Q
“Alfa Romeo 4C เป็นรถซุปเปอร์คาร์หรือเปล่า?”
Alfa Romeo 4C แม้จะมีดีไซน์สปอร์ตสมรรถนะสูงเหมือนซูเปอร์คาร์ แต่จริงๆ แล้วมันถูกจัดอยู่ในกลุ่มรถสปอร์ตประสิทธิภาพสูงมากกว่า ภายใต้กระโปรงหน้ามันซ่อนเครื่องยนต์เทอร์โบ 1.75 ลิตรที่ให้กำลังสูงสุด 240 แรงม้า คู่กับโครงสร้างโมโนค็อกคาร์บอนไฟเบอร์และน้ำหนักตัวที่เบามาก ทำให้เร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 4.5 วินาที ในสภาพอากาศร้อนของไทย ขนาดกะทัดรัดและการควบคุมที่คมชัดของมันเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการขับลัดเลาะโค้งเขาที่เชียงใหม่ หรือสนามแข่งรายรอบกรุงเทพฯ อย่างไรก็ดี เมื่อเทียบกับซูเปอร์คาร์ทั่วไป ภายในห้องโดยสารของ 4C ค่อนข้างเรียบง่ายและพื้นที่เก็บของมีจำกัด เหมาะสำหรับคนที่เน้นความสนุกในการขับขี่มากกว่าความหรูหรา ตลาดไทยเริ่มให้การตอบรับรถสปอร์ตอิตาเลียนสมรรถนะสูงราคาจับต้องได้แบบนี้มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่ชื่นชอบการออกแบบเฉพาะตัวและไม่ชอบเดินตามกระแส รุ่นที่อยู่ในตำแหน่งใกล้เคียงกันก็อย่างเช่นพอร์เช่ 718 Cayman หรือโลตัส Exige ที่ต่างก็เน้นประสบการณ์ของผู้ขับเป็นศูนย์กลาง และหาจุดสมดุลระหว่างการใช้งานบนสนามแข่งกับชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว
ข้อความพิเศษ: เนื้อหานี้โพสต์โดยผู้ใช้ และไม่ได้แสดงถึงมุมมองและจุดยืนของ PCauto
Q&A เกี่ยวข้อง
Q
ทำไม Alfa ถึงหยุดผลิต 4C?
Alfa Romeo ตัดสินใจหยุดผลิตรุ่น 4C ส่วนใหญ่เป็นเพราะความต้องการของตลาดและกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ที่ปรับเปลี่ยน รถสปอร์ตเครื่องกลางนี้แม้จะโดดเด่นด้วยโครงสร้างคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบาและสมรรถนะการขับขี่ที่สนุกสนาน แต่ความไม่สะดวกในการใช้งานประจำวันรวมถึงค่าบำรุงรักษาที่ค่อนข้างสูงส่งผลต่อยอดขายทั่วโลก โดยเฉพาะในตลาดเมืองร้อนอย่างไทย รุ่นเปิดประทุนยังมีข้อจำกัดเรื่องการปรับตัวต่อสภาพอากาศร้อนอีกด้วย แบรนด์จึงเลือกทุ่มทรัพยากรไปที่รุ่นหลักอย่าง Giulia กับ Stelvio เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดแทน อย่างไรก็ดี การหยุดผลิต 4C ไม่ได้หมายความว่า Alfa จะเลิกสนใจรถสปอร์ต เพราะแนวคิดการออกแบบของมันอาจส่งต่อสู่รุ่นใหม่ในอนาคต สำหรับแฟนรถไทยที่อยากได้รถสปอร์ตเฉพาะกลุ่มแบบนี้ สามารถหาซื้อผ่านช่องทางนำเข้าแบบขนานได้ แต่ต้องระวังเรื่องการดูแลรักษาเป็นพิเศษโดยเฉพาะระบบระบายความร้อนและสีรถที่ต้องทนต่อสภาพอากาศร้อนชื้น แนะนำให้ตรวจสอบระบบหล่อเย็นและเคลือบป้องกันสีอย่างสม่ำเสมอ ส่วน Alfa Romeo ในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังขยายเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายและบริการท้องถิ่นเพื่อเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน และอาจนำเสนอรุ่นประสิทธิภาพสูงที่เหมาะกับตลาดเอเชียมากขึ้นในอนาคต
Q
Alfa Romeo 4C Concept คืออะไร?
Alfa Romeo 4C คอนเซปต์ เป็นสปอร์ตคาร์น้ำหนักเบาที่เปิดตัวครั้งแรกในงานเจนีวามอเตอร์โชว์ปี 2011 ตัวถังใช้โครงสร้างคาร์บอนไฟเบอร์โมโนค็อกที่ช่วยให้รถมีน้ำหนักเพียง 895 กิโลกรัม ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จ 1.75 ลิตร ที่ให้กำลังสูงสุด 240 แรงม้า คู่กับเกียร์คลัตช์คู่ เร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 4.5 วินาที แสดงถึงศักยภาพด้านเทคโนโลยีของ Alfa Romeo ในโลกรถสปอร์ต ต่อมารุ่นผลิตจำนวนมากออกวางตลาดในปี 2013 และกลายเป็นหนึ่งในโมเดลสำคัญที่นำแบรนด์กลับสู่ตลาดโลก แม้ในไทย Alfa Romeo จะไม่ใช่แบรนด์หลักแต่ 4C ก็ดึงดูดแฟนรถที่ชื่นชอบความเป็นเอกลักษณ์และสมรรถนะสูง ด้วยดีไซน์ที่ไม่เหมือนใครและประสบการณ์การขับที่ยอดเยี่ยม สภาพอากาศร้อนของไทยเป็นโจทย์ท้าทายสำหรับระบบระบายความร้อนของรถสปอร์ต แต่ด้วยน้ำหนักเบาและระบบขับเคลื่อนประสิทธิภาพสูงทำให้ 4C ยังคงแสดงผลงานได้มั่งคงแม้ในสภาพแวดล้อมแบบเขตร้อน นอกจากนี้ถนนคดเคี้ยวแคบๆ ในไทยยังเหมาะเป็นพิเศษสำหรับสปอร์ตคาร์ขนาดกะทัดรัดอย่าง 4C ที่จะโชว์จุดแข็งด้านการควบคุม สำหรับคนไทยที่หลงใหลดีไซน์สไตล์อิตาเลียนและความสนุกในการขับแล้ว Alfa Romeo 4C ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่เพียงเป็นตัวแทนของจิตวิญญาณแบรนด์ แต่ยังเป็นสุดยอดฝีมือการผลิตสปอร์ตคาร์ระดับมาสเตอร์พีซ
Q
Alfa Romeo 4C เป็นรถอัตโนมัติหรือไม่?
Alfa Romeo 4C มีรุ่นเกียร์อัตโนมัติให้เลือกด้วยนะ ซึ่งใช้เกียร์ DCT 6 สปีดแบบคลัตช์คู่ ที่โดดเด่นเรื่องการเปลี่ยนเกียร์เร็วและส่งกำลังได้เต็มประสิทธิภาพ แบบนี้แหละที่เหมาะกับสภาพการจราจรติดขัดในเมืองไทยและเส้นทางภูเขาเป็นบางโอกาส ส่วนตลาดไทยเนี่ย รถเกียร์ออโต้ขายดีกว่าเพราะในกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ๆ การจราจรค่อนข้างหนาแน่น เกียร์อัตโนมัติช่วยให้ขับขี่สะดวกขึ้นเยอะ ตัว 4C เองเป็นรถสปอร์ตน้ำหนักเบาที่ใช้โครงสร้างคาร์บอนไฟเบอร์ แถมยังมาพร้อมเครื่องยนต์เทอร์โบ 1.75 ลิตร ที่ให้กำลังสูงและควบคุมง่าย พอดีกับถนนคดเคี้ยวแคบๆ ในบ้านเรา สิ่งที่ต้องระวังหน่อยก็คือ เกียร์ DCT แม้จะให้ความรู้สึกใกล้เคียงเกียร์ธรรมดาแต่ค่าบำรุงรักษาค่อนข้างสูง โดยเฉพาะสภาพอากาศร้อนชื้นของไทย ควรตรวจสอบระดับน้ำมันเกียร์เป็นประจำ ส่วนแบรนด์ Alfa Romeo ในไทยอาจไม่ใหญ่โต แต่ด้วยดีไซน์เฉพาะตัวและประสบการณ์การขับที่แท้จริงของ 4C ก็ยังดึงดูดกลุ่มคนที่ชอบความแตกต่าง ส่วนรุ่นเกียร์ออโต้นี่ถือว่าตอบโจทย์ทั้งการใช้ชีวิตประจำวันและความสปอร์ตได้ดีเลยทีเดียว
Q
น้ำหนักของ Alfa Romeo 4C เท่าไหร่?
Alfa Romeo 4C เป็นสปอร์ตคาร์น้ำหนักเบาที่มีน้ำหนักสุทธิเพียง 895 กิโลกรัม ซึ่งถือว่ามีความสามารถในการแข่งขันสูงในรุ่นเดียวกัน ได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีการลดน้ำหนักอย่างโครงสร้างคาร์บอนไฟเบอร์และแชสซีอลูมิเนียมที่ช่วยให้รถคันนี้ไม่เพียงแต่เร่งความเร็วได้ดีขึ้น แต่ยังควบคุมได้คล่องตัวกว่า เหมาะสมกับถนนคดเคี้ยวในภูเขาและสภาพการขับขี่ในเมืองของไทย ในสภาพอากาศร้อนของประเทศไทย การออกแบบน้ำหนักเบายังช่วยลดการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงอีกด้วย พร้อมด้วยเครื่องยนต์เทอร์โบ 1.75 ลิตร ที่ให้กำลังสูงถึง 240 แรงม้า ทำให้ทั้งสมรรถนะและประสิทธิภาพไปด้วยกันได้ดี สำหรับคนไทยแล้ว คันนี้มีค่าดูแลรักษาที่ค่อนข้างต่ำ แถมดีไซน์เฉพาะตัวยังดึงดูดความสนใจในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ไม่ยาก แต่อย่าลืมว่าสภาพอากาศที่ทั้งร้อนและชื้นของไทยอาจส่งผลต่อการดูแลรถ แนะนำให้ตรวจสอบชิ้นส่วนยางและระบบระบายความร้อนเป็นประจำเพื่อให้รถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพเสมอ
Q
ความแตกต่างระหว่าง Alfa Romeo 4C Spider และ Coupé คืออะไร?
ความแตกต่างหลักระหว่าง Alfa Romeo 4C Spider และ Coupé อยู่ที่โครงสร้างตัวถังครับ Spider เป็นรุ่นเปิดประทุนหลังคาสามารถถอดได้แบบผ้าใบ เหมาะกับสภาพอากาศร้อนๆ แบบไทยๆ ที่อยากสัมผัสประสบการณ์ขับขี่แบบเปิดโล่ง ส่วน Coupé เป็นรุ่นหลังคาคงที่แบบแข็ง ทำให้โครงสร้างตัวถังแข็งแรงกว่า เหมาะกับคนที่เน้นสมรรถนะการขับขี่แบบเต็มตัว ทั้งสองรุ่นใช้เครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จ 1.75 ลิตร ร่วมกับเกียร์คลัทช์คู่ ให้กำลังส่งเท่ากัน แต่ Spider มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นนิดหน่อยจากโครงสร้างหลังคาเปิด ทำให้การเร่งอาจสู้ Coupé ไม่ค่อยได้ ตลาดไทยนิยม Spider มากกว่าเพราะดีไซน์เปิดประทุนเหมาะกับอากาศร้อนแถมยังดูโดดเด่นด้วยสไตล์อิตาเลียนบนถนนไทย ส่วนเรื่องขับขี่ ทั้งคู่ใช้โครงสร้างตัวถัง แบบคาร์บอนไฟเบอร์ที่น้ำหนักเบา ทำให้เข้าโค้งบนถนนภูเขาของไทยได้อย่างคล่องตัว แต่ต้องระวังเรื่องการดูแลรักษาหลังคาผ้าใบของ Spider นะครับ เพราะทั้งความร้อนและฝนของไทยอาจทำให้ชิ้นส่วนเหล่านี้เสื่อมสภาพเร็ว แนะนำให้เข้าศูนย์บริการเป็นประจำ ถึงแม้ทั้งสองรุ่นจะไม่ใช่รถที่เห็นบ่อยๆ ในไทย แต่ด้วยความสวยงามแบบอิตาลีและความสนุกในการขับขี่ ก็ยังดึงดูดคนที่ชอบความแตกต่างอยู่ดี
Q
Alfa Romeo 4C เป็นระบบขับเคลื่อนล้อหน้าหรือไม่?
Alfa Romeo 4C ไม่ใช่รถขับเคลื่อนล้อหน้า (FWD) แต่เป็นรถสปอร์ตแท้ๆ ที่ใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหลังแบบเครื่องกลาง (MR) โดยมีการออกแบบวางเครื่องยนต์ไว้ด้านหลังห้องโดยสาร ช่วยให้การกระจายน้ำหนักใกล้เคียงสมบูรณ์แบบที่ 50:50 ซึ่งเหมาะมากกับถนนคดเคี้ยวในไทย เช่น ถนนดอยสุเทพในเชียงใหม่หรือเส้นทางขึ้นเขาที่หัวหิน ตัวถังคาร์บอนไฟเบอร์แบบโมโนค็อกทำให้รถน้ำหนักเพียง 895 กิโลกรัม คู่กับเครื่องยนต์เทอร์โบ 1.75 ลิตร ที่ยังคงสมรรถนะ 240 แรงม้าได้แม้ในอากาศร้อนของไทย ระบบช่วงล่างอลูมิเนียมก็ตอบสนองได้ดีกับถนนขรุขระที่พบได้บ่อยในไทย ที่น่าสนใจคือ4C ที่นำเข้าจากประเทศไทยนั้นมาพร้อมกับการกำหนดค่าเขตร้อนเช่นเครื่องปรับอากาศอัตโนมัติและแป้นเหยียบอลูมิเนียมเป็นมาตรฐาน แต่ต้องระวังในการเปลี่ยนเลนส์ในกรุงเทพฯ เพราะมุมมองด้านหลังค่อนข้างจำกัด ถ้าเปรียบเทียบกับรถในระดับเดียวกันที่มีระบบขับเคลื่อนแบบใกล้เคียง เช่น Porsche 718 Cayman แต่ 4C จะให้ความรู้สึกการขับขี่แบบเครื่องกลแท้ๆ มากกว่า โดยระบบพวงมาลัยไฮดรอลิกให้ความรู้สึกตอบสนองจากพื้นถนนที่ตรงไปตรงมามากกว่าระบบพวงมาลัยไฟฟ้า ซึ่งจุดแข็งนี้จะเด่นชัดเมื่อใช้บนสนามแข่งในไทยอย่างบุรีรัมย์อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต
Q
มีการขาย Alfa Romeo 4C กี่คัน?
จากข้อมูลสาธารณะระบุว่า Alpha Romeo 4C ที่เปิดตัวในปี 2013 และหยุดผลิตในปี 2020 มียอดขายทั่วโลกประมาณ 9,000 คัน โดยไม่มีข้อมูลระบุชัดเจนเกี่ยวกับการกระจายตัวในแต่ละภูมิภาค แต่เนื่องจากเป็นรถสปอร์ตน้ำหนักเบาที่ผลิตจำนวนจำกัด ตลาดหลักจึงอยู่ในยุโรป อเมริกาเหนือ และบางส่วนของเอเชีย รวมถึงประเทศไทยที่นำเข้าเข้ามาบ้างเล็กน้อย สำหรับตลาดไทย 4C เป็นที่สนใจในหมู่คนรักรถสปอร์ตเนื่องจากดีไซน์อิตาเลียน พร้อมโครงสร้างโมโนค็อกคาร์บอนไฟเบอร์และระบบขับเคลื่อนกลาง-หลัง อย่างไรก็ตาม ด้วยราคาที่ค่อนข้างสูง (ประมาณ 10 ล้านบาทขึ้นไป) และการเป็นรถเฉพาะกลุ่ม ทำให้คาดว่ามีจำนวนในประเทศไทยเพียงไม่กี่สิบคันเท่านั้น
ที่น่าสนใจคือ เครื่องยนต์ 1.75T ร่วมกับเกียร์คู่ของ 4C ยังคงทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแม้ในสภาพอากาศร้อนของไทย และขนาดที่กะทัดรัดก็เหมาะกับถนนแคบๆในกรุงเทพฯ แต่การซ่อมบำรุงหลังการขายต้องผ่านช่องทางอาชีพอย่าง Buriram Motor ผู้นำเข้าอย่างเป็นทางการ สำหรับคนที่สนใจซื้อมือสอง ควรสังเกตว่ารุ่นหลังปี 2017 มีการอัพเกรดระบบช่วงล่างเพื่อความนุ่มสบายมากขึ้น แต่โดยรวมยังคงเน้นประสบการณ์การขับที่แข็งกร้าวเหมือนเดิม
Q
ทำไม Alfa 4C ถึงถูกยุติการผลิต?
เหตุที่ Alfa Romeo 4C ต้องยุติการผลิตนั้น หลักๆมาจากการที่ตัวรถถูกออกแบบมาเฉพาะกลุ่มและมีต้นทุนการผลิตที่สูง แม้ว่ารถสปอร์ตระบบขับเคลื่อนล้อหลังแบบมิดชิปตัวนี้จะโดดเด่นในเรื่องการควบคุมด้วยโครงสร้างตัวถังคาร์บอนไฟเบอร์โมโนค็อกและการออกแบบน้ำหนักเบา (เพียง 895 กิโลกรัม) แต่พื้นที่ภายในที่คับแคบและการออกแบบที่ไม่ค่อยใช้งานได้จริงทำให้ตอบโจทย์ตลาดกระแสหลักได้ยาก โดยเฉพาะในประเทศเขตร้อนอย่างประเทศไทยที่การออกแบบต่างๆ เช่น การไม่มีปุ่มกดของเครื่องปรับอากาศช่วยลดความสะดวกในการใช้งานในชีวิตประจำวัน หลังจากเปิดตัวในปี 2013 ยอดขายทั่วโลกของรุ่นนี้อยู่ที่เพียงประมาณพันคันต่อปีติดต่อกันเป็นเวลานาน จึงไม่สามารถสร้างผลประโยชน์จากขนาดการผลิตได้ นอกจากนี้การกระจายทรัพยากรไปยังแบรนด์อื่นๆ ในกลุ่มอย่างมาสเซราตียังส่งผลต่อการพัฒนาของรุ่นนี้อีกด้วย ที่น่าสนใจคือตลาดไทยมีความต้องการรถสปอร์ตสมรรถนะสูงขนาดเล็กจำพวกนี้ค่อนข้างจำกัด โดยผู้บริโภคไทยนิยมรถปิกอัพและ SUV ที่ใช้งานได้จริงมากกว่า แต่การหยุดผลิต 4C ไม่ได้หมายความว่า Alfa Romeo จะเลิกผลิตรถสปอร์ตสนุกสนาน เพราะยังมีรุ่นต่อมาอย่าง Giulia Quadrifoglio ที่สืบทอด DNA การขับขี่สมรรถนะสูง ส่วนลูกค้าไทยที่ต้องการความสนุกในการขับขี่อาจจะหันไปสนใจรุ่นใหม่อย่าง Tonale ที่กำลังจะเข้ามา ซึ่งเป็นรถพลังงานใหม่ที่ยังคงความสนุกในการขับขี่แบบ Alfa Romeo แต่ถูกออกแบบมาให้เหมาะกับสภาพถนนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากกว่า
Q
Alfa Romeo 4C ทำมาจากวัสดุอะไรบ้าง?
Alfa Romeo 4C เป็นรถสปอร์ตที่โดดเด่นในเรื่องความเบาและสมรรถนะสูง ตัวถังออกแบบมาโดยใช้โครงสร้างคาร์บอนไฟเบอร์โมโนค็อก ซึ่งไม่เพียงแต่แข็งแกร่งเท่านั้น แต่ยังช่วยลดน้ำหนักรถได้อย่างมาก ทำให้รถมีน้ำหนักรวมอยู่ที่ประมาณ 895 กิโลกรัม เมื่อจับคู่กับเครื่องยนต์เทอร์โบ 1.75 ลิตร ก็จะให้สมรรถนะด้านกำลังและความคล่องตัวที่ยอดเยี่ยม แผงตัวถังยังใช้วัสดุคอมโพสิต SMC เพื่อลดน้ำหนักและเพิ่มความทนทานอีกด้วย ในสภาพอากาศร้อนชื้นของไทย คุณสมบัติต้านการกัดกร่อนและทนความร้อนสูงของวัสดุเหล่านี้ยังช่วยรักษาประสิทธิภาพการใช้งานในระยะยาวได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ระบบช่วงล่างของ 4C ยังใช้อลูมิเนียมเพื่อให้ได้ความเบาและความแข็งแรงที่เหมาะสม เหมาะกับสภาพถนนทั้งในเมืองและทางเขาของไทย สำหรับคนรักรถไทย ดีไซน์และการเลือกวัสดุของ 4C สะท้อนถึงความปราณีตของรถสปอร์ตอิตาลี ขนาดที่กะทัดรัดยังทำให้ขับเคลื่อนในเมืองอย่างกรุงเทพฯ ที่การจราจรหนาแน่นได้อย่างคล่องตัว ถ้าสนใจรถสปอร์ตแนวนี้ ลองดูรุ่นอื่นๆ ที่ใช้เทคโนโลยีคล้ายกันอย่าง Porsche 718 Cayman หรือ Lotus Elise ที่ให้ความสำคัญกับความสมดุลระหว่างวัสดุและสมรรถนะเหมือนกัน
Q
จำนวนการผลิต Alfa Romeo 4C คือเท่าไหร่?
Alfa Romeo 4C เป็นรถสปอร์ตผลิตจำกัดทั่วโลกมีประมาณ 9,000 คัน แบ่งเป็นรุ่นคูเป้ประมาณ 7,000 คันกับรุ่นสไปเดอร์อีก 2,000 คัน รุ่นนี้โดดเด่นด้วยโครงสร้างคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบาและการออกแบบสไตล์อิตาเลียนคลาสสิก แม้ว่าตลาดไทยจะไม่ใช่ตลาดหลักแต่ก็สามารถหาซื้อได้บ้างผ่านการนำเข้าแบบคู่ขนาน เครื่องยนต์ 1.75 ลิตรเทอร์โบชาร์จให้กำลัง 240 แรงม้า คู่กับเกียร์คลัทช์คู่ ให้ความรู้สึกขับขี่ที่แม่นยำ เหมาะสำหรับคนรักรถที่เน้นความสนุกในการขับ ในสภาพอากาศร้อนชื้นแบบไทย เจ้าของควรดูแลโครงสร้างคาร์บอนไฟเบอร์เป็นพิเศษ ด้วยจำนวนการผลิตที่น้อยทำให้รถรุ่นนี้มีมูลค่าค่อนข้างสูงในตลาดมือสอง แต่ควรคำนึงถึงปัญหาอะไหล่ที่อาจต้องรอนานด้วย
รถยอดนิยม
รุ่นปีรถยนต์
เปรียบเทียบรถยนต์
รูปภาพรถ
Q&A ล่าสุด
Q
ABS Rubber คืออะไร?
ABS rubber (Acrylonitrile Butadiene Styrene) เป็นวัสดุพลาสติกที่ทนทานและแข็งแรง สามารถทนต่อแรงกระแทกได้ดี มันเป็นการผสมผสานระหว่างวัสดุสังเคราะห์หลายชนิด (อะคริโลไนไทรล์, บิวทาไดอีน และ สไตรีน) ที่ทำให้ ABS มีคุณสมบัติพิเศษ เช่น ความทนต่อการกัดกร่อน ความทนต่อความร้อน และสามารถขึ้นรูปหรือผลิตเป็นรูปร่างต่าง ๆ ได้ง่าย อีกทั้งยังมีน้ำหนักเบา นิยมใช้งานในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น การผลิตอะไหล่รถยนต์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ของเล่น และเครื่องใช้ในครัวเรือน เป็นต้น
พลาสติก ABS เป็นพลาสติกวิศวกรรมเทอร์โมพลาสติกที่เกิดจากการโคพอลิเมอไรเซชันของอะคริโลไนไตรล์ บิวทาไดอีน และสไตรีน มีคุณสมบัติความแข็งแรงสูง ทนการกระแทกได้ดี และสามารถแปรรูปได้ง่าย คุณสมบัติทางกายภาพโดยรวม ได้แก่ ความต้านทานต่อสารเคมี ทนความร้อนได้ (ช่วงอุณหภูมิที่เหมาะสม -40℃ ถึง 100℃) และพื้นผิวที่เหมาะสำหรับการชุบโลหะหรือทาสี
ในอุตสาหกรรมยานยนต์ ABS นิยมใช้ในชิ้นส่วนต่างๆ เช่น พวงมาลัย แผงหน้าปัด และกันชน เป็นต้น โดยผ่านเทคโนโลยีการปรับปรุงคุณสมบัติ (เช่น การผสมกับวัสดุ PC หรือ PA) สามารถเพิ่มความทนความร้อนและความแข็งแรงทางกลได้ เพื่อตอบสนองความต้องการของชิ้นส่วนต่างๆ
วัสดุนี้มีความหนาแน่นประมาณ 1.05 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร ดูดซึมน้ำน้อย แต่ต้องอบแห้งก่อนการแปรรูปเพื่อป้องกันข้อบกพร่อง มีสมบัติเป็นฉนวนไฟฟ้าที่ดีและคุ้มค่าต้นทุน แต่ต้องป้องกันรังสียูวีเพื่อชะลอการเสื่อมสภาพเมื่อใช้กลางแจ้ง
อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการฉีดขึ้นรูป ABS คือ 200-240℃ และอุณหภูมิแม่พิมพ์ 50-80℃ เพื่อให้ได้ผิวสัมผัสที่ดี นอกจากนี้ การปรับปรุงให้ทนไฟและป้องกันไฟฟ้าสถิตยังช่วยขยายการใช้งานในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าได้อีกด้วย
Q
อะไรดีกว่า: ABS หรือ CBS?
ABS และ CBS เป็นระบบเบรกสองระบบที่แตกต่างกัน โดยแต่ละระบบมีสถานการณ์ใช้งานและข้อได้เปรียบที่เหมาะสมด้วยกัน
ABS (ระบบเบรกป้องกันล้อจับตาย) ทำงานโดยการตรวจสอบความเร็วล้อแบบเรียลไทม์ เมื่อเบรกฉุกเฉินจะปรับแรงเบรกอัตโนมัติ เพื่อป้องกันล้อจับตาย จึงทำให้รถยึดตัวได้และลดระยะทางเบรกลง โดยเฉพาะเหมาะสำหรับการขับขี่ความเร็วสูงหรือถนนชื้น
CBS (ระบบเบรกเชื่อมโยง) ทำงานโดยวิธีกลหรือไฮดรอลิกเพื่อแจกแจงแรงเบรกอย่างเหมาะสมไปยังล้อหน้าและล้อหลัง เพื่อปรับปรุงสมดุลเบรกในขณะความเร็วต่ำ แต่ไม่สามารถป้องกันล้อจับตายได้ มากกว่าเหมาะสำหรับการขับขี่ทางเมืองความเร็วต่ำหรือรถรุ่นงบประมาณจำกัด
จากด้านความปลอดภัย ABS มีประสิทธิภาพดีกว่าในถนนซับซ้อน แต่ค่าใช้จ่ายสูง ปกติปรากฏในรถรุ่นกลางและสูงขนาดใหญ่ CBS มีโครงสร้างง่าย ค่าใช้จ่ายบำรุงรักษาต่ำ มักพบในรถจักรยานยนต์ขนาดเครื่องเล็กหรือรถประหยัด
ถ้าคุณมักขับรถทางไกลหรือสภาพแวดล้อมการขับขี่แปรผัน แนะนำให้เลือก ABS เป็นอันดับแรก ถ้าต้องการใช้สำหรับขับขี่ทางสั้นและความเร็วต่ำ CBS ก็สามารถตอบสนองความต้องการพื้นฐานได้แล้ว
ต้องระวังว่า ทั้งสองระบบไม่ได้ขัดแย้งกัน บางรุ่นรถจะติดตั้งทั้งสองระบบเพื่อครอบคลุมสถานการณ์ต่างๆ เมื่อซื้อรถควรพิจารณาจากความต้องการใช้รถจริงและงบประมาณอย่างครอบคลุม
Q
วัสดุ ABS ดีหรือไม่?
ABS เป็นพลาสติกวิศวกรรมประสิทธิภาพสูงที่เกิดจากการพอลิเมอไรเซชันร่วมของอะคริโลไนไตรล์ บิวทาไดอีน และสไตรีน มีคุณสมบัติเด่นคือมีความแข็งแรงเชิงกลสูง ทนต่อสารเคมีได้ดี และขึ้นรูปได้ง่าย มีความทนทานต่อแรงกระแทกสูง สามารถคงความเหนียวได้แม้ที่อุณหภูมิ -40°C ทำให้เหมาะสำหรับการผลิตแผงหน้าปัดรถยนต์ กันชน และชิ้นส่วนอื่นๆ ที่ต้องทนต่อแรงภายนอก ABS มีความมันเงาสูง ทำให้สามารถตกแต่งพื้นผิวได้หลากหลายด้วยการชุบด้วยไฟฟ้าและการพ่นสี นอกจากนี้ยังมีความคงตัวของขนาดที่ดีและดูดซับน้ำได้น้อย ทำให้เหมาะสำหรับการฉีดขึ้นรูปที่มีความแม่นยำสูง อย่างไรก็ตาม ABS มีความทนทานต่อสภาพอากาศต่ำ การสัมผัสกับรังสีอัลตราไวโอเลตเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดการเหลืองและเปราะแตกได้ จึงต้องเติมสารป้องกันรังสียูวี ความทนทานต่อความร้อนก็มีจำกัด อุณหภูมิสูงอาจทำให้เกิดการเสียรูป ซึ่งโดยทั่วไปจะแก้ไขได้โดยการเติมสารทนความร้อนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพให้ทนได้ถึงประมาณ 100°C ยิ่งไปกว่านั้น ABS ยังไวต่อตัวทำละลายอินทรีย์ เช่น คีโตนและไฮโดรคาร์บอนคลอริเนต ทำให้เกิดการแตกร้าวจากความเค้นได้ง่าย ในแง่ของต้นทุน ABS มีราคาแพงกว่าโพลีโพรพีลีน แต่ถูกกว่าพลาสติกประสิทธิภาพสูงส่วนใหญ่ จึงถือว่าคุ้มค่า เทคนิคการดัดแปลงในปัจจุบันสามารถปรับปรุงคุณสมบัติการหน่วงไฟ (เช่น การได้ระดับ V-0) และการนำไฟฟ้า (โดยการเติมเส้นใยกราไฟต์) ได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะช่วยขยายการใช้งานในชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์และสาขาอื่นๆ โดยรวมแล้ว ABS ยังคงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ เนื่องจากคุณสมบัติทางกายภาพที่สมดุลและข้อได้เปรียบในการแปรรูป แต่จำเป็นต้องมีการปรับปรุงสูตรให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมการใช้งานเฉพาะ
Q
ระบบเบรก ABS จำเป็นสำหรับรถจักรยานยนต์หรือไม่?
ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) เป็นอุปกรณ์ความปลอดภัยที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับรถจักรยานยนต์ ความสามารถหลักของมันคือการตรวจสอบความเร็วของล้อแบบเรียลไทม์ผ่านหน่วยควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ และเมื่อเบรกกะทันหันจะปรับแรงเบรกแบบไดนามิกด้วยความถี่หลายสิบครั้งต่อวินาที เพื่อป้องกันไม่ให้ล้อล็อกสนิท
กลไกนี้สามารถทำให้รถจักรยานยนต์รักษาอัตราการลื่นไถล (slip rate) ประมาณ 20% บนพื้นถนนลื่นหรือในสถานการณ์ฉุกเฉินได้ ไม่เพียงช่วยลดระยะเบรก (บนถนนแห้งประมาณ 10%-15% และบนถนนที่มีน้ำแข็งหรือหิมะสามารถลดได้ถึง 30%) แต่ยังรักษาความสามารถในการบังคับเลี้ยวได้ประมาณ 85% และลดความเสี่ยงของการลื่นไถลด้านข้างหรือการหมุนเสียหลัก (tailspin) ได้อย่างมีนัยสำคัญ
ระบบ ABS ในยุคปัจจุบันมักรวมฟังก์ชันการกระจายแรงเบรกอิเล็กทรอนิกส์ (EBD) เข้าไว้ด้วย และปรับปรุงการกระจายแรงเบรกผ่านการควบคุมแบบสี่ช่องทางอิสระ ตัวอย่างเช่น รุ่นระดับกลางและสูงของฮอนด้าและยี่ห้ออื่นๆ ได้ติดตั้งระบบนี้เป็นมาตรฐาน
ควรทราบว่าแม้ระบบ ABS อาจทำให้ระยะเบรกยาวขึ้นในสภาพถนนที่ยากลำบาก เช่น ถนนโคลนหรือน้ำแข็ง แต่จะยังคงรักษาความสามารถในการควบคุมทิศทางได้เสมอ ในการบำรุงรักษาปกติ ต้องทำความสะอาดเซนเซอร์วัดความเร็วล้อเป็นประจำและตรวจสอบสภาพของเหลวเบรก
จากมุมมองด้านความปลอดภัย รถจักรยานยนต์ที่ติดตั้งระบบ ABS สามารถลดโอกาสการเสียการควบคุมทิศทางขณะเบรกกะทันหันได้ถึง 83% ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่
Q
ABS ในรถหมายถึงอะไร?
ABS หรือ Anti-lock Braking System (ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก) เป็นระบบความปลอดภัยที่ช่วยป้องกันไม่ให้ล้อล็อกและเกิดการลื่นไถลขณะเบรกกะทันหัน หรือในสถานการณ์ที่ถนนลื่น โดยระบบนี้จะควบคุมแรงดันของเบรกในแต่ละล้อ เพื่อให้รถสามารถควบคุมทิศทางได้ดียิ่งขึ้นและเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่
ระบบเบรกป้องกันล็อกวงล้อ (ABS) เป็นเทคโนโลยีความปลอดภัยที่สำคัญของรถยนต์สมัยใหม่ โดยใช้เซ็นเซอร์ความเร็ววงล้อตรวจจับความเร็วของแต่ละวงล้อแบบเรียลไทม์ เมื่อหน่วยควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ (ECU) ตรวจพบว่าวงล้อกำลังจะล็อกขึ้น จะปรับความดันเบรกด้วยความถี่สูง 60-120 ครั้งต่อวินาที เพื่อให้วงล้ออยู่ในสภาพอุดมคติที่มีอัตราการไถล 15%-20% ซึ่งไม่เพียงแต่หลีกเลี่ยงการล็อกทั้งหมด แต่ยังรักษาความยึดเกาะสูงสุดได้อีกด้วย
ระบบนี้ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถรักษาความสามารถในการควบคุมทิศทางได้เมื่อเบรกฉุกเฉิน ลดความเสี่ยงของการลื่นด้านมากกว่า 40% บนถนนที่ชื้นลื่น และป้องกันการไถลของยางเพื่อปกป้องผิวยางได้ในเวลาเดียวกัน
ส่วนประกอบหลักของระบบ ได้แก่เซ็นเซอร์อิสระทั้งสี่วงล้อ หน่วยประมวลผล ECU 32 บิต และโมดูลปรับไฮดรอลิก การสั่นของปุ่มเบรกและเสียงมอเตอร์ในขณะทำงานเป็นการตอบสนองปกติ
สิ่งที่ต้องระวังคือ บนถนนที่มีความยึดเกาะต่ำ เช่น ทะเลทรายหรือหิมะ อาจทำให้ระยะทางเบรกยาวขึ้น ถ้าไฟแจ้งข้อผิดพลาด ABS ติดต่อเนื่องก็ต้องตรวจซ่อมทันที
ปัจจุบันระบบนี้ได้กลายเป็นสิ่งที่มาพร้อมมาตรฐานในรถยนต์ผู้โดยสาร การใช้งานอย่างถูกต้องสามารถเพิ่มความสามารถในการหลีกเลี่ยงอันตรายในสภาพถนนซับซ้อนได้อย่างมีนัยสำคัญ ในขณะขับขี่ประจำวันควรหลีกเลี่ยงการเบรกแบบจุดจุ่มด้วยมือที่จะรบกวนการปรับอัตโนมัติของระบบ
ดูเพิ่มเติมข่าวที่เกี่ยวข้อง

Alfa Romeo Giulia Quadrifoglio ผ่อนเริ่มต้น 29,xxx บาทต่อเดือน
AshleyFeb 6, 2026

แผนผ่อนชำระ Alfa Romeo Giulia งวดละขั้นต่ำเพียง 15,xxx บาทไทย
LienJan 7, 2026

Alfa Romeo Tonale รับข้อเสนอพิเศษเมื่อซื้อวันนี้! แบ่งชำระง่าย เพียง 17,xxx บาทต่อเดือน! จำนวนมีจำกัด!
LienDec 12, 2025

ตารางผ่อน Alfa Romeo Stelvio เพียง 16,xxx บาทต่อเดือน
สุรเดชDec 12, 2025

แผนการซื้อรถผ่านการผ่อน Alfa Romeo Stelvio Quadrifoglio ต่ำสุดที่ 30,xxx บาทต่อเดือน
ธนวัฒน์Dec 12, 2025
ดูเพิ่มเติม


ข้อดี
ข้อเสีย