Q

Wuling Bingo มีความจุแบตเตอรี่เท่าไหร่

Wuling Hongguang Bingo มีหลายรุ่นแบตเตอรี่ความจุ 31.9 กิโลวัตต์ชั่วโมง ใช้แบตเตอรี่ลิเธียมสามองค์ประกอบชนิดพลังงานสูงและอายุการใช้งานยาวนาน ช่วยให้ระยะทางวิ่งไฟฟ้าสูงถึง 333 กิโลเมตรตามมาตรฐานทางการ แบตเตอรี่ได้รับการรับประกันตลอดอายุการใช้งาน ทำให้ผู้ใช้มั่นใจในความทนทานและความน่าเชื่อถือ รุ่นต่าง ๆ มีเวลาชาร์จแตกต่างกัน ชาร์จเร็วใช้เวลา 0.5 ชั่วโมง ส่วนชาร์จช้าต้องใช้เวลา 4.5 ชั่วโมง ตอบโจทย์ความต้องการชาร์จของผู้ใช้หลากหลาย
ข้อความพิเศษ: เนื้อหานี้โพสต์โดยผู้ใช้ และไม่ได้แสดงถึงมุมมองและจุดยืนของ PCauto

Q&A เกี่ยวข้อง

Q
มอเตอร์ไซค์ Bingo มีกี่แรงม้า?
Wuling Bingo EV มอเตอร์ไฟฟ้ามีกำลังสูงสุด 68 แรงม้า เป็นรถยนต์ไฟฟ้าล้วน มีหลายรุ่น เช่น Wuling Bingo EV - SR (AC) 333 กิโลเมตร ปี 2024 และ Wuling Bingo EV - SRD (DC) 333 กิโลเมตร ปี 2024 ซึ่งราคาอาจแตกต่างกัน แต่กำลังมอเตอร์สูงสุดเท่ากันที่ 68 แรงม้า กำลังนี้เพียงพอสำหรับการใช้งานในเมืองทั่วไป แรงม้า 1 ตัวเท่ากับประมาณ 735 วัตต์ หรือ 0.735 กิโลวัตต์ ดังนั้น 68 แรงม้าเท่ากับกำลังมอเตอร์ประมาณ 50 กิโลวัตต์
Q
Wuling Bingo ราคาเท่าไหร่?
Wuling Hongguang Bingo ในตลาดจีนมีราคาขายปลีกแนะนำประมาณ 270000 ถึง 380000 บาทไทย ขึ้นอยู่กับความจุแบตเตอรี่และอุปกรณ์เสริม เช่น รุ่นมาตรฐานกับรุ่นระยะทางไกล เป็นรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กเน้นการใช้งานในเมือง รุ่นพื้นฐานมีระยะทางวิ่งไฟฟ้าประมาณ 203 กิโลเมตรตามมาตรฐาน CLTC เหมาะกับการเดินทางระยะสั้นในเมืองไทย อย่างไรก็ตาม Wuling ยังไม่มีการนำเข้ารุ่นนี้อย่างเป็นทางการในไทย หากซื้อผ่านการนำเข้า อาจต้องรวมค่าอากร ภาษี ค่าขนส่ง และค่าเอกสารรับรองท้องถิ่น ทำให้ราคาสูงขึ้นมาก ผู้บริโภคไทยจึงสามารถพิจารณารถไฟฟ้าท้องถิ่น เช่น MG EP หรือ BYD Dolphin ที่มีเครือข่ายจำหน่ายและบริการหลังการขายครบถ้วนในไทย
  • รถยอดนิยม

  • รุ่นปีรถยนต์

  • เปรียบเทียบรถยนต์

  • รูปภาพรถ

ข้อดี

ขนาดที่มีความกะทัดรัด ทำให้เป็นที่ง่ายในการขับขี่และจอดรถในเมือง
ลักษณะการออกแบบที่สไตล์สวยงามทำให้ดึงดูดความสนใจของผู้คน
ราคาที่ถูกต้องเหมาะสำหรับผู้ซื้อที่คำนึงถึงงบประมาณ

ข้อเสีย

พื้นที่ภายในรถสำหรับบรรทุกของขนาดใหญ่จำกัด
กำลังขับเคลื่อนต่ำสำหรับการขับรถด้วยความเร็วสูง
ผู้ใช้บางคนรู้สึกว่ารถมีความแข็งเกร็งเล็กน้อย

Q&A ล่าสุด

Q
ความหมายของคำว่า OHV ในรถยนต์คืออะไร?
OHV เป็นชื่อย่อของภาษาอังกฤษ "Overhead Valve" ซึ่งในภาษาจีนเรียกว่าเครื่องยนต์วาล์วเหนือศีรษะ คุณลักษณะหลักคือวาล์วตั้งอยู่ที่ด้านบนของกระบอกสูบ แต่แกนคัมยังคงอยู่ภายในบล็อกเครื่องยนต์ การออกแบบนี้ขับเคลื่อนการเปิดปิดวาล์วผ่านกลไกก้านดันและคันโยก มีข้อดีเช่นโครงสร้างเรียบง่าย ต้นทุนการผลิตต่ำ (โดยทั่วไปประหยัดกว่าเครื่องยนต์ OHC 15-20%) แรงบิดที่รอบต่ำสูง (เหมาะสำหรับการบรรทุกหรือขับขึ้นเขา) และบำรุงรักษาง่าย จึงยังมีการใช้งานในรถยนต์เช่นรถกระบะและรถออฟโรด อย่างไรก็ตาม เนื่องจากข้อจำกัดความเฉื่อยของระบบก้านดัน เครื่องยนต์ OHV มักมีรอบหมุนไม่เกิน 5500 rpm และประสิทธิภาพการระบายอากาศที่ความเร็วสูงไม่เทียบเท่าเครื่องยนต์คัมเหนือศีรษะ (OHC) ควรสังเกตว่าแม้เทคโนโลยี OHV มีต้นกำเนิดจากอุตสาหกรรมยานยนต์สหรัฐฯ แต่ยังพบเห็นในรถบางรุ่นที่เน้นความใช้งานจริง ความน่าเชื่อถือและความประหยัดของมันสอดคล้องกับความต้องการผู้บริโภคที่เน้นประโยชน์ใช้สอย แม้เทคโนโลยีเครื่องยนต์หลักในปัจจุบันจะใช้ OHC/DOHC เป็นมาตรฐาน แต่ OHV ยังคงมีบทบาทในตลาดเฉพาะบางส่วน
Q
อะไรปลอดภัยกว่ากัน ระหว่าง ATV หรือ UTV?
จากมุมมองด้านประสิทธิภาพด้านความปลอดภัย UTV มักมีข้อได้เปรียบมากกว่า ATV โดยทั่วไป UTV (Utility Terrain Vehicle) มีการออกแบบห้องโดยสารแบบปิดหรือกึ่งปิด ติดตั้งกรอบกันพลิก (Roll Cage) และระบบเข็มขัดนิรภัย ซึ่งสามารถลดความเสี่ยงการบาดเจ็บจากการพลิกคว่ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่ ATV (All-Terrain Vehicle) ส่วนใหญ่ออกแบบแบบเปิดและต้องอาศัยความสามารถในการทรงตัวของผู้ขับขี่ ระบบบังคับเลี้ยวของ UTV คล้ายกับรถยนต์ทั่วไป มีความเสถียรในการควบคุมสูง เหมาะสำหรับการขนส่งผู้โดยสารในพื้นที่ภูมิประเทศซับซ้อน ส่วน ATV ใช้ระบบบังคับเลี้ยวแบบแฮนด์มอเตอร์ไซค์ ซึ่งต้องการทักษะการขับขี่สูงกว่า สิ่งที่ควรสังเกตคือ UTV มักติดตั้งอุปกรณ์ความปลอดภัยแบบแพสซีฟมากกว่า เช่น ประตูกันกระแทกและโครงสร้างตัวถังที่เสริมความแข็งแกร่ง ในขณะที่ ATV ต้องอาศัยอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลของผู้ขับขี่ เช่น หมวกกันน็อก ยานพาหนะทั้งสองประเภทต้องปฏิบัติตามกฎหมายท้องถิ่น โดยผู้ที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไปจึงจะขับขี่ ATV ได้ ส่วน UTV มักต้องมีใบอนุญาตขับขี่ที่เหมาะสม เมื่อเลือกใช้งานควรประเมินตามวัตถุประสงค์การใช้งานจริง หากเน้นกิจกรรมครอบครัวหรือการขนส่งสินค้าแนะนำให้เลือก UTV แต่หากต้องการสัมผัสการขับขี่ออฟโรดแบบเต็มรูปแบบอาจเลือก ATV ที่มีความคล่องตัวสูงกว่า
Q
ความแตกต่างระหว่าง ATV และ SSV คืออะไร?
ความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง ATV (รถทุกพื้นที่) และ SSV (รถทุกพื้นที่แบบนั่งข้างๆ) อยู่ที่โครงสร้างการออกแบบและสถานการณ์การใช้งาน ATV ใช้เบาะแบบคร่อมและแฮนด์บาร์แบบมอเตอร์ไซค์ในการควบคุม มีโครงสร้างรถแบบเปิด โดยเน้นความคล่องตัวและความบันเทิง เหมาะสำหรับการขับขี่ออฟโรดระยะสั้นแบบคนเดียวหรือสองคน แต่มีความปลอดภัยค่อนข้างต่ำ และราคามักจะถูกกว่า โดยราคาของรุ่นหลักประมาณ 200,000 ถึง 500,000 บาท SSV ในฐานะที่เป็นรูปแบบหนึ่งของ UTV มีพวงมาลัย เก๋งครึ่งปิด และระบบช่วงล่างประสิทธิภาพสูง โดยเน้นการขนส่งหลายคนและการแข่งขันออฟโรด มีกำลังเครื่องยนต์ที่ใหญ่กว่า (มักจะมากกว่า 800cc) และระบบความปลอดภัยที่ครอบคลุมมากขึ้น แต่ราคาสูงกว่า โดยทั่วไปอยู่ในช่วง 800,000 ถึง 1,500,000 บาท ในแง่การใช้งาน ATV มักพบในการขับขี่เพื่อพักผ่อนหรือขนส่งเบา ส่วน SSV เนื่องจากมีสมรรถนะออฟโรดและความมั่นคงที่เหนือกว่า จึงเป็นที่นิยมในการแข่งขันระดับมืออาชีพหรือการสำรวจ ทั้งสองประเภทจัดอยู่ในรถทุกพื้นที่ แต่ SSV ผ่านการออกแบบแบบโมดูลาร์ (เช่นหลังคาที่ถอดออกได้) ได้พัฒนาความสามารถในการรับมือกับสภาพแวดล้อมที่รุนแรง และมีส่วนแบ่งการตลาดที่เติบโตอย่างชัดเจนในช่วงปีที่ผ่านมา
Q
คำสแลงสำหรับรถวิบากคืออะไร?
ในประเทศไทย คำสแลงที่ใช้เรียกมอเตอร์ไซค์วิบากทั่วไปคือ "มอเตอร์ไซค์วิบาก" หรือ "มอเตอร์ไซค์ออฟโรด" โดยคำแรกแปลตรงตัวว่า "มอเตอร์ไซค์ลุย" และคำหลังเป็นการถอดเสียงมาจากภาษาอังกฤษว่า "off-road" มอเตอร์ไซค์เหล่านี้ได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับถนนที่ไม่ได้ลาดยาง เน้นเฟรมน้ำหนักเบา ระบบกันสะเทือนช่วงยาว และยางดอกลึก ทำให้เหมาะสำหรับภูมิประเทศที่ซับซ้อน เช่น โคลนและกรวด ในภาคเหนือของประเทศไทย เช่น เชียงใหม่ การขี่มอเตอร์ไซค์ออฟโรดเป็นกิจกรรมกลางแจ้งยอดนิยม และนักขี่ท้องถิ่นมักใช้คำไม่เป็นทางการ เช่น "รถมอเตอร์ไซค์วิบาก" (หมายถึง "มอเตอร์ไซค์ของคนแกร่ง") เพื่อสะท้อนลักษณะที่แข็งแกร่งของพวกเขา เป็นที่น่าสังเกตว่า "dirt bike" ซึ่งเป็นคำที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ก็ถูกใช้โดยตรงโดยผู้ที่ชื่นชอบชาวไทยบางคน โดยเฉพาะในการแข่งขัน วัฒนธรรมมอเตอร์ครอสกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศไทย และความต้องการในตลาดสำหรับชิ้นส่วนดัดแปลงที่เกี่ยวข้อง เช่น ท่อไอเสียประสิทธิภาพสูง (via exhaust) และกันชน (crash bars) ก็เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขนาดเครื่องยนต์ที่นิยมโดยทั่วไปจะอยู่ในช่วง 150-450 ซีซี และราคาจะอยู่ที่ประมาณ 80,000-300,000 บาทไทย
Q
"10 รถสปอร์ตที่ดีที่สุดคืออะไร?"
รถสปอร์ตสมรรถนะสูงที่ได้รับความสนใจมากในตลาดไทยในปัจจุบัน ได้แก่ โตโยต้า GR GT เฟอร์รารี่ โรมา สไปเดอร์ พอร์เช่ 911 Turbo S และรุ่นอื่นๆ โตโยต้า GR GT ในฐานะรถธงรุ่นใหม่ของ TGR มาพร้อมระบบไฮบริด V8 4.0 ลิตรเทอร์โบคู่ ให้กำลังขับ 650 แรงม้า เร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ใน 4 วินาที ใช้โครงสร้างตัวถังอลูมิเนียมทั้งคันและระบบเบรกคาร์บอนเซรามิก คาดว่าจะวางจำหน่ายในปี 2027 โดยตั้งเป้าแข่งขันกับ AMG GT เฟอร์รารี่ โรมา สไปเดอร์ มีราคาเริ่มต้นที่ 26 ล้านบาท ใช้เครื่องยนต์ V8 3.9 ลิตร เทอร์โบ คู่กับเกียร์ 8 จังหวะ DCT หลังคาแบบผ้าใบสามารถเปิด-ปิดได้ใน 13.5 วินาที และมีความเร็วสูงสุด 320 กม./ชม. การออกแบบน้ำหนักเบาสืบทอดองค์ประกอบ GT คลาสสิกของแบรนด์ พอร์เช่ 911 Turbo S พัฒนาด้วยระบบแอโรไดนามิกแบบแอคทีฟและยางหลังขนาดกว้าง 315 มม. แสดงถึง DNA สายสปอร์ต และหลังการอัปเกรดในรุ่นปี 2021 ก็กลายเป็นรุ่นที่มีตัวถังกว้างที่สุดในตระกูล นอกจากนี้ แม้เมอร์เซเดส-เบนซ์ AMG G63 Mansory จะเป็น SUV หรู แต่เครื่องยนต์ V8 ปรับแต่งพิเศษกำลัง 585 แรงม้ายังคงมีสมรรถนะระดับรถสปอร์ต จุดร่วมของรถเหล่านี้คือการผสมผสานเทคโนโลยีขับเคลื่อนล้ำสมัยและการปรับแต่งสมรรถนะการขับขี่ เช่น การกระจายน้ำหนักเพลาหน้า-หลัง 48:55 ของ GR GT ระบบเปลี่ยนเกียร์เร็วของเฟอร์รารี่ เป็นต้น ซึ่งสะท้อนแนวโน้มการสมดุลระหว่างเทคโนโลยีการแข่งขันและความใช้งานจริงในชีวิตประจำวันของรถสมรรถนะสูงยุคปัจจุบัน
ดูเพิ่มเติม