหมาะเป็นพิเศษสำหรับคนที่ขับทางไกลบ่อยหรือเน้นการใช้รถเพื่อครอบครัว
Q
ขนาดยางที่ Volvo S60 ใช้คืออะไร
รถ Volvo S60 ที่ขายในตลาดไทย ส่วนใหญ่จะใช้ยางขนาด 235/45 R18 เป็นมาตรฐาน แต่ในรุ่นท็อปๆ อาจจะเจอยางขนาด 235/40 R19 หรือ 245/35 R20 ด้วยนะครับ ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็ขึ้นอยู่กับปีผลิตและรุ่นรถด้วย ต้องตรวจสอบอีกที สำหรับสภาพอากาศไทยที่ทั้งร้อนและฝนชุก แนะนำให้เลือกยางรุ่นที่เกาะถนนเปียกได้ดีและทนความร้อนสูง เช่น ยางมิชลิน Pilot Sport 4 หรือกูดเยียร์ Eagle F1 Asymmetric จะเหมาะมาก เพราะเน้นการออกแบบดอกยางและส่วนผสมยางพิเศษที่ตอบโจทย์ถนนช่วงฤดูฝนของไทยได้ดี เวลาเปลี่ยนขนาดยางต้องระวังนิดนึงนะ ควรให้เส้นผ่านศูนย์กลางเปลี่ยนไปไม่เกิน ±3% เพื่อความแม่นยำของมาตรวัดความเร็ว เช่น จากยาง 235/45 R18 อาจเปลี่ยนเป็น 245/45 R18 ได้ แต่ไม่ควรเลือกยางที่ผอมเกินไปเพราะจะทำให้ขับไม่ค่อยสบายและล้ออาจเสียหายง่าย ส่วนเรื่องลมยางก็สำคัญมากในสภาพอากาศร้อนแบบไทย แนะนำให้ตรวจสอบเดือนละครั้ง โดยดูค่ามาตรฐานจากสติกเกอร์ที่กรอบประตู แล้วอาจเติมลมให้มากกว่าปกติสัก 0.1-0.2 บาร์ เพื่อลดแรงกลิ้ง แต่ห้ามเติมเกินค่าสูงสุดที่กำหนดไว้
Q
หม้อน้ำชนิดใดที่ใช้สำหรับ Volvo s60?
สำหรับรถยนต์ Volvo S60 รุ่นนี้โดยทั่วไปจะติดตั้งหม้อน้ำอลูมิเนียมประสิทธิภาพสูง พร้อมระบบพัดลมไฟฟ้าที่ควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งช่วยจัดการกับสภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อใช้งานในประเทศไทย แนะนำให้ตรวจสอบความเข้มข้นของน้ำหล่อเย็นเป็นประจำ (แนะนำให้ผสมน้ำยาหล่อเย็น 50% กับน้ำกลั่น 50%) และควรเปลี่ยนทุก 2 ปีหรือทุก 40,000 กิโลเมตร เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบระบายความร้อนเสื่อมสภาพเร็วจากสภาพอากาศแบบร้อนชื้น ข้อสังเกตคือรถบางรุ่นในตลาดไทยอาจติดตั้งเครื่องระบายความร้อนน้ำมันเกียร์เพิ่มเติม ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากสำหรับสภาพการจราจรที่ติดขัดบ่อยๆในกรุงเทพฯ หากจำเป็นต้องเปลี่ยนหม้อน้ำ แนะนำให้เลือกใช้อะไหล่แท้จากโรงงานหรืออะไหล่ทดแทนคุณภาพสูงที่ได้มาตรฐาน ISO เพราะหม้อน้ำที่ไม่ได้มาตรฐานในตลาดไทยอาจทนต่อการใช้งานในอุณหภูมิสูงต่อเนื่องไม่ได้ ในการบำรุงรักษาประจำวัน ควรสังเกตว่าซี่หม้อน้ำอุดตันด้วยแมลงหรือฝุ่นหรือไม่ ซึ่งพบได้บ่อยบนถนนชนบทที่มีฝุ่นมากในประเทศไทย สำหรับผู้ที่ต้องการประสิทธิภาพการระบายความร้อนที่สูงขึ้น สามารถปรึกษาตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับอนุญาตเกี่ยวกับระบบระบายความร้อนรุ่นอัพเกรด แต่ต้องคำนึงว่าการปรับแต่งต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของกรมการขนส่งทางบกของประเทศไทย
Q
วิธีการวาง Volvo s60 ในโหมดเครื่องว่าง
การใส่โหมดเกียร์ว่าง (N) สำหรับ Volvo S60 นะครับ ขั้นแรกให้มั่นใจว่าตัวรถจอดสนิทแล้วและเหยียบแป้นเบรกไว้ จากนั้นกดปุ่มปลดล็อกที่ด้านซ้ายของคันเกียร์ พร้อมกับดันคันเกียร์ไปข้างหน้าเบาๆ ถึงตำแหน่ง "N" เมื่อทำเสร็จแล้วหน้าปัดจะแสดงสัญลักษณ์เกียร์ว่างให้เห็นนะ ข้อควรระวังคือถ้าต้องจอดรถทิ้งไว้ในอากาศร้อนแบบประเทศไทยนานๆ แนะนำให้ใช้เบรกมือไฟฟ้าร่วมด้วยเพื่อป้องกันรถไหล โดยเฉพาะในที่ลาดชันหรือห้างสรรพสินค้าต่างๆ สำหรับรุ่น Volvo ที่ติดตั้งเกียร์ Geartronic การใช้เกียร์ว่างเหมาะสำหรับฉากพิเศษเช่นการลากรถหรือการล้างรถเท่านั้น ส่วนเวลาติดไฟแดงปกติไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนมาเกียร์ว่าง เพราะระบบออโต้สตาร์ท-สต็อปของ S60 จะจัดการสถานะเครื่องยนต์ให้อัตโนมัติอยู่แล้ว อีกเรื่องที่อยากเตือนเพื่อนๆ คนไทยนะครับ แม้เกียร์ออโตเมติกสมัยนี้จะพัฒนาไปไกล แต่การเปลี่ยนมาเกียร์ว่างบ่อยๆ ขณะขับขี่อาจส่งผลต่ออายุการใช้งานเกียร์ได้ ทางที่ดีควรปฏิบัติตามคำแนะนำในคู่มือจะเหมาะสมกว่า ถ้าเจอปัญหาลองเกียร์ยากสักหน่อย สาเหตุมักเกิดจากเหยียบเบรกไม่ลึกพอหรือระบบอิเล็กทรอนิกส์ต้องการเวลาเรียนรู้ใหม่ ลองแก้ไขโดยการเหยียบเบรกให้สุดหรือรีสตาร์ทรถดู
  • รถยอดนิยม

  • รุ่นปีรถยนต์

  • เปรียบเทียบรถยนต์

  • รูปภาพรถ

ข้อดี

ดีไซน์ภายนอกทันสมัยหรูหรา
พลังงานเครื่องยนต์ยอดเยี่ยม
ที่นั่งภายในสะดวกสบาย
ระบบเสียงยอดเยี่ยม
มีเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ดีที่สุดในโลก
ประสิทธิภาพเครื่องยนต์เยี่ยม ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
พื้นที่นั่งด้านหลังสามารถขยายได้

ข้อเสีย

พื้นที่กล่องสำรองน้อยกว่าที่คาดหวัง
การทำงานบางอุปกรณ์ยาก
ชั้นล่างไม่สอดคล้องกับพลังงานที่แข็งแกร่ง
ซีรี่ส์ยางรถต่ำ ขับรถต้องระมัดระวัง
พวงมาลัยรถเบาเกินเมื่อที่ความเร็วสูง
ตอบสนองของระบบเบรคไม่ค่อยดี
สถานที่ให้บริการอยู่ในจำนวนน้อย

Q&A ล่าสุด

Q
AT (All-Terrain) - ยางสำหรับทุกสภาพถนน HT (Highway Terrain) - ยางสำหรับถนนทางหลวงหรือถนนเรียบ MT (Mud-Terrain) - ยางสำหรับถนนที่มีโคลนหรือสภาพพื้นถนนยากลำบาก นี่คือคำแปลของคำอธิบายเกี่ยวกับยางดังกล่าวในภาษาไทยค่ะ!
HT ยางเต็มชื่อ ยางถนน (Highway Terrain) เหมาะสำหรับ SUV ในเมืองและรถยนต์ส่วนตัว ลายยางบางและละเอียด ความต้านทานในการหมุนน้อย ให้ประสิทธิภาพการควบคุมบนถนนและถนนเปียกได้ดี มีเสียงเงียบและนุ่มนวล เป็นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับการขับขี่ประจำวันและในเมือง เกือบทุกรถยนต์ส่วนตัวและ SUV ส่วนใหญ่จากโรงงานจะติดตั้งยางประเภทนี้ AT ยางคือ ยางทุกสภาพพื้นที่ (All-Terrain) รวมประสิทธิภาพทั้งบนถนนและนอกถนน ลายยางมีความหยาบและระยะห่างระหว่างดอกยางกว้าง มีรูปแบบดอกยางหลายแบบ (เช่น ร่องตรง ร่องเฉียง และลายแบบ H) ทนทานและมีแรงยึดเกาะดีบนพื้นผิวที่ไม่เรียบ เป็นที่นิยมในหมู่ผู้ชอบขับออฟโรด แต่เมื่อขับบนถนนจะมีเสียงดังและสิ้นเปลืองน้ำมันมากกว่า MT ยางคือ ยางโคลน (Mud-Terrain) ออกแบบมาสำหรับการขับออฟโรดในสภาพที่รุนแรง โครงยางแข็งแรง ดอกยางใหญ่และมีระยะห่างมาก เพื่อช่วยในการขับผ่านโคลนและระบายโคลนออก มีแรงยึดเกาะดีบนพื้นผิวขรุขระเช่นหิน แต่เมื่อขับบนถนนจะมีเสียงดังมาก ประสิทธิภาพการเบรกและการบังคับเลี้ยวต่ำ ถนนเปียกอาจทำให้ควบคุมยาก และบนพื้นทรายนุ่มหากไม่มีล็อคดิฟเฟอเรนเชียลอาจทำให้ขุดทรายได้ง่าย เหมาะสำหรับการขับออฟโรดระดับมืออาชีพหรือในสภาพพื้นที่ที่ยากลำบาก การเลือกยางควรพิจารณาจากสภาพการขับขี่: ขับขี่ทั่วไปในเมืองเลือก HT ยาง ต้องการทั้งบนถนนและออฟโรดเลือก AT ยาง หากต้องการขับออฟโรดในสภาพที่รุนแรงให้เลือก MT ยาง
Q
80/90-17 M/C 50P คือ ขนาดของยางรถจักรยานยนต์
ในข้อมูลจำเพาะของยางรถจักรยานยนต์ เช่น "80/90-17 M/C 50P" ตัวเลข 80 หมายถึงความกว้างของยาง 80 มม. ตัวเลข 90 หมายถึงอัตราส่วนความสูงต่อความกว้าง 90% (หมายความว่าความสูงของยางคิดเป็น 90% ของความกว้าง) ตัวเลข 17 หมายถึงเส้นผ่านศูนย์กลางของขอบล้อ 17 นิ้ว ตัวเลข M/C หมายถึงยางที่ออกแบบมาสำหรับรถจักรยานยนต์โดยเฉพาะ และตัวเลข 50P หมายถึงดัชนีรับน้ำหนัก (50 หมายถึงรับน้ำหนักสูงสุด 190 กก. ต่อล้อ) และระดับความเร็ว (P หมายถึงความเร็วสูงสุด 150 กม./ชม.) ข้อมูลจำเพาะเหล่านี้พบได้ทั่วไปในรถจักรยานยนต์ขนาดเล็กถึงขนาดกลางที่ใช้ในเมืองหรือในชีวิตประจำวัน ความกว้างของยางที่แคบลงช่วยลดแรงต้านการหมุนและประหยัดน้ำมัน ในขณะที่อัตราส่วนความสูงต่อความกว้าง 90% ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนได้ดีขึ้นในขณะที่ยังคงความคล่องตัวในการควบคุม สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือ ข้อมูลจำเพาะของยางต้องตรงกับขอบล้อ ดัชนีรับน้ำหนักต้องครอบคลุมน้ำหนักรถและผู้โดยสาร และระดับความเร็วควรตรงกับความต้องการในการขับขี่จริง ตัวอย่างเช่น รถยนต์ที่ใช้ขับขี่ด้วยความเร็วสูงเป็นประจำ ควรเลือกยางที่มีระดับความเร็ว H (210 กม./ชม.) หรือสูงกว่า การตรวจสอบวันที่ผลิตยาง (เช่น DOT 4525 หมายถึงผลิตในสัปดาห์ที่ 45 ของปี 2025) และความลึกของดอกยาง (ขั้นต่ำตามกฎหมายคือ 1.6 มม.) อย่างสม่ำเสมอ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยในการขับขี่
Q
ยาง 205 55 R16 คืออะไร?
ตัวเลข 205 55 R16 บนยางรถยนต์บ่งบอกถึงคุณสมบัติเฉพาะของยาง 205 หมายถึงความกว้างของหน้าตัดยางที่ 205 มิลลิเมตร หน้าตัดที่กว้างขึ้นจะเพิ่มพื้นที่สัมผัสกับพื้น ทำให้การควบคุมรถมีเสถียรภาพมากขึ้น แต่จะเพิ่มแรงต้านการหมุนและสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง 55 คืออัตราส่วนความสูงต่อความกว้าง หมายความว่าความสูงของหน้าตัดยางอยู่ที่ 55% ของความกว้าง ค่าที่เหมาะสมจะให้สมดุลระหว่างความสบายและการควบคุมรถ ค่าที่ต่ำกว่าจะทำให้แก้มยางบางลง ทำให้การควบคุมรถดีขึ้น แต่ลดความสบายและทำให้ยางไวต่อแรงกระแทกจากพื้นถนนมากขึ้น ตัวอักษร "R" บ่งบอกถึงยางเรเดียล ซึ่งมีข้อดี เช่น ความทนทานต่อการสึกหรอ การยึดเกาะที่ดี และเสถียรภาพที่ยอดเยี่ยม ทำให้เป็นตัวเลือกหลักสำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ตัวเลข "16" บ่งบอกถึงเส้นผ่านศูนย์กลางของขอบล้อ 16 นิ้ว ซึ่งต้องใช้ขอบล้อที่มีขนาดตรงกันในการติดตั้ง นอกจากนี้ ข้อมูลจำเพาะของยางนี้มักจะรวมถึงดัชนีรับน้ำหนักและระดับความเร็ว เช่น 91V โดยที่ 91 หมายถึงความสามารถในการรับน้ำหนักสูงสุดของยางแต่ละเส้น และ "V" หมายถึงความเร็วสูงสุดที่ปลอดภัยที่ยางสามารถรับได้ ในการใช้งานประจำวัน แนะนำให้ตรวจสอบแรงดันลมยาง ทำความสะอาดเศษสิ่งสกปรกออกจากร่องดอกยาง และตรวจสอบการสึกหรอของยางอย่างสม่ำเสมอ เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่และยืดอายุการใช้งานของยาง
Q
ยาง Mud Terrain (MT) เหมาะกับรถประเภทใดบ้าง?
ยางมูลดิน (ยาง MT) เหมาะสำหรับยานพาหนะที่ใช้ในกิจกรรมออฟโรดขั้นหนักเป็นวัตถุประสงค์หลัก ซึ่งรวมถึง SUV ออฟโรดมืออาชีพ ปิ๊กอัปออฟโรด และรถออฟโรดที่ผู้ชอบออฟโรดขั้นแข็งได้ปรับแต่ง ยางประเภทนี้มีดีไซน์ลายร่องลึกและขนาดใหญ่ มีความสามารถในการล้างตัวเองสูง สามารถขับไล่โคลนออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และต้านทานการเจาะของหินแหลมคมได้ดี เหมาะสำหรับใช้งานในถนนโคลน ถนนหินในเขตเหมือง และสภาพถนนไม่ได้ลาดยางที่ยากลำบาก SUV ออฟโรดมืออาชีพมักเดินทางในสภาพภูมิประเทศที่ซับซ้อน ความยึดเกาะที่ดีและความทนทานของยาง MT จะช่วยเพิ่มสมรรถนะในการขับขี่ ปิ๊กอัปออฟโรดส่วนใหญ่ใช้สำหรับงานในพื้นที่หรือสถานการณ์ออฟโรดขั้นหนัก คุณสมบัติต้านทานการเสียหายของยาง MT สามารถตอบสนองความต้องการนี้ได้ ส่วนรถออฟโรดที่ปรับแต่งนั้น ต้องพึ่งพายาง MT เพื่อการขับเคลื่อนในสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย เช่น พื้นที่โคลนตมและภูมิประเทศขรุขระ ข้อควรระวังคือ ยาง MT จะมีเสียงดังมากและสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงมากขึ้นเมื่อขับบนถนนลาดยาง ดังนั้นจึงเหมาะสมที่สุดสำหรับยานพาหนะที่เน้นการออฟโรดเป็นหลัก หากต้องใช้สำหรับการเดินทางประจำวันบ่อยครั้ง ควรพิจารณาเลือกใช้อย่างรอบคอบ
Q
ความแตกต่างระหว่างยาง AT และ HT คืออะไร?
ความแตกต่างหลักระหว่างยาง AT (All-Terrain) และยาง HT (Highway) อยู่ที่การออกแบบ ลักษณะโครงสร้าง และประสิทธิภาพ ยาง AT มีดอกยางที่แข็งกว่า ลายดอกยางหยาบกว่า และช่องว่างระหว่างดอกยางใหญ่กว่า ทำให้สามารถระบายโคลนและหินได้อย่างรวดเร็ว ให้การยึดเกาะที่แข็งแรงและทนทานต่อการสึกหรอได้ดีเยี่ยมบนถนนที่ไม่ลาดยาง (เช่น ถนนลูกรัง โคลน และถนนบนภูเขา) ทำให้เหมาะสำหรับรถ SUV ที่วิ่งในภูมิประเทศที่ซับซ้อน อย่างไรก็ตาม ยาง AT จะมีเสียงดังมาก สิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้น และความสบายในการขับขี่บนถนนลาดยางลดลง ส่วนยาง HT มีดอกยางที่นุ่มกว่าและลายดอกยางละเอียดกว่า เน้นประสิทธิภาพบนถนนลาดยาง ให้ความเงียบ ความนุ่มนวล และประหยัดน้ำมันได้ดีเยี่ยม และเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรถยนต์ส่วนใหญ่ ทำให้เหมาะสำหรับการเดินทางในเมืองและชานเมืองในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม การยึดเกาะและความทนทานบนถนนที่ไม่ลาดยางนั้นมีจำกัด การเลือกใช้ควรขึ้นอยู่กับสถานการณ์การใช้งาน: หากคุณใช้เวลาขับรถบนถนนลาดยางมากกว่า 90% ควรเลือกยาง HT เพื่อความสมดุลระหว่างความสบายและการประหยัดน้ำมัน หากคุณขับขี่บนเส้นทางออฟโรดเบาๆ หรือบนสภาพถนนที่ซับซ้อนเป็นประจำ ยาง AT จะเหมาะสมกว่า
ดูเพิ่มเติม