Q

แบตเตอรี่ Toyota Crown ความจุเท่าไหร่

รถโตโยต้า คราวน์ ที่วางจำหน่ายในตลาดประเทศไทยมักมาพร้อมกับแบตเตอรี่ 2 แบบ โดยความจุจะขึ้นอยู่กับรุ่นและระบบขับเคลื่อน สำหรับรุ่นไฮบริดส่วนใหญ่จะใช้แบตเตอรี่ 12V ร่วมกับแบตเตอรี่แบบนิกเกิล-เมทัล ไฮไดรด์ ความจุของแบตเตอรี่ 12V มักอยู่ที่ 35Ah ถึง 45Ah (ตามที่ตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยระบุ) ส่วนรุ่นเครื่องยนต์เบนซินทั่วไปจะใช้แบตเตอรี่ 12V แบบตะกั่ว-กรด ความจุประมาณ 60Ah ถึง 70Ah โดยในสภาพอากาศร้อนแบบประเทศไทย ต้องระวังเป็นพิเศษเรื่องการตรวจสอบระดับน้ำกลั่นและขั้วแบตเตอรี่อย่างสม่ำเสมอ สำหรับผู้ใช้ในไทย แนะนำให้เลือกแบตเตอรี่ยี่ห้อที่ทนความร้อนสูง และควรตรวจสอบสภาพแบตเตอรี่โดยผู้เชี่ยวชาญทุก 2 ปี เพราะอากาศร้อนชื้นตลอดทั้งปีจะเร่งให้แบตเตอรี่เสื่อมสภาพเร็วขึ้น นอกจากนี้ระบบแบตเตอรี่ของรุ่นไฮบริดจะทำงานได้ดีกว่าในสภาพการจราจรติดขัดอย่างในกรุงเทพฯ เพราะสามารถเก็บพลังงานกลับมาใช้ได้ดี แต่ต้องดูแลระบบระบายความร้อนของแบตเตอรี่ไฮบริดตามระยะที่ศูนย์บริการกำหนด หากต้องการเปลี่ยนแบตเตอรี่ ควรไปที่ศูนย์บริการของโตโยต้าที่ได้รับการรับรองในประเทศไทยเพื่อใช้อะไหล่แท้จากโรงงาน เพื่อให้แบตเตอรี่เข้ากันได้กับระบบจัดการพลังงานอัจฉริยะของรถ เพราะหากใช้แบตเตอรี่ที่ไม่ใช่ของแท้อาจทำให้ระบบป้องกันวงจรทำงานผิดปกติได้
ข้อความพิเศษ: เนื้อหานี้โพสต์โดยผู้ใช้ และไม่ได้แสดงถึงมุมมองและจุดยืนของ PCauto
  • รถยอดนิยม

  • รุ่นปีรถยนต์

  • เปรียบเทียบรถยนต์

  • รูปภาพรถ

Q&A ล่าสุด

Q
อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เบรกมือค้าง?
การเบรกมือติดขัดมักเกิดจากความบกพร่องทางกลไกหรือปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สาเหตุทั่วไป ได้แก่ สนิม การเสียรูป หรือการขาดของสายเบรกมือเนื่องจากการใช้งานเป็นเวลานาน ซึ่งส่งผลต่อการทำงานของการคืนตัว โดยเฉพาะในสภาพอากาศชื้น ในอุณหภูมิต่ำ ผ้าเบรกและจานเบรกอาจแข็งตัวและติดกัน ทำให้ต้องอุ่นเครื่องยนต์หรือเคาะส่วนประกอบเบรกเบาๆ เพื่อละลาย การสึกหรอมากเกินไปของผ้าเบรกหรือสปริงคืนตัวที่ชำรุดก็อาจทำให้เบรกมือปลดออกได้ยาก ทำให้ต้องเปลี่ยนชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ การใช้งานที่ไม่ถูกต้อง เช่น การดึงเบรกมืออย่างแรงโดยไม่กดปุ่มปลด หรือความเสียหายต่อเฟืองหรือหมุดภายในกลไกเบรกมือ ก็อาจทำให้เบรกมือติดขัดได้เช่นกัน ขอแนะนำให้ลองกดเบรกเบาๆ และขยับรถไปมาเพื่อปลดเบรกก่อน หากไม่ได้ผล ให้ตรวจสอบสภาพของสายเคเบิลและน้ำมันเบรกเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายเพิ่มเติมจากการใช้งานอย่างแรง สำหรับเบรกมือแบบอิเล็กทรอนิกส์ สัญญาณเตือนผิดพลาดของระบบหรือการทำงานผิดปกติของมอเตอร์จำเป็นต้องรีเซ็ตด้วยเครื่องมือวินิจฉัย ปัญหาที่ซับซ้อนควรได้รับการแก้ไขโดยศูนย์บริการที่ได้รับอนุญาต การบำรุงรักษาเป็นประจำ เช่น การหล่อลื่นตัวนำสายเคเบิลและการตรวจสอบความหนาของผ้าเบรก (ไม่น้อยกว่า 3 มม.) สามารถป้องกันปัญหานี้ได้ หลังฤดูฝน แนะนำให้ทำความสะอาดชิ้นส่วนเบรกเพื่อป้องกันการกัดกร่อน หากไฟเตือนเบรกมือแสดงขึ้นบนหน้าปัด ให้ตรวจสอบความผิดปกติของวงจรหรือเซ็นเซอร์เป็นอันดับแรก
Q
เมื่อไหร่ที่ควรเปลี่ยนผ้าเบรกของรถ?
การเปลี่ยนแผ่นเบรกต้องพิจารณาจากปัจจัยหลายด้าน ได้แก่ ระยะทางที่ขับขี่ การสึกหรอจริง และสภาพแวดล้อมการขับขี่ โดยทั่วไปแผ่นเบรกหน้าควรเปลี่ยนทุก 30,000-50,000 กิโลเมตร แผ่นเบรกหลังทุก 60,000-100,000 กิโลเมตร สำหรับรถพลังงานใหม่ เนื่องจากระบบกักเก็บพลังงานจลน์ สามารถยืดระยะการเปลี่ยนเป็นแผ่นหน้าทุก 60,000-80,000 กิโลเมตร และแผ่นหลังทุก 80,000-120,000 กิโลเมตร เกณฑ์สำคัญในการประเมินได้แก่: 1. การตรวจสอบความหนา (เปลี่ยนทันทีเมื่อเหลือ ≤3 มม.) 2. เสียงโลหะเสียดสี (จากแผ่นเตือนการสึกหรอ) 3. ไฟเตือนบนแผงหน้าปัด แนะนำให้ตรวจสอบทุก 5,000 กิโลเมตร ในสภาพการขับขี่เฉพาะ เช่น การจราจรติดขัดในเมืองหรือการขับบนภูเขา ระยะการเปลี่ยนอาจสั้นลงเหลือเพียง 20,000-30,000 กิโลเมตร สำหรับวัสดุแผ่นเบรกเซรามิก มีอายุการใช้งานได้ถึง 50,000-60,000 กิโลเมตร หลังเปลี่ยนใหม่ ควรขับเบรกอย่างนุ่มนวลเป็นระยะทาง 200 กิโลเมตร และตรวจสอบร่องลึกบนจานเบรก หากเกิน 1 มม. ควรเปลี่ยนพร้อมกัน หมายเหตุสำคัญ: - รถเกียร์อัตโนมัติและการขนส่งน้ำหนักมากจะทำให้สึกหรอเร็วขึ้น - เตรียมแผ่นเบรกสำรองเมื่อความหนาเหลือ 7 มม. - เพื่อความปลอดภัยของระบบเบรก
Q
ความแตกต่างระหว่างน้ำมันเบรก DOT 3 และ DOT 4 คืออะไร?
ความแตกต่างหลักระหว่างน้ำมันเบรก DOT3 และ DOT4 อยู่ที่จุดเดือด องค์ประกอบ และประสิทธิภาพ จุดเดือดสมดุลของ DOT4 อยู่ที่ 230°C ซึ่งสูงกว่า DOT3 ที่ 205°C อย่างมาก ทำให้ DOT4 มีโอกาสระเหยน้อยกว่าในสภาวะอุณหภูมิสูง (เช่น การเบรกอย่างต่อเนื่องหรือสภาพอากาศร้อน) ช่วยลดความเสี่ยงที่เบรกจะทำงานล้มเหลวเนื่องจากไอน้ำอุดตันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในแง่ขององค์ประกอบ DOT3 เป็นประเภทแอลกอฮอล์อีเทอร์ ส่วนใหญ่ประกอบด้วยโพลีเอทิลีนไกลคอลหรือโพรพิลีนไกลคอล ซึ่งชอบน้ำสูงและดูดซับความชื้นได้ง่าย ทำให้จุดเดือดลดลงทุกปี โดยทั่วไปจึงต้องเปลี่ยนทุกสองปี ในทางกลับกัน DOT4 เป็นประเภทเอสเทอร์ ประกอบด้วยบอเรตเอสเทอร์ ส่งผลให้มีจุดเดือดสูงกว่าและสามารถสลายความชื้นที่ดูดซับได้ ให้ความต้านทานต่อความชื้นและความเสถียรของประสิทธิภาพที่เหนือกว่า ในแง่ของราคา DOT4 มีราคาแพงกว่าเนื่องจากข้อได้เปรียบทางเทคโนโลยี แต่การเลือกใช้ต้องเป็นไปตามคู่มือการใช้งานของรถยนต์อย่างเคร่งครัด หากเปลี่ยนจากน้ำมันเบรก DOT3 เป็น DOT4 ต้องถ่ายน้ำมันเบรกเก่าออกให้หมดเพื่อป้องกันการผสมและการเกิดปฏิกิริยาทางเคมี ควรทราบว่าน้ำมันเบรกทั้งสองชนิดจำเป็นต้องเปลี่ยนเป็นประจำ (แนะนำทุก 2 ปี/40,000 กิโลเมตร) ปริมาณน้ำที่เกิน 3% จะทำให้ระยะเบรกเพิ่มขึ้นอย่างมาก และควรตรวจสอบอย่างละเอียดก่อนฤดูฝนหรือฤดูร้อน
Q
หน้าที่ของผ้าเบรกคืออะไร?
ผ้าเบรกเป็นส่วนประกอบหลักของระบบเบรกในรถยนต์ หน้าที่หลักของมันคือการเปลี่ยนพลังงานจลน์ของรถให้เป็นพลังงานความร้อนผ่านแรงเสียดทานกับจานเบรกหรือดรัมเบรก ทำให้รถชะลอความเร็วหรือหยุดลง เมื่อผู้ขับขี่เหยียบแป้นเบรก ระบบไฮดรอลิกจะดันผ้าเบรกไปหนีบจานเบรกที่กำลังหมุน แรงต้านที่เกิดจากวัสดุเสียดทานจะลดความเร็วของล้อ กระบวนการนี้ต้องการผ้าเบรกที่มีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานที่คงที่ ทนต่ออุณหภูมิสูง (เพื่อป้องกันการเบรกเฟดจากความร้อน) และทนต่อการสึกหรอ ปัจจุบัน ผ้าเบรกที่ใช้กันทั่วไปแบ่งออกเป็นสามประเภท ได้แก่ ผ้าเบรกแบบอินทรีย์ ผ้าเบรกแบบกึ่งโลหะ และผ้าเบรกเซรามิก ผ้าเบรกแบบอินทรีย์ทำจากวัสดุคอมโพสิตที่มีเรซินเป็นส่วนประกอบ ให้การเบรกที่นุ่มนวลและเสียงรบกวนต่ำ เหมาะสำหรับรถยนต์ใช้งานประจำวัน ผ้าเบรกแบบกึ่งโลหะมีเส้นใยโลหะ ให้ความทนทานต่ออุณหภูมิสูงได้ดี แต่อาจทำให้เกิดฝุ่นเบรกมากขึ้น ผ้าเบรกเซรามิกผสมผสานความทนทานต่ออุณหภูมิสูงและคุณสมบัติการสึกหรอต่ำ มักพบในรถยนต์สมรรถนะสูง แต่มีราคาแพงกว่า สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือ ควรเปลี่ยนผ้าเบรกทันทีเมื่อความหนาเหลือน้อยกว่า 3 มม. มิฉะนั้นจะทำให้ระยะเบรกเพิ่มขึ้นหรืออาจทำให้จานเบรกเสียหายได้ แนะนำให้ตรวจสอบทุกๆ 40,000-50,000 กิโลเมตร หรือเมื่อได้ยินเสียงเตือนเป็นโลหะ ผ้าเบรกคุณภาพสูงช่วยให้แรงเบรกสม่ำเสมอและเชื่อถือได้ในระหว่างการเบรกฉุกเฉิน ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในสภาพการจราจรติดขัดในเขตร้อน เมื่อเลือกผ้าเบรก ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรอง TISI เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยในท้องถิ่น
Q
สิ่งที่ก่อให้เกิดการเบรกอย่างรุนแรงคืออะไร?
สาเหตุหลักที่ทำให้เบรกรถยนต์เสียหายกะทันหัน ได้แก่ การบำรุงรักษาระบบเบรกไม่เพียงพอ การใช้งานไม่ถูกต้อง ความเสียหายทางกลไก และปัจจัยรบกวนภายนอก การสะสมของสิ่งสกปรกในกระบอกสูบเบรกหลักหรือซีลไม่แน่นจะทำให้ระบบไฮดรอลิกทำงานล้มเหลว การผสมน้ำมันเบรกต่างชนิดกันอาจทำให้เกิดปฏิกิริยาเคมีที่กัดกร่อนท่อ จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนน้ำมันเบรกตามมาตรฐานและทำความสะอาดระบบเป็นประจำ การเหยียบเบรกติดต่อกันเป็นเวลานานขณะลงเขาจะทำให้ผ้าเบรกร้อนจัดจนเสื่อมสภาพ ควรใช้เกียร์ต่ำเพื่อช่วยในการเบรก การบรรทุกเกินกำหนดจะเพิ่มแรงเฉื่อยมากเกินกว่าที่ระบบเบรกออกแบบมา จึงต้องปฏิบัติตามข้อจำกัดการบรรทุกอย่างเคร่งครัด ชิ้นส่วนทางกลไกที่ชำรุด เช่น กระบอกสูบเบรกรั่ว ปั๊มเสริมแรงเบรกเสีย ต้องเปลี่ยนทันที เมื่อผ้าเบรกสึกถึงขีดจำกัด (โดยทั่วไปความหนาน้อยกว่า 3 มม.) ต้องเปลี่ยนใหม่ นอกจากนี้ ยังต้องระวังสิ่งกีดขวางที่อาจติดอยู่ใต้แป้นเบรก หรือการออกแบบแผ่นปูพื้นที่ไม่เหมาะสม ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าแป้นเบรกสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ หากเกิดกรณีเบรกเสียกะทันหัน ให้ลองเหยียบเบรกซ้ำหลายครั้งเพื่อฟื้นฟูแรงดัน สำหรับรถเกียร์ธรรมดาให้ลดเกียร์ตามลำดับและใช้เบรกมืออย่างนุ่มนวล เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียควบคุม สำหรับมาตรการป้องกัน ควรเปลี่ยนน้ำมันเบรกทุก 2 ปีหรือทุก 40,000 กม. ตรวจสอบความหนาผ้าเบรกและความแน่นหนาของท่อเป็นประจำ หลังขับรถในพื้นที่ภูเขาควรระบายความร้อนให้ระบบเบรก ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาประมาณ 500-2,000 บาทต่อครั้ง ซึ่งต่ำกว่าความเสียหายจากอุบัติเหตุมาก และเป็นการลงทุนที่สำคัญเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่
ดูเพิ่มเติม