Q

ขนาดยาง 130/70 ขอบ 13 หมายความว่าอย่างไร?

ตัวเลขในขนาดยาง 130/70-13 แทนพารามิเตอร์ต่างๆ โดย 130 หมายถึงความกว้างหน้ายางเป็น 130 มิลลิเมตร 70 หมายถึงอัตราส่วนความสูงของแก้มยางต่อความกว้างหน้ายางเป็น 70% และ 13 หมายถึงเส้นผ่านศูนย์กลางของกระทะล้อที่เหมาะสมเป็น 13 นิ้ว ขนาดนี้พบทั่วไปในล้อหลังรถสกูตเตอร์ ซึ่งมีลักษณะหน้ายางกว้างและแก้มยางสูง ช่วยให้การดูดซับแรงกระแทกดีขึ้น แต่อัตราส่วนแก้มยางสูงกว่าระดับ 55-65 ที่พบทั่วไปในรถยนต์ซีดาน ควรทราบว่าความกว้างใช้หน่วยเมตริก ส่วนเส้นผ่านศูนย์กลางกระทะล้อยังใช้หน่วยอังกฤษ ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล หากกระทะล้อมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 13 นิ้ว แม้จะมีระยะห่างรูยึด (PCD) และออฟเซ็ตต่างกัน ก็สามารถติดตั้งยางขนาดนี้ได้ แต่ควรตรวจสอบคู่มือรถเพื่อยืนยันความเข้ากันได้ก่อนเปลี่ยนจริง
ข้อความพิเศษ: เนื้อหานี้โพสต์โดยผู้ใช้ และไม่ได้แสดงถึงมุมมองและจุดยืนของ PCauto
  • รถยอดนิยม

  • รุ่นปีรถยนต์

  • เปรียบเทียบรถยนต์

  • รูปภาพรถ

Q&A ล่าสุด

Q
สาเหตุที่ทำให้เบรกล้อหน้าตึงหรือแข็ง
เบรกล้อหน้าหรือแข็งเกินไปมักเกิดจากระบบช่วยแรงทำงานผิดปกติ น้ำมันเบรกผิดปกติ หรือความเสียหายทางกลไก สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือปั๊มช่วยแรงสุญญากาศรั่วหรือวาล์วทางเดียวเสียหาย ทำให้เบรกสูญเสียแรงช่วยจากสุญญากาศ จึงจำเป็นต้องตรวจสอบความแน่นหนาของท่อและเปลี่ยนชิ้นส่วนที่เสียหาย ถ้าน้ำมันเบรกมีปริมาณน้ำเกินมาตรฐาน (เกิน 3%) หรือมีอากาศปน จะทำให้ประสิทธิภาพการส่งแรงดันไฮดรอลิกลดลง แนะนำให้เปลี่ยนน้ำมันเบรกทุก 2 ปีหรือทุก 40,000 กิโลเมตร และระบายอากาศออกให้หมด ทางด้านกลไก หากแผ่นเบรกสึกหรอเหลือน้อยกว่า 3 มิลลิเมตร ลูกสูบเบรกติดขัด หรือระบบ ABS ทำงานผิดปกติ ทั้งหมดนี้จะทำให้แรงต้านทานเพิ่มขึ้น จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนแผ่นเบรกทันทีและหล่อลื่นชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหว หากเบรกทำงานต่อเนื่องในทางลงชันทำให้เกิดการเสื่อมประสิทธิภาพจากความร้อน (เกิน 400°C) หรือมีสิ่งแปลกปลอมติดอยู่ระหว่างจานเบรกกับแผ่นเบรก ควรจอดรถให้เย็นและทำความสะอาดสิ่งแปลกปลอมออก หากระบบช่วยแรงอิเล็กทรอนิกส์ขัดข้อง อาจมีไฟเตือนทำงาน จำเป็นต้องใช้เครื่องสแกนอ่านรหัสข้อผิดพลาดเพื่อซ่อมแซม สำหรับการบำรุงรักษา แนะนำให้ตรวจสอบความหนาของแผ่นเบรกและสภาพระบบช่วยแรงเป็นประจำ และหลีกเลี่ยงการเหยียบเบรกซ้ำหลังดับเครื่องยนต์จนแรงสุญญากาศหมด หากเบรกแข็งขึ้น ให้เปิดไฟฉุกเฉินเพื่อลดความเร็วทันที และติดต่อช่างผู้เชี่ยวชาญ ห้ามขับรถต่อโดยเด็ดขาด
Q
ทำไมห้ามล้อถึงแข็งเมื่อเริ่มต้น?
เบรกเริ่มรู้สึกแข็งตัวมักจะเกิดจากความล้มเหลวของระบบช่วยอัดสุญญากาศ สภาวะผิดปกติของน้ำมันเบรก หรือปัญหาของชิ้นส่วนกลไก สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือปั๊มช่วยอัดสุญญากาศรั่วหรือวาล์วทางเดียวเสีย ในขณะนี้เครื่องยนต์ไม่สามารถให้ความช่วยอัดสุญญากาศเพียงพอ จึงต้องอาศัยแรงเท้าในการเหยียบเบรกทั้งหมด กรณีนี้ประมาณ 60% ของเคสปัญหา หากรถดับเครื่องแล้วเหยียบเบรกหลายครั้งทำให้สุญญากาศหมดก็เป็นปรากฏการณ์ปกติ แต่ถ้าเครื่องยนต์ทำงานแล้วยังแข็งตัวอย่างต่อเนื่องก็ต้องตรวจสอบระบบช่วยอัด ถ้าน้ำมันเบรกมีน้ำเกิน 3% หรือมีอากาศในท่อ จะลดประสิทธิภาพการส่งแรงดันไฮดรอลิก ทำให้แป้นแข็งและระยะเหยียบยาวขึ้น แนะนำให้เปลี่ยนน้ำมันเบรกทุก 2 ปีหรือทุก 40,000 กิโลเมตร ในด้านกลไก ถ้าแผ่นเบรกสึกหรอจนเหลือไม่ถึง 3 มิลลิเมตร ลูกสูบเบรกติดขัด หรือระบบ ABS ทำงานผิดพลาด ก็จะเปลี่ยนความรู้สึกเมื่อเหยียบเบรก ต้องตรวจสอบความหนาและหล่อลื่นชิ้นส่วนเคลื่อนไหวทันที ในกรณีพิเศษ การเบรกต่อเนื่องบนทางลงทำให้เกิดความร้อนสะสมหรือมีสิ่งแปลกปลอมติดอยู่ระหว่างจานเบรก ก็จะทำให้เกิดความผิดปกติ ควรจอดรถให้เย็นและนำสิ่งแปลกปลอมออก คำเตือนความปลอดภัย: หากพบความผิดปกติของเบรกใดๆ ต้องเปิดไฟฉุกเฉินเพื่อลดความเร็วทันที หลีกเลี่ยงการขับรถต่อ และติดต่อช่างผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจสอบเป็นอันดับแรก
Q
วิธีปลดเบรกมือที่ติดค้าง
เมื่อปุ่มเบรกมือติดและไม่สามารถปลดได้ ให้ลองยกคันเบรกมือขึ้นเบาๆ พร้อมกับกดปุ่มเบรกมือไปด้วย หากปัญหาเกิดจากสายเบรกตึงหรือการติดขัดทางกลไก การทำเช่นนี้อาจช่วยปลดล็อคได้ สำหรับเบรกมือแบบกลไก ให้เข้าเกียร์ว่าง กดเบรกเบาๆ แล้วค่อยๆ ปล่อย หรือขยับรถไปมาเพื่อคลายสายเบรกด้วยแรงเฉื่อย หากเบรกมือติดในอุณหภูมิต่ำ คุณสามารถเทน้ำร้อนลงบนคาลิเปอร์เบรกหรือใช้ลมร้อนละลาย แต่ควรหลีกเลี่ยงอุณหภูมิสูงโดยตรงที่อาจทำให้ชิ้นส่วนเสียหายได้ สำหรับเบรกมือแบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ทำงานผิดปกติ ให้ตรวจสอบสัญญาณ ECU มอเตอร์ หรือฟิวส์ ขอแนะนำให้ตรวจสอบระบบที่อู่ซ่อมรถมืออาชีพ หากสนิมหรือสิ่งสกปรกทำให้เกิดการอุดตัน ให้ถอดประกอบ ทำความสะอาด และหล่อลื่น หากมีการกัดกร่อนอย่างรุนแรง จำเป็นต้องเปลี่ยนสายเบรกหรือสปริงคืนตัว น้ำมันเบรกไม่เพียงพอ ผ้าเบรกสึกหรอมากเกินไป หรือการรั่วไหลของระบบก็อาจทำให้เบรกมือทำงานผิดปกติได้เช่นกัน ซึ่งจำเป็นต้องเติมน้ำมันเบรกหรือเปลี่ยนชิ้นส่วนอย่างทันท่วงที อย่าดึงแรงเกินไปขณะใช้งาน หากการแก้ไขด้วยตนเองไม่ได้ผล ให้ติดต่อช่างเทคนิคทันทีเพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่าระบบจอดรถมีความปลอดภัยและเชื่อถือได้ ในการบำรุงรักษาตามปกติ ให้ตรวจสอบความตึงของสายเบรกมือและสภาพของชิ้นส่วนเบรกเป็นประจำ หลีกเลี่ยงการจอดรถบรรทุกเต็มพิกัดเป็นเวลานาน หรือการใช้เบรกมือเพียงอย่างเดียวบนทางลาด เพื่อยืดอายุการใช้งาน
Q
แผ่นเบรกแบบแข็งคืออะไร?
แผ่นเบรกแข็งเป็นชิ้นส่วนระบบเบรกของรถยนต์ที่ทำจากวัสดุเสียดสีความแข็งสูง ซึ่งใช้หลักๆ กับระบบเบรกของรถประสิทธิภาพสูงหรือรถบรรทุกหนัก แผ่นเบรกประเภทนี้มักทำจากวัสดุผสมกึ่งโลหะหรือเซรามิก ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์เสียดสีสูง ความสามารถทนต่ออุณหภูมิสูงได้ดี และสามารถรักษาประสิทธิภาพเบรกที่เสถียรได้ในสภาพการเบรกที่รุนแรง ข้อได้เปรียบของแผ่นเบรกแข็งคือความต้านทานการสึกหรอสูง อายุการใช้งานยาวนาน ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับรถที่ต้องเบรกบ่อยๆ หรือรถที่วิ่งเร็ว แต่เมื่อเทียบกับแผ่นเบรกธรรมดา อาจทำให้เกิดเสียงเบรกมากขึ้น และยังทำให้แผ่นดิสก์เบรกสึกหรอมากขึ้นเล็กน้อย ในตลาดไทย แผ่นเบรกแข็งมักพบในรถกระบะ เช่น โตโยต้า ฮิลักซ์, ฟอร์จูนเนอร์ และรถที่ได้รับการปรับแต่งบางรุ่น ราคาอยู่ในช่วง 200-1500 บาท ขึ้นอยู่กับแบรนด์และความเหมาะสมกับรุ่นรถ ผู้บริโภคควรคำนึงถึงความเข้ากันได้กับระบบเบรกมาตรฐานเมื่อเลือกซื้อ เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพการเบรกและความปลอดภัยในระดับสูงสุด
Q
สิ่งที่ทำให้รถกระตุกเมื่อคุณเหยียบเบรกคืออะไร?
การสั่นของรถเมื่อเบรกมักเกิดจากระบบเบรกหรือชิ้นส่วนช่วงล่างรถผิดปกติ สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือแผ่นเบรกสึกหรอไม่สม่ำเสมอ หลังใช้งานเป็นเวลานานจะทำให้พื้นผิวไม่เรียบเนื่องจากแรงกระทำไม่สม่ำเสมอ เมื่อสัมผัสกับผ้าเบรกจะเกิดการเสียดสีเป็นช่วงๆ จึงทำให้รถสั่น ต้องซ่อมด้วยเครื่องมือช่างมืออาชีพหรือเปลี่ยนแผ่นเบรก (ค่าใช้จ่ายประมาณ 2,000-5,000 บาท) หากผ้าเบรกใหม่ที่เปลี่ยนมีปริมาณโลหะสูงเกินไปหรือยังไม่ผ่านช่วงปรับตัว (ประมาณ 300-500 กิโลเมตร) ก็อาจเกิดการสั่นจากการสั่นพ้องเนื่องจากสัมประสิทธิ์การเสียดสีไม่เสถียร แนะนำให้เลือกอะไหล่มาตรฐานจากโรงงานและหลีกเลี่ยงการเบรกกะทันหันในช่วงปรับตัว ในส่วนของช่วงล่างรถ การบิดเบี้ยวของล้อ การตั้งศูนย์ล้อไม่ถูกต้อง (ค่าใช้จ่ายในการปรับประมาณ 800-1,500 บาท) หรือความไม่สมดุลของยางเกิน 5 กรัม จะทำลายความเสถียรในการขับขี่และทำให้เกิดการสั่นมากขึ้นเมื่อเบรก ต้องตรวจสอบความดันลมยางเป็นประจำ (ค่ามาตรฐานมักระบุไว้ที่กรอบประตู) และสภาพของชิ้นส่วนช่วงล่าง หากการสั่นมาพร้อมกับการสั่นของพวงมาลัย ให้ตรวจสอบระบบล้อหน้าสุดก่อน หากตัวรถสั่นทั้งคันอาจเกี่ยวข้องกับปัญหาของล้อหลังหรือเพลาขับ ในการบำรุงรักษาปกติ แนะนำให้ตรวจสอบความหนาของแผ่นเบรกทุก 40,000 กิโลเมตร (ความหนาขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 22 มิลลิเมตร) และเปลี่ยนน้ำมันเบรกทุก 2 ปี เพื่อป้องกันปัญหาที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดูเพิ่มเติม