Q
เครื่องยนต์ถูกจัดประเภทอย่างไร?
เครื่องยนต์สามารถจำแนกได้หลายวิธีจากหลายมิติ โดยแบ่งตามประเภทเชื้อเพลิง มีเครื่องยนต์เบนซิน (รอบสูง สตาร์ทติดง่าย เหมาะสำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลทุกประเภท) เครื่องยนต์ดีเซล (แรงบิดสูง ประหยัดน้ำมัน ใช้ในรถยนต์เพื่อการพาณิชย์และรถ SUV ขนาดใหญ่เป็นส่วนใหญ่) เครื่องยนต์ก๊าซธรรมชาติ (ปล่อยมลพิษต่ำ ใช้ในรถโดยสารประจำทางและรถแท็กซี่) รวมถึงเครื่องยนต์ไฮบริด เครื่องยนต์ไฟฟ้าล้วน และเครื่องยนต์เซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน ซึ่งตอบสนองความต้องการด้านสิ่งแวดล้อมและระยะทางที่แตกต่างกัน โดยแบ่งตามวัฏจักรการทำงาน มีเครื่องยนต์สี่จังหวะ (ครบวงจรด้วยการดูด อัด เร่ง และคายไอเสีย เทคโนโลยีที่พัฒนาแล้วและใช้กันอย่างแพร่หลาย) และเครื่องยนต์สองจังหวะ (ครบวงจรในสองจังหวะ โครงสร้างเรียบง่าย แต่ประหยัดน้ำมันและปล่อยมลพิษน้อยกว่า ใช้ในอุปกรณ์ขนาดเล็กเป็นส่วนใหญ่) โดยแบ่งตามการจัดเรียงกระบอกสูบ เครื่องยนต์แบบแถวเรียงมีโครงสร้างเรียบง่ายและต้นทุนต่ำ เหมาะสำหรับรถยนต์ขนาดเล็กและขนาดกลาง เครื่องยนต์แบบตัววีมีขนาดกะทัดรัด รองรับกระบอกสูบได้มากขึ้นเพื่อเพิ่มกำลัง ใช้ในรถยนต์ขนาดกลางและขนาดใหญ่ เครื่องยนต์แบบวางนอนมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำและทำงานได้อย่างราบรื่น มักพบในรถยนต์ที่เน้นการควบคุม เครื่องยนต์แบบ W-type ส่วนใหญ่พบในรถยนต์หรูระดับไฮเอนด์ โดยแบ่งตามวิธีการดูดอากาศ เครื่องยนต์แบบดูดอากาศเองจะให้กำลังที่สม่ำเสมอและคงที่ เครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จจะเพิ่มกำลังโดยการอัดก๊าซไอเสีย และเครื่องยนต์ซูเปอร์ชาร์จจะให้แรงบิดที่เพียงพอในรอบต่ำ นอกจากนี้ยังสามารถแบ่งประเภทตามการเคลื่อนที่ของลูกสูบ (แบบลูกสูบ แบบหมุน เช่น เครื่องยนต์โรตารี่) วิธีการระบายความร้อน (การระบายความร้อนด้วยน้ำเป็นแบบทั่วไป การระบายความร้อนด้วยอากาศเหมาะสำหรับอุปกรณ์ขนาดเล็ก) จำนวนกระบอกสูบ (เครื่องยนต์สูบเดียวส่วนใหญ่ใช้ในรถจักรยานยนต์ เครื่องยนต์หลายสูบ เช่น เครื่องยนต์สามสูบและสี่สูบมักใช้ในรถยนต์) และตำแหน่งของเพลาลูกเบี้ยว (SOHC เหมาะสำหรับเครื่องยนต์ 2 วาล์ว DOHC เหมาะสำหรับเครื่องยนต์ความเร็วสูงหลายวาล์ว) เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น VTEC และ VVT-i เป็นการปรับปรุงบนพื้นฐานของการจำแนกประเภทพื้นฐานเหล่านี้ โดยปรับพารามิเตอร์ของวาล์วตามสภาวะการทำงานเพื่อเพิ่มกำลังและประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงให้ดียิ่งขึ้น
ข้อความพิเศษ: เนื้อหานี้โพสต์โดยผู้ใช้ และไม่ได้แสดงถึงมุมมองและจุดยืนของ PCauto
ประเภทรถยอดนิยม
รถยอดนิยม
รุ่นปีรถยนต์
เปรียบเทียบรถยนต์
รูปภาพรถ
Q&A ล่าสุด
Q
มีกี่ประเภทของเครื่องยนต์?
"มีกี่ประเภทของเครื่องยนต์?" มีความหมายเป็นภาษาจีนว่า "有多少种类型的发动机?" เครื่องยนต์สามารถจำแนกประเภทตามหลายมิติได้ดังนี้: ตามหลักการทำงานและประเภทของพลังงาน ส่วนใหญ่รวมถึงเครื่องยนต์สันดาปภายใน (เช่น เครื่องยนต์เบนซิน เครื่องยนต์ดีเซล เครื่องยนต์เชื้อเพลิงก๊าซ เครื่องยนต์เบนซินของโตโยต้า Yaris และเครื่องยนต์ดีเซลของอีซูซุ D-MAX ในตลาดไทยเป็นเครื่องยนต์สันดาปภายในที่พบได้ทั่วไป) เครื่องยนต์ไฟฟ้า (แหล่งพลังงานหลักของรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่); ตามลักษณะการเคลื่อนที่ของลูกสูบ แบ่งเป็นลูกสูบเคลื่อนที่กลับไปมา (ใช้กันอย่างกว้างขวางในอุตสาหกรรมยานยนต์) และลูกสูบหมุน; ตามจำนวนจังหวะการทำงาน แบ่งเป็นเครื่องยนต์4จังหวะ (เป็นที่นิยมหลักในรถยนต์) และเครื่องยนต์2จังหวะ; ตามวิธีการระบายความร้อน แบ่งเป็นเครื่องยนต์ระบายความร้อนด้วยน้ำ (รถยนต์ส่วนใหญ่ใช้) และเครื่องยนต์ระบายความร้อนด้วยอากาศ; ตามจำนวนกระบอกสูบ รวมถึงเครื่องยนต์กระบอกเดียวและเครื่องยนต์หลายกระบอก (เช่น 4กระบอก 6กระบอก ฯลฯ); ตามลักษณะการจัดเรียงกระบอกสูบ มีแบบเรียง แบบ V และแบบตรงข้าม ฯลฯ; ตามวิธีการจ่ายอากาศเข้า แบ่งเป็นเครื่องยนต์ดูดอากาศตามธรรมชาติและเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จ (เช่น เครื่องยนต์ดีเซล 1.9 เทอร์โบของอีซูซุ); นอกจากนี้ยังมีระบบไฮบริด (ผสมผสานเครื่องยนต์สันดาปภายในและเครื่องยนต์ไฟฟ้า ในตลาด xEV ของไทย HEV มีสัดส่วนสูงถึง 62% ซึ่งเป็นตัวเลือกหลักในช่วงเปลี่ยนผ่าน) และเซลล์เชื้อเพลิง ฯลฯ
ปัจจุบันตลาดรถยนต์ไทยกำลังก้าวสู่ยุคไฟฟ้า สัดส่วนการจำหน่ายรถ xEV สูงถึง 40.2% ในขณะที่เครื่องยนต์สันดาปแบบเดิมยังคงมีความสำคัญในกลุ่มรถกระบะ เป็นการสะท้อนถึงลักษณะของช่วงเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี
Q
`เครื่องยนต์ประเภทไหนดีที่สุด?`
ในตลาดไทย ไม่มีประเภทเครื่องยนต์ที่ "ดีที่สุด" อย่างแน่นอน ต้องเลือกตามสถานการณ์การใช้งาน เครื่องยนต์ไฮบริด (HEV) เป็นหนึ่งในทิศทางหลักในปัจจุบัน ในไตรมาสที่ 1 ปี 2025 ไฮบริดครองส่วนแบ่งตลาด xEV สูงถึง 62% เช่น โตโยต้า ยาริส ครอส ทุกเวอร์ชันเป็นไฮบริด มิตซูบิชิ XFORCE HEV มาพร้อมกับเครื่องยนต์สูบธรรมดา 1.6L ร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า (แรงบิดรวม 260N·m อัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน 4.1 ลิตร/100 กิโลเมตร) และระบบไฮบริด 1.5 ลิตร ของโตโยต้า YARIS ATIV HEV (เวอร์ชัน Premium มีอัตราประหยัดน้ำมัน 29.4 กิโลเมตร/ลิตร) เครื่องยนต์ประเภทนี้ให้ทั้งความประหยัดน้ำมันและความนุ่มนวลในการขับขี่ เหมาะสำหรับการเดินทางในเมืองและการใช้ชีวิตประจำวัน
เครื่องยนต์ดีเซลนั้นโดดเด่นในด้านการใช้งานเชิงพาณิชย์และการขับขี่ออฟโรด เครื่องยนต์ดีเซล 1.9T ของไอซูซุ (แรงบิดเพิ่มขึ้น 9% อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันลดลง 19%) มีเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่เพียงแต่ติดตั้งในรถพิคอัป D-MAX เท่านั้น แต่ยังมีการส่งออกเทคโนโลยีอีกด้วย รุ่นดีเซลของรถแทงก์ 500 มียอดขายเพิ่มขึ้นสองเท่าหลังจากเปิดตัว ลักษณะแรงบิดสูงของเครื่องยนต์นี้เหมาะสำหรับการขนส่งสินค้าหรือการขับขี่ในสภาพถนนที่ซับซ้อน
เมื่อต้องเลือก หากเน้นการประหยัดน้ำมันและการใช้งานประจำวัน เครื่องยนต์ไฮบริดเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า แต่หากต้องการแรงบิดสูงและความทนทาน เครื่องยนต์ดีเซลจะเหมาะสมกว่า นอกจากนี้ ยานยนต์ไฮบริดยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากแรงสนับสนุนของนโยบายและความต้องการในตลาดไทย ในขณะที่เครื่องยนต์ดีเซลยังคงรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในสาขาเฉพาะทาง
Q
V8 หมายถึงอะไร?
V8 หมายถึงเครื่องยนต์ 8 สูบแบบ V ซึ่งเป็นการจัดเรียงสูบของเครื่องยนต์สันดาปภายใน โดยมี 8 สูบแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 4 สูบ เรียงตัวในรูปแบบตัว V สมมาตร โดยทั่วไปมีมุมระหว่างสูบ 90 องศา การออกแบบนี้ช่วยลดการสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มความนุ่มนวลในการทำงาน และขนาดที่กะทัดรัดทำให้ง่ายต่อการจัดวางในห้องเครื่องรถยนต์
จุดเด่นหลักของเครื่องยนต์ V8 คือกำลังส่งออกที่สูงและประสิทธิภาพการเร่งที่ยอดเยี่ยม จำนวนสูบที่มากช่วยให้มีกำลังผลิตและความจุสูงกว่า แรงบิดที่ความเร็วต่ำก็ดีเช่นกัน แต่โครงสร้างที่ซับซ้อนทำให้ต้นทุนการผลิตสูงและมีการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงมากกว่า
ประวัติของเครื่องยนต์ V8 ย้อนกลับไปถึงปี 1902 เมื่อวิศวกรชาวฝรั่งเศส Léon Levavasseur ออกแบบเครื่องยนต์ V8 เครื่องแรกของโลก ต่อมาได้กลายเป็นส่วนสำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์
เครื่องยนต์ V8 มีหลายประเภท แบ่งตามชนิดของเพลาข้อเหวี่ยงได้แก่ แบบกากบาท (cross-plane crankshaft) และแบบระนาบ (flat-plane crankshaft) ส่วนตามโครงสร้างวาล์วมีแบบ DOHC (Double Overhead Camshaft) และ SOHC (Single Overhead Camshaft) แต่ละประเภทมีลักษณะสมรรถนะและพื้นที่การใช้งานที่แตกต่างกัน
ปัจจุบันเครื่องยนต์ V8 ส่วนใหญ่ใช้ในรถยนต์ระดับกลางถึงสูง เช่น รถหรูระดับแฟล็กชิป รถสปอร์ตสมรรถนะสูง SUV ขนาดใหญ่ และรถ muscle car อเมริกัน รวมทั้งยังพบเห็นบ่อยในกีฬายานยนต์ระดับสูง
ด้วยแนวโน้มพลังงานสะอาดและกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด อัตราการใช้เครื่องยนต์ V8 ลดลงทุกปี ถูกแทนที่ด้วยระบบเทอร์โบชาร์จขนาดเล็กหรือระบบไฮบริด แต่อย่างไรก็ตามยังคงเป็นสัญลักษณ์ของสมรรถนะและความหรูหราในรถยนต์เชื้อเพลิงระดับสูง และยังเป็นระบบขับเคลื่อนคลาสสิกในใจของผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์
Q
แน่นอนว่าเครื่องยนต์ V6 สามารถติดตั้งระบบเทอร์โบได้
เครื่องยนต์ V6 สามารถติดตั้งระบบทอร์โบชาร์จได้จริง ซึ่งการผสานนี้ถูกนำไปใช้กันอย่างกว้างขวางในรถรุ่นสูงประสิทธิภาพและรถหรู ตัวอย่างเช่น นิสสัน GT-R Nismo มีเครื่องยนต์ V6 3.8 ลิตร ดับเบิลทอร์โบชาร์จ ที่ให้กำลังขับเคลื่อน 600 แรงม้า และแรงบิด 650 นิวตัน-เมตร ร่วมกับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ทำให้ความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใช้เวลาน้อยกว่า 3 วินาที;คาเดลแลค CT6 มีเครื่องยนต์ V6 3.0 ลิตร ดับเบิลทอร์โบชาร์จ ที่มีกำลังขับเคลื่อนสูงสุด 400 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 543 นิวตัน-เมตร สามารถรักษาท่าทางหรูและกำลังขับเคลื่อนที่แข็งแกร่งได้ครบถ้วน;อคูร่า NSX ใช้เครื่องยนต์ V6 3.5 ลิตร ดับเบิลทอร์โบชาร์จ โดยใช้การออกแบบมุม V กว้าง 75 องศาเพื่อลดจุดศูนย์ถ่วง สมดุลกำลังขับเคลื่อน ความกะทัดรัด และความเบา;เครื่องยนต์ V6 3.0 ลิตร ดับเบิลทอร์โบชาร์จของนิสสัน Z Nismo หลังจากได้รับการปรับแต่งเพื่อประสิทธิภาพแล้ว กำลังขับเคลื่อนสูงสุดจะถึง 426 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 521 นิวตัน-เมตร
เครื่องยนต์ประเภทนี้อาศัยโครงสร้าง V เพื่อรักษาความเรียบในการทำงานและคุณสมบัติเสียงต่ำ ในขณะเดียวกันก็แก้ปัญหาการหน่วงของทอร์โบแบบดั้งเดิมผ่านการปรับปรุงเทคโนโลยี เช่น คอมเพรสเซอร์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าและระบบไฮบริดเบา 48V ของเอาดี้ทำงานร่วมกัน หรือทอร์โบชาร์จ VTG ของโฟล์คสวาเกนสามารถให้แรงบิดสูงได้แล้วตั้งแต่ 1700 รอบต่อนาที
เครื่องยนต์ V6 ทอร์โบชาร์จมักถูกนำไปใช้กับรถรุ่นกลางถึงสูง ไม่เพียงแต่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้สำหรับกำลังขับเคลื่อนที่แข็งแกร่งเท่านั้น แต่ยังรักษาประสบการณ์ขับขี่ที่สบายและเรียบที่รถรุ่นสูงควรมีอีกด้วย เป็นตัวเลือกอุดมคติสำหรับผู้ที่ต้องการประสิทธิภาพและคุณภาพ
Q
เครื่องยนต์ V6 ดีกว่า V8 ไหม?
เครื่องยนต์ V6 และ V8 ไม่มีความดีหรือแย่กว่ากันอย่างชัดเจน ทั้งสองแบบมีลักษณะเฉพาะและเหมาะกับความต้องการที่ต่างกัน ในแง่โครงสร้าง เครื่องยนต์ V6 มีกระบอกสูบ 6 กระบอก จัดเรียงเป็น 2 แถว แถวละ 3 กระบอกในรูปแบบตัว V ส่วนเครื่องยนต์ V8 มีกระบอกสูบ 8 กระบอก แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 4 กระบอกเรียงเป็นรูป V มักออกแบบให้มีมุมระหว่างแถวกระบอกสูบ 90 องศา
ในแง่สมรรถนะ เครื่องยนต์ V8 ซึ่งมีจำนวนกระบอกสูบมากกว่า มักจะมีปริมาตรการทำงานมากกว่า จึงสามารถผลิตกำลังและแรงบิดที่สูงกว่า ให้ความรู้สึกถูกกดติดกับเบาะเมื่อเร่งความเร็วได้ชัดเจนกว่า และทำงานได้ดีกว่าในสภาวะขับขี่ความเร็วสูงหรือรับน้ำหนักมาก เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความตื่นเต้นในการขับขี่ ส่วนเครื่องยนต์ V6 แม้จะมีกำลังน้อยกว่า แต่ก็เพียงพอสำหรับการขับขี่ประจำวัน ทำงานเรียบกว่า และควบคุมเสียงรบกวนกับการสั่นสะเทือนได้ดีกว่า
ในด้านประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง เครื่องยนต์ V6 มีข้อได้เปรียบกว่า ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการใช้งานประจำวันได้ดีกว่า ขณะที่เครื่องยนต์ V8 มีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงกว่า
ในแง่ต้นทุนและน้ำหนัก เครื่องยนต์ V8 มีโครงสร้างที่ซับซ้อนกว่า ทั้งต้นทุนการผลิตและน้ำหนักจึงสูงกว่าเครื่องยนต์ V6 รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ V8 จึงมักมีราคาสูงกว่า
ในด้านการใช้งาน เครื่องยนต์ V6 นิยมใช้ในรถยนต์ระดับกลางถึงสูง รถครอบครัว และรถ SUV ขนาดกลาง ซึ่งให้สมดุลระหว่างสมรรถนะและประหยัดน้ำมัน ส่วนเครื่องยนต์ V8 มักพบในรถหรู รถสปอร์ต และรถ SUV ขนาดใหญ่ เพื่อแสดงถึงฐานะและความต้องการสมรรถนะสูง
ในการเลือก ต้องพิจารณาจากความต้องการของตนเองเป็นหลัก: หากเน้นความประหยัดและความสบายในการขับขี่ประจำวัน เครื่องยนต์ V6 จะเหมาะสมกว่า แต่หากต้องการกำลังสูงสุดและประสบการณ์การขับขี่ระดับพรีเมียม และมีงบประมาณเพียงพอ เครื่องยนต์ V8 จะตอบโจทย์ได้ดีกว่า
ดูเพิ่มเติมข้อมูลล่าสุด

BMW 1 Series 5 Door ตารางการผ่อนชำระล่าสุดอย่างเป็นทางการ ปี 2025
AshleyJan 27, 2026

Chery Tiggo 8 เปรียบเทียบกับ Mazda CX-8: Tiggo 8 เชื่อถือได้หรือไม่?
พงศธรJan 27, 2026

Mitsubishi Triton(LC2T)กลับเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่น มุ่งเป้าหมายที่คนรักกิจกรรมกลางแจ้ง
สุรเดชJan 27, 2026

JAECOO J7 มียอดขายติด Top 10 ในสหราชอาณาจักร ถูกเรียกว่า Temu เวอร์ชัน Land Rover
LienJan 27, 2026

ฮอนด้า HRC วางแผนเทคโนโลยีสนามแข่ง F1 ให้กับรถยนต์พลเรือน
พงศธรJan 27, 2026
ดูเพิ่มเติม


รุ่นรถ

