Q
IM6 คือเท่าไหร่?
รุ่น IM6 เปิดตัวมาใน 2 แบบให้เลือก พร้อมราคาอยู่ที่ 1,399,900 ถึง 1,799,900 บาท ซึ่งเจ้า IM6 นี้ก็คือรุ่นต่างประเทศของ Zhiji LS6 นั่นเอง โดยได้เปิดตัวในประเทศไทยไปเมื่อวันที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมา ด้านดีไซน์จะเห็นจุดเด่นอย่างไฟหน้าแบบรูปตัว L ล้ออัลลอยลายดอกไม้ ไฟท้ายแบบเต็มคันรถ พร้อมสไตล์ตัวถังแบบสปอร์ตเรียวลู่ ที่ให้ความรู้สึกโมเดิร์นและคล่องตัว ส่วนในห้องโดยสารจะพบกับจอแสดงผลขนาดใหญ่ 26.3 นิ้วที่มาพร้อมระบบความบันเทิง IM OS เวอร์ชันปรับแต่งสำหรับตลาดไทย แถมยังครบครันด้วยฟีเจอร์ไฮเอนด์อย่างชาร์จไร้สาย 50W ระบบเสียง 20 ลำโพง และกระจกมองหลังแบบสตรีมมิ่ง ถ้าสนใจรายละเอียดด้านสมรรถนะหรือระยะทางก็บอกมาได้นะ เดี๋ยวจัดให้เต็มๆ
ข้อความพิเศษ: เนื้อหานี้โพสต์โดยผู้ใช้ และไม่ได้แสดงถึงมุมมองและจุดยืนของ PCauto
ประเภทรถยอดนิยม
Q&A เกี่ยวข้อง
Q
ล้อคืออะไรและมันทำหน้าที่อะไร?
ล้อเป็นหนึ่งในชิ้นส่วนหลักของระบบขับเคลื่อนรถยนต์ ซึ่งประกอบด้วยริมล้อ (rim)、เส้นเชื่อมล้อ (spoke) และหม้อขับ (hub) โดยหลักๆ:
- ริมล้อ: ส่วนริมของล้อที่ติดตั้งและรองรับยางรถยนต์ เพื่อให้ยางมั่นคงและติดตั้งอย่างถูกต้อง
- เส้นเชื่อมล้อ: เชื่อมโยงริมล้อและหม้อขับ เพื่อส่งกำลังและรักษาความเสถียรของโครงสร้าง แบ่งตามโครงสร้างเป็นแบบแผ่น (disc-type) และแบบเส้น (spoke-type) ในปัจจุบันรถยนต์ส่วนบุคคลส่วนใหญ่มักใช้แบบแผ่นที่มีความแข็งแรงและความเสถียรที่ดีกว่า
- หม้อขับ: ชิ้นส่วนโลหะทรงกระบอกที่ติดตั้งตรงกลางกับเพลา รองรับส่วนในของยางและเชื่อมโยงกับเพลา พารามิเตอร์ต่างๆ (เส้นผ่านศูนย์กลาง、ความกว้าง) มีความหลากหลายเพื่อเข้ากับความต้องการของรถยนต์รุ่นต่างๆ
ฟังก์ชันของล้อ:
1. รองรับน้ำหนักทั้งรถ
2. บรรเทาแรงกระแทกที่ส่งมาจากถนน
3. ให้แรงขับเคลื่อนและแรงเบรกผ่านการยึดเกาะระหว่างยางและพื้นดิน
4. สร้างแรงด้านข้างเพื่อช่วยในการเปลี่ยนเส้นทาง
5. ใช้แรงบิดของยางในการกลับสู่เส้นตรงโดยอัตโนมัติ เพื่อรักษาความสามารถในการขับเคลื่อนในเส้นตรง
นอกจากนี้ ขนาดของริมล้อจำเป็นต้องตรงกับยาง ถ้าตัดสินใจเลือกไม่เหมาะสม (เช่น ริมล้อแคบเกินไป) อาจทำให้ยางเสียหายในช่วงแรก เส้นเชื่อมล้อแบบแผ่นได้รับการใช้งานอย่างแพร่หลายในรถยนต์ส่วนบุคคลเนื่องจากมีทั้งประโยชน์และความงาม
Q
ความเร็วสูงสุดของ Toyota Corolla 2024 คือเท่าไหร่?
รถโตโยต้า โคโรลลา รุ่นปี 2024 ในประเทศไทยมีความเร็วสูงสุดที่แตกต่างกันไปตามรุ่นและแบบเครื่องยนต์ โดยรุ่นเครื่องยนต์เบนซินจะทำความเร็วสูงสุดได้ประมาณ 180-200 กม./ชม. ส่วนรุ่นไฮบริดที่เน้นการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงจะมีความเร็วสูงสุดน้อยกว่าประมาณ 180 กม./ชม. ทั้งนี้ความเร็วจริงอาจได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศร้อนของไทย สภาพถนน หรือน้ำหนักบรรทุก ในตลาดไทย โคโรลลาเป็นรถยอดนิยมโดยเฉพาะรุ่นเครื่องยนต์ 1.8L และ 1.6L ที่เหมาะกับการใช้งานในเมือง ส่วนระบบไฮบริดจะช่วยประหยัดน้ำมันได้ชัดเจนในสภาพการจราจรติดขัดอย่างในกรุงเทพฯ ควรระวังว่ากฎหมายไทยกำหนดความเร็วสูงสุดไว้ที่ 120 กม./ชม. การขับขี่เกินความเร็วกำหนดไม่เพียงแต่เสี่ยงอันตรายแต่ยังอาจถูกปรับหนัก นอกจากนี้ระบบ Toyota Safety Sense ยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ ซึ่งเป็นประโยชน์มากในสภาพถนนทั้งในเมืองและต่างจังหวัดของไทยที่หลากหลาย หากต้องการสมรรถนะ更高อาจพิจารณารุ่น Corolla Altis ที่ติดตั้งเครื่องยนต์ 2.0L แต่ต้องคำนึงว่าภาษีรถยนต์เครื่องยนต์ขนาดใหญ่ในไทยจะสูงกว่า
Q
ยางขนาดเท่าไหร่ที่ติดตั้งใน Toyota Corolla ปี 2024?
สำหรับรถโตโยต้า Corolla รุ่นปี 2024 ที่วางขายในตลาดไทย ขนาดยางที่ทางผู้ผลิตจัดให้นั้นจะแตกต่างกันไปตามรุ่นและระดับเครื่องยนต์ โดยขนาดยางที่พบได้บ่อยจะมี 2 แบบคือ 195/65 R15 และ 205/55 R16 ซึ่งแบบแรกมักจะใช้กับรุ่นพื้นฐาน ส่วนแบบหลังนั้นจะเจอในรุ่นท็อปหรือรุ่นสปอร์ต ตัวเลขขนาดยางเหล่านี้มีความหมายคือ ความกว้างของหน้ายาง (หน่วยเป็นมิลลิเมตร) อัตราส่วนความสูงของแก้มยางต่อความกว้างหน้ายาง (เป็นเปอร์เซ็นต์) และเส้นผ่านศูนย์กลางของล้อ (หน่วยเป็นนิ้ว) การเลือกขนาดยางที่เหมาะสมจะมีผลต่อการควบคุมรถ ความนุ่มสบาย และประหยัดน้ำมันด้วย ในสภาพอากาศเมืองไทยที่ทั้งร้อนและฝนชุก แนะนำให้เลือกยางที่มีร่องดอกยางดีเพื่อระบายน้ำได้มีประสิทธิภาพ จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยเวลาขับตอนฝนตก นอกจากนี้ควรตรวจสอบสภาพยางและลมยางเป็นประจำ เพื่อป้องกันปัญหายางระเบิดจากความร้อนที่ทำให้ลมยางเพิ่มความดันสูงเกินไป ส่วนใครที่คิดจะอัพเกรดขนาดยาง ต้องระวังเรื่องกฎหมายด้วยนะ เพราะไทยเรามีข้อกำหนดเรื่องการเปลี่ยนขนาดยาง ต้องไม่เกินขอบเขตที่ผู้ผลิตอนุญาตไว้ เดี๋ยวจะเกิดปัญหาเวลาตรวจสภาพรถหรือทำประกันได้
Q
แรงดันลมยางที่เหมาะสมสำหรับรถ Toyota Corolla ปี 2024 คือเท่าไร?
ตามคำแนะนำอย่างเป็นทางการจากโตโยต้า มาตรฐานความดันลมยางสำหรับ Toyota Corolla รุ่นปี 2024 จะระบุไว้บนสติกเกอร์ที่กรอบประตูหรือในคู่มือผู้ใช้ สำหรับสภาพอากาศร้อนแบบประเทศไทย แนะนำให้ปรับความดันลมยางเมื่อยางเย็นอยู่ที่ 32 psi (2.2 bar) สำหรับล้อหน้า และ 30 psi (2.1 bar) สำหรับล้อหลัง หากมีการบรรทุกหนักเป็นประจำสามารถปรับตามค่าที่แนะนำบนสติกเกอร์ได้ สภาพอากาศร้อนในไทยจะทำให้ความดันลมยางเพิ่มขึ้นขณะขับขี่ ดังนั้นควรตรวจสอบความดันลมยางอย่างน้อยเดือนละครั้ง ควรตรวจในช่วงเช้าหรือในที่ร่มจะดีที่สุด ต้องระวังว่าความดันลมยางสูงเกินไปจะทำให้การยึดเกาะถนนลดลง ส่วนความดันต่ำเกินไปจะเพิ่มการสิ้นเปลืองน้ำมันและเสี่ยงยางระเบิดได้ ในช่วงฤดูฝนอาจลดความดันลง 1-2 psi เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่บนถนนเปียก แต่ไม่ควรปรับค่าแตกต่างจากมาตรฐานโรงงานเกิน 10% สำหรับสภาพถนนในกรุงเทพฯและเมืองใหญ่ที่ค่อนข้างซับซ้อน แนะนำให้เลือกรุ่นที่มาพร้อมระบบตรวจสอบความดันลมยาง (TPMS) โดยในไทยปั๊มน้ำมันและอู่ซ่อมรถส่วนใหญ่มีบริการตรวจความดันลมยางฟรี ควรตรวจสอบให้แน่ใจก่อนเดินทางไกล ยางแต่ละยี่ห้อเช่นมิชลินหรือบริจสโตนอาจมีค่ามาตรฐานแตกต่างกันเล็กน้อย หลังเปลี่ยนยางใหม่ควรตรวจสอบค่ามาตรฐานอีกครั้ง
Q
วิธีตรวจสอบว่าล้อไหนลมยางอ่อนใน Toyota Corolla ปี 2024
ถ้าจะตรวจสอบว่ายางล้อไหนของ Toyota Corolla รุ่นปี 2024 มีลมยางไม่พอ วิธีที่ง่ายที่สุดคือใช้ระบบตรวจสอบความดันลมยาง (TPMS) ที่มากับรถเป็นมาตรฐานอยู่แล้ว พอความดันลมยางต่ำกว่าค่ามาตรฐาน ไฟเตือนสีเหลืองบนแผงหน้าปัดจะสขึ้นพร้อมบอกตำแหน่งล้อนั้นๆ ช่วงอากาศร้อนๆแบบไทยๆเนี่ยลมยางขึ้นลงง่าย แนะนำให้ตรวจเช็คลมยางด้วยตัวเองอย่างน้อยเดือนละครั้ง จะใช้เครื่องวัดลมยางแบบดิจิตอลตามปั๊มหรืออู่ก็ได้ ต้องเช็คตอนยางเย็นเท่านั้น แล้วเทียบกับค่ามาตรฐานที่ติดอยู่บนกรอบประตูด้านคนขับ (ปกติล้อหน้าจะอยู่ที่ 220kPa ล้อหลัง 210kPa) ถ้าลมยางผิดปกติต้องปรับให้ตรงอย่าปล่อยทิ้งไว้ โดยเฉพาะช่วงหน้าฝนถนนไทยๆมักลื่น การรักษาลมยางให้พอดีจะช่วยให้เบรกทำงานปกติและประหยัดน้ำมันด้วย ยางลมอ่อนนานๆนอกจากจะสึกเร็วยังเสี่ยงยางระเบิดเวลาเดินทางไกลตอนแดดจัดๆอีก ส่วนวิธีสังเกตแบบคร่าวๆให้ดูว่ายางแตะพื้นเท่ากันทุกด้านหรือเปล่า แต่วิธีนี้ไม่แม่นเท่าใช้เครื่องวัดนะ
Q
รถ Toyota Corolla ปี 2024 ใช้น้ำมันเครื่องชนิดไหน?
สำหรับรถโตโยต้า Corolla รุ่นปี 2024 ที่จำหน่ายในประเทศไทย แนะนำให้ใช้น้ำมันเครื่องชนิดสังเคราะห์เต็มรูปแบบที่มีความหนืด 0W-16 หรือ 5W-20 เพราะทั้งสองเกรดนี้เหมาะกับสภาพอากาศร้อนของไทยและช่วยปกป้องเครื่องยนต์ได้ดี อย่างไรก็ตามควรตรวจสอบคู่มือผู้ใช้หรือสติกเกอร์ที่ฝากล่องน้ำมันเครื่องเพื่อดูเกรดที่ผู้ผลิตระบุไว้เป็นหลัก สภาพแวดล้อมของไทยที่มีทั้งความร้อนและความชื้นสูงต้องการน้ำมันเครื่องคุณภาพดีที่ได้มาตรฐาน API SP หรือ ILSAC GF-6A เพื่อความสะอาดของเครื่องยนต์และช่วยประหยัดน้ำมัน
ที่สำคัญคือในสภาพอากาศร้อนแบบไทยๆ ควรตรวจสอบระดับน้ำมันเครื่องเป็นประจำและเปลี่ยนตามระยะเวลาที่กำหนดทุก 10,000 กิโลเมตรหรือทุก 6 เดือน (แล้วแต่อย่างไหนถึงก่อน) แต่ถ้าต้องเผชิญกับการจราจรติดขัดในกรุงเทพฯ บ่อยๆ อาจต้องเปลี่ยนถี่ขึ้นกว่านั้น สำหรับรุ่นเทอร์โบหรือไฮบริด ต้องใช้น้ำมันเครื่องตามที่โตโยต้ากำหนดเท่านั้นเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งศูนย์บริการโตโยต้าในไทยมีน้ำมันเครื่องต้นฉบับที่ได้มาตรฐานพร้อมบริการครบวงจร
อีกเรื่องที่ควรรู้คือสภาพพื้นที่เป็นภูเขาของไทยอาจทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนักขึ้น การเลือกน้ำมันเครื่องที่มีคุณสมบัติป้องกันการเสื่อมสภาพจากความร้อนสูงจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยยืดอายุเครื่องยนต์ได้ดีขึ้น
Q
ราคาที่ยุติธรรมสำหรับรถ Toyota Corolla ปี 2024 ควรจะเป็นเท่าไหร่?
รถโตโยต้า โคโรลลา รุ่นปี 2024 ในประเทศไทยน่าจะมีราคาอยู่ที่ประมาณ 800,000 ถึง 1,200,000 บาท ขึ้นอยู่กับรุ่นและโปรโมชั่นจากตัวแทนจำหน่าย โดยรุ่นพื้นฐาน 1.6L แบบเบนซินจะราคาถูกกว่า ส่วนรุ่นไฮบริดแบบเต็มอุปกรณ์จะใกล้เคียงกับราคาสูงสุด นอกจากนี้ราคาจริงอาจรวมค่าประกัน ภาษี และอุปกรณ์เสริมต่างๆ ด้วย ตลาดไทยให้ความนิยมโคโรลลามาอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นรถที่ทนทานและประหยัดน้ำมัน โดยเฉพาะในสภาพการจราจรติดขัดอย่างในกรุงเทพฯ รุ่นไฮบริดยิ่งช่วยลดค่าน้ำมันลงไปอีก ก่อนซื้อแนะนำให้เปรียบเทียบราคาจากหลายๆ โชว์รูม เพราะโตโยต้ามีเครือข่ายจำหน่ายทั่วไทยและบริการหลังการขายค่อนข้างดี บางครั้งอาจมีโปรโมชั่นพิเศษ เช่น ผ่อนสบายๆ ดอกเบี้ยต่ำหรือบริการฟรีๆ ที่ช่วยลดต้นทุนในการใช้รถในระยะยาว ส่วนเรื่องค่าซื้อคืนกลับ โคโรลลาก็ทำได้ดีเหมือนกัน แม้ใช้ไปนานก็ยังคงมูลค่าได้ค่อนข้างดี
Q
รถ Toyota Corolla Cross ปี 2024 จะใช้งานได้นานแค่ไหน?
รถโตโยต้า Corolla Cross รุ่นปี 2024 ในประเทศไทยโดยทั่วไปสามารถใช้งานได้นาน 15-20 ปี หรือระยะทางเกิน 3 แสนกิโลเมตร ขึ้นอยู่กับการบำรุงรักษาและนิสัยการขับขี่ รถรุ่นนี้ใช้เครื่องยนต์ 2.0L แบบดูดธรรมดาและเกียร์ CVT ที่มีชื่อเรื่องความทนทาน พร้อมด้วยระบบไฮบริด (แบบ HEV) ที่ได้รับการพัฒนามาอย่างดีของโตโยต้า ซึ่งทำงานได้ดีในสภาพอากาศร้อนชื้นของไทย แนะนำให้เปลี่ยนน้ำหล่อเย็นและน้ำมันเกียร์อย่างสม่ำเสมอเพื่อรับมือกับอุณหภูมิสูง และควรดูแลป้องกันสนิมบริเวณช่วงล่างโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน สำหรับคนไทยแล้ว Corolla Cross มีอะไหล่พร้อมและค่าซ่อมบำรุงไม่แพง นอกจากนี้ยังเป็นรถที่ทรงตัวดีในตลาดมือสอง หากทำตามคำแนะนำของผู้ผลิตในการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องทุก 1 หมื่นกิโลเมตรและใช้อะไหล่แท้ จะช่วยยืดอายุการใช้งานของรถได้อีก ที่สำคัญคือสภาพถนนในไทยมีความหลากหลาย จึงควรตรวจสอบระบบช่วงล่างทุก 2 ปี โดยเฉพาะถ้าต้องขับบนถนนชนบทบ่อยๆ การดูแลรายละเอียดเหล่านี้จะช่วยเพิ่มความเชื่อถือได้ในการใช้งานระยะยาวอย่างเห็นได้ชัด
Q
รถ Toyota Corolla Cross รุ่นปี 2024 เป็นรถที่ดีหรือไม่?
สำหรับตลาดไทย 2024 Toyota Corolla Cross นับเป็น SUV ที่น่าจับตามอง เพราะยังคงความน่าเชื่อถือและใช้งานได้จริงแบบฉบับโตโยต้า มาพร้อมเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร แบบธรรมดาหรือระบบไฮบริดที่ให้กำลังส่งเรียบๆ แต่ประหยัดน้ำมันสุดๆ เหมาะทั้งขับในเมืองที่รถติดเยอะหรือจะไปทริปยาวๆ ก็ไหว ที่นั่งด้านหลังกว้างขวาง พับเก็บได้ตามต้องการ ช่วยเรื่องขนของหรือไปเที่ยวกับครอบครัว แถมยังติดตั้ง Toyota Safety Sense ระบบช่วยความปลอดภัยที่มีทั้งแจ้งเตือนก่อนชนและช่วยควบคุมเลน ช่วยให้ขับขี่ปลอดภัยขึ้น ส่วนเรื่องอากาศร้อนๆ แบบไทยๆ แอร์ของรุ่นนี้เย็นฉ่ำ แถมช่วงล่างก็ปรับแต่งมาได้ดีทั้งนุ่มและกระชับ รับได้ทุกสภาพถนน ถ้าจะให้เปรียบเทียบกับรุ่นอื่นในตลาดอย่าง Honda HR-V หรือ Mazda CX-30 ที่แต่ละรุ่นก็มีจุดเด่นต่างกัน แต่จุดแข็งของ Corolla Cross อยู่ที่เครือข่ายบริการหลังการขายของโตโยต้าที่ครอบคลุมและมูลค่ารถคงเหลือสูง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญสำหรับคนไทยมาก
Q
คะแนนของ Toyota Corolla Cross 2024 คือเท่าไร?
รถโตโยต้า คอร์โรลลา ครอส รุ่นปี 2024 ในไทยทำผลงานด้านความปลอดภัยได้ดีมาก ได้รับการรับรองระดับ 5 ดาวจากอาเซียน NCAP พร้อมระบบ Toyota Safety Sense ที่มาพร้อมฟีเจอร์ขั้นสูง เช่น ระบบเตือนการชนและช่วยรักษาเลน เหมาะสมกับสภาพถนนทั้งในเมืองและต่างจังหวัดของไทยที่ค่อนข้างซับซ้อน ส่วนด้านสมรรถนะมีทั้งรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 1.8 ลิตรและไฮบริด 1.8 ลิตร โดยรุ่นไฮบริดให้ประหยัดน้ำมันถึงประมาณ 23 กม./ลิตรในสภาพการจราจรติดขัดของกรุงเทพฯ ส่วนระบบช่วงล่างก็ถูกปรับแต่งให้เหมาะกับถนนไทย ทั้งความนุ่มนวลและการทรงตัว ความโดดเด่นในตลาดไทยยังมาจากราคาที่เหมาะสมเพราะผลิตในประเทศและเครือข่ายบริการหลังการขายที่ครอบคลุม สำหรับคนไทยที่กำลังมองหารถในระดับเดียวกัน อาจเปรียบเทียบกับฮอนด้า เอชอาร์-วี หรือมาสด้า ซีเอ็กซ์-30 ก่อนตัดสินใจ แนะนำให้ไปทดลองขับที่โชว์รูมในกรุงเทพฯหรือเชียงใหม่ และอย่าลืมเช็กโปรโมชั่นลดภาษีสำหรับรถ Eco Car จากรัฐบาลไทยเพื่อช่วยในการตัดสินใจที่คุ้มค่าที่สุด
รถยอดนิยม
รุ่นปีรถยนต์
เปรียบเทียบรถยนต์
รูปภาพรถ
Q&A ล่าสุด
Q
"1 ลิตรของดีเซลวิ่งได้กี่กิโลเมตร?"
ระยะทางที่รถดีเซลสามารถวิ่งได้ต่อ 1 ลิตร ขึ้นอยู่กับรุ่นรถ สถานการณ์การใช้งาน และสภาพถนนที่แตกต่างกัน
ตัวอย่างรถดีเซลทั่วไปในตลาดไทย:
- รถ Great Wall Tank 300 รุ่นดีเซล อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันตามประกาศคือ 7.8 ลิตร/100 กิโลเมตร เมื่อคำนวณแล้ว น้ำมันดีเซล 1 ลิตรสามารถวิ่งได้ประมาณ 12.8 กิโลเมตร
- รถ Ford Everest 2.0T รุ่นดีเซล อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันจริงประมาณ 9.2 ลิตร/100 กิโลเมตร น้ำมันดีเซล 1 ลิตรวิ่งได้ประมาณ 10.9 กิโลเมตร
- รถ Toyota Fortuner รุ่นดีเซล อัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน 8.5 ลิตร/100 กิโลเมตร น้ำมันดีเซล 1 ลิตรวิ่งได้ประมาณ 11.8 กิโลเมตร
- รถ Toyota Hilux ดีเซล ในการใช้งานจริง อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่แสดงบนหน้าปัดต่ำถึง 7.0 ลิตร/100 กิโลเมตร (น้ำมันดีเซล 1 ลิตรวิ่งได้ประมาณ 14.3 กิโลเมตร) ในกรณีขับทางหลวงระยะไกล อัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน 7.3 ลิตร/100 กิโลเมตร น้ำมันดีเซล 1 ลิตรวิ่งได้ประมาณ 13.7 กิโลเมตร
รถดีเซลมีลักษณะความเร็วรอบต่ำแต่แรงบิดสูง ซึ่งเหมาะกับภูมิประเทศภูเขาทางภาคเหนือของไทยและความต้องการขับออฟโรด จึงเป็นที่นิยมในตลาดท้องถิ่น
อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันจะได้รับผลกระทบจากปัจจัยต่างๆ เช่น ความจุกระบอกสูบของเครื่องยนต์ น้ำหนักรถ พฤติกรรมการขับขี่ และสภาพถนน (การจราจรติดขัดในเมือง การขับทางหลวง ถนนลูกรัง)
โดยทั่วไป รถดีเซลจะมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันต่ำกว่าในสถานการณ์ขับทางหลวงหรือบรรทุกเบา และระยะทางที่วิ่งได้ต่อน้ำมันดีเซล 1 ลิตรก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
Q
รถยนต์สามารถวิ่งได้กี่กิโลเมตรต่อดีเซล 1 ลิตร?
อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงต่อลิตรสำหรับรถยนต์ดีเซลนั้นแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น ประเภทรถ สถานการณ์การใช้งาน และพฤติกรรมการขับขี่ ยกตัวอย่างเช่น รถยนต์รุ่นทั่วไป อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอย่างเป็นทางการของ Honda Tank 300 รุ่นดีเซลอยู่ที่ 7.8 ลิตร/100 กม. หรือประมาณ 12.8 กม./ลิตร ส่วน Ford Everest 2.0T รุ่นดีเซล มีอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงจริงอยู่ที่ประมาณ 9.2 ลิตร/100 กม. หรือประมาณ 10.9 กม./ลิตร Toyota Fortuner รุ่นดีเซล มีอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงประมาณ 8.5 ลิตร/100 กม. หรือประมาณ 11.8 กม./ลิตร และรถกระบะอย่าง Toyota Hilux สามารถทำอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงได้ต่ำสุดที่ 7.0 ลิตร/100 กม. หรือประมาณ 14.3 กม./ลิตร ในการใช้งานจริง ลักษณะการทำงานที่ความเร็วต่ำและแรงบิดสูงของรถยนต์ดีเซลนั้นเหมาะสมกับภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูงและถนนลูกรัง เหมาะสำหรับการใช้งานแบบออฟโรดระดับเบาถึงปานกลาง อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงของรถยนต์ดีเซลก็ได้รับผลกระทบจากสภาพถนนเช่นกัน ตัวอย่างเช่น โดยทั่วไปแล้วการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงจะต่ำกว่าเมื่อขับด้วยความเร็วสูงหรือบรรทุกของเบา ในขณะที่การขับขี่บนเส้นทางออฟโรดบ่อยครั้งหรือการบรรทุกของหนักอาจทำให้การสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ รถยนต์ดีเซลยังได้รับความนิยมมากกว่าในตลาดท้องถิ่น ซึ่งสอดคล้องกับวัฒนธรรมรถกระบะและรูปแบบการใช้งานของผู้ใช้ในพื้นที่ภูเขา
Q
ราคาน้ำมันขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง?
ราคาน้ำมันถูกกำหนดโดยปัจจัยหลายประการ โดยปัจจัยหลักคือพื้นฐานด้านอุปสงค์และอุปทาน เสริมด้วยปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ พลวัตทางการเงิน นโยบายของประเทศผู้ผลิตน้ำมัน และแนวโน้มทรัพยากรในระยะยาว ในด้านอุปสงค์และอุปทาน อุปทานได้รับผลกระทบจากการควบคุมการผลิตของกลุ่ม OPEC+ (เช่น การเพิ่มการผลิตอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2025) และการเติบโตของประเทศผู้ผลิตน้ำมันนอกกลุ่ม OPEC (เช่น น้ำมันจากหินดินดานของสหรัฐฯ) ในด้านอุปสงค์ อุปสงค์อ่อนตัวลงเนื่องจากการชะลอตัวของการเติบโตทางเศรษฐกิจโลก และความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานนี้มักนำไปสู่ความผันผวนของราคา ปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น ความขัดแย้งในภูมิภาคที่ผลิตน้ำมันและการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ สามารถรบกวนเสถียรภาพของอุปทาน ผลักดันให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นในระยะสั้น แต่ผลกระทบส่วนใหญ่เป็นเพียงชั่วคราว ในภาคการเงิน ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลโดยตรงต่อราคาน้ำมันดิบ (ดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นจะกดดันราคาน้ำมัน) และพฤติกรรมการเก็งกำไรในตลาดซื้อขายล่วงหน้าจะเพิ่มความผันผวนของราคา ในขณะที่การปรับเพิ่มการผลิตของกลุ่ม OPEC+ ส่งผลต่อความคาดหวังของตลาด แต่ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ภายในอาจลดทอนผลกระทบดังกล่าวได้ ในระยะยาว การหดตัวของการสำรวจและผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติแบบดั้งเดิมทั่วโลก การลดลงของปริมาณสำรองใหม่ และต้นทุนการพัฒนาที่เพิ่มสูงขึ้น อาจจำกัดการเติบโตของอุปทานในอนาคต ซึ่งอาจช่วยหนุนราคาน้ำมันได้ ปัจจัยเหล่านี้เกี่ยวพันกันและส่งผลต่อความผันผวนในระยะสั้นและแนวโน้มระยะยาวของราคาน้ำมัน
Q
"1 ลิตรของดีเซลราคาเท่าไหร่ในหน่วยบาท?"
ในช่วงไม่นานมานี้ ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในประเทศไทยมีแนวโน้มขึ้นลงประมาณ 32 ถึง 35 บาทต่อลิตร ราคาที่แน่นอนอาจมีความแตกต่างเล็กน้อยขึ้นอยู่กับพื้นที่ที่สถานีบริการน้ำมันตั้งอยู่ แนวโน้มของตลาดน้ำมันดิบระหว่างประเทศ และนโยบายเงินอุดหนุนพลังงานของรัฐบาล
ตัวอย่างเช่น เมื่อราคาน้ำมันดิบระหว่างประเทศสูงขึ้น รัฐบาลมักจะปรับวงเงินอุดหนุนเพื่อควบคุมอัตราการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดีเซลในประเทศ เพื่อลดภาระให้กับอุตสาหกรรมขนส่ง การใช้เครื่องจักรกลการเกษตร และผู้บริโภคทั่วไป ในขณะที่เมื่อราคาน้ำมันโลกลดลง ราคาน้ำมันดีเซลในประเทศก็จะลดลงตามไปด้วย
นอกจากนี้ ความแตกต่างของราคาระหว่างสถานีบริการน้ำมันแบรนด์ต่างๆ (เช่น PTT, Bangchak ฯลฯ) นั้นน้อยมาก ในกรณีส่วนใหญ่แตกต่างเพียง 0.1 ถึง 0.3 บาทต่อลิตร ผู้บริโภคสามารถเปรียบเทียบราคาสถานีบริการใกล้เคียงเพื่อเลือกตัวเลือกที่ประหยัดกว่าเมื่อเติมน้ำมันในชีวิตประจำวัน
สิ่งที่ต้องระมัดระวังคือ ความผันผวนของราคาน้ำมันดีเซลจะส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนโลจิสติกส์ ค่าใช้จ่ายในการขนส่งผลิตภัณฑ์เกษตร เป็นต้น ดังนั้นรัฐบาลจะติดตามสถานการณ์ตลาดอย่างต่อเนื่อง และปรับนโยบายที่เกี่ยวข้องให้เหมาะสมเพื่อรักษาเสถียรภาพของราคา
Q
"1 กิโลเมตรใช้น้ำมันกี่ลิตร?"
อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันต่อกิโลเมตรแตกต่างกันไปตามรุ่นรถยนต์ในประเทศไทย ตัวอย่างเช่น รถยนต์รุ่น Tank 300 ดีเซลที่กำลังจะวางจำหน่าย มีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันอย่างเป็นทางการอยู่ที่ 7.8 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร หรือประมาณ 0.078 ลิตรต่อกิโลเมตร ในขณะที่รถยนต์รุ่น Ford Everest 2.0T มีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันจริงอยู่ที่ประมาณ 9.2 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร หรือประมาณ 0.092 ลิตรต่อกิโลเมตร และรถยนต์รุ่น Toyota Fortuner ดีเซล มีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันจริงอยู่ที่ 8.5 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร หรือประมาณ 0.085 ลิตรต่อกิโลเมตร สำหรับรถยนต์ไฮบริด รถยนต์รุ่น Toyota Yaris ATIV HEV Premium มีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันอยู่ที่ 29.4 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร หรือประมาณ 0.034 ลิตรต่อกิโลเมตร และสำหรับรถกระบะอย่าง Toyota Hilux ข้อมูลจากผู้ใช้งานจริงระบุว่ามีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันต่ำถึง 7.0 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร หรือประมาณ 0.07 ลิตรต่อกิโลเมตร ตัวเลขการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเหล่านี้ได้รับผลกระทบจากปัจจัยต่างๆ เช่น ประเภทของเครื่องยนต์ (ดีเซล ไฮบริด) และสถานการณ์การใช้งาน (ในเมือง บนทางหลวง นอกถนน) ลักษณะเฉพาะของรถยนต์ดีเซลที่มีความเร็วต่ำและแรงบิดสูงนั้นเหมาะสมกับภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูงชัน ในขณะที่รถยนต์ไฮบริดมีข้อได้เปรียบด้านการประหยัดเชื้อเพลิงมากกว่าในการขับขี่ในเมือง ส่วนรถกระบะนั้นมีความสมดุลระหว่างความใช้งานได้จริงกับการประหยัดเชื้อเพลิงที่ค่อนข้างดี ประสิทธิภาพการประหยัดเชื้อเพลิงของรถยนต์แต่ละรุ่นสามารถตอบสนองความต้องการในการขับขี่ที่หลากหลายของผู้บริโภคชาวไทยได้
ดูเพิ่มเติมข้อมูลล่าสุด

Toyota Estima จะกลับมาในปี 2026?
พงศธรJan 13, 2026

2026 Toyota Hilux ใหม่: เปิดตัวที่งาน Brussels Motor Show กระบะเพื่อการใช้งานที่เต็มไปด้วยความน่าสนใจ
Kevin WongJan 13, 2026

Audi A5 Sportback: ทางเลือกใหม่สำหรับรถซีดานสปอร์ตหรูหรา เพียงวางเงินดาวน์ 25% และผ่อนเพียง 36,xxx บาทต่อเดือน
พงศธรJan 12, 2026

BYD Seal 08 ภาพสอดแนมเผยแพร่ออกมาแล้ว จะมีตัวเลือกพลังงานสองแบบคือ BEV และ PHEV
ณัฐวุฒิJan 12, 2026

Hyundai STARIA รุ่นไฟฟ้าเปิดตัว: MPV พื้นที่กว้างขวาง ครอบครัวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คุ้มค่าที่จะรอคอย!
ธนวัฒน์Jan 12, 2026
ดูเพิ่มเติม


รุ่นรถ

