Q
ความแตกต่างระหว่าง Porsche 718 และ 911 คืออะไร
ความแตกต่างหลักระหว่าง Porsche 718 และ 911 อยู่ที่การวางตำแหน่งตัวรถ, การจัดวางเครื่องยนต์ และประสบการณ์การขับขี่
718 เป็นรถสปอร์ตขับเคลื่อนล้อหลังแบบเครื่องยนต์วางกลาง มีรุ่น Boxster เปิดประทุนและ Cayman หลังคาแข็ง ให้เครื่องยนต์ 2.0T หรือ 2.5T แบบบ็อกเซอร์ 4 สูบ ขนาดตัวรถเบาและคล่องตัว เหมาะสำหรับการขับขี่ในชีวิตประจำวันและเส้นทางภูเขา ราคาย่อมเยา และในสภาพอากาศร้อนของประเทศไทย รุ่นเปิดประทุนยิ่งใช้งานสะดวก
ส่วน 911 เป็นรถสปอร์ตเรือธงขับเคลื่อนล้อหลังแบบเครื่องยนต์วางหลัง ใช้เครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 6 สูบ กำลังสูงกว่า ภายในหรูหรากว่า และสมรรถนะบนสนามแข่งดีกว่า เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการประสบการณ์การขับขี่สูงสุด ทั้งสองรุ่นได้รับความนิยมในไทย 718 เหมาะกับผู้ชื่นชอบการขับขี่เปิดประทุนและใช้ในเมือง ส่วน 911 เหมาะกับผู้ที่มีงบประมาณสูงและให้ความสำคัญกับเอกลักษณ์ของแบรนด์ เครือข่ายตัวแทนจำหน่าย Porsche ในไทยครอบคลุมและบริการหลังการขายมั่นใจ ทั้งสองรุ่นตอบสนองความต้องการของผู้ชื่นชอบรถสปอร์ตที่แตกต่างกันได้อย่างลงตัว
ข้อความพิเศษ: เนื้อหานี้โพสต์โดยผู้ใช้ และไม่ได้แสดงถึงมุมมองและจุดยืนของ PCauto
Q&A เกี่ยวข้อง
Q
“Porsche 718 เป็นรถที่เหมาะสำหรับใช้งานในชีวิตประจำวันหรือไม่?”
การใช้รถ Porsche 718 เป็นรถประจำวันในประเทศไทยนั้นทำได้ แต่ต้องพิจารณาจากสภาพถนนและความต้องการจริงในพื้นที่ รถรุ่นนี้มีขนาดกะทัดรัดเหมาะกับการจราจรติดขัดในกรุงเทพฯ แถมยังขับเคลื่อนคล่องตัว ช่วยให้เลี้ยวตัดผ่านซอยแคบๆ ได้สบายๆ เครื่องยนต์ตรงข้ามแนวนอน ขนาด 2.0T หรือ 2.5T ให้แรงขับเคลื่อนที่มากเพียงพอ เมื่อจับคู่กับเกียร์ PDK แล้วจะตอบโจทย์ทั้งการขับขี่เรียบๆ ในเมืองและการแซงบนทางด่วน แต่อย่างไรก็ตาม ต้องระวังเรื่องถนนขรุขระในบางพื้นที่เพราะรถมีช่วงล่างต่ำ ระบบช่วงล่าง PASM ที่มาพร้อมรถสามารถปรับความนุ่ม-แข็งได้เพื่อให้เหมาะกับสภาพถนนแต่ละแบบ ส่วนเรื่องเก็บของ ตู้อุปกรณ์ด้านหน้าสามารถใส่กระเป๋าเดินทางขนาดเล็กได้ แต่บริเวณหลังเบาะเหมาะสำหรับวางกระเป๋าใบเล็กๆ เท่านั้น สำหรับอากาศร้อนๆ แบบไทยแนะนำให้เลือกติดตั้งเบาะระบายอากาศเพิ่ม ส่วนค่าบำรุงรักษาต้องคำนึงถึงระยะเวลารออะไหล่ด้วยเพราะเป็นรถนำเข้า เมื่อเทียบกับรถสปอร์ตรุ่นอื่นๆ แล้ว 718 คงมูลค่าได้ดีกว่า หากต้องขับทางไกลบ่อยๆ อาจลองเปรียบเทียบกับรุ่น GT ที่เน้นความสบายมากกว่า สรุปแล้ว 718 ยังคงความสนุกของการขับขี่แบบรถสปอร์ตไว้ได้ ในขณะที่ความเหมาะสมในการใช้งานประจำวันถือว่าใช้ได้ในสภาพแวดล้อมของเมืองไทย
Q
ทำไมถึงเรียกว่า Porsche 718?
ชื่อ Porsche 718 นี้เป็นการยกย่องรถแข่งคลาสสิกของพอร์ชในยุค 50s-60s ที่สร้างชื่อเสียงโด่งดังในรายการแข่งอย่าง Le Mans 24 Hours และ Targa Florio สมัยนั้น แสดงถึงความเหนือชั้นของเทคโนโลยีเครื่องยนต์แบบบ็อกเซอร์และน้ำหนักเบาของพอร์ช จนถึงวันนี้ ซีรี่ย์ 718 ยังคงสืบทอดปรัชญานี้ด้วยการออกแบบเครื่องกลาง มาพร้อม 2 รุ่นคือ Cayman และ Boxster ที่ผสมผสานสมรรถนะสปอร์ตเข้ากับความสบายในการขับขี่ประจำวัน สำหรับประเทศไทยเมืองร้อนอย่างเรา รุ่น 718 Boxster แบบเปิดประทุนเหมาะมากกับการขับเลียบชายทะเล ส่วน 718 Cayman รุ่นหลังคาแข็ง則แสดงความโดดเด่นบนถนนในเมือง ทั้งคู่ใช้เครื่องยนต์บ็อกเซอร์ประสิทธิภาพสูง ที่ไม่เพียงให้กำลังใจเต็มเปี่ยม แต่ยังปรับตัวได้ดีกับสภาพถนนและอากาศที่หลากหลายของไทย อีกทั้งพอร์ชยังมีตัวแทนจำหน่ายและศูนย์บริการอย่างเป็นทางการในไทย ทำให้มั่นใจได้ว่าทุกท่านจะได้รับการดูแลมาตรฐานโรงงาน ส่งผลให้ 718 ซีรี่ย์เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคนไทยที่อยากสัมผัสประสบการณ์รถสปอร์ตแท้ๆ
Q
Porsche กำลังหยุดการผลิตรุ่น 718 ใช่ไหม?
ขณะนี้ทาง Porsche ยังไม่ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการหยุดผลิตรถรุ่น 718 แต่จากแนวโน้มในอุตสาหกรรมและยุทธศาสตร์การเปลี่ยนสู่รถไฟฟ้าของแบรนด์ คาดว่ารุ่น 718 ในอนาคตอาจจะค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นรถไฟฟ้า แม้แต่ตัวแทนจำหน่าย Porsche ในประเทศไทยก็เริ่มนำเข้ารถไฟฟ้าอย่างรุ่น Taycan เพื่อตอบสนองนโยบายลดการปล่อยมลพิษทั่วโลก รุ่น 718 ในฐานะรถสปอร์ตเครื่องกลางคลาสสิกของ Porsche เป็นที่นิยมมากในตลาดไทย โดยเฉพาะการขับขี่ตามเส้นทางชายฝั่งและภูเขา ด้วยสมรรถนะกการควบคุมที่ยืดหยุ่นและการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์เป็นจุดขายมาโดยตลอด หากในอนาคตมีการเปิดตัวรุ่นไฟฟ้า คาดว่าจะมีการพัฒนาทั้งในเรื่องระยะทางและประสิทธิภาพให้ดีขึ้น พร้อมกับยังคงความสนุกสนานในการขับขี่ไว้ ส่วนรัฐบาลไทยก็มีมาตรการส่งเสริมรถไฟฟ้า เช่น การลดภาษีนำเข้าและภาษีสรรพสามิต ซึ่งอาจทำให้รุ่น 718 แบบไฟฟ้าในอนาคตมีราคาที่แข่งขันได้มากขึ้น Porsche มักจะรักษาชื่อรุ่นและดีเอ็นเอของรถคลาสสิกไว้ แม้ว่ารุ่นเครื่องยนต์สันดาปจะค่อยๆ หายไปในที่สุด แต่จิตวิญญาณของมันก็จะยังคงอยู่ในรุ่นใหม่ๆ แฟนรถไทยสามารถคาดหวังนวัตกรรมของพอร์เช่ในยุคไฟฟ้าได้อย่างแน่นอน
Q
รถ Porsche 718 และ Cayman เหมือนกันไหม?
Porsche 718 และ Cayman เป็นรถในตระกูลเดียวกัน แต่มีความแตกต่างบางประการในการวางตำแหน่งและการกำหนดค่ารุ่น 718 เป็นชื่อรวมของรถสปอร์ตระดับเริ่มต้นของ Porsche ซึ่งประกอบด้วย Boxster (Convertible Edition) และ Cayman (Hard Top Edition) ทำให้ Cayman เป็นรุ่นหลังคาแข็งในตระกูล 718 ที่ทั้งสองใช้ร่วมกันทั้งแชสซีและระบบส่งกำลังแบบเดียวกัน เช่น เครื่องยนต์ 4 สูบนอนตรงข้ามแนวนอน 2.0T และ 2.5T ที่พบได้ทั่วไปในตลาดไทย แต่มีความแตกต่างกันเล็กน้อยในด้านดีไซน์ภายนอกและประสบการณ์การขับขี่ Cayman เหนือกว่าความแข็งแกร่งของตัวถังเล็กน้อยเนื่องจากโครงสร้างหลังคาแข็ง ส่วน 718 Boxster เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศเขตร้อนของประเทศไทยมากกว่า มอบความสนุกสนานในการขับขี่ที่เปิดกว้างมากขึ้น,นอกจากนี้ ซีรีส์ 718 ยังนำเสนอเวอร์ชั่นประสิทธิภาพสูงอย่าง GTS 4.0 วางเครื่องยนต์ 6 สูบ ขนาด 4.0 ลิตร แบบดูดอากาศธรรมชาติ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการประสบการณ์การขับขี่ที่บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น สำหรับตลาดในประเทศไทย รถทั้งสองรุ่นได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากการควบคุมที่คล่องตัวและราคาย่อมเยา เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการขับขี่บนเส้นทางภูเขาที่คดเคี้ยวรอบกรุงเทพฯ เป็นที่น่าสังเกตว่า Porsche ในประเทศไทยมีบริการหลังการขายที่สมบูรณ์แบบ รวมถึงการบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอและการสนับสนุนอุปกรณ์ตกแต่งจากโรงงาน ผ่านผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ เพื่อให้เจ้าของรถไม่ต้องกังวล
Q
Porsche 718 เป็นรถที่เชื่อถือได้หรือไม่?
พอรถสปอร์ต Porsche 718 ที่มาพร้อมเครื่องยนต์กลางหลังนี้ ถือว่าเป็นรถที่ความน่าเชื่อถือระดับดีเลยทีเดียว เครื่องยนต์แบบบ็อกเซอร์ที่พัฒนามาอย่างดีผ่านการใช้งานจริงมาหลายปี โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนๆ แบบไทย ระบบระบายความร้อนออกแบบมาเพื่อรับมือได้ดี แค่ต้องระวังนิดนึงเพราะบางทีถนนไทยก็ขรุขระ แถมบางเมืองก็รถติดน้ำท่วมขังบ้าง ก็แนะนำให้ตรวจสอบช่วงล่างกับระบบไฟฟ้าเป็นประจำเพื่อป้องกันความชื้นสักหน่อย ส่วนค่าบำรุงรักษาก็ต้องบอกตามตรงว่าแพงอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะของแท้ที่ต้องนำเข้าซึ่งในไทยนี่ควรเลือกศูนย์บริการของทางผู้ผลิตจะดีที่สุด ถ้าพูดถึงการขับขี่แล้วล่ะก็ 718 นี่โคตรโดนในเส้นทางคดเคี้ยวอย่างถนนบนดอยที่เชียงใหม่ แต่เพราะตัวรถต่ำหน่อย เวลาไปต่างจังหวัดก็ต้องคอยดูพื้นถนนให้ดีๆ ส่วนถ้าใช้ในกรุงเทพฯ ที่รถติดบ่อย อาจรู้สึกเกียร์ DCT ไม่ค่อยลื่นในช่วงความเร็วต่ำนิดหน่อย แต่โดยรวมแล้วถ้าบำรุงรักษาตามกำหนด 718 นี่ใช้ในไทยได้สบายๆ แนะนำให้ตรวจเช็คใหญ่ก่อนเข้าหน้าฝนเพื่อความมั่นใจเวลาต้องเจอความชื้นสูงๆ ด้วย
Q
Porsche 718 ผลิตที่ไหน?
รถยนต์ Porsche 718 ซีรีส์ส่วนใหญ่ผลิตที่โรงงานในเมืองไลพ์ซิก ประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นโรงงานที่มีชื่อเสียงในเรื่องกระบวนการผลิตอัตโนมัติระดับสูงและการควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งผลิตโมเดลยอดนิยมอย่าง Panamera และ Macan อีกด้วย สำหรับผู้บริโภคไทย นั่นหมายความว่ารถ 718 ที่ซื้อไปจะได้มาตรฐานการผลิตแบบเยอรมันที่เหมือนกับทุกตลาดทั่วโลก พูดเลยว่าปอร์เช่ในประเทศไทยมีตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการที่ให้บริการนำเข้ารถครบวงจร ทั้งการรับรองรถ การรับประกัน และการบริการหลังการขาย เพื่อให้คนไทยมั่นใจได้ว่าจะได้รถคุณภาพจากโรงงานจริง ซีรีส์ 718 ในฐานะรถสปอร์ตระดับเริ่มต้นของ Porsche มีเครื่องยนต์แบบบ็อกเซอร์และดีไซน์น้ำหนักเบาที่ช่วยให้ขับเคลื่อนบนถนนภูเขาไทยได้อย่างคล่องตัว แถมยังมีตัวเลือกเก้าอี้ระบายอากาศและระบบแอร์อัจฉริยะที่เหมาะกับอากาศร้อนของไทย ทำให้ใช้งานได้สะดวกขึ้น อีกทั้งรุ่นที่นำเข้ามาไทยมักมาพร้อมกับการปรับเปลี่ยนพวงมาลัยขวาตามกฎหมายท้องถิ่น และผ่านการทดสอบความเหมาะสมกับสภาพอากาศร้อนชื้น เพื่อให้มั่นใจว่ารถจะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพแม้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ร้อนและชื้นแบบไทย
Q
ควรนำ Porsche 718 เข้ารับการตรวจเช็กหรือให้บริการทุกปีหรือไม่?
สำหรับคำถามที่ว่าควรนำรถ Porsche 718 เข้ารับบริการประจำปีหรือไม่นั้น คำตอบคือจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในสภาพอากาศแบบร้อนชื้นของประเทศไทย การบริการตามระยะเป็นเรื่องสำคัญมาก Porsche แนะนำอย่างเป็นทางการว่ารถรุ่น 718 ควรเข้ารับบริการทุก 10,000 กิโลเมตรหรือทุก 12 เดือน ซึ่งจากสภาพการขับขี่ทั่วไปในไทย ผู้ใช้รถส่วนใหญ่มักจะขับใกล้หรือเกินระยะนี้ในแต่ละปี ดังนั้นการบริการปีละครั้งจึงสมเหตุสมผล สภาพอากาศร้อนและความชื้นสูงของไทยส่งผลให้น้ำมันเครื่องและของเหลวต่างๆ เช่น น้ำมันเบรกเสื่อมสภาพเร็วขึ้น รวมทั้งฝุ่นทรายและน้ำฝนอาจกระทบต่อตัวกรองอากาศและระบบเบรก การเปลี่ยนอุปกรณ์เหล่านี้ตามระยะจะช่วยให้รถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพเสมอ นอกจากนี้ Porsche 718 ในฐานะรถสปอร์ตสมรรถนะสูง มีโครงสร้างเครื่องยนต์ที่ซับซ้อนและต้องการการดูแลเป็นพิเศษ การตรวจสอบช่วงล่าง ระบบกันสะเทือนและเกียร์อย่างสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะกับสภาพถนนในไทยที่ค่อนข้างหลากหลาย สำหรับเจ้าของรถในไทย การเลือกใช้บริการจากศูนย์บริการที่ได้รับอนุญาตจาก Porsche จะทำให้ได้อะไหล่แท้และเข้าถึงอุปกรณ์วินิจฉัยมาตรฐาน ซึ่งสำคัญต่อคุณภาพการบริการ อีกจุดที่ควรคำนึงคือการทำตามกำหนดการบริการอย่างเคร่งครัดจะช่วยรักษามูลค่ารถไว้ได้ดี ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญหากคิดจะขายรถในอนาคต และหากคุณขับแบบสปอร์ตหรือใช้รถในกรุงเทพที่การจราจรหนาแน่นบ่อยครั้ง อาจต้องเข้ารับบริการบ่อยกว่าปกติเล็กน้อย
Q
718 ยังคงผลิตอยู่หรือไม่?
ปัจจุบันรถรุ่น Porsche 718 ซีรีส์ยังคงอยู่ในขั้นตอนการผลิต โดยรุ่นนี้ถือเป็นรถสปอร์ตคลาสสิกของแบรนด์ที่ใช้ระบบเครื่องยนต์กลางตัวถัง ในตลาดไทยก็ได้รับความนิยมไม่น้อย โดยเฉพาะกับเส้นทางขับขี่ในเขตภูเขาที่เต็มไปด้วยทางโค้งหรือถนนเลียบชายทะเล ซีรีส์ 718 มีทั้งรุ่นคูเป้ออย่าง Cayman และรุ่นเปิดประทุนอย่าง Boxster พร้อมตัวเลือกเครื่องยนต์ทั้งแบบเทอร์โบชาร์จ 4 สูบและแบบแอตโมสเฟียร์ 6 สูบ โดยเฉพาะรุ่น GTS 4.0 ที่ใช้เครื่อง 6 สูบจะให้ประสบการณ์การขับที่สมบูรณ์แบบกว่า ในไทย 718 ได้รับการยอมรับว่าเป็นรถสปอร์ตที่ใช้ในชีวิตประจำวันได้แต่ก็ยังคงประสิทธิภาพเหมาะสำหรับการแข่ง ขนาดที่กะทัดรัดยังเหมาะกับสภาพการจราจรในเมืองอย่างกรุงเทพฯ อีกด้วย ที่น่าสนใจคือรุ่น 718 ที่นำเข้าไทยมักมาพร้อมกับอุปกรณ์ที่ออกแบบมาสำหรับสภาพอากาศร้อน เช่น ระบบแอร์ประสิทธิภาพสูงและกระจกป้องกันรังสียูวี เมื่อเทรนด์รถไฟฟ้ากำลังมาแรง Porsche ก็ประกาศว่าจะเปิดตัวรุ่น 718 แบบไฟฟ้าในอนาคต แต่รุ่นที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปยังคงผลิตต่อไปจนกว่าจะถึงช่วงเปลี่ยนรุ่น สำหรับคนไทยที่สนใจตอนนี้ยังสามารถสั่งซื้อรุ่นล่าสุดได้และยังได้รับบริการปรับแต่งรถตามความต้องการจากแบรนด์อีกด้วย
Q
Porsche 718 จะมีอายุการใช้งานนานเท่าไหร่?
พอรถสปอร์ตสมรรถนะสูงอย่าง Porsche 718 อายุการใช้งานส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาประจำวัน นิสัยการขับขี่ รวมถึงสภาพอากาศและถนนในไทย ถ้าใช้อย่างถูกต้องและบำรุงรักษาสม่ำเสมอ เครื่องยนต์และเกียร์ของ 718 สามารถวิ่งได้เกิน 2 แสนกิโลเมตรอย่างสบายๆ โครงสร้างตัวถังก็แข็งแรงทนทานได้ในระยะยาว สภาพอากาศแบบร้อนชื้นของไทยทำให้ต้องดูแลรถเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเรื่องการป้องกันสนิมและการเปลี่ยนชิ้นส่วนยางตามระยะ ควรนำรถไปบริการที่ศูนย์ Porsche ทุก 1 หมื่นกิโลเมตรหรือ 12 เดือน พร้อมใช้อะไหล่แท้จากศูนย์ ซึ่งสำคัญมากสำหรับการรักษาสมรรถนะของรถ การบริการจากศูนย์ Porsche ในไทยจะช่วยยืดอายุการใช้งานของรถได้ดี เทคโนโลยีเครื่องยนต์แบบบ็อกเซอร์ฮอริซอนทัลของ 718 นั้นมีความเสถียรและน่าเชื่อถือ แค่เปลี่ยนน้ำมันเครื่องและน้ำหล่อเย็นตามกำหนด เครื่องยนต์ก็จะอยู่กับเราไปนานๆ สำหรับการขับขี่ในเมืองอย่างกรุงเทพนฯ ที่รถติดบ่อย ควรตรวจสอบคลัตช์และเบรคบ่อยกว่าปกติ ส่วนใครที่ชอบขับบนถนนภูเขาในไทย ต้องคอยเช็คสภาพช่วงล่างโดยเฉพาะโช้คอยู่เสมอ แม้ 718 จะเป็นรถสปอร์ตแต่การตั้งค่าช่วงล่างก็ออกแบบมาให้ทนทานต่อการใช้งานประจำวัน ถ้าไม่ขับแบบกระโชกโฮกฮากเกินไป ชิ้นส่วนช่วงล่างก็ใช้งานได้นาน ส่วนระบบอิเล็กทรอนิกส์ในรถที่อาจได้รับผลจากความร้อนและความชื้นในไทย ควรตรวจสอบวงจรไฟฟ้าและเซ็นเซอร์เป็นประจำ สรุปแล้ว 718 สามารถใช้งานในไทยได้อย่างสบายๆ 15-20 ปี แม้ในตลาดมือสองรุ่นเก่าที่สภาพดียังคงมีมูลค่าดี ซึ่งพิสูจน์ถึงความทนทานของรถคันนี้ได้เป็นอย่างดี
Q
“718 นั่งสบายไหม?”
Porsche 718 ในฐานะรถสปอร์ตเครื่องกลางนั้น เรื่องความสะดวกสบายต้องดูจากสภาพการใช้งานจริงในไทย ระบบช่วงล่างของ 718 นั้นปรับสมดุลระหว่างสปอร์ตกับความนุ่มสบายได้ดี ระบบ PASM ที่มาสแตนดาร์ดจะปรับแรงดันตามสภาพถนนอัตโนมัติ ทำให้ขับทั้งในเมืองและเส้นทางเขาชานเมืองของไทยได้อย่างมั่นใจ เบาะรองรับได้ดีแต่วัสดุเติมค่อนข้างแข็ง อาจรู้สึกเหนื่อยในการขับทางไกล แต่สำหรับอากาศร้อนแบบไทย เบาะระบายอากาศที่มาสแตนดาร์ดถือเป็นจุดเด่นที่ใช้งานได้จริง เรื่องเสียงในห้องโดยสาร 718 ควบคุมได้ดีกว่ารถสปอร์ตระดับเดียวกัน แต่บางเส้นทางในไทยที่ผิวถนนไม่เรียบอาจมีเสียงถนนรบกวนบ้าง ที่ต้องระวังคือตัวรถต่ำ ทำให้การขึ้นลงต้องปรับตัว โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ที่ต้องขึ้นลงรถบ่อยอาจไม่สะดวกนัก หากใช้ระบบอัพเกรดพวงมาลัยเพาเวอร์ที่แนะนำเป็นหลักในกรุงเทพฯ นอกจากนี้เครือข่ายหลังการขายในประเทศไทยสามารถให้การบำรุงรักษาอย่างมืออาชีพ แต่ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมสูงกว่า ควรพิจารณาสัญญาต่อประกันเพิ่มเติม สำหรับคนไทยที่มองหาความมันส์ในการขับขี่แต่ยังใช้ชีวิตประจำวันได้ 718 ถือเป็นตัวเลือกที่ดี แต่ถ้าชอบความสบายเป็นหลักอาจลองทดสอบขับรถรุ่น GT ในระดับเดียวกันเปรียบเทียบดู
รถยอดนิยม
รุ่นปีรถยนต์
เปรียบเทียบรถยนต์
รูปภาพรถ
Q&A ล่าสุด
Q
"รถที่มีราคาสูงที่สุดในโลกในปี 2024 คืออะไร?"
ในปี 2024 รถยนต์ที่แพงที่สุดในโลกคงหนีไม่พ้น Rolls-Royce Boat Tail รุ่นคัสตอมสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ราคาพุ่งไป 28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากเรือยอร์ชโบราณ ตัวถังทาสีเมทัลลิกที่ขัดมืออย่างประณีต ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยอุปกรณ์สุดหรูเช่น ตู้เย็นเก็บแฮมพาร์มาและชุดเครื่องเงินสำหรับคาเวียร์ ตามมาติดๆ คือ Bugatti La Voiture Noire รถซุปเปอร์คาร์สัญชาติฝรั่งเศสที่ราคา 18.5 ล้านดอลลาร์ มาพร้อมเครื่องยนต์ W16 8.0 ลิตร ที่ทำความเร็วสูงสุดได้ 420 กม./ชม. สำหรับในตลาดรถไทย เราอาจจะเคยเห็น Rolls-Royce Phantom หรือ Lamborghini รุ่นลิมิเต็ดเอดิชันวิ่งอยู่แถวกรุงเทพฯบ้าง ซึ่งรถระดับนี้มักจะมีระบบป้องกันฝุ่นพิเศษ สําหรับผู้ที่ชื่นชอบการสะสมรถยนต์ นอกจากการให้ความสําคัญกับราคาแล้ว ควรเข้าใจศักยภาพในการรักษามูลค่าของรถยนต์เหล่านี้มากขึ้น เช่น ราคาของ Ferrari 250 GTO ในการประมูลเพิ่มขึ้นจาก 35 ล้านเป็น 70 ล้านเหรียญสหรัฐในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ความขาดแคลนนี้จึงเป็นคุณค่าหลักของรถยนต์หรูหราชั้นนํา
Q
อะไรทำให้ Revuelto มีราคาแพงขนาดนี้?
ราคาสูงลิ่วของ Lamborghini Revuelto เกิดจากการลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูงในฐานะซูเปอร์คาร์ไฮบริดแบบปลั๊กอินรุ่นแรกของแบรนด์ พร้อมด้วยคุณสมบัติการผลิตแบบลิมิเต็ดเอดิชัน ที่มาพร้อมระบบไฮบริดซึ่งประกอบด้วยเครื่องยนต์ 6.5 ลิตร V12 แบบดูดธรรมชาติและมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว ให้กำลังสูงถึง 1,015 แรงม้า เร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 2.5 วินาที สมรรถนะระดับนี้ต้องพึ่งพาวัสดุลดน้ำหนักจากคาร์บอนไฟเบอร์และระบบช่วงล่างที่ปรับแต่งมาในระดับมาตรฐานการบิน เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถขับเคลื่อนอย่างเต็มประสิทธิภาพแม้ในสภาพอากาศร้อนระอุของประเทศไทย ระบบระบายความร้อนอัจฉริยะและจานเบรกเซรามิกจะช่วยรักษาความเสถียรระหว่างขับขี่แบบสุดเหวี่ยง ส่วนกรรมวิธีการผลิตแบบทำมือในอิตาลีทำให้ผลผลิตต่อเดือนไม่ถึง 100 คัน ความหายากนี้เองที่ดันราคาให้สูงขึ้น
ซูเปอร์คาร์ระดับนี้ส่วนใหญ่จะผลิตแบบออร์เดอร์เมด (สั่งทำตามใบสั่ง) โดยบริการปรับแต่งพิเศษเช่นสีรถเฉพาะหรือหนังหุ้มเบาะภายในย่อมเพิ่มต้นทุนเข้าไปอีก ในขณะที่ระบบไฮบริดซึ่งซับซ้อนกว่าซูเปอร์คาร์ทั่วไปก็ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาระยะยาวด้วย
ที่น่าสนใจคือ ไฮเปอร์คาร์ในระดับราคานี้มักมาพร้อมเทคโนโลยีระดับสนามแข่ง อย่างระบบแอคทีฟแอโรไดนามิกส์หรือระบบกระจายแรงบิด (Torque Vectoring) ซึ่งต้นทุนการวิจัยและพัฒนาที่สูงลิบเหล่านี้จะถูกเฉลี่ยเข้ากับแต่ละคันที่ผลิต ทำให้รถสมรรถนะขั้นสุดแบบนี้กลายเป็นสินค้าเฉพาะกลุ่มโดยธรรมชาติ
Q
มียอดขายรถ Lamborghini ในปี 2024 จำนวนเท่าไร?
ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับยอดขายทั่วโลกของ Lamborghini ในปี 2024 แต่จากผลงานในปีที่ผ่านมาของแบรนด์นี้ พบว่ายอดขายต่อปีมักจะอยู่ที่ประมาณ 8,000 ถึง 10,000 คัน โดยรุ่น Urus เป็นตัวหลักที่ทำยอดขายเกิน 60% ของทั้งหมด ในตลาดท้องถิ่น Lamborghini มีเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายครอบคลุมเมืองใหญ่ๆ พร้อมเสนอผลิตภัณฑ์ครบทุกรุ่นทั้ง Huracán Aventador รุ่นต่อเนื่อง และ Urus ซึ่งรุ่น Urus นั้นได้รับความนิยมเป็นพิเศษเพราะตอบโจทย์ทั้งความแรงและความประหยัดพื้นที่ ที่น่าสนใจคือแบรนด์ซูเปอร์คาร์ในยุคนี้กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้า Lamborghini เองก็ประกาศแล้วว่าจะเปิดตัว Revuelto รุ่นไฮบริดแรก ซึ่งนับเป็นการเริ่มปรับตัวตามเทรนด์พลังงานสะอาด แต่ยังคงรักษาลักษณะเฉพาะของเครื่องยนต์ความจุสูงไว้ แนวทางนี้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าในท้องถิ่นที่อยากได้ทั้งสมรรถนะสูงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สำหรับผู้ที่สนใจซื้อ นอกจากจะดูตัวเลขยอดขายแล้ว ควรให้ความสำคัญกับระยะเวลารอคอยและการบริการปรับแต่งเฉพาะตัวของรุ่นลิมิเต็ดเอดิชันเหล่านี้ ซึ่งปกติต้องติดต่อล่วงหน้ากับตัวแทนจำหน่ายอย่างน้อยหลายเดือนเพื่อกำหนดสเปค
Q
รถยนต์ที่ขายเร็วที่สุดในปี 2024 คือรุ่นใด
รถยนต์ที่ขายดีที่สุดในปี 2024 คือ Toyota Hilux Revo ซึ่งเป็นรถปิคอัพที่ครองใจผู้บริโภคด้วยความทนทาน ประหยัดน้ำมัน และความสามารถในการขับขี่บนทุกสภาพถนน โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่ต้องขนของหรือเดินทางไกลบ่อยๆ Hilux Revo ไม่เพียงแต่มีโครงสร้างแข็งแรงและระบบเครื่องยนต์อันล้ำสมัย แต่ยังมาพร้อมฟีเจอร์ช่วยขับขี่อัจฉริยะ ที่ช่วยเพิ่มทั้งความปลอดภัยและความสะดวกสบายให้ผู้ขับขี่ นอกจากรถปิคอัพแล้ว รถไฟฟ้าอย่าง BYD ATTO 3 ก็มาแรงไม่แพ้กัน ด้วยราคาคุ้มค่าและค่าใช้จ่ายในการใช้งานที่ต่ำ ดึงดูดผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงปีที่ผ่านมา ยอดขายรถไฮบริดและรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นชัดเจน สะท้อนให้เห็นว่าตลาดเริ่มยอมรับเทคโนโลยีประหยัดพลังงานมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ที่ใช้น้ำมันแบบเดิมหรือรถพลังงานใหม่ สิ่งที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญเวลาซื้อรถคือความคุ้มค่า ความทนทาน และค่าบำรุงรักษา ขณะที่การบริการหลังการขายและการจัดหาอุปกรณ์เสริมที่แปลเป็นภาษาท้องถิ่นก็เป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อ
Q
รถที่เป็นที่ต้องการมากที่สุดในปี 2024 คืออะไร?
คาดว่าในปี 2024 รถยนต์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดจะเป็นรุ่นไฮบริดและไฟฟ้าเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะ Toyota bZ4X และ BYD ATTO 3 ที่ผสมผสานระหว่างความใช้งานได้จริงกับเทคโนโลยีรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งดึงดูดผู้บริโภคจำนวนมากด้วยต้นทุนการประหยัดพลังงานและนโยบายสนับสนุนจากรัฐบาล ส่วนรถปิกอัพอย่าง Toyota Hilux Revo และ Isuzu D-MAX ยังคงเป็นที่นิยมสูงเนื่องจากความทนทานและความหลากหลายในการใช้งานที่เหมาะกับสภาพถนนและไลฟ์สไตล์ของคนไทย นอกจากนี้รถหรูแบรนด์ดังอย่าง Mercedes-Benz EQ Series และ BMW iX ก็ยังครองใจกลุ่มตลาดบนด้วยภาพลักษณ์แบรนด์และเทคโนโลยีล้ำสมัย ด้วยการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จไฟและการเพิ่มความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมของผู้บริโภคตลาดรถยนต์ไฟฟ้ามีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญในขณะที่ยานพาหนะเชื้อเพลิงแบบดั้งเดิมยังคงสามารถแข่งขันได้ด้วยเทคโนโลยีไฮบริด แนะนำให้ทดลองขับรถและเปรียบเทียบค่าบำรุงรักษาและประสิทธิภาพความทนทานของพลังงานประเภทต่าง ๆ ก่อนที่จะซื้อรถเพื่อให้เหมาะกับความต้องการส่วนบุคคล
ดูเพิ่มเติมข่าวที่เกี่ยวข้อง

Porsche 911 Turbo S เปิดตัวรุ่นไฮบริด เพื่อรองรับกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดยิ่งขึ้น
Kevin WongSep 9, 2025

Porsche เปิดตัว 911 Carrera 4S ใหม่ เคาะราคาเริ่ม 14.79 ล้านบาท
วิรุฬห์Jul 10, 2025

Porscheเปิดตัว911 Carrera 4S รุ่นใหม่ ความเร็วสูงสุด 307กม./ชม.
AshleyJul 4, 2025

Porsche ส่งสัญญาณเปิดตัว 963 เวอร์ชันถนนเดือนมิถุนายน รำลึกความยิ่งใหญ่ของ 917 เมื่อ 50 ปีก่อน
LienApr 27, 2025

มีข่าวลือว่า Porsche ได้เลือก Horizon Robotics เป็นผู้จัดหาผู้ให้บริการขับขี่อัจฉริยะ
AshleyApr 8, 2025
ดูเพิ่มเติม


ข้อดี
ข้อเสีย