Q
จะไหว้พระบรมสารีริกธาตุที่สนามหลวง จอดรถที่ไหน
เมื่อไปไหว้พระที่สนามหลวงใกล้พระบรมมหาราชวัง แนะนำให้จอดรถในลานจอดรถแบบเสียค่าบริการรอบพระบรมมหาราชวัง โดยลานจอดที่สะดวกที่สุดอยู่ใกล้ท่าเรือท่าช้าง เดินไปสนามหลวงเพียง 5 นาที ค่าจอดประมาณชั่วโมงละ 40 บาท นอกจากนี้สามารถจอดที่วัดพระเชตุพนหรือท่าเรือท่าเตียนได้ ลานจอดเหล่านี้มักมีที่ว่างเพียงพอและราคาสมเหตุสมผล ต้องระวังว่าช่วงวันหยุดหรือเทศกาลอาจหนาแน่น แนะนำหลีกเลี่ยงช่วงเวลา 9-11 โมงเช้า สำหรับรถไฮบริดหรือรถไฟฟ้า ปัจจุบันบริเวณเกาะรัตนโกสินทร์มีจุดชาร์จจำกัด ควรชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็มก่อนเดินทาง เนื่องจากเป็นย่านท่องเที่ยว ถนนรอบบริเวณมักติดขัดในเวลากลางวัน โดยเฉพาะถนนราชดำเนินและถนนสนามไชย แนะนำใช้ขนส่งสาธารณะหรือมอเตอร์ไซค์รับจ้างจะสะดวกกว่า หากจำเป็นต้องขับรถ ใช้ GPS นำทางไปยัง "ลานจอดพระบรมมหาราชวัง" หรือ "Sanam Luang Parking" เพื่อตรวจสอบเส้นทางแบบเรียลไทม์ หลังจอดรถควรล็อกประตูและอย่าวางของมีค่าให้เห็นภายในรถ
ข้อความพิเศษ: เนื้อหานี้โพสต์โดยผู้ใช้ และไม่ได้แสดงถึงมุมมองและจุดยืนของ PCauto
ประเภทรถยอดนิยม
รถยอดนิยม
รุ่นปีรถยนต์
เปรียบเทียบรถยนต์
รูปภาพรถ
Q&A ล่าสุด
Q
มีกี่ประเภทของการขับเคลื่อนรถยนต์?
ตามความแตกต่างของระบบส่งกำลัง รถยนต์สามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก
ประเภทแรกคือระบบส่งกำลังแบบกลไก ประกอบด้วยคลัตช์ เกียร์ ระบบส่งกำลังแบบยูนิเวอร์แซล และดริฟท์แอกซ์เซิล มีโครงสร้างแบบคลาสสิกและใช้งานอย่างกว้างขวาง
ประเภทที่สองคือระบบส่งกำลังแบบไฮดรอลิก-กลไก ผสมผสานระหว่างตัวแปลงแรงบิดไฮดรอลิกหรือคัปปลิ้งกับเกียร์กล สามารถเริ่มต้นและเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างนุ่มนวล
ประเภทที่สามคือระบบส่งกำลังแบบไฮโดรสแตติก ส่งกำลังผ่านปั๊มไฮดรอลิกและมอเตอร์ไฮดรอลิก สามารถควบคุมการส่งกำลังได้อย่างแม่นยำ
ประเภทที่สี่คือระบบส่งกำลังแบบไฟฟ้า ใช้เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (หรือใช้พลังงานจากแบตเตอรี่โดยตรง) แล้วส่งกำลังผ่านล้อไฟฟ้า ซึ่งพบได้ทั่วไปในรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่
ในตลาดประเทศไทย เมื่อแนวโน้มการใช้พลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้น รถยนต์ระบบส่งกำลังแบบไฟฟ้า (เช่นรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่) และรถยนต์ไฮบริดที่ใช้ระบบส่งกำลังแบบไฮดรอลิก-กลไก กำลังกลายเป็นกระแสหลัก ร่วมกับรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงแบบระบบส่งกำลังกลไกดั้งเดิม ก่อให้เกิดทางเลือกที่หลากหลายในตลาดปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นถึงลักษณะเฉพาะของช่วงเปลี่ยนผ่านจากระบบดั้งเดิมสู่ระบบไฟฟ้าในอุตสาหกรรมยานยนต์ท้องถิ่น
Q
รถ HEV คืออะไร?
HEV เป็นคำย่อของ Hybrid Electric Vehicle ซึ่งหมายถึงรถยนต์ที่ผสานเครื่องยนต์สันดาปภายในแบบดั้งเดิมเข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อสร้างระบบพลังงานคู่ รถยนต์เหล่านี้ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวในช่วงเริ่มต้นและขณะขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ ทำให้การขับขี่เงียบและราบรื่น ในระหว่างการขับขี่ด้วยความเร็วสูงหรือการเร่งความเร็วอย่างรวดเร็ว เครื่องยนต์สันดาปภายในจะเข้ามาทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อจ่ายพลังงาน ในระหว่างการเบรกหรือการปล่อยให้รถไหลไปเอง มอเตอร์ไฟฟ้าจะทำหน้าที่เป็นอุปกรณ์กู้คืนพลังงาน โดยแปลงพลังงานจลน์เป็นพลังงานไฟฟ้าและเก็บไว้ในแบตเตอรี่ แบตเตอรี่ของ HEV ไม่จำเป็นต้องชาร์จจากภายนอก แต่จะได้รับการเติมเต็มผ่านการสร้างพลังงานจากเครื่องยนต์และการกู้คืนพลังงานจลน์ ทำให้หมดกังวลเรื่องระยะทางและต้องการเพียงแค่การเติมน้ำมันเท่านั้น เมื่อเทียบกับเครื่องยนต์สันดาปภายในแบบดั้งเดิม HEV สามารถลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงได้ 20%-30% และลดการปล่อยมลพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพ โครงสร้างของ HEV ประกอบด้วยเครื่องยนต์สันดาปภายใน มอเตอร์ไฟฟ้า ชุดแบตเตอรี่แรงดันสูง และระบบจัดการพลังงานอัจฉริยะที่ปรับการกระจายพลังงานโดยอัตโนมัติตามสภาพการขับขี่ โดยพิจารณาจากอัตราส่วนของพลังงานไฟฟ้าต่อเชื้อเพลิง รถยนต์ไฮบริดสามารถแบ่งออกเป็นประเภทไฮบริดอ่อน ไฮบริดกลาง และไฮบริดสูง ตัวอย่างรุ่นที่โดดเด่น ได้แก่ โตโยต้า โคโรลลา ไฮบริด และฮอนด้า แอคคอร์ด ไฮบริด ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ใช้งานที่ให้ความสำคัญกับความประหยัดน้ำมันและมีข้อจำกัดในการเข้าถึงสถานีชาร์จ
Q
"4WD gear" หมายถึงเกียร์ของระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ (Four-Wheel Drive) ในรถยนต์ ซึ่งเป็นเกียร์ที่ใช้สำหรับการขับเคลื่อนที่ต้องการแรงยึดเกาะถนนสูง เช่น การขับในพื้นที่ขรุขระ พื้นทราย ดินโคลน หรือถนนลื่น ระบบนี้ช่วยเพิ่มความสามารถในการขับเคลื่อนของรถเมื่อต้องเจอกับสภาพเส้นทางที่ยากลำบาก
เกียร์ 4WD หมายถึงชิ้นส่วนเกียร์ในระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ซึ่งรวมถึงเกียร์ถ่ายกำลังและเกียร์ดิฟเฟอเรนเชียล ซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญ โดยทำหน้าที่หลักในการกระจายกำลังจากเครื่องยนต์ไปยังล้อทั้งสี่อย่างสม่ำเสมอในระบบส่งกำลัง ช่วยให้รถยนต์ลดการลื่นไถลบนสภาพถนนที่ยากลำบาก เช่น ดินโคลน ทราย หิมะ และทางขรุขระ เพื่อเพิ่มแรงฉุดและความสามารถในการขับเคลื่อน
เกียร์ประเภทนี้ต้องเปลี่ยนเกียร์อัตราทดต่ำขณะรถหยุดหรือเคลื่อนที่ด้วยความเร็วต่ำ วิธีการใช้งานมักเป็นการเปลี่ยนผ่านคันเกียร์หรือปุ่มสวิตช์
ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบ่งเป็นสามประเภทหลัก:
1. ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบพาร์ทไทม์ (Part-time 4WD) สามารถเลือกโหมดขับเคลื่อนสองล้อหรือสี่ล้อได้ด้วยตนเอง เหมาะสำหรับการขับขี่ออฟโรด
2. ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบฟูลไทม์ (Full-time 4WD) ทำงานอัตโนมัติและรักษาการขับเคลื่อนสี่ล้อตลอดเวลา เพื่อการกระจายกำลังที่เหมาะสม
3. ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบออนดีมานด์ (On-demand 4WD) จะปรับโหมดขับเคลื่อนอัตโนมัติตามสภาพถนน มีต้นทุนและปริมาณการใช้น้ำมันต่ำกว่า เหมาะสำหรับรถ SUV ในเมือง
ในตลาดท้องถิ่น ยานพาหนะหลายรุ่น เช่น Land Cruiser, Nissan Patrol, Jeep Wrangler, Ford Ranger, Mitsubishi Pajero หรือ Triton ติดตั้งระบบ 4WD ส่วนรุ่น Mazda BT-50 แบบดับเบิลแค็บระดับสูงก็มีระบบ 4WD พร้อมเพิ่มระบบโหมดขับเคลื่อนบนทางขรุขระ (Rough Terrain Mode) และล็อกดิฟเฟอเรนเชียลหลังแบบอิเล็กทรอนิกส์
ในฐานะชิ้นส่วนสำคัญของระบบส่งกำลัง เกียร์ 4WD อาจเกิดการสึกหรอจากการใช้งานเป็นเวลานาน โดยเฉพาะส่วนเฟืองสปลายของเกียร์ถ่ายกำลังและเกียร์กระปุก การตรวจสอบและบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอจะช่วยรักษาประสิทธิภาพของระบบและความปลอดภัยในการขับขี่
Q
“อะไรคือความแตกต่างระหว่าง 4H และ 4L?”
4H และ 4L เป็นโหมดสองแบบในระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ โดยแสดงถึงขับเคลื่อนสี่ล้อความเร็วสูง (High) และขับเคลื่อนสี่ล้อความเร็วต่ำ (Low) ตามลำดับ ความแตกต่างหลักปรากฏในสถานการณ์การใช้งาน การส่งแรงบิด และการตั้งค่าอัตราส่วนเกียร์
โหมด 4H มีอัตราส่วนเกียร์ในกล่องถ่ายกำลังน้อยกว่า ส่งกำลังอย่างราบรื่น เหมาะสำหรับสถานการณ์ที่ต้องการขับเคลื่อนสี่ล้อและความเร็วค่อนข้างสูง เช่น ถนนลื่น (เช่น ฝน หิมะ โคลน) ถนนหิมะ หรือการขับขี่ออฟโรดระดับเบา เป็นต้น สามารถป้องกันล้อหมุนฟรีได้อย่างมีประสิทธิภาพและเพิ่มความมั่นคง แต่ไม่ควรใช้เป็นเวลานานบนถนนปกติที่แห้ง เช่น ทางหลวง มิฉะนั้นอาจทำให้เกียร์และกล่องถ่ายกำลังเสียหายได้
โหมด 4L เพิ่มอัตราส่วนเกียร์ในกล่องถ่ายกำลังเพื่อขยายแรงบิด เหมาะสำหรับสถานการณ์ออฟโรดที่ยากลำบาก เช่น การปีนเขาชัน การขับผ่านทะเลทราย การขับในเส้นทางที่ซับซ้อนด้วยความเร็วต่ำ เป็นต้น ในโหมดนี้ยานพาหนะจะมีความเร็วต่ำ แต่มีแรงฉุดลากสูง และไม่เหมาะสำหรับการขับบนถนนปกติเช่นเดียวกัน
โหมดทั้งสองนี้มักพบในรถออฟโรดสมรรถนะสูงที่ติดตั้งกล่องถ่ายกำลัง เมื่อสภาพถนนปกติ แนะนำให้เปลี่ยนไปใช้โหมด 2H เพื่อรักษาประสิทธิภาพของยานพาหนะและประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง
Q
ความแตกต่างระหว่างเกียร์ S และเกียร์ L คืออะไร?
โหมด S และ L เป็นโหมดการขับขี่พิเศษสองโหมดในรถยนต์เกียร์อัตโนมัติ ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างมากในด้านฟังก์ชันและสถานการณ์การใช้งาน โหมด S คือโหมดสปอร์ต เมื่อเปิดใช้งาน เกียร์จะหน่วงเวลาการเปลี่ยนเกียร์ขึ้น ทำให้เครื่องยนต์ทำงานที่รอบสูงนานขึ้น ส่งผลให้แรงบิดและการเร่งความเร็วมากขึ้น เหมาะสำหรับการแซงในระยะสั้น การปีนทางลาดชันยาวๆ หรือสถานการณ์ที่ต้องการประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจ แต่การสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงจะเพิ่มขึ้น โหมด L คือเกียร์ต่ำ เมื่อเปิดใช้งาน เกียร์จะคงอยู่ในเกียร์ต่ำ เช่น เกียร์ 1 หรือ 2 โดยใช้การเบรกด้วยเครื่องยนต์เพื่อควบคุมความเร็วและป้องกันผ้าเบรกร้อนเกินไปจากการเบรกเป็นเวลานาน นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มการยึดเกาะ ทำให้เหมาะสำหรับการลงเขาที่ยาว ทางลาดชันสั้นๆ และการขับขี่บนพื้นผิวที่เป็นโคลนหรือลื่น สำหรับการขับขี่ในชีวิตประจำวัน โหมด D มักจะเพียงพอ การสลับระหว่างโหมด S และ L อย่างเหมาะสมตามสภาพถนนจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยและความราบรื่นในการขับขี่ ตัวอย่างเช่น โหมด L ให้ความเสถียรมากขึ้นสำหรับการปีนขึ้นทางลาดชันสั้นๆ โหมด S ให้กำลังมากขึ้นสำหรับทางลาดชันยาวๆ และโหมด L ช่วยลดการสึกหรอของระบบเบรกเมื่อลงทางลาดชันยาวๆ
ดูเพิ่มเติมข้อมูลล่าสุด

ขับหรูเหมือนราชา ไม่ต้องรอ! DBX ผ่อนหมดจับต้องได้ แค่เดือนละ 205,xxx บาท
สุรเดชJan 21, 2026

ร้อนแรง! Aston Martin V8 Vantage ผ่อนสบายๆ เริ่มแค่ 241,xxx บาท/เดือน เท่านั้น
วิรุฬห์Jan 21, 2026

Mazda2 และ CX-3 จะหยุดการผลิตในปี 2026 รถยนต์ขนาดเล็กของ Mazda กำลังจะสูญหายไป
LienJan 21, 2026

JLRและCheryได้กำหนดให้ตลาดเปิดตัว Freelander ใหม่อยู่ในตะวันออกกลาง
Kevin WongJan 21, 2026

Mitsubishiร่วมมือกับFoxconnเพื่อชุบชีวิต VR,ชื่อรถใหม่อาจจะเป็น ASX VR-e?
ธนวัฒน์Jan 21, 2026
ดูเพิ่มเติม


รุ่นรถ

