Q
ควรเปลี่ยนยางที่ใช้งานมาแล้ว 4 ปีหรือไม่
ในสภาพอากาศร้อนชื้นและมีฝนตกบ่อยของประเทศไทย การจะตัดสินใจเปลี่ยนยางที่ใช้งานมาแล้ว 4 ปีหรือไม่ ต้องพิจารณาหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น ระดับการสึกหรอของดอกยาง สภาพการเสื่อมอายุของยาง และระยะทางที่ใช้งาน ยางรถยนต์ในไทยที่ต้องเผชิญกับความร้อนสูงเป็นประจำอาจเสื่อมสภาพเร็วขึ้น แนะนำให้ตรวจสอบความลึกของดอกยางเป็นประจำ (ไม่ควรต่ำกว่า 1.6 มม.) ตรวจสอบรอยแตกหรือรอยโป่งที่แก้มยาง รวมถึงควรดูวันที่ผลิตยาง (ตัวเลข 4 หลักหลังรหัส DOT บอกสัปดาห์และปีที่ผลิต) แม้ดอกยางจะยังใช้งานได้ แต่หากยางมีอายุเกิน 5 ปีก็ควรประเมินสภาพอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะช่วงฤดูฝนของไทยที่ถนนลื่น ยางต้องมีคุณสมบัติในการรีดน้ำได้ดี หากขับทางไกลบ่อยหรือต้องใช้เส้นทางภูเขา แนะนำให้เปลี่ยนยางล่วงหน้าเพื่อความปลอดภัย ยางแต่ละยี่ห้อมีจุดเด่นเรื่องความทนทานต่อการสึกหรอและทนความร้อนแตกต่างกัน ควรเลือกยางที่เหมาะกับการใช้งานในไทย พร้อมทั้งตรวจสอบศูนย์ล้อและความดันลมยางสม่ำเสมอ จะช่วยยืดอายุการใช้งานยางได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ข้อความพิเศษ: เนื้อหานี้โพสต์โดยผู้ใช้ และไม่ได้แสดงถึงมุมมองและจุดยืนของ PCauto
ประเภทรถยอดนิยม
รถยอดนิยม
รุ่นปีรถยนต์
เปรียบเทียบรถยนต์
รูปภาพรถ
Q&A ล่าสุด
Q
2023 CR-V คุ้มค่าที่จะซื้อหรือไม่?
รุ่น CR-V ปี 2023 เป็นรถยนต์ที่คุ้มค่าการซื้อในตลาดไทย โดยมีตัวเลือกระบบขับเคลื่อน 2 แบบ ได้แก่ 1.5T เทอร์โบชาร์จ และ e:HEV ไฮบริด ซึ่งมีช่วงราคาอยู่ที่ 1,419,000 ถึง 1,729,000 บาท สามารถตอบสนองความต้องการด้านงบประมาณที่แตกต่างกัน
ระบบความปลอดภัยครบครัน ทุกรุ่นมาพร้อมระบบ Honda SENSING (รวมถึงระบบช่วยรักษาช่องทางเดินรถ, ระบบเตือนเมื่อออกจากช่องทางเดินรถ, ระบบเบรกอัตโนมัติ ฯลฯ) และถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่
พื้นที่ภายในรถมีความยืดหยุ่น ระยะฐานล้อ 2,700 มิลลิเมตร มีให้เลือกทั้งแบบ 5 ที่นั่งและ 7 ที่นั่ง โดยที่นั่งแถวหลังมีความสบาย เหมาะสำหรับครอบครัวหรือการเดินทางเป็นกลุ่ม
ในด้านสมรรถนะ รุ่น 1.5T มีกำลังสูงสุด 140 กิโลวัตต์ (190 แรงม้า) และแรงบิดสูงสุด 240 นิวตัน-เมตร ส่วนรุ่นไฮบริดมีกำลังรวม 207 แรงม้า และแรงบิดรวม 335 นิวตัน-เมตร โดยมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงตามมาตรฐานเพียง 4.8 ลิตร/100 กิโลเมตร ซึ่งรวมความสมดุลระหว่างสมรรถนะและประหยัดน้ำมัน โดยเฉพาะเหมาะกับสภาพการจราจรที่ติดขัดในไทย
ด้านอุปกรณ์มาตรฐาน ทุกรุ่นติดตั้งหน้าจอสัมผัสขนาด 9 นิ้ว, เครื่องปรับอากาศแถวหลัง, ระบบช่วยจอดรถอัตโนมัติ เป็นต้น ส่วนรุ่นท็อปยังมีอุปกรณ์เสริม เช่น ระบบเสียง Bose, กล้องรอบทิศทาง 360 องศา เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งาน
นอกจากนี้ ในฐานะรถ SUV ยอดนิยมจากฮอนด้า ที่มีชื่อเสียงด้านความน่าเชื่อถือและระบบบริการหลังการขายที่ครบวงจร จึงเพิ่มมูลค่าในการเป็นเจ้าของอีกด้วย
สำหรับผู้ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย พื้นที่ใช้สอย และประหยัดน้ำมัน รุ่น CR-V ปี 2023 ถือเป็นตัวเลือกที่ดีในตลาดรถ SUV ระดับกลาง
Q
รถ Honda CR-V ปี 2023 จะใช้งานได้นานแค่ไหน?
รถฮอนด้า CR-V รุ่น 2023 ถ้ามีการบำรุงรักษาที่เหมาะสมและไม่มีอุบัติเหตุร้ายแรงหรือถูกน้ำท่วม อายุการใช้งานโดยปกติสามารถอยู่ที่ 15 ถึง 20 ปี อายุการใช้งานของเครื่องยนต์ประมาณ 300,000 ถึง 400,000 กิโลเมตร และเกียร์ CVT ที่ได้รับการบำรุงรักษาอย่างเหมาะสมสามารถใช้งานได้ประมาณ 300,000 กิโลเมตร สำหรับรุ่นไฮบริด ระยะเวลารับประกันแบตเตอรี่คือ 10 ปีหรือ 200,000 กิโลเมตร อายุการใช้งานจริงทั่วไปอยู่ระหว่าง 5 ถึง 15 ปี
อายุการใช้งานที่แท้จริงของรถยังขึ้นอยู่กับนิสัยการขับขี่ สภาพถนน และความถี่ในการบำรุงรักษา การบำรุงรักษาพื้นฐานเป็นประจำ (เช่น เปลี่ยนน้ำมันเครื่องสังเคราะห์ทุก 5,000 กิโลเมตรหรือทุก 6 เดือน เปลี่ยนน้ำมันเกียร์ทุก 40,000 ถึง 60,000 กิโลเมตร และตรวจสอบระบบระบายความร้อนเป็นประจำ เป็นต้น) จะช่วยยืดอายุการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ รุ่นนี้ยังมีอัตราการรักษามูลค่าสูง หลังจากใช้งานมานานก็ยังมีมูลค่าคงเหลือที่น่าพอใจ ความน่าเชื่อถือโดยรวมดี มีปัญหาน้อย และค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาอยู่ในระดับปานกลาง จึงเป็นตัวเลือกที่น่าเชื่อถือสำหรับรถครอบครัว
Q
“ปี 2023 เป็นปีที่ดีในการซื้อรถหรือไม่?”
การซื้อรถยนต์ในประเทศไทยปี 2023 นั้นเหมาะสมหรือไม่ ต้องพิจารณาจากความต้องการส่วนบุคคลอย่างครอบคลุม
หากอาศัยอยู่เป็นระยะยาวและระบบขนส่งสาธารณะไม่สะดวก (เช่น การพาบุตรไปโรงเรียนหรือการเดินทางประจำวันที่ต้องพึ่งพารถส่วนตัว) การซื้อรถจะคุ้มค่ามากกว่าการเรียกใช้บริการแท็กซี่บ่อยครั้ง
แต่ควรระวังว่าราคารถยนต์ในท้องถิ่นค่อนข้างสูง โดยเฉพาะรถยนต์นำเข้าที่อาจต้องเสียภาษีนำเข้าสูงถึง 200% จึงแนะนำให้เลือกรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ เช่น โตโยต้า ฮอนด้า เนื่องจากมีอะไหล่พร้อมจำหน่ายและค่าบำรุงรักษาต่ำกว่า
ตลาดรถมือสองแม้จะมีข้อได้เปรียบด้านราคา แต่รถส่วนใหญ่มีอายุการใช้งานนาน (มักถึง 6-7 ปี) และบางรุ่นที่เป็นที่นิยมอาจมีราคาสูงกว่ารถใหม่บางรุ่น จึงควรซื้อผ่านช่องทางที่ถูกต้องและตรวจสอบประวัติรถอย่างละเอียด
นอกจากนี้ ยังต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษารถ ซึ่งรวมถึงภาษีรถยนต์รายปี 800-10,000 บาท ประกันภัยภาคบังคับประมาณ 1,000 บาท และประกันภัยส่วนบุคคล 10,000-25,000 บาท
หากมีความจำเป็นต้องใช้รถอย่างชัดเจนและมีการวางแผนค่าใช้จ่ายที่ดีแล้ว ในปี 2023 ก็สามารถพิจารณาซื้อรถได้ แต่ควรเลือกรุ่นรถและช่องทางการซื้ออย่างรอบคอบเพื่อให้ได้ประโยชน์คุ้มค่า
Q
เครื่องยนต์ใน Honda CR-V 2023 เป็นแบบไหน?
ฮอนด้า CR-V รุ่น 2023 ในตลาดไทยมีเครื่องยนต์ 2 ประเภท คือเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.5 ลิตร และระบบพลังงานไฮบริดน้ำมัน-ไฟฟ้า e:HEV ที่ประกอบด้วยเครื่องยนต์เบนซินแอตโมสเฟียร์ 2.0 ลิตร ร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว
เครื่องยนต์เทอร์โบ 1.5 ลิตร มีโครงสร้างแบบ 4 สูบเรียงตรง ใช้ระบบเทอร์โบชาร์จเจอร์ ผลิตกำลังสูงสุด 140 กิโลวัตต์ (190 แรงม้า) แรงบิดสูงสุด 240 นิวตัน-เมตร ทำงานร่วมกับเกียร์ CVT และบางรุ่นมีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อให้เลือก
ส่วนเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร แบบแอตโมสเฟียร์ เป็นส่วนประกอบหลักของระบบไฮบริด ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ให้กำลังรวมระบบ 207 แรงม้า แรงบิดรวม 335 นิวตัน-เมตร ใช้เกียร์ E-CVT พร้อมโหมดขับขี่ 3 โหมด ได้แก่ EV Drive, Hybrid Drive และ Engine Drive สามารถเปลี่ยนโหมดตามสถานการณ์การขับขี่เพื่อสมดุลระหว่างสมรรถนะและประหยัดน้ำมัน
อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงรวมตามมาตรฐานอยู่ที่ 4.8 ลิตร/100 กิโลเมตร ตอบโจทย์ทั้งผู้ที่ต้องการสมรรถนะและการประหยัดน้ำมัน
Q
“2023 CR-V ขับขี่ในฤดูหนาวได้อย่างไร?”
2023 CR-V มีประสิทธิภาพที่น่าเชื่อถือในการขับขี่บนถนนลื่นหรือสภาพถนนที่ซับซ้อน บางรุ่นมาพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบเรียลไทม์ (Real-Time 4WD) และระยะห่างจากพื้นดินขั้นต่ำสูงสุด 208 มิลลิเมตร ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการขับผ่านและความมั่นคงบนถนนโคลนหรือถนนที่มีน้ำท่วมขังได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทุกรุ่นมาพร้อมระบบ Honda SENSING เทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะมาตรฐาน ซึ่งประกอบด้วยระบบเบรกอัตโนมัติ (Collision Mitigation Braking System) ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลน (Lane Departure Warning) และระบบตรวจสอบจุดบอด (Blind Spot Information System) ช่วยผู้ขับขี่ในการควบคุมรถบนถนนลื่นและลดความเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุ
รุ่นไฮบริดใช้ระบบมอเตอร์คู่ i-MMD ที่ให้แรงบิดที่ราบรื่นและทรงพลัง พร้อมการตอบสนองการเร่งที่เป็นเส้นตรงเมื่อเริ่มเคลื่อนตัว ช่วยลดโอกาสการลื่นไถลบนถนนลื่นได้ นอกจากนี้ ระบบช่วงล่างได้รับการปรับแต่งให้สมดุลระหว่างความสบายและความสามารถในการควบคุม ทำให้การขับขี่ยังคงนุ่มนวลแม้บนถนนขรุขระหรือลื่น
การออกแบบเหล่านี้เหมาะสำหรับสภาพถนนในประเทศไทยที่มีฝนชุก แต่ยังสามารถรองรับสถานการณ์การขับขี่บนถนนลื่นในฤดูหนาวได้เป็นอย่างดี และตอบสนองความต้องการทั้งการเดินทางประจำวันและการท่องเที่ยวแบบไม่หนักหน่วง พร้อมกันนี้ รุ่นไฮบริดยังมีประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม โดยอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงรวมตามมาตรฐานอยู่ที่เพียง 4.8 ลิตร/100 กิโลเมตร ช่วยลดความถี่ในการเติมน้ำมันและเพิ่มความสะดวกสบายในการเดินทางไกล
ดูเพิ่มเติมข้อมูลล่าสุด

ขับลื่น ๆ ในสไตล์ BMW 3 Series GT ด้วยระบบผ่อนสบายๆ! คลิกเลย!
พงศธรJan 28, 2026

ผ่อนเดือนละ 23,xxx บาท! เริ่มเป็นเจ้าของ BMW 2 Series Gran Coupe
AshleyJan 28, 2026

Mercedes-Benz เตรียมเปิดตัว S-Class รุ่นใหม่ 29 ม.ค. นี้
LienJan 28, 2026

คู่มือการเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้าระดับเริ่มต้น, MG 4 และ BYD Dolphin ควรเลือกคันไหนดี?
Kevin WongJan 28, 2026

Honda Zero Series SUV เปิดเกมใหม่ EV ฮอนด้า กับแพลตฟอร์ม “บาง เบา และฉลาด”
ณัฐวุฒิJan 28, 2026
ดูเพิ่มเติม


รุ่นรถ

