Q

mitsubishi xpander ทำขึ้นในประเทศใด

มิตซูบิชิ Xpander ผลิตหลักในประเทศอินโดนีเซีย เปิดตัวตั้งแต่ปี 2017 และกลายเป็นรถ MPV ยอดนิยมในตลาดอาเซียน ฐานการผลิตตั้งอยู่ที่โรงงานมิตซูบิชิ เมืองบีกาซี จังหวัดชวาตะวันตก ซึ่งเป็นศูนย์การผลิตสำคัญของมิตซูบิชิในภูมิภาค แม้จะไม่ได้ผลิตในประเทศไทยแต่ได้รับความนิยมสูง ติดอันดับยอดขาย MPV แถวหน้า ด้วยห้องโดยสารกว้างขวางแบบ 7 ที่นั่ง ระยะความสูงจากพื้นมาก เหมาะกับสภาพถนนไทย นอกจากนี้ยังมีรุ่น Xpander Cross ที่มีดีไซน์สไตล์ครอสโอเวอร์ ผลิตในอินโดนีเซียและนำเข้าไทย ทั้งสองรุ่นใช้เครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร MIVEC แบบดูดอากาศธรรมชาติ จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะหรือเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ แม้เทคโนโลยีไม่ใหม่แต่ขึ้นชื่อเรื่องความทนทานและค่าดูแลรักษาต่ำ เหมาะกับการใช้งานของครอบครัวไทย ลูกค้าชาวไทยสามารถซื้อได้ผ่านผู้จำหน่ายมิตซูบิชิในประเทศ พร้อมรับบริการหลังการขายและการรับประกันเช่นเดียวกับรถที่ประกอบในไทย
ข้อความพิเศษ: เนื้อหานี้โพสต์โดยผู้ใช้ และไม่ได้แสดงถึงมุมมองและจุดยืนของ PCauto

Q&A เกี่ยวข้อง

Q
หมวดหมู่ของ Xpander คืออะไร?
รถ Mitsubishi Xpander ในตลาดไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มรถ MPV 7 ที่นั่ง ซึ่งเน้นกลุ่มลูกค้าครอบครัวและผู้ที่ให้ความสำคัญกับความประหยัดพื้นที่ ข้อเด่นของรุ่นนี้คือการออกแบบภายในที่กว้างขวางและปรับเปลี่ยนได้หลากหลาย พร้อมกับระยะความสูงจากพื้นรถ 220 มม. และระบบช่วงล่างที่ถูกปรับให้เหมาะกับสภาพถนนในไทย Xpander เป็นที่นิยมมากในไทยเพราะตอบโจทย์การเดินทางของครอบครัวไทยได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเบาะแถวที่สามที่พับเก็บได้ ช่วยให้สามารถใช้งานได้ทั้งขนของหรือนั่งคนเต็มคัน ส่วนระบบขับเคลื่อนใช้เครื่องยนต์ 1.5L MIVEC คู่กับเกียร์ 4AT ที่ให้ทั้งความประหยัดน้ำมันและดูแลรักษาง่าย ที่น่าสนใจคือในไทยยังมีรุ่น Xpander Cross ที่เพิ่มสไตล์ครอสโอเวอร์ด้วยชุดแต่งภายนอกที่สปอร์ตและอุปกรณ์เพิ่มเติม เพื่อตอบโจทย์ครอบครัวรุ่นใหม่ที่ชอบความแตกต่าง ในตลาด MPV ไทยนอกจาก Xpander แล้วยังมีคู่แข่งอย่าง Toyota Avanza และ Suzuki Ertiga ที่เน้นความคุ้มค่าในด้านพื้นที่ใช้สัยเหมือนกัน เวลาจะเลือกซื้อจริงๆ ลูกค้ามักจะดูจากความชอบในแบรนด์ ศูนย์บริการใกล้บ้าน และโปรโมชั่นเป็นหลัก
Q
Xpander เป็น SUV หรือ MPV?
Xpander เป็นรุ่นรถ 7 ที่นั่งจาก Mitsubishi Motors ที่ได้รับความนิยมสูงในตลาดไทย โดยถูกจัดอยู่ในกลุ่ม MPV (รถยนต์อเนกประสงค์) ไม่ใช่ SUV เพราะเน้นการออกแบบเพื่อความสะดวกสบายของผู้โดยสารและพื้นที่ใช้สัยภายในมากกว่า โครงสร้างรถใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหน้า ระยะความสูงจากพื้นปานกลาง ไม่ได้เน้นความสูงเหมือนรถ SUV ที่เหมาะสำหรับการขับลุย แต่ก็ยังสามารถใช้งานได้ดีบนถนนสภาพซับซ้อนของไทย จุดเด่นของ Xpander อยู่ที่การจัดเรียงเบาะที่นั่งที่ปรับเปลี่ยนได้และพื้นที่เก็บของกว้างขวาง เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนไทยที่ชอบเดินทางพร้อมหน้าพร้อมตากันทั้งครอบครัว หรือต้องการรถสำหรับใช้ในชีวิตประจำวันและท่องเที่ยวในวันหยุด ในตลาดไทยบางครั้งเส้นแบ่งระหว่าง MPV กับ SUV ค่อนข้างคลุมเครือ บางรุ่นอาจผสมผสานคุณสมบัติของทั้งสองประเภท แต่ Xpander ยังคงยึดแนวคิดการออกแบบแบบ MPV อย่างชัดเจน ซึ่งสังเกตได้จากประตูสไลด์ข้างและความรู้สึกในการขับที่ใกล้เคียงรถเก๋ง สำหรับคนไทยแล้ว การเลือกระหว่าง MPV กับ SUV ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์การใช้งานเป็นหลัก ถ้าต้องการพื้นที่และความสะดวกสบาย Xpander ก็เป็นตัวเลือกที่ดี แต่ถ้าต้องการรถสำหรับเส้นทาง off-road หรือชอบท่าทางการขับขี่ที่สูงกว่า ก็อาจจะมองหา SUV ดีกว่า
Q
ข้อดีของ Xpander คืออะไร?
รถยนต์ Mitsubishi Xpander ได้รับความนิยมอย่างสูงในตลาดประเทศไทย เนื่องมาจากความประหยัดและการใช้งานที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนไทยเป็นอย่างดี เริ่มจากห้องโดยสารที่กว้างขวางแบบ 7 ที่นั่ง ซึ่งเหมาะมากสำหรับครอบครัวใหญ่ในไทย โดยเฉพาะเวลาท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวหรือการเดินทางในชีวิตประจำวันที่มีผู้โดยสารหลายคน นอกจากนี้ยังมีระยะความสูงจากพื้นรถที่เหมาะสมและระบบช่วงล่างที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ ทำให้สามารถขับเคลื่อนบนถนนสภาพไม่ดีในบางพื้นที่ของไทยได้อย่างสบายๆ ส่วนเครื่องยนต์ 1.5L MIVEC ที่ติดตั้งมานั้นให้สมดุลระหว่างพลังและความประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม เหมาะสมกับสภาพการจราจรในเมืองที่ต้องหยุดและเคลื่อนตัวบ่อยๆ พร้อมยังช่วยประหยัดค่าน้ำมันในระยะยาว อีกทั้งยังมีฟีเจอร์อำนวยความสะดวกอย่างพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันและหน้าจอสัมผัสกลางห้องโดยสาร ที่สำคัญคือขนาดตัวรถที่ออกแบบมาอย่างชาญฉลาด ทำให้มีพื้นที่ภายในกว้างขวางในขณะเดียวกันก็ขับเคลื่อนในซอยแคบๆของไทยได้อย่างคล่องตัว สำหรับการเลือกซื้อรถ MPV นั้น คนไทยไม่เพียงแต่คำนึงถึงความกว้างของห้องโดยสารและอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเท่านั้น แต่ยังควรพิจารณาถึงเครือข่ายบริการหลังการขายซึ่งมีความสำคัญต่อประสบการณ์การใช้รถในระยะยาว ซึ่ง Xpander ก็ทำได้ดีในจุดนี้ด้วยเครือข่ายบริการของ Mitsubishi ที่ครอบคลุมทั่วประเทศไทย
Q
ปัญหาทั่วไปของ Xpander มีอะไรบ้าง?
รถ Mitsubishi Xpander เป็นรถ MPV 7 ที่นั่งยอดนิยมในตลาดไทย ปัญหาที่มักพบส่วนใหญ่เป็นรายละเอียดเล็กน้อยในการใช้งานประจำวัน เช่น บางเจ้าของรถรายงานว่าการทำความเย็นของแอร์อาจลดลงเล็กน้อยในสภาพอากาศร้อน แนะนำให้ล้างคอนเดนเซอร์และตรวจสอบความดันน้ำยาแอร์เป็นประจำ เพราะอากาศร้อนๆของไทยถือเป็นการทดสอบระบบแอร์อย่างดี นอกจากนี้ระบบช่วงล่างอาจมีเสียงดังเล็กน้อยหลังจากขับบนถนนขรุขระมานาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับสภาพถนนบางพื้นที่ของไทย แค่ตรวจสอบบูชช่วงล่างและช็อคอัพเป็นครั้งคราวก็แก้ไขได้ ส่วนเกียร์ CVT อาจมีการกระตุกเบาๆบ้างในสภาพการจราจรติดขัด นี่เป็นลักษณะทั่วไปของเกียร์ประเภทนี้ แค่เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์ตามกำหนดก็พอ สำหรับชิ้นส่วนพลาสติกภายในรถอาจมีเสียงดังจาการขยายตัวเนื่องจากความร้อน ซึ่งเป็นเรื่องปกติในประเทศเขตร้อน ส่วนระบบอิเล็กทรอนิกส์ เช่น หน้าจอควบคุมกลางอาจตอบสนองช้าเป็นครั้งคราว แต่การรีสตาร์ทระบบก็สามารถแก้ไขได้ ปัญหาเล็กน้อยเหล่านี้ไม่ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือโดยรวม จุดเด่นของ Xpander ยังคงเป็นพื้นที่ใช้งานสะดวกและประหยัดน้ำมัน ซึ่งเหมาะสำหรับครอบครัวไทย แค่ดูแลรักษารถตามกำหนดก็สามารถรักษาสภาพรถให้ดีได้ นอกจากนี้เจ้าของรถในไทยยังสามารถติดตามโปรโมชั่นดูแลรักษารถตามฤดูกาลจากตัวแทนจำหน่ายท้องถิ่น ซึ่งช่วยบำรุงรักษาสภาพรถได้ดีเลยทีเดียว
Q
Xpander เหมาะกับการขับทางไกลหรือไม่?
รถยนต์ Mitsubishi Xpander ในฐานะรถ MPV 7 ที่นั่งที่เน้นการใช้งานสำหรับครอบครัว ได้รับความนิยมในตลาดไทยเป็นอย่างมาก ด้วยความกว้างขวางของพื้นที่ภายในและความประหยัดที่ใช้งานได้จริง สำหรับการขับขี่ระยะไกลแล้ว Xpander ทำได้ดีมาก ระบบขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร MIVEC ร่วมกับเกียร์ CVT ให้ความรู้สึกการขับขี่ที่ลื่นไหลทั้งบนถนนเรียบและทางลาดชันเล็กน้อยในประเทศไทย อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันก็อยู่ในระดับประหยัด เหมาะกับงบประมาณของครอบครัวที่ชอบท่องเที่ยว ระบบช่วงล่างถูกปรับมาเพื่อความนุ่มสบายเป็นหลัก ช่วยลดแรงกระแทกจากถนนบางส่วนในชนบทของไทยได้ดี ที่นั่งแถวที่ 2 สามารถปรับเอนได้และแถวที่ 3 พับเก็บได้ ทำให้มีความยืดหยุ่นในการจัดเก็บสัมภาระ แต่ควรระวังว่าถ้ามีผู้โดยสารครบ 7 คน พื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลังจะเหลือน้อย แนะนำให้จัดสรรสัมภาระให้เหมาะสม นอกจากนี้ Xpander ยังมีระยะความสูงจากพื้นรถที่ค่อนข้างดี ช่วยให้ขับผ่านเส้นทางในชนบทช่วงฤดูฝนของไทยได้สะดวก แต่ควรลดความเร็วเมื่อเข้าโค้งเพื่อความมั่นคง เมื่อเทียบกับรุ่นอื่นๆ แล้ว Xpander มีจุดเด่นในเรื่องค่าบำรุงรักษาและอะไหล่ที่หาง่ายในตลาดไทย อู่ซ่อมรถทั่วไปก็คุ้นเคยกับรุ่นนี้ดี ก่อนออกเดินทางไกลแนะนำให้ตรวจสอบสภาพยางและระบบระบายความร้อน เพราะอากาศร้อนของไทยต้องการการระบายความร้อนที่ประสิทธิภาพ สรุปแล้ว Xpander เป็นรถที่ปรับตัวเข้ากับสภาพการใช้รถในไทยได้ดี และเป็นตัวเลือกที่น่าเชื่อถือสำหรับการเดินทางไกลของครอบครัวทั่วไป
Q
Innova หรือ Xpander อันไหนใหญ่กว่ากัน ?
เมื่อมองจากมิติตัวถัง Toyota Innova มักจะนำเสนอรุ่นที่ใหญ่กว่า Mitsubishi Xpander ในตลาดประเทศไทย โดย Innova มักมีความยาวตัวรถเกิน 4.7 เมตร ระยะฐานล้อประมาณ 2.75 เมตร และมาพร้อมกับแบบที่นั่ง 3 แถว เหมาะสำหรับครอบครัวหรือการใช้งานเชิงธุรกิจที่ต้องการพื้นที่กว้างขวาง ในขณะที่ Xpander มีความยาวตัวรถประมาณ 4.4 เมตร ระยะฐานล้อประมาณ 2.7 เมตร แม้จะมีที่นั่ง 3 แถวเช่นกัน แต่แถวที่ 3 จะเหมาะสำหรับเด็กหรือการเดินทางระยะสั้นกว่า ในถนนเมืองไทยอย่างกรุงเทพฯ ขนาดตัวรถที่เล็กกว่าของ Xpander ทำให้จอดและขับเคลื่อนได้สะดวกกว่า แต่หากต้องเดินทางไกลหรือรับส่งผู้โดยสารบ่อยๆ ความสบายของอินโนวาจะเหนือกว่า ทั้งสองรุ่นเป็นรถ MPV ที่นิยมในตลาดไทย การเลือกควรพิจารณาจากการใช้งานจริง นอกจากนี้คนไทยยังให้ความสำคัญกับความประหยัดน้ำมัน โดยเครื่องยนต์ 1.5 ลิตรของ Xpander จะประหยัดน้ำมันกว่าในเมือง ในขณะที่เครื่องยนต์ 2.0 หรือ 2.4 ลิตรของ Innova ให้พลังที่แข็งแกร่งขึ้น
Q
Xpander รุ่นปี 2020 มีแรงม้าเท่าไหร่?
รถยนต์ Mitsubishi Xpander รุ่นปี 2020 ที่วางขายในตลาดประเทศไทย ใช้เครื่องยนต์เบนซิน MIVEC 1.5 ลิตร แบบประหยัดน้ำมัน ให้กำลังสูงสุด 105 แรงม้า (77 กิโลวัตต์) แรงบิดสูงสุด 141 นิวตันเมตร มาพร้อมเกียร์ธรรมดา 5 สปีดหรือเกียร์ออโต้ 4 สปีด เครื่องยนต์ตัวนี้ถูกออกแบบมาให้เน้นความประหยัดน้ำมันและความทนทาน เหมาะกับการใช้งานในเมืองและครอบครัวชาวไทยเป็นอย่างดี Xpander ในฐานะรถ MPV 7 ที่นั่ง เป็นที่นิยมในหมู่ครอบครัวไทย เพราะมีระยะยกตัวสูงถึง 205 มิลลิเมตร ที่สามารถขับผ่านเส้นทางต่างจังหวัดได้บ้าง แถมยังมีพื้นที่ภายในที่ปรับแต่งได้หลากหลาย พร้อมฟังก์ชันใช้งานได้จริง เช่นช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารแถวหลัง ทำให้การใช้งานสะดวกขึ้นมาก สำหรับคนไทยแล้ว กำลังเครื่องขนาดนี้เพียงพอต่อการขับขี่ในชีวิตประจำวันและพาครอบครัวไปเที่ยววันหยุด แม้ว่ากำลัง 105 แรงม้าอาจจะไม่แรงมากเวลาจะแซงบนทางหลวง แต่เมื่อพิจารณาจากปัญหารถติดและราคาน้ำมันในประเทศไทยแล้ว การตั้งค่าเครื่องยนต์แบบนี้กลับเหมาะสมกับสภาพการใช้งานจริงมากกว่า รถ MPV สำหรับครอบครัวระดับเดียวกันอย่าง Toyota Avanza หรือ Honda BR-V ก็ใช้แนวทางเดียวกันในการออกแบบเครื่องยนต์ นี่แสดงให้เห็นว่า MPV ประเภทนี้เน้นความสมดุลในทุกด้านมากกว่าการเน้นประสิทธิภาพสูงสุดเพียงอย่างเดียว
Q
จุดอ่อนของ Xpander คืออะไร?
รถยนต์ Mitsubishi Xpander เป็นรถ MPV 7 ที่นั่งที่ได้รับความนิยมในตลาดไทย ด้วยความประหยัดและความทนทานที่เหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน แต่อย่างไรก็ตาม รถรุ่นนี้ก็มีข้อด้อยบางประการที่ควรรู้ไว้ เช่น พื้นที่เบาะหลังแถวที่สามอาจจะคับเกินไปสำหรับผู้โดยสารที่ตัวสูง อาจรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย ส่วนพื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลังเมื่อมีผู้โดยสารครบทุกที่นั่งก็จะเหลือน้อย ไม่เหมาะกับการเดินทางไกลที่ต้องแบกสัมภาระจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีเสียงลมที่ค่อนข้างดังเวลาขับความเร็วสูง ซึ่งส่งผลต่อความสบายในการนั่ง ส่วนด้านกำลังเครื่องยนต์ 1.5L แบบธรรมชาติแม้จะประหยัดน้ำมันและเชื่อถือได้ แต่เมื่อมีผู้โดยสารเต็มคันหรือเวลาขึ้นเนินอาจรู้สึกว่ากำลังไม่ค่อยพอ ส่วนวัสดุภายในห้องโดยสารเป็นพลาสติกแข็งเป็นหลัก ทำให้ความรู้สึกโดยรวมดูธรรมดาไปหน่อย อย่างไรก็ดี Xpander ก็มีจุดแข็งที่เหมาะกับสภาพถนนและอากาศร้อนชื้นของไทย เช่น รอบระยะล้อจากพื้นสูงและมีช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารแถวหลัง ดังนั้นสำหรับผู้ที่กำลังมองหารถครอบครัวในเมือง Xpander ก็ยังเป็นตัวเลือกที่ดีในด้านความประหยัดและความคล่องตัว แต่ถ้าต้องการใช้งานหนักแบบเดินทางไกลบ่อยๆ หรือมีผู้โดยสารเต็มคันเป็นประจำ อาจต้องพิจารณารถยนต์ที่มีเครื่องยนต์ขนาดใหญ่กว่านี้หรือระบบกันเสียงที่ดีกว่านี้จะเหมาะสมกว่า
Q
ข้อเสียของ Mitsubishi Xpander คืออะไร
Mitsubishi Xpander ในฐานะรถ MPV 7 ที่นั่งที่ได้รับความนิยมในตลาดไทย ได้รับการยอมรับในด้านความกว้างขวางและความคุ้มค่าในการใช้งาน แต่ก็มีข้อจำกัดบางประการ เช่น เบาะแถวสามมีพื้นที่วางขาแคบ ทำให้ผู้ใหญ่โดยสารได้ไม่สะดวกและไม่เหมาะกับการเดินทางไกล เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร แบบดูดอากาศธรรมชาติเมื่อบรรทุกเต็มที่หรือขึ้นเขาจะรู้สึกแรงไม่เพียงพอ เหมาะกับการใช้งานในเมืองเป็นหลัก แต่เวลาต้องเร่งแซงบนทางด่วนควรวางแผนล่วงหน้า ส่วนวัสดุภายในเน้นพลาสติกแข็งทำให้สัมผัสและการเก็บเสียงอยู่ในระดับกลาง ระบบกันสะเทือนมีความแข็งพอสมควร จึงให้ความรู้สึกกระด้างเมื่อขับผ่านถนนชนบทที่ไม่เรียบในบางพื้นที่ อย่างไรก็ตาม Xpander มีความประหยัดน้ำมันและค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาต่ำ เหมาะกับครอบครัวที่เน้นประโยชน์ใช้สอย หากต้องใช้งานบรรทุกผู้โดยสารเต็มที่และเดินทางไกลบ่อย ควรทดลองขับเพื่อประเมินสมรรถนะและพื้นที่ใช้สอยให้เหมาะสม ในตลาดไทยยังมีตัวเลือกอื่นอย่าง Toyota Avanza หรือ Honda BR-V ซึ่งมีจุดเด่นในเรื่องเครื่องยนต์และวัสดุภายในที่แตกต่างกัน ผู้บริโภคควรพิจารณางบประมาณและความต้องการส่วนตัวประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อ.
Q
วิธีปิดโหมด Eco บน Mitsubishi Xpander
การปิดโหมด Eco ของรถ Mitsubishi Xpander นั้น โดยปกติใช้งานผ่านปุ่มโหมด Eco ใกล้แผงหน้าปัดเครื่องมือ ซึ่งปุ่มนี้อาจจะอยู่ด้านซ้ายของพวงมาลัยหรือแถบกลางคอนโซลหน้า กดสลับโหมดได้เลย แต่ถ้าหาปุ่มไม่เจอแนะนำให้เปิดคู่มือผู้ใช้ดูตำแหน่งให้ชัดเจนอีกที ในสภาพอากาศร้อนของไทย การปิดโหมด Eco จะช่วยให้แอร์เย็นขึ้นแต่จะทำให้กินน้ำมันเพิ่มนิดหน่อย แนะนำว่าเวลาเจอรถติดในกรุงเทพฯ ให้เปิดโหมด Eco ไว้จะช่วยประหยัดน้ำมัน ส่วนเวลาเดินทางไกลหรือขับบนทางด่วนปิดโหมดนี้จะทำให้รถตอบสนองดีขึ้น โปรดทราบว่าวิธีการใช้งานของ Xpander แต่ละรุ่นในแต่ละปีอาจแตกต่างกันเล็กน้อย รถยนต์รุ่นใหม่บางรุ่นยังสามารถปรับโหมดการขับขี่ผ่านเมนูการตั้งค่ารถบนหน้าจอควบคุมส่วนกลางได้อีกด้วย การใช้โหมด Eco ให้เหมาะสมไม่เพียงช่วยให้ขับขี่ในหลากหลายสภาพถนนของไทยได้ดี แต่ยังช่วยบาลานซ์ระหว่างประหยัดน้ำมันกับความรู้สึกในการขับได้ แนะนำให้เจ้าของรถเลือกใช้ตามความต้องการจริงจะดีที่สุด
  • รถยอดนิยม

  • รุ่นปีรถยนต์

  • เปรียบเทียบรถยนต์

  • รูปภาพรถ

ข้อดี

การออกแบบภายนอกสวยงาม
ภายในกว้างขวางและสบาย
หลอดไฟหน้าแบ่งเป็นสองส่วนและมีลิ้นประดับโครเมียม ทำให้ดูสวยงาม
แผงควบคุมแสดงข้อมูลอย่างครบถ้วน
การออกแบบปุ่มมีประสิทธิภาพและสะดวกในการใช้งาน
ที่นั่งนุ่มนวล

ข้อเสีย

ภายในมีพื้นที่ค่อนข้างแคบ รูปแบบดูเก่า
เครื่องยนต์ไม่มีพลังเพียงพอในการปีนเนิน การขับขี่บนเส้นทางภูเขาไม่ราบรื่น
เกียร์ไม่เพียงพอ เมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูงเครื่องยนต์มีสปินสูง
พื้นที่ในช่องสัมภาระไม่ใหญ่ ความจุการบรรทุกต่ำ

Q&A ล่าสุด

Q
ควรเปลี่ยนยางเมื่อใช้งานถึง 50,000 กม. หรือไม่?
ยางจะต้องเปลี่ยนเมื่อใช้งานถึง 50,000 กิโลเมตรหรือไม่นั้นไม่ใช่เรื่องแน่นอน แต่ต้องพิจารณาจากหลายปัจจัยรวมกัน ได้แก่ ระดับการสึกหรอ ระยะเวลาการใช้งาน และสภาพความเสียหาย ประการแรก ที่ก้นร่องลายดอกยางจะมีสัญลักษณ์บ่งชี้การสึกหรอ (สูง 1.6 มิลลิเมตร) หากดอกยางสึกหรอจนถึงระดับสัญลักษณ์นี้ ไม่ว่าจะใช้งานมาแล้วกี่กิโลเมตรก็ต้องเปลี่ยนยางทันที มิฉะนั้นความสามารถในการระบายน้ำบนถนนเปียกลดลง อาจทำให้ควบคุมรถได้ยาก ประการที่สอง วัสดุยางจะเสื่อมสภาพตามธรรมชาติ แม้จะขับขี่ไม่ถึง 50,000 กิโลเมตร แต่ยางที่ใช้งานมานานกว่า 3 ปีอาจเกิดอาการเสื่อมสภาพ เช่น แข็งตัว มีรอยแตก ยางลดความยืดหยุ่น และเพิ่มความเสี่ยงยางระเบิด จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนยางทันเวลา นอกจากนี้ หากยางมีสภาพเสียหาย เช่น ยางป่อง ขอบยางเสียหาย ยางรั่วบ่อยครั้ง หรือมีการซ่อมยางหลายครั้งเกินไป แม้จะใช้งานไม่ถึง 50,000 กิโลเมตรก็ต้องเปลี่ยนยาง เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น ในทางปฏิบัติ นิสัยการขับขี่ สภาพถนน และสภาพอากาศมีผลต่ออายุการใช้งานยาง การเร่งเครื่องหรือเบรกกระทันหัน หรือการขับบ่อยบนถนนขรุขระจะทำให้ยางสึกหรอเร็วขึ้น ส่วนสภาพอากาศร้อนจะเร่งการเสื่อมสภาพของยางและทำให้อายุการใช้งานสั้นลง จึงแนะนำให้ตรวจสอบสภาพยางเป็นประจำ เน้นที่สัญลักษณ์บ่งชี้การสึกหรอ อาการเสื่อมสภาพ และความเสียหายของยาง ไม่ควรพิจารณาเพียงระยะทางที่ใช้งานเพื่อตัดสินใจเปลี่ยนยาง เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่
Q
ยางอะไหล่สามารถใช้งานได้หลังจากครบ 10 ปีหรือไม่?
ไม่แนะนำให้ใช้ยางอะไหล่ที่ใช้งานมานานเกินสิบปี ยางเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำจากยางธรรมชาติ มีวงจรการเสื่อมสภาพตามธรรมชาติ โดยปกติจะอยู่ที่ 3 ถึง 5 ปี หลังจากระยะเวลานี้ ยางจะค่อยๆ สูญเสียความยืดหยุ่นและความสามารถในการยืดตัว เกิดอาการแข็งตัว รอยแตก ทำให้ความแข็งแรงของโครงสร้างลดลง เสี่ยงต่อการระเบิดขณะขับขี่ และไม่สามารถรองรับน้ำหนักรถได้อย่างปลอดภัย ยางอะไหล่ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับเหตุฉุกเฉินเมื่อยางหลักเกิดปัญหาเท่านั้น ไม่ใช่สำหรับใช้งานระยะยาว แม้จะเป็นยางอะไหล่ขนาดเต็มก็ตาม หลังการเปลี่ยนควรไปที่อู่ซ่อมเพื่อเปลี่ยนเป็นยางปกติโดยเร็วที่สุด และต้องระมัดระวังไม่ขับขี่ด้วยความเร็วเกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือระยะทางเกิน 100 กิโลเมตร สำหรับยางอะไหล่ที่ไม่ใช่ขนาดเต็ม จะมีข้อจำกัดมากกว่า โดยปกติความเร็วไม่ควรเกิน 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และควรควบคุมระยะทางการขับขี่ไม่เกิน 60 กิโลเมตร การบำรุงรักษายางอะไหล่ในชีวิตประจำวันก็มีความสำคัญมาก ต้องตรวจสอบความดันลมยางเป็นประจำ (รักษาไว้ที่ประมาณ 2.7 MPa) หลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดดโดยตรง สภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูง และสารกัดกร่อน เช่น น้ำมัน เพื่อชะลอการเสื่อมสภาพ แต่ถึงแม้จะบำรุงรักษาเป็นอย่างดี ยางอะไหล่ที่เก็บไว้นานเกินสิบปีก็ควรเปลี่ยนใหม่เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่
Q
"ใช้เวลากี่นาทีในการเปลี่ยนยางทั้ง 4 เส้น?"
เวลาเปลี่ยนยางสี่เส้นจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสถานการณ์การทำงานและความชำนาญ ในร้านซ่อมรถมืออาชีพหรือศูนย์บริการ 4S ด้วยทักษะการทำงานของช่างมืออาชีพและอุปกรณ์ที่ครบครัน มักจะสามารถดำเนินการเสร็จสิ้นภายในเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง หากเลือกเปลี่ยนเอง เนื่องจากขาดอุปกรณ์และประสบการณ์ การเปลี่ยนยางแต่ละเส้นอาจใช้เวลาประมาณ 20 นาที ส่วนการเปลี่ยนทั้งสี่เส้นอาจใช้เวลา 1 ถึง 2 ชั่วโมง นอกจากนี้ ควรพิจารณาช่วงเวลาในการเปลี่ยนยางโดยอ้างอิงจากระยะทางที่ขับขี่และอายุการใช้งาน โดยทั่วไปเมื่อรถวิ่งได้ 30,000 ถึง 50,000 กิโลเมตร หรือใช้งานมาแล้ว 3 ถึง 5 ปี ควรเปลี่ยนยางใหม่ ด้านข้างของยางจะมีระบุวันที่ผลิต ควรจำกัดอายุการใช้งานไม่เกิน 4 ปี เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหายางเสื่อมสภาพซึ่งส่งผลต่อความปลอดภัย เมื่อเปลี่ยนยางเอง ต้องระมัดระวังโดยจอดรถบนพื้นผิวที่แข็งและเรียบ เปิดไฟฉุกเฉิน และวางป้ายเตือนสามเหลี่ยมด้านหลังรถในระยะ 150 เมตร ปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างถูกต้องเพื่อความปลอดภัย
Q
สามารถใช้ยางอายุ 7 ปีได้หรือไม่?
ยางรถที่ใช้มาแล้ว 7 ปีไม่แนะนำให้ใช้ต่อไป ระยะเวลาการใช้ยางรถที่แนะนำโดยปกติคือ 3 ถึง 5 ปี การใช้เกิน 7 ปีถือว่านานเกินระยะเวลาการใช้งานปกติ ยางจะค่อยๆ เสื่อมสภาพและสูญเสียความยืดหยุ่น แม้ว่าพื้นผิวจะไม่มีรอยแตกชัดเจน แต่โครงสร้างภายในอาจเสื่อมสภาพได้ การใช้งานต่อไปอาจเพิ่มความเสี่ยงยางระเบิดและเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยในการขับขี่ นอกจากอายุการใช้งานแล้ว ควรเปลี่ยนยางทันทีในกรณีต่อไปนี้: - ดอกยางสึกถึงแนวความปลอดภัยในร่องดอกยาง (ความลึก 1.6 มม.) - มีรอยแตกจากอายุการใช้งานที่พื้นผิวหรือด้านข้างยาง (โดยเฉพาะด้านข้าง) - พื้นผิวยางบิดเบี้ยวหรือขอบยางเสียหาย - ยางมีอาการโป่งพอง สำหรับการบำรุงรักษาประจำวัน ควร: - ตรวจสอบความดันลมยางสม่ำเสมอ (ตามค่าที่ผู้ผลิตกำหนด) - ทำความสะอาดสิ่งแปลกปลอมในร่องดอกยาง - สลับตำแหน่งล้อทุกๆ ระยะทางที่กำหนดเพื่อให้สึกหรอเท่าๆ กัน - หลีกเลี่ยงการขับทับขอบถนนหรือหลุมบ่อเพื่อป้องกันการฉีกขาดของโครงสร้างด้านข้าง แม้จะใช้งานน้อย แต่หากยางมีอายุเกิน 5 ปี ควรตรวจสอบการเสื่อมสภาพเป็นประจำและเปลี่ยนเมื่อจำเป็นเพื่อความปลอดภัย
Q
"วิธีการกำหนดว่ายางสามารถรองรับน้ำหนักได้มากเท่าไร
ในการระบุน้ำหนักที่ยางรถสามารถบรรทุกได้ สิ่งแรกที่ทำได้คือตรวจดูดัชนีน้ำหนักบรรทุกในข้อมูลสเปคที่พิมพ์ไว้ด้านข้างของยาง เช่น "91" ใน "225/45R17 91W" เป็นดัชนีน้ำหนักบรรทุก โดยอ้างอิงจากตารางที่สอดคล้องจะได้ทราบว่าน้ำหนักบรรทุกสูงสุดของยางแต่ละเส้นประมาณ 615 กิโลกรัม ความดันลมยางมีผลต่อความสามารถในการบรรทุกอย่างมีนัยสำคัญ จึงต้องเติมลมตามค่ามาตรฐานที่ระบุไว้บนรถ หากความดันสูงเกินไปจะทำให้พื้นที่สัมผัสกับพื้นถนนลดลง และเพิ่มความเสี่ยงยางระเบิด ในขณะที่ความดันต่ำเกินไปจะทำให้ยางบิดตัวเสียรูป ทั้งสองกรณีนี้จะลดประสิทธิภาพในการบรรทุก ยางที่สึกหรออย่างรุนแรงเนื่องจากยางบางลงและความแข็งแรงของโครงสร้างลดลง ความสามารถในการบรรทุกจะลดลงตามไปด้วย จึงต้องเปลี่ยนยางโดยเร็ว ประเภทรถต่างๆ มีข้อกำหนดเกี่ยวกับน้ำหนักบรรทุกของยางที่แตกต่างกัน รถบรรทุกต้องเลือกยางที่มีดัชนีน้ำหนักบรรทุกสูงกว่า ส่วนรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเนื่องจากมีน้ำหนักแบตเตอรี่มาก เมื่อเปลี่ยนยางควรให้แน่ใจว่าดัชนีน้ำหนักบรรทุกไม่ต่ำกว่าสเปคเดิม น้ำหนักบรรทุกสูงสุดของรถทั้งคันสามารถคำนวณได้โดยการคูณน้ำหนักบรรทุกสูงสุดของยางแต่ละเส้นด้วย 4 ในการใช้งานประจำวันต้องหลีกเลี่ยงการบรรทุกเกินพิกัด และตรวจสอบความดันลมและสภาพสึกหรอของยางเป็นประจำ เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่
ดูเพิ่มเติม