Q

2023 Mitsubishi Outlander มีระบบนำทางหรือไม่?

รุ่นปี 2023 ของ Mitsubishi Outlander ในบางรุ่นระดับสูงมีการติดตั้งระบบนำทางมาตรฐานจากโรงงาน ซึ่งระบบนี้จะรวมอยู่ในจอแสดงผลกลางขนาด 10.25 นิ้ว ที่รองรับการสัมผัสและอัพเดตสภาพการจราจรแบบเรียลไทม์ แต่อย่างไรก็ตามควรทราบว่าข้อมูลแผนที่อาจต้องอัพเดตเป็นระยะผ่านตัวแทนจำหน่ายหรือระบบ OTA เพื่อให้ข้อมูลเป็นปัจจุบันเสมอ สำหรับผู้ที่ชินกับการใช้แอปนำทางในมือถือมากกว่า รถรุ่นนี้ก็มาพร้อมกับ Apple CarPlay และ Android Auto มาตรฐานทุกคัน ทำให้สามารถสลับไปใช้ Google Maps หรือ Waze ที่คุ้นเคยได้อย่างสะดวก โดยเฉพาะในเส้นทางที่ซับซ้อนในพื้นที่ จากประสบการณ์การใช้จริง เจ้าของรถหลายคนพบว่าระบบนำทางมาตรฐานอาจครอบคลุมไม่ทั่วถึงในพื้นที่ห่างไกลหรือเส้นทางที่เพิ่งเปิดใหม่ เมื่อเทียบกับแอปนำทางในมือถือ ดังนั้นแนะนำให้ใช้ทั้งสองแบบร่วมกัน นอกจากนี้ระบบช่วยขับอัจฉริยะ MI-PILOT ที่มาพร้อมกับรถรุ่นนี้ยังสามารถทำงานร่วมกับระบบนำทางได้ โดยเฉพาะบนทางด่วนที่สามารถขับแบบกึ่งอัตโนมัติได้ ทั้งปรับความเร็วอัตโนมัติตามเส้นทางที่ตั้งไว้และรักษาการเคลื่อนตัวในเลนกลาง ทำให้รู้สึกสบายขึ้นในการเดินทางไกล หากคุณให้ความสำคัญกับฟังก์ชันนำทาง แนะนำให้สอบถามรายละเอียดการจัดสรรรุ่นกับตัวแทนจำหน่ายก่อนซื้อ เพราะแต่ละรุ่นย่อยอาจมีสเปคแตกต่างกัน
ข้อความพิเศษ: เนื้อหานี้โพสต์โดยผู้ใช้ และไม่ได้แสดงถึงมุมมองและจุดยืนของ PCauto

Q&A เกี่ยวข้อง

Q
“2023 Mitsubishi Mirage ต้องใช้น้ำมันเครื่องเท่าไหร่?”
รถ Mitsubishi Mirage รุ่นปี 2023 ต้องการน้ำมันเครื่องประมาณ 3.7 ลิตรเมื่อเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่องด้วย แต่ถ้าเปลี่ยนแค่น้ำมันเครื่องอย่างเดียวจะใช้ประมาณ 3.5 ลิตร แนะนำให้ใช้น้ำมันเครื่องสังเคราะห์เต็มรูปแบบ 0W-20 ที่ได้มาตรฐาน API SN หรือสูงกว่า น้ำมันเครื่องเกรดบางแบบนี้เหมาะกับสภาพอากาศร้อนในไทย ช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานได้ดีแม้อากาศร้อนจัด ส่วนระยะเวลาการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องแนะนำให้เปลี่ยนทุก 10,000 กิโลเมตรหรือทุก 6 เดือน ขึ้นอยู่กับว่าเงื่อนไขไหนถึงก่อน การดูแลรักษาสม่ำเสมอจะช่วยยืดอายุเครื่องยนต์ โดยเฉพาะรถขนาดเล็กอย่าง Mirage ที่เน้นความประหยัด เครื่องยนต์ 1.2 ลิตร 3 สูบของรุ่นนี้ถูกออกแบบมาให้ประหยัดน้ำมัน การใช้น้ำมันเครื่องที่เหมาะสมจะช่วยรักษาอัตราสิ้นเปลืองที่ประมาณ 4.3 ลิตร/100 กม. นอกจากนี้แนะนำให้เจ้าของรถตรวจสอบสภาพน้ำมันเครื่องก่อนเข้าฤดูฝน เพราะความชื้นอาจทำให้น้ำมันเครื่องเสื่อมสภาพเร็วขึ้น เวลาซื้อน้ำมันเครื่องสามารถเลือกแบรนด์ท้องถิ่นอย่าง PTT Lubricants หรือแบรนด์นำเข้า แต่ต้องมั่นใจว่าผ่านมาตรฐานที่ผู้ผลิตกำหนด
Q
"ถังน้ำมันของ Mitsubishi Mirage ปี 2023 มีขนาดเท่าไหร่?
รถมิราจ 2023 มีความจุถังน้ำมันอยู่ที่ 35 ลิตร ซึ่งถือว่าเหมาะมากสำหรับรถขนาดเล็กที่เน้นความประหยัด ด้วยประสิทธิภาพการใช้น้ำมันที่เยี่ยมยอด (ประมาณ 4.5-5.0 ลิตร/100 กม. ในเมือง และ 3.8-4.3 ลิตร/100 กม. บนทางหลวง) ทำให้วิ่งได้ไกลถึง 700-900 กม. ต่อถัง ทั้งในเมืองและบนทางไกล แถมยังเติมได้ทั้งน้ำมันเบนซิน 95 และแก๊สโซฮอล์ E20 ที่หาง่ายในไทย ค่าน้ำมันก็ไม่หนักกระเป๋าเท่าไหร่ ถ้าเทียบกับรถคลาสเดียวกันอย่าง Toyota Yaris หรือ Honda Brio ที่ถังน้ำมันจะอยู่ที่ 36-42 ลิตร แต่มิราจตัวเบากว่า เลยวิ่งได้ไกลพอๆ กัน แต่ต้องระวังนิดนึงว่าความจุจริงๆ ของถังจะน้อยกว่าที่ระบุไว้สักหน่อย แนะนำให้เติมน้ำมันก่อนเมื่อเหลือประมาณ 1/4 ถัง เพราะถ้าปล่อยให้น้ำมันน้อยบ่อยๆ อาจทำให้ปั๊มน้ำมันเสียเร็ว และอย่าลืมใช้น้ำยาบำรุงระบบเชื้อเพลิงที่ศูนย์แนะนำเป็นประจำ เพื่อช่วยทำความสะอาดหัวฉีดและประหยัดน้ำมันได้มากขึ้นอีกด้วย
Q
รถ Mitsubishi Mirage ปี 2023 ใส่น้ำมันเครื่องได้เท่าไหร่?
รถยนต์มิตซูบิชิ มิราจ ปี 2023 มีความจุของน้ำมันเครื่อง 3.3 ลิตร (รวมไส้กรองน้ำมันเครื่อง) แนะนำให้ใช้น้ำมันเครื่องสังเคราะห์แท้ 0W-20 หรือ 5W-30 ซึ่งทั้งสองชนิดให้การปกป้องที่ดีในสภาพอากาศเขตร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่มีการจราจรติดขัดบ่อยหรือการขับขี่ระยะทางไกล เมื่อเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ควรเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่องพร้อมกันเพื่อให้การกรองมีประสิทธิภาพสูงสุดและยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์ การบำรุงรักษาเป็นประจำมีความสำคัญ โดยทั่วไปควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องทุก 10,000 กิโลเมตรหรือ 6 เดือน (แล้วแต่ว่าอย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) แต่ระยะเวลาที่แน่นอนสามารถดูได้จากคู่มือเจ้าของรถหรือปรับเปลี่ยนตามสภาพการขับขี่จริง หากคุณขับรถในสภาพการจราจรติดขัดในเมืองบ่อยหรือมีการหยุดและออกตัวบ่อยๆ ในระยะทางสั้นๆ คุณสามารถลดระยะเวลาการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องลงได้ เมื่อเลือกน้ำมันเครื่อง ขอแนะนำให้เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐาน API SN หรือสูงกว่า เนื่องจากน้ำมันเครื่องเหล่านี้ให้การปกป้องเครื่องยนต์ที่ครอบคลุมมากกว่า นอกจากนี้ ควรตรวจสอบระดับน้ำมันเครื่องหลังจากจอดรถบนพื้นราบและดับเครื่องยนต์แล้วเป็นเวลา 5 นาที เพื่อให้ได้ค่าที่แม่นยำยิ่งขึ้น
Q
“Mirage ปี 2023 เชื่อถือได้ไหม?”
มิตซูบิชิ มิราจ ปี 2023 เป็นรถยนต์ขนาดเล็กประหยัดน้ำมันที่มีความน่าเชื่อถือสูง เครื่องยนต์ 3 สูบ 1.2 ลิตร ให้กำลังที่ราบรื่นเหมาะสำหรับการขับขี่ในเมือง และเมื่อจับคู่กับเกียร์ CVT ก็มีอัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม โดยข้อมูลอย่างเป็นทางการแสดงให้เห็นอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยประมาณ 4.3 ลิตร/100 กม. ทำให้เหมาะสำหรับความต้องการในการขับขี่ประจำวัน ด้วยความทนทานตามแบบฉบับรถยนต์ญี่ปุ่น การปรับแต่งแชสซีจึงเน้นไปที่ความสบาย และระบบกันสะเทือนทำงานได้ดีในสภาพถนนที่ซับซ้อน ค่าบำรุงรักษาก็ต่ำ และอะไหล่ก็หาได้ง่าย ที่สำคัญคือ รถยนต์ขนาดเล็กมีข้อได้เปรียบอย่างชัดเจนในสภาพแวดล้อมที่แออัด ตัวถังที่แคบช่วยให้จอดรถได้ง่าย และการออกแบบที่น้ำหนักเบายังช่วยลดการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ควรตรวจสอบความเสถียรของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เมื่อซื้อ เนื่องจากระบบความบันเทิงในรุ่นเริ่มต้นอาจมีอาการตอบสนองช้าบ้างเป็นบางครั้ง หากคุณมีงบประมาณจำกัดและให้ความสำคัญกับความใช้งานได้จริง รถคันนี้เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่า อย่างไรก็ตาม หากคุณต้องการกำลังเครื่องยนต์ที่มากกว่าหรือคุณสมบัติที่หรูหรากว่า คุณอาจต้องพิจารณารุ่นที่สูงกว่า
Q
2023 Mirage เปรียบเทียบกับคู่แข่งอย่างไร?
มิตซูบิชิ มิราจ ปี 2023 เป็นรถยนต์ขนาดเล็กประหยัดน้ำมันที่มีข้อดีมากมาย ทั้งเรื่องประหยัดน้ำมันและความสะดวกสบายในการขับขี่ในเมือง เครื่องยนต์ 3 สูบ 1.2 ลิตร จับคู่กับเกียร์ CVT ทำให้มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยประมาณ 20 กม./ลิตร เหมาะอย่างยิ่งสำหรับสภาพการจราจรติดขัดในเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพฯ ขนาดกะทัดรัดยังช่วยให้ขับขี่และจอดในซอยแคบได้ง่าย เมื่อเทียบกับโตโยต้า ยาริส อาทีวี ในระดับเดียวกัน มิราจมีราคาที่แข่งขันได้มากกว่า โดยรุ่นเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 400,000 บาท อย่างไรก็ตาม วัสดุภายในค่อนข้างเรียบง่าย และพื้นที่เบาะหลังค่อนข้างแคบ ฮุนได แกรนด์ ไอ10 เป็นอีกหนึ่งคู่แข่งสำคัญ ที่มีฟีเจอร์ครบครันกว่าเล็กน้อย แต่มิราจมีข้อได้เปรียบในเรื่องความสะดวกในการบำรุงรักษา เนื่องจากมีเครือข่ายบริการหลังการขายที่แข็งแกร่งกว่า ควรทราบว่ารถยนต์ขนาดเล็กประเภทนี้โดยทั่วไปจะมีฉนวนกันเสียงและความเสถียรที่ความเร็วสูงค่อนข้างด้อยกว่า ซึ่งเป็นผลมาจากข้อจำกัดด้านขนาดและราคา ผู้บริโภคควรพิจารณาถึงสถานการณ์การใช้งานส่วนตัวของตนเองด้วยเมื่อทำการเลือกซื้อ ผู้ที่ขับรถระยะทางไกลบ่อยๆ อาจต้องชั่งน้ำหนักระหว่างพื้นที่ใช้สอย ความสะดวกสบาย และการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง
Q
ค่าใช้จ่ายน้ำมันของ Mitsubishi Mirage 2023 เป็นอย่างไร?
มิตซูบิชิ มิราจ ปี 2023 โดดเด่นเรื่องประหยัดน้ำมัน รุ่นที่ติดตั้งเครื่องยนต์ MIVEC 3 สูบ 1.2 ลิตร และเกียร์ CVT มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยประมาณ 4.3 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร ขณะที่รุ่นเกียร์ธรรมดาจะประหยัดกว่าเล็กน้อยที่ 4.1 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร ทำให้เหมาะสำหรับการขับขี่ในเมืองและทางไกล ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รถคันนี้ใช้การออกแบบที่เน้นความเบาและยางที่มีแรงต้านต่ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมัน ทำให้เป็นตัวเลือกที่ประหยัดในพื้นที่ที่มีราคาน้ำมันสูง ในฐานะรถยนต์ขนาดเล็กที่ประหยัดน้ำมัน มิราจไม่เพียงแต่ประหยัดน้ำมันเท่านั้น แต่ยังให้การควบคุมที่คล่องตัวและขนาดกะทัดรัด ทำให้เหมาะสำหรับถนนในเมืองที่แออัดและที่จอดรถแคบๆ สำหรับผู้ที่ต้องการความประหยัดน้ำมันสูงกว่า อาจพิจารณารถยนต์ไฮบริดหรือรถยนต์ไฟฟ้า แต่ด้วยราคาที่เหมาะสมและค่าบำรุงรักษาต่ำ มิราจยังคงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับผู้บริโภคที่มีงบประมาณจำกัด
Q
“2023 Mitsubishi Mirage เป็นรถที่ปลอดภัยหรือไม่?”
รถยนต์ Mitsubishi Mirage รุ่นปี 2023 มีสมรรถนะด้านความปลอดภัยอยู่ในระดับปานกลาง มาพร้อมกับอุปกรณ์พื้นฐานอย่างถุงลมนิรภัยคู่หน้า ระบบเบรก ABS และระบบควบคุมความมั่นคงของรถ ซึ่งตรงตามมาตรฐาน ASEAN NCAP ระดับ 3 ดาว ถือว่าเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปในเมือง แต่เมื่อเทียบกับรุ่นอื่นในระดับเดียวกันที่บางคันมีถุงลมนิรภัยถึง 6 ลูก ก็อาจดูว่าอุปกรณ์ความปลอดภัยแบบแพสซีฟยังน้อยไปหน่อย ในตลาดบ้านเรา Mirage ได้รับความนิยมจากความประหยัดน้ำมันและขนาดตัวที่คล่องตัว เหมาะมากสำหรับสภาพการจราจรติดขัดในเมือง แต่ถ้าต้องขับบนทางหลวงบ่อยๆ แนะนำให้เลือกเพิ่มอุปกรณ์เสริมเช่น เซนเซอร์ถอยหลังเพื่อความปลอดภัยมากขึ้น ที่สำคัญตอนนี้มาตรฐานการทดสอบ ASEAN NCAP ใหม่ๆ เข้มงวดขึ้นมาก รถรุ่นใหม่หลายคันเริ่มติดตั้งเทคโนโลยีความปลอดภัยแบบแอคทีฟ เช่น ระบบเบรกฉุกเฉอัตโนมัติ เวลาซื้อรถยนต์ราคาประหยัด ลองสังเกตุดูว่ามีเทคโนโลยีความปลอดภัยใหม่ๆ แบบนี้ติดมาด้วยหรือเปล่า เพราะยิ่งได้เรตติ้งความปลอดภัยสูง ก็ยิ่งได้รับการปกป้องที่ครอบคลุมมากขึ้น
Q
วิธีการสตาร์ทรถ Mitsubishi Outlander รุ่นปี 2023 จากระยะไกล
ในการสตาร์ทรถ Mitsubishi Outlander ปี 2023 จากระยะไกล ก่อนอื่นตรวจสอบให้แน่ใจว่ารถมีระบบสตาร์ทระยะไกลที่ติดตั้งมาจากโรงงาน โดยปกติแล้วจะเป็นคุณสมบัติเสริมในรุ่นที่มีสเปคสูงกว่า ก่อนใช้งาน คุณต้องเปิดใช้งานบริการผ่านหน้าจอควบคุมส่วนกลางหรือตัวแทนจำหน่าย ขั้นตอนเฉพาะคือ กดปุ่มล็อคบนกุญแจ จากนั้นกดปุ่มสตาร์ทระยะไกล (ที่มีไอคอนรูปวงแหวนลูกศร) ค้างไว้ประมาณ 2-3 วินาที หลังจากเครื่องยนต์สตาร์ทแล้ว ระบบปรับอากาศจะทำงานโดยอัตโนมัติตามการตั้งค่าล่าสุด เหมาะสำหรับการทำความเย็นล่วงหน้าในสภาพอากาศร้อน หากใช้แอปพลิเคชันบนมือถือ (เช่น Mitsubishi Connect) คุณต้องดาวน์โหลดแอปและเชื่อมต่อกับรถ เพื่อควบคุมจากระยะไกลผ่าน Bluetooth หรือเครือข่าย 4G อย่างไรก็ตาม โปรดระวังปัญหาเรื่องความครอบคลุมของสัญญาณ เช่น อาจเกิดความล่าช้าในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น เช่น กรุงเทพฯ นอกจากนี้ ฟังก์ชันสตาร์ทระยะไกลยังเป็นประโยชน์ในช่วงฤดูฝน ช่วยให้คุณสามารถเปิดใช้งานโหมดไล่ฝ้าล่วงหน้าได้ บางรุ่นยังสามารถตั้งค่าการทำความร้อนเบาะได้อีกด้วย ขอแนะนำให้ตรวจสอบระดับแบตเตอรี่หลักเป็นประจำเพื่อหลีกเลี่ยงการทำงานผิดปกติเนื่องจากพลังงานไม่เพียงพอ นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการจอดรถติดเครื่องยนต์ไว้นานในที่ปิด เช่น ที่จอดรถใต้ดิน เพื่อป้องกันการสะสมของไอเสีย หากพบปัญหาการทำงานผิดปกติของระบบ ให้ลองถอดขั้วลบของแบตเตอรี่เพื่อรีเซ็ต หรือติดต่อตัวแทนจำหน่ายเพื่อตรวจสอบเวอร์ชันซอฟต์แวร์ ความเสถียรของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ขึ้นอยู่กับการบำรุงรักษาเป็นประจำ
Q
สิ่งใหม่ใน Mitsubishi Mirage 2023 คืออะไร?
รถยนต์ Mitsubishi Mirage รุ่นปี 2023 นี้ได้รับการอัพเกรดเล็กน้อยโดยยังคงความประหยัดและความใช้งานได้จริงเหมือนเดิม ด้านนอกมีการออกแบบกันชนหน้าใหม่ที่ดูสปอร์ตยิ่งขึ้น พร้อมตัวเลือกสีสองโทนให้เลือก ส่วนภายในมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างแผงคอนโซลใหม่และติดตั้งหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้วเป็นมาตรฐาน รองรับทั้ง Apple CarPlay และ Android Auto ช่วยให้การใช้งานระบบนำทางและความบันเทิงในชีวิตประจำวันสะดวกขึ้น ระบบขับเคลื่อนยังใช้เครื่องยนต์ 1.2 ลิตร 3 สูบเดิม คู่กับเกียร์ CVT ที่ช่วยให้ประหยัดน้ำมันมาก โดยสิ้นเปลืองเพียง 4.3 ลิตร/100 กม. ในเมือง ซึ่งเหมาะมากสำหรับการขับขี่ในสภาพการจราจรติดขัด ด้านความปลอดภัยเพิ่มกล้องถอยหลังและระบบตรวจสอบความดันลมยางเข้ามา ส่วนรุ่นท็อปยังมีถุงลมนิรภัยถึง 6 ใบ รถรุ่นนี้มีอัตราการรักษามูลค่าสูงในตลาดมือสอง ค่าซ่อมบำรุงถูก และยังมีเครือข่ายบริการหลังการขายของ Mitsubishi ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ พร้อมอะไหล่ที่หาง่าย ทำให้การดูแลรักษาในระยะยาวเป็นเรื่องง่าย เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง Honda Brio และ Toyota Yaris Ativ แล้ว Mirage ยังคงได้เปรียบในเรื่องราคาที่จับต้องง่ายและความประหยัดน้ำมัน ที่สำคัญเหมาะเป็นพิเศษสำหรับครอบครัววัยเริ่มต้นหรือผู้ที่กำลังมองหารถคันแรกที่เน้นความใช้งานได้จริงในงบประมาณจำกัด
Q
คุณจะสตาร์ทรถ Mitsubishi Outlander 2023 ด้วยกุญแจรีโมทได้อย่างไร?
ก่อนจะใช้รีโมทสตาร์ทรถยนต์ Mitsubishi Outlander 2023 ต้องแน่ใจว่ากุญแจอยู่ในระยะทำงาน (ประมาณ 5-10 เมตร) กดปุ่มล็อครถบนรีโมท 1 ครั้ง แล้วกดปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ค้างไว้ (ปุ่มที่มีสัญลักษณ์ลูกศรวงกลม) ประมาณ 2 วินาที จนกว่าไฟเลี้ยวจะกระพริบหรือได้ยินเสียงเครื่องยนต์สตาร์ท หลังจากสตาร์ทแล้วระบบแอร์จะปรับอุณหภูมิตามการตั้งค่าล่าสุดก่อนดับเครื่อง ช่วยให้เย็นสบายในวันที่อากาศร้อน ข้อควรระวังคือหลังรีโมทสตาร์ท ประตูรถยังคงล็อคอยู่ ต้องถือกุญแจเข้าใกล้แล้วดึงที่เปิดประตู (บางรุ่นอาจต้องกดปุ่มที่ด้ามจับประตู) ถ้ารีโมทสตาร์ทไม่ทำงาน ให้ตรวจสอบแบตเตอรี่กุญแจหรือสัญญาณรบกวนในบริเวณนั้น เช่น ในห้างสรรพสินค้าหรือใกล้เสาสัญญาณโทรศัพท์ รุ่นนี้ยังรองรับการควบคุมผ่านแอป Mitsubishi Connect ที่ให้ความสะดวกมากขึ้น ทั้งสตาร์ทรถและปรับแอร์ล่วงหน้า แต่ต้องลงทะเบียนบริการกับทางศูนย์ก่อน ฟังก์ชันรีโมทสตาร์ทมีประโยชน์มากในฤดูฝนหรือหน้าร้อน แต่การติดเครื่องทิ้งไว้นานอาจเพิ่มการสิ้นเปลืองน้ำมัน แนะนำให้ใช้อย่างเหมาะสม
  • รถยอดนิยม

  • รุ่นปีรถยนต์

  • เปรียบเทียบรถยนต์

  • รูปภาพรถ

ข้อดี

เปิดกว้างสบายในการขับขี่
ราคาเริ่มต้นต่ำ, รถยนต์รุ่น GLX MT มีราคาเริ่มต้นที่ 47.4 หมื่นบาท, มีความแข็งแกร่งในตลาดรถยนต์ในประเทศไทย
รถรุ่นท็อปมีฟังก์ชันที่หลากหลาย, รุ่น GLS-LTD CVT มีราคา 61.9 หมื่นบาท, มีฟังก์ชันใหม่ๆ เพิ่มขึ้น, อุปกรณ์สะดวก
ประหยัดน้ำมัน, ไม่มีปัญหา, ประมาณ 24 กิโลเมตร/ลิตร, สามารถใช้ได้ทั้งในและนอกเมือง

ข้อเสีย

รูปแบบตู้รถดูเก่าสมัย
เครื่องยนต์ขาดแรงบิดในสเปรดรอบต่ำ ซึ่งทำให้มีพลังงานน้อย ทุกรุ่นมีเครื่องยนต์ patrol MIVEC 12 วาล์วระบบ 3 ลูกสูบ 1.2 ลิตร มีกำลังในการหมุน 6000 รอบต่อนาที 78 แรงม้า แรงบิด 100 นิวตันเมตรที่ 4000 รอบ ทั้งแรงม้าและแรงบิดเป็นค่าต่ำสุดในกลุ่มเดียวกัน
ระยะเวลาของการวางขายยาว รายละเอียดของตัวถังรถเล็ก ดูแปลกประหลาดและห้องข้างในแคบเล็กน้อย

Q&A ล่าสุด

Q
Brake fluid lasts around 2 to 3 years, but it depends on the type of fluid, driving conditions, and the manufacturer's recommendations for your vehicle." ในภาษาที่พูดถึงภาษาไทย: "น้ำมันเบรกจะมีอายุการใช้งานประมาณ 2 ถึง 3 ปี แต่ขึ้นอยู่กับประเภทของน้ำมันเบรก สภาพการขับขี่ และคำแนะนำของผู้ผลิตสำหรับรถของคุณ
โดยทั่วไปแล้ว แนะนำให้เปลี่ยนน้ำมันเบรกทุกๆ 2 ปี หรือ 40,000 กิโลเมตร แล้วแต่ว่าอย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน แต่ควรปรับเปลี่ยนตามสภาพแวดล้อมการใช้งานและพฤติกรรมการขับขี่ ในสภาพอากาศร้อนชื้น เช่น บริเวณที่มีความชื้นเฉลี่ยต่อปีเกิน 60% แนะนำให้ลดระยะเวลาการเปลี่ยนน้ำมันเบรกเหลือ 1.5 ปี หรือ 30,000 กิโลเมตร เนื่องจากความชื้นจะเร่งการดูดซึมน้ำมันเบรก ทำให้จุดเดือดลดลง และส่งผลต่อประสิทธิภาพการเบรก สำหรับรถยนต์ที่เบรกกะทันหันบ่อยๆ หรือขับขี่ในพื้นที่ภูเขา ระบบเบรกจะรับภาระมากขึ้น จึงควรเปลี่ยนน้ำมันเบรกทุกๆ 30,000 กิโลเมตร หากผลการทดสอบโดยช่างผู้เชี่ยวชาญพบว่ามีปริมาณน้ำเกิน 3% จะต้องเปลี่ยนทันที น้ำมันเบรกปกติควรใสและมีสีเหลืองอ่อน หากขุ่น มีตะกอน หรือมีสีน้ำตาลเข้ม แสดงว่าเสื่อมสภาพ ในระหว่างการเปลี่ยน ควรใช้อุปกรณ์ของช่างผู้เชี่ยวชาญในการไล่ลมออกจากท่อเบรก และควรดำเนินการจากจุดที่ไกลที่สุดไปยังจุดที่ใกล้ที่สุด เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีฟองอากาศหลงเหลืออยู่ในระบบเบรก ไม่ควรผสมน้ำมันเบรกต่างยี่ห้อกัน ขอแนะนำให้เลือกใช้น้ำมันเบรกสังเคราะห์จากผู้ผลิตเดียวกันกับน้ำมันเบรกเดิม ราคาโดยทั่วไปอยู่ระหว่าง 30 ถึง 180 บาท ขึ้นอยู่กับรุ่นรถ รถยนต์ที่จอดทิ้งไว้นานควรเปลี่ยนน้ำมันเบรกทุก 2 ปี แม้ว่าระยะทางการใช้งานยังไม่ถึงระดับที่แนะนำ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการดูดซับน้ำในระหว่างการจอดรถเป็นเวลานาน มาตรฐานการบำรุงรักษาน้ำมันเบรกสำหรับรถยนต์พลังงานใหม่นั้นเหมือนกับรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงแบบดั้งเดิม แต่ควรให้ความสำคัญกับการทดสอบระบบเบรกอิเล็กทรอนิกส์พร้อมกัน การเปลี่ยนน้ำมันเบรกอย่างสม่ำเสมอเป็นมาตรการสำคัญในการรับรองความปลอดภัยในการเบรก ขอแนะนำให้ทดสอบปริมาณน้ำในน้ำมันเบรกทุกครั้งที่ทำการบำรุงรักษา และจัดทำแผนการบำรุงรักษาโดยอิงจากข้อมูลที่วัดได้
Q
สิ่งที่ทำให้เบรกมือแข็งหรือติดขัดคืออะไร?
การปลดหรือดึงมือเบรกยากหรือติดขัดมักเกิดจากปัจจัยทางกลไกและสภาพแวดล้อมหลายประการ สาเหตุทั่วไปได้แก่ สายมือเบรกเกิดสนิมสึกหรอหรือขาดจากการใช้งานระยะยาว ส่งผลให้การดึงกลับทำได้ยาก ในสภาพอากาศเย็นจัด แผ่นเบรกและผ้าเบรกอาจจับตัวเป็นน้ำแข็งจนติดกัน จำเป็นต้องอุ่นเครื่องรถหรือเคาะที่คาลิปเปอร์เพื่อละลายน้ำแข็ง ผ้าเบรกที่สึกหรอเกินไปหรือสปริงดึงกลับเสื่อมสภาพจะขัดขวางการปลดมือเบรก นอกจากนี้ชิ้นส่วนภายในกลไกมือเบรก เช่น เฟือง ล็อคพิน อาจติดขัดเนื่องจากฝุ่นสะสมหรือการหล่อลื่นไม่เพียงพอ หากพบปัญหาเหล่านี้ แนะนำให้ตรวจสอบสภาพสายเบรกและสัญญาณเตือนบนแผงหน้าปัดรถก่อน ลองปฏิบัติตามขั้นตอนมาตรฐาน (เช่น กดปุ่มมือเบรกจนสุด) ในสภาพอากาศหนาวอาจอุ่นเครื่องรถก่อน สำหรับกรณีที่เกิดความเสียหายทางกลไกหรือชิ้นส่วนชำรุด (เช่น สายเบรกขาด ต้องเปลี่ยนผ้าเบรก) ควรติดต่อช่างมืออาชีพทันที เพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับใช้งานที่อาจทำให้ความเสียหายลุกลาม ในการใช้งานประจำวันควรระวังไม่ดึงมือเบรกขึ้นสูงเกินไป และบำรุงรักษาระบบเบรกเป็นประจำเพื่อยืดอายุการใช้งานชิ้นส่วน
Q
สิ่งที่ตัวช่วยเสริมแรงเบรกช่วยทำหน้าที่อะไร?
ฟังก์ชันหลักของตัวช่วยเบรก (Brake Booster) คือการขยายแรงที่ผู้ขับขี่กดแป้นเบรกด้วยความแตกต่างของสุญญากาศหรือความดันอากาศ เพื่อให้สามารถเบรกได้อย่างมีประสิทธิภาพและง่ายขึ้น หลักการทำงานคือเมื่อผู้ขับขี่กดแป้นเบรก สุญญากาศที่เกิดจากท่อร่วมไอดีของเครื่องยนต์หรือปั๊มสุญญากาศไฟฟ้าจะสร้างความแตกต่างของความดันอากาศภายในตัวช่วยเบรก ซึ่งจะผลักไดอะแฟรมให้เกิดแรงเสริม ที่จะรวมกับแรงจากการกดแป้นเบรกเพื่อทำงานร่วมกับกระบอกสูบผ้าเบรกหลัก และส่งแรงไฮดรอลิกไปยังเบรกของล้อ การออกแบบนี้ช่วยลดการใช้แรงกายในการเบรกได้อย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีความสำคัญในกรณีเบรกกะทันหันหรือในสภาพการจราจรเมืองที่ต้องเบรกบ่อย ตัวช่วยเบรกแบบสุญญากาศที่เป็นที่นิยมในปัจจุบันมักจะรวมกับกระบอกสูบผ้าเบรกหลัก และใช้โครงสร้างไดอะแฟรมคู่เพื่อความปลอดภัยสำรอง ส่วนรถยนต์พลังงานใหม่บางรุ่นเนื่องจากไม่มีแหล่งสุญญากาศจากเครื่องยนต์ จึงเปลี่ยนมาใช้ปั๊มสุญญากาศไฟฟ้าหรือระบบช่วยเบรกแบบอิเล็กทรอนิกส์ สิ่งที่ควรทราบคือประสิทธิภาพของตัวช่วยเบรกจะได้รับผลจากระดับความสูง (ในพื้นที่สูงระดับสุญญากาศจะลดลง) และต้องตรวจสอบความแน่นหนาของท่อสุญญากาศเป็นประจำ เพื่อป้องกันไม่ให้แป้นเบรกแข็งเนื่องจากอากาศรั่ว รถยนต์สมัยใหม่มักจะให้ตัวช่วยเบรกทำงานร่วมกับระบบ ABS เพื่อให้แน่ใจว่าแรงเบรกที่ถูกขยายแล้วสามารถกระจายได้อย่างแม่นยำ
Q
ทำไมเบรกถึงแข็งก่อนที่จะสตาร์ทรถ?
อาการเบรกแข็งก่อนสตาร์ทมักเกิดจากระบบช่วยเบรกแบบสุญญากาศทำงานผิดปกติชั่วคราว ซึ่งเป็นเรื่องปกติแต่ต้องแยกแยะออกจากอาการผิดปกติอื่นๆ หลังจากดับเครื่องยนต์ ปั๊มช่วยเบรกแบบสุญญากาศจะหยุดทำงาน และสุญญากาศที่เหลืออยู่จะสามารถคงประสิทธิภาพการเบรกได้เพียง 2-3 ครั้งเท่านั้น หลังจากนั้นเบรกจะแข็งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และควรกลับมาเป็นปกติหลังจากสตาร์ทเครื่องยนต์ใหม่ หากยังคงแข็งอยู่หลังจากสตาร์ท อาจมีปัญหาอื่นๆ เช่น การรั่วไหลของอากาศในท่อสุญญากาศ วาล์วทางเดียวชำรุด หรือน้ำมันเบรกผิดปกติ ควรตรวจสอบการซีลของปั๊มช่วยเบรกอย่างละเอียด (โดยเฉพาะในรถยนต์รุ่นเก่าที่ชิ้นส่วนต่างๆ เสื่อมสภาพได้ง่าย) และปริมาณน้ำในน้ำมันเบรก (หากเกิน 3% ต้องเปลี่ยนทันที) นอกจากนี้ การจอดรถเป็นเวลานานจนทำให้เกิดสนิมและจานเบรกและผ้าเบรกติด หรือหมุดนำของคาลิเปอร์เบรกติด ก็อาจทำให้เกิดอาการคล้ายกันได้ ขอแนะนำให้หล่อลื่นชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวของคาลิเปอร์เบรกเป็นประจำ และหลีกเลี่ยงการจอดรถเป็นเวลานานในที่ชื้นแฉะ สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือ ในรถยนต์ที่ติดตั้งปั๊มสุญญากาศอิเล็กทรอนิกส์ หากมอเตอร์เสีย จะทำให้เบรกแข็งขึ้นทันทีและไฟแสดงสถานะการทำงานผิดปกติจะสว่างขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยจากช่างผู้เชี่ยวชาญ การบำรุงรักษาตามปกติ เช่น การเปลี่ยนน้ำมันเบรกทุก 2 ปี หรือ 40,000 กิโลเมตร และการตรวจสอบความหนาของผ้าเบรกทุก 10,000 กิโลเมตร (หากเหลือน้อยกว่า 3 มิลลิเมตร ต้องเปลี่ยน) สามารถป้องกันปัญหานี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากเบรกแข็งขึ้นกะทันหันขณะขับขี่ คุณควรลดเกียร์ลงทันทีเพื่อลดความเร็วและเปิดไฟฉุกเฉินเพื่อหลีกเลี่ยงการฝืนขับรถต่อไป
Q
สาเหตุอะไรที่อาจทำให้เบรคติดได้?
การล้มเหลวของระบบเบรกอาจเกิดจากหลายปัจจัย โดยสาเหตุหลัก ได้แก่ การสึกหรอของชิ้นส่วนระบบเบรก ความผิดปกติของระบบไฮดรอลิก และการใช้งานที่ไม่ถูกต้อง แผ่นเบรกและจานเบรกที่เสียดสีกันเป็นเวลานานจะค่อยๆ บางลง เมื่อความหนาน้อยกว่ามาตรฐานความปลอดภัย แรงเบรกจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด จึงจำเป็นต้องตรวจสอบและเปลี่ยนแผ่นเบรกเป็นประจำ (แนะนำทุก 40,000 กิโลเมตร หรือปรับตามสภาพการสึกหรอ) หากไม่เปลี่ยนน้ำมันเบรกในระบบไฮดรอลิกตามระยะเวลาที่กำหนด (ปกติทุก 2 ปีหรือ 40,000 กิโลเมตร) อาจเกิดฟองอากาศในระบบเมื่ออุณหภูมิสูง หรือมีสิ่งสกปรกทำให้ปั๊มเบรกทำงานผิดปกติ ซึ่งจะแสดงอาการเป็นแป้นเบรกนิ่มหรือระยะการเหยียบแป้นเบรกผิดปกติ นอกจากนี้ ดอกยางที่สึกหรอเกินไป (น้อยกว่า 1.6 มิลลิเมตร) จะทำให้ระยะเบรกยาวขึ้น ส่วนการบรรทุกเกินกำหนดจะทำให้ระบบเบรกทำงานหนักเกินไป และทำให้เกิดการสูญเสียประสิทธิภาพเนื่องจากความร้อน กรณีเกิดการล้มเหลวของระบบเบรกกะทันหัน ควรควบคุมพวงมาลัยให้มั่นคงและเปิดไฟฉุกเฉินทันที สำหรับรถเกียร์ธรรมดา สามารถใช้การเบรกด้วยเครื่องยนต์โดยการลดเกียร์ สำหรับรถเกียร์อัตโนมัติสามารถเปลี่ยนไปใช้โหมด manual และเลือกเกียร์ต่ำ ส่วนรถที่ติดตั้งเบรกมืออิเล็กทรอนิกส์สามารถกดปุ่มค้างเพื่อเปิดใช้งานระบบเบรกฉุกเฉิน สำหรับการป้องกัน ควรตรวจสอบปริมาณน้ำในน้ำมันเบรกเป็นประจำ (หากเกิน 3% ต้องเปลี่ยน) ตรวจสอบความสมบูรณ์ของปั๊มเบรกและความดันในท่อ ในพื้นที่ภูเขาควรใช้เกียร์ต่ำ (L) หรือใช้วิธีแตะเบรกเพื่อป้องกันความร้อนเกิน ที่สำคัญ ข้อมูลจากกรมการขนส่งทางบกไทยปี 2568 ระบุว่า 23% ของอุบัติเหตุเกี่ยวกับระบบเบรกเกิดจากการไม่เปลี่ยนน้ำมันเบรกตามระยะ จึงแนะนำให้ตรวจสอบระบบเบรกกับผู้เชี่ยวชาญทุก 6 เดือน
ดูเพิ่มเติม