Q

MG Maxus 9 ใช้ระบบขับเคลื่อนแบบไหน?

MG Maxus 9 เป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% ที่มาพร้อมกับระบบขับเคลื่อนมอเตอร์ประสิทธิภาพสูงและเทคโนโลยีแบตเตอรี่อันทันสมัย ให้พลังการขับขี่ที่ทั้งนุ่มนวลและแรงดัน เหมาะสมกับสภาพการจราจรที่ติดขัดในเมืองและความต้องการเดินทางระยะสั้นในประเทศไทย นอกจากนี้ระบบไฟฟ้ายังช่วยลดมลพิษ สอดคล้องกับนโยบาย绿色出行ของรัฐบาลไทย ในสภาพอากาศร้อนของไทย ระบบจัดการแบตเตอรี่ (BMS) จะทำงานเพื่อรักษาความเสถียรและความปลอดภัยของแบตเตอรี่แม้อยู่ในอุณหภูมิสูง ในขณะที่ระยะทางการขับขี่ของ Maxus 9 ก็เพียงพอสำหรับการเดินทางในชีวิตประจำวันและการท่องเที่ยวในวันหยุด ส่วนเรื่องเสียงนั้น รถไฟฟ้ายังช่วยลดมลพิษทางเสียงในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ทำให้การขับขี่สบายขึ้นอีกด้วย สำหรับคนไทยแล้ว การใช้รถไฟฟ้ายังได้สิทธิประโยชน์จากรัฐบาล เช่น การลดภาษีซื้อรถหรือสนับสนุนค่าติดตั้งสถานีอัดประจุ ทำให้ MG Maxus 9 เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในตลาดไทย
ข้อความพิเศษ: เนื้อหานี้โพสต์โดยผู้ใช้ และไม่ได้แสดงถึงมุมมองและจุดยืนของ PCauto

Q&A เกี่ยวข้อง

Q
MG Maxus 9 ต่อบลูทูธอย่างไร?
เมื่อใช้งานรถ MG Maxus 9 ในประเทศไทย การเชื่อมต่อบลูทูธมีขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้ ก่อนอื่นต้องมั่นใจว่ารถอยู่ในสภาวะพร้อมใช้งาน จากนั้นไปที่หน้าจอควบคุมกลาง หาเมนู "ตั้งค่า" หรือ "บลูทูธ" แล้วเปิดฟังก์ชั่นบลูทูธ พร้อมกันนี้ให้เปิดบลูทูธบนโทรศัพท์มือถือและค้นหาอุปกรณ์ที่ใช้ได้ เลือก "MG Maxus 9" เพื่อทำการจับคู่ เมื่อจับคู่สำเร็จก็สามารถเปิดเพลงหรือรับโทรศัพท์ผ่านระบบเสียงของรถได้ หากมีปัญหาในการเชื่อมต่อ ลองปิดและเปิดบลูทูธใหม่ทั้งบนรถและโทรศัพท์ และตรวจสอบว่าอยู่ในระยะที่เหมาะสม นอกจากนี้สภาพอากาศไทยที่ร้อนชื้นอาจส่งผลต่อเสถียรภาพของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แนะนำให้อัปเดตระบบรถอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้บลูทูธทำงานได้ปกติ ระบบบลูทูธของ MG Maxus 9 เข้ากันได้กับสมาร์ทโฟนส่วนใหญ่ ทั้ง iOS และ Android ให้การเชื่อมต่อที่ลื่นไหล ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการขับขี่และการสื่อสาร ในชีวิตประจำวันที่ประเทศไทย การใช้บลูทูธไม่เพียงเพิ่มความสะดวก แต่ยังช่วยหลีกเลี่ยงการถือโทรศัพท์ขณะขับรถ ซึ่งผิดกฎหมายจราจรของไทยอีกด้วย
Q
MG Maxus 9 ภายในห้องโดยสารเป็นอย่างไร?
MG Maxus 9 ออกแบบภายในด้วยความหรูหราและเทคโนโลยีที่ทันสมัย เน้นการใช้เนื้อผ้านุ่มคุณภาพสูงและการเย็บประณีต หน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่บนคอนโซลกลางรองรับระบบสมาร์ทคอนเนคท์ ที่นั่งหุ้มหนังแท้พร้อมระบบปรับไฟฟ้า ระบายความร้อนและให้ความอบอุ่น โดยเฉพาะแถวที่สองที่มาพร้อมหัวพนักระดับธุรกิจและที่รองขา ให้ความรู้สึกสบายแบบสุดๆ เหมาะสำหรับคนไทยที่ชอบเดินทางไกลหรือใช้งานในเชิงธุรกิจ ภายในยังติดตั้งไฟปรับโทนสีและระบบเสียงคุณภาพสูง เพื่อสร้างบรรยากาศการขับขี่ระดับพรีเมียม สำหรับตลาดไทย MG Maxus 9 ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทั้งในแง่ความสบายและเทคโนโลยี โดยเฉพาะพื้นที่กว้างขวางและฟีเจอร์ครบครัน เหมาะทั้งสำหรับครอบครัวและงานอีเวนท์ นอกจากนี้ MG ยังมีเครือข่ายบริการหลังการขายที่ครอบคลุมในไทย พร้อมให้การดูแลอย่างดี ส่วนการออกแบบก็คำนึงถึงสภาพอากาศร้อนชื้น โดยระบบระบายอากาศที่นั่งและแอร์ประสิทธิภาพสูงจะช่วยเพิ่มความสบายในวันที่อากาศร้อน แน่นอนว่า MG Maxus 9 ถือเป็นคันที่เหนือชั้นในรุ่นเดียวกันเมื่อพูดถึงการออกแบบภายใน
Q
MG Maxus 9 มีสีอะไรบ้างที่สามารถเลือกได้?
MG Maxus 9 ในตลาดไทยมีตัวเลือกสีให้หลากหลาย ทั้งสีขาวไข่มุกคลาสสิก สีดำออบซิเดียน สีเงินเมทัลลิก และสีน้ำเงินเข้ม ซึ่งสีเหล่านี้ไม่เพียงตอบโจทย์ความนิยมของคนไทยในแง่ของความทันสมัยและความใช้งานได้จริง แต่ยังเหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้นของไทยอีกด้วย ตัวอย่างเช่น สีอ่อนจะไม่ดูดซับความร้อนจากแสงแดดมากนัก ส่วนสีเข้มก็ให้ความรู้สึกหรูหราและดูหนักแน่น นอกจากนี้ MG Maxus 9 ยังใช้เทคโนโลยีการเคลือบสีที่ทนทานต่อสภาพอากาศสูง ช่วยป้องกันรังสี UV และความชื้นที่จะทำลายสีรถ ซึ่งเป็นจุดสำคัญสำหรับประเทศร้อนชื้นอย่างไทย เวลาเลือกสี ผู้บริโภคไทยยังคำนึงถึงไลฟ์สไตล์การใช้งานได้ เช่น ครอบครัวอาจชอบโทนสีสว่างสดใส ในขณะที่กลุ่มลูกค้าธุรกิจอาจเลือกสีเข้มที่ดูเรียบหรู พูดถึง MG Maxus 9 แล้ว รถรุ่นนี้เป็น MPV ขนาดใหญ่ที่มาพร้อมพื้นที่กว้างขวางและความสะดวกสบาย ซึ่งได้รับความนิยมในตลาดไทยอยู่แล้ว การที่มีตัวเลือกสีเพิ่มเติมนี้ยิ่งช่วยตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้ใช้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานในเมืองหรือการเดินทางไกล ก็สามารถเลือกสีที่ตรงใจได้อย่างแน่นอน
Q
MG Maxus 9 สามารถเปรียบเทียบกับ Toyota Alphard อย่างไร?
จากมุมมองของตลาดไทย MG Maxus 9 และ Toyota Alphard ถือเป็นรุ่น MPV ระดับไฮเอนด์ แต่มีความแตกต่างในด้าน positioning และคุณสมบัติเฉพาะตัว MG Maxus 9 ที่เป็นผลิตภัณฑ์ภายใต้กลุ่ม SAIC Motor นั้นมาพร้อมกับฟีเจอร์ครบครันและราคาที่คุ้มค่า เหมาะสำหรับผู้ใช้ครอบครัวที่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีและความสะดวกสบาย โดยรุ่นไฟฟ้า 100% อาจดึงดูดมากขึ้นในไทยเนื่องจากเทรนด์นโยบายรักษ์สิ่งแวดล้อมที่กำลังมาแรง ส่วน Toyota Alphard ได้รับความเชื่อมั่นจากแบรนด์ที่แข็งแกร่งและประสิทธิภาพที่มั่นคง โดยเฉพาะจุดเด่นในเรื่องความหรูหราของห้องโดยสารและมูลค่าการขายต่อที่สูง เหมาะกับกลุ่มนักธุรกิจที่มองหาความน่าเชื่อถือและการใช้งานระยะยาว ในประเทศไทยที่สภาพถนนและการจราจรในเมืองค่อนข้างติดขัด ความสะดวกสบายในการขับขี่และความยืดหยุ่นของพื้นที่จึงเป็นปัจจัยสำคัญ นอกจากนี้ผู้บริโภคไทยยังให้ความสำคัญกับบริการหลังการขายและความสะดวกในการซ่อมบำรุง ซึ่ง Toyota มีเครือข่ายที่กว้างขวางกว่า ในขณะที่ MG ก็กำลังพัฒนาประสบการณ์บริการผ่านการผลิตในประเทศ โดยสรุปแล้วการเลือกรถคันไหนขึ้นอยู่กับความต้องการเฉพาะของผู้ใช้ ว่าจะให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและเทรนด์พลังงานสะอาด หรือความหรูหราแบบดั้งเดิมและการรับประกันจากแบรนด์มากกว่า
Q
MG Maxus 9 สามารถรองรับผู้โดยสารได้กี่คน?
MG Maxus 9 เป็นรถเอ็มพีวีขนาดใหญ่ที่เหมาะสำหรับครอบครัวไทยหรือการใช้งานเชิงธุรกิจ โดยแบบมาตรฐานสามารถรองรับผู้โดยสารได้ 7-9 ที่นั่ง ขึ้นอยู่กับรุ่นและการจัดวางที่นั่ง ซึ่งการออกแบบที่นั่งที่ปรับเปลี่ยนได้ช่วยตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางกับครอบครัวหรือการรับรองลูกค้าของบริษัท ในสภาพอากาศร้อนของไทย ระบบแอร์ที่มีประสิทธิภาพและพื้นที่ภายในที่กว้างขวางจะช่วยให้ผู้โดยสารรู้สึกสบายตลอดการเดินทาง นอกจากนี้ยังประหยัดน้ำมัน เหมาะกับสภาพการจราจรในเมืองที่ต้องหยุดและบ่อยครั้ง สำหรับรถที่เน้นประโยชน์ใช้สอยอย่าง MG Maxus 9 ยังมีจุดเด่นในเรื่องความจุผู้โดยสารและพื้นที่เก็บสัมภาระที่แข่งขันได้ในตลาดไทย แม้จะมีผู้โดยสารเต็มความจุ ก็ยังสามารถวางกระเป๋าเดินทางได้ และหากพับเบาะหลังก็จะเพิ่มพื้นที่เก็บของได้มากขึ้น ความหลากหลายในการใช้งานนี้ทำให้ MG Maxus 9 เป็นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับครอบครัวใหญ่หรือบริษัทท่องเที่ยวในไทย ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลสเปคเพิ่มเติมได้ที่ตัวแทนจำหน่ายท้องถิ่น
Q
MG Maxus 9 ใช้เวลาชาร์จนานเท่าไหร่?
MG Maxus 9 เป็น MPV พลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ในประเทศไทยเวลาชาร์จขึ้นอยู่กับกำลังไฟของอุปกรณ์และความจุแบตเตอรี่ เมื่อต่อกับแท่นชาร์จบ้านมาตรฐาน 7.4 กิโลวัตต์ จาก 0% ถึง 100% ใช้เวลาประมาณ 8-10 ชั่วโมง เหมาะสำหรับชาร์จกลางคืนหรือจอดยาว หากใช้แท่นชาร์จสาธารณะความเร็ว 50 กิโลวัตต์ สามารถชาร์จถึง 80% ในประมาณ 1 ชั่วโมง เหมาะสำหรับการเติมไฟเร่งด่วน และหากใช้แท่นชาร์จความเร็วสูง 100 กิโลวัตต์ เวลาในการชาร์จสามารถลดลงเหลือประมาณ 40 นาที ปัจจุบันโครงสร้างพื้นฐานรถไฟฟ้าในไทยพัฒนาอย่างรวดเร็ว ศูนย์การค้า ปั๊มน้ำมัน และจุดบริการทางหลวงในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ และเมืองหลักต่างติดตั้งแท่นชาร์จเร็วอำนวยความสะดวกในการใช้งานประจำวัน ผู้ขับควรสังเกตสภาพแบตเตอรี่ อุณหภูมิโดยรอบ และกำลังไฟที่แท่นชาร์จให้เหมาะสม แนะนำชาร์จในช่วง 20%-80% เพื่อยืดอายุแบตเตอรี่ นอกจากนี้ รัฐบาลไทยมีนโยบายสนับสนุนรถไฟฟ้า การซื้อ MG Maxus 9 จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ขณะที่บางผู้ให้บริการแท่นชาร์จมีส่วนลดสมาชิก ช่วยลดค่าใช้จ่ายระยะยาวในการใช้งานรถได้
Q
MG Maxus 9 สามารถวิ่งได้กี่กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง?
MG Maxus 9 เป็นรถยนต์ไฟฟ้าแบบเต็มรูปแบบ (EV) ที่มีระยะทางการขับขี่จริงในประเทศไทยอาจแตกต่างกันไปตามสภาพการขับขี่และปัจจัยแวดล้อม ข้อมูลอย่างเป็นทางการระบุว่าระยะทางในเงื่อนไขทดสอบ NEDC สามารถทำได้ถึงประมาณ 540 กิโลเมตร ซึ่งถือว่าเพียงพอสำหรับการเดินทางในเมืองหรือท่องเที่ยวระยะกลางในประเทศไทย แม้อากาศร้อนของไทยอาจส่งผลกระทบเล็กน้อยต่อประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ แต่ระบบควบคุมอุณหภูมิอัจฉริยะที่ติดตั้งมาสามารถรักษาประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การใช้รถไฟฟ้าในประเทศไทยมีข้อได้เปรียบหลายอย่าง เช่น สถานีชาร์จไฟในกรุงเทพฯและเมืองอื่นๆที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงนโยบายสนับสนุนรถพลังงานสะอาดของรัฐบาล เช่น การลดภาษีนำเข้าและภาษีสรรพสามิต ผู้ขับขี่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพระยะทางการขับขี่โดยการใช้ระบบกักเก็บพลังงานเมื่อมีการคาดการณ์สภาพถนนล่วงหน้า อย่างไรก็ตามภูมิประเทศที่เป็นภูเขาของไทยอาจทำให้การสิ้นเปลืองพลังงานเพิ่มขึ้น จึงแนะนำให้วางแผนจุดชาร์จไฟระหว่างทางล่วงหน้าก่อนเดินทางไกล นอกจากนี้พื้นที่ภายในที่กว้างขวางและระบบช่วงล่างที่เน้นความสบายยังเหมาะสำหรับการเดินทางแบบครอบครัวซึ่งเป็นที่นิยมในประเทศไทย และด้วยการพัฒนาอย่างรวดเร็วของโครงสร้างพื้นฐานสำหรับรถไฟฟ้าในประเทศไทยรวมถึงความได้เปรียบด้านค่าไฟฟ้า ทำให้ค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตรของรถไฟฟ้าถูกกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันถึงประมาณหนึ่งในสาม ซึ่งช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากในระยะยาว
Q
MG Maxus 9 มีรุ่นย่อยอะไรบ้าง?
MG Maxus 9 เป็นรถอเนกประสงค์ที่กำลังได้รับความสนใจในตลาดไทยตอนนี้ โดยมีให้เลือก 2 รุ่นตามความต้องการของผู้ใช้ คือรุ่นไฟฟ้า 100% (EV) และรุ่นไฮบริดเสียบปลั๊ก (PHEV) โดยรุ่น EV นั้นตอบโจทย์คนเมืองอย่างในกรุงเทพฯ ด้วยการขับเคลื่อนแบบ Zero Emission และค่าใช้จ่ายในการใช้งานที่ต่ำ ส่วนรุ่น PHEV ก็เหมาะสำหรับคนที่ต้องเดินทางไกลแต่ยังคงอยากเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สำหรับสเปคของรถนั้นจะมีให้เลือกทั้งรุ่นมาตรฐานและรุ่นสูง โดยรุ่นท็อปจะมาพร้อมกับวัสดุภายในหรูหรากว่า หลังคาพานอรามา ระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ เช่น ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติและระบบจอดรถอัตโนมัติ ซึ่งตอบโจทย์คนที่ต้องการความสบายและเทคโนโลยีครบครัน จุดเด่นที่ต้องพูดถึงคือพื้นที่ภายในรถที่กว้างขวางและการจัดวางเบาะที่นั่งที่ปรับได้ตามต้องการ (แบบ 7 ที่นั่งหรือ 9 ที่นั่ง) ทำให้เหมาะทั้งสำหรับครอบครัวใหญ่และการใช้งานเชิงพาณิชย์ นอกจากนี้ระบบช่วงล่างยังถูกออกแบบมาเพื่อสภาพถนนไทยโดยเฉพาะ ทำให้การขับขี่บนถนนชนบทที่มีพื้นผิวขรุขระเป็นไปอย่างนุ่มนวล ด้วยนโยบายส่งเสริมรถพลังงานสะอาดของรัฐบาลไทย MG Maxus 9 รุ่นไฟฟ้าจึงน่าจะเป็นตัวเลือกยอดนิยมในอนาคต แนะนำว่าควรลองขับดูก่อนตัดสินใจเลือกรุ่นที่เหมาะสมที่สุด โดยดูจากงบประมาณและความต้องการในการใช้งานประจำวันของแต่ละคน
Q
MG Maxus 9 ราคาเท่าไรในประเทศไทย?
ตอนนี้ MG Maxus 9 ยังไม่มีประกาศราคาอย่างเป็นทางการในประเทศไทยนะครับ แนะนำให้ติดตามข้อมูลล่าสุดได้ที่เว็บไซต์ MG ประเทศไทยหรือตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ สำหรับรุ่นนี้ถือเป็น MPV ระดับพรีเมียมที่คาดว่าจะมาพร้อมกับเทคโนโลยีอัจฉริยะและพื้นที่ภายในกว้างขวาง เหมาะทั้งสำหรับครอบครัวไทยและการใช้งานเชิงธุรกิจ ในตลาดไทย รถประเภท MPV นั้นได้รับความนิยมสูงเพราะความประหยัดพื้นที่และประโยชน์ใช้สอย การเข้ามาของ MG Maxus 9 จะช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค นอกจากนี้รัฐบาลไทยยังมีนโยบายสนับสนุนรถยนต์พลังงานสะอาดผ่านมาตรการลดภาษี ถ้าหากรุ่นนี้ออกแบบแบบพลังงานไฟฟ้าหรือไฮบริด ก็น่าจะมีจุดเด่นด้านการแข่งขันมากขึ้น แนะนำว่าถ้าสนใจจริงๆ ควรไปทดลองขับดูก่อนที่โชว์รูมเพื่อสัมผัสสมรรถนะและความสะดวกสบายของตัวรถด้วยตัวเองครับ
  • รถยอดนิยม

  • รุ่นปีรถยนต์

  • เปรียบเทียบรถยนต์

  • รูปภาพรถ

ข้อดี

ดีไซน์ที่มีความรู้สึกถึงอนาคต
มีคอนฟิกเกอร์เพื่อให้รถเอียงตัวเมื่อขับเร็วเป็นตัวเลือก

ข้อเสีย

การเอนตัวของตัวรถขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง
การสนับสนุนหลังการขายที่จำกัด

Q&A ล่าสุด

Q
เฟอร์รารี่ แคลิฟอร์เนีย เร็วไหม?
เฟอร์รารี่ แคลิฟอร์เนีย คือสุดยอดรถสปอร์ตสมรรถนะสูง ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ V8 4.3 ลิตร แบบธรรมชาติ ใจดีสุดๆ ให้แรงม้าได้ถึง 454 แรงม้า เร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 3.9 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้เกิน 310 กม./ชม. ซึ่งเรียกได้ว่าเติมเต็มความต้องการของคนรักความเร็วได้แบบจุใจ แม้ในสภาพอากาศร้อนๆ แบบประเทศไทย ระบบระบายความร้อนและเบรกสมรรถนะสูงของแคลิฟอร์เนียก็พร้อมรับมือกับการขับขี่แบบดุเดือดได้อย่างมั่นใจ แถมยังมีระบบหลังคาแบบพับเก็บได้ที่เหมาะมากสำหรับการขับรถตากลมชมวิวตามเส้นทางชายทะเลไทย ไม่ว่าจะเป็นหัวหินหรือภูเก็ต ให้คุณได้ทั้งแสงแดดและความสนุกไปพร้อมกัน สำหรับคนไทยที่ชอบทั้งความหรูและความแรง แคลิฟอร์เนียไม่เพียงแต่เร็วสุดๆ แต่ยังใช้งานในชีวิตประจำวันได้จริง โปรแกรม行李后备จุพอดีสำหรับกระเป๋ากอล์ฟหรือสัมภาระทริปสั้นๆ เรียกได้ว่าเป็นรถ GT ที่ตอบโจทย์ทั้งถนนไทยและไลฟ์สไตล์คนไทยได้อย่างลงตัว
Q
เฟอร์รารี่ แคลิฟอร์เนีย เป็นซุปเปอร์คาร์หรือไม่?
เฟอร์รารี่ แคลิฟอร์เนีย เป็นรถสปอร์ตสมรรถนะสูง แต่ถ้าพูดกันตรงๆ มันไม่เข้าข่ายซูเปอร์คาร์แบบเต็มตัวหรอกครับ เพราะซูเปอร์คาร์จริงๆ จะต้องมีสมรรถนะสุดขีด ความหายาก และการออกแบบที่ดุดันกว่า เช่น รุ่น LaFerrari หรือ 488 Pista ของเฟอร์รารี่ด้วยกันเอง ส่วนแคลิฟอร์เนียจะออกแนว GT คาร์หรูมากกว่า เน้นความสบายและการใช้งานในชีวิตประจำวัน ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ V8 4.3 ลิตร เร่ง 0-100 กม./ชม. ในประมาณ 3.8 วินาที แม้จะแรงแต่ยังสู้ซูเปอร์คาร์แท้ๆ ไม่ค่อยได้ครับ สำหรับในไทยแล้ว แคลิฟอร์เนียอาจจะเหมาะกว่าเพราะถนนติดขัดและมีเขตจำกัดความเร็วเยอะ ความสบายและความประหยัดพื้นที่ของแคลิฟอร์เนียเลยตอบโจทย์กว่า แถมระบบหลังคาแบบพับได้ยังเหมาะกับอากาศร้อนๆ แบบบ้านเราอีกด้วย ถ้าอยากรู้จักซูเปอร์คาร์จริงๆ ลองดูรุ่น F8 Tributo ของเฟอร์รารี่หรือ Lamborghini Huracán ก็ได้ครับ พวกนี้เหมาะกับสนามแข่งหรือการขับแบบสุดแรงกว่า แต่ในชีวิตประจำวันที่ไทยอาจจะไม่สะดวกเท่าแคลิฟอร์เนียครับ
Q
ความแตกต่างระหว่าง Ferrari California และ California T คืออะไร
ความแตกต่างหลักระหว่าง Ferrari California กับ California T อยู่ที่ระบบขับเคลื่อนและสมรรถนะ โดย California T เป็นเวอร์ชันอัพเกรดจาก California ที่ติดตั้งเครื่องยนต์ V8 3.9 ลิตร เทอร์โบคู่ ให้กำลังสูงสุดถึง 560 แรงม้า แรงกว่าตัว California ที่ใช้เครื่องยนต์ V8 4.3 ลิตร แบบดูดอากาศธรรมชาติ (460 แรงม้า) แถมยังประหยัดน้ำมันมากขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ California T ยังปรับแต่งเสียงไอเสียให้ดุดันขึ้น พร้อมตั้งค่าตัวถังแบบใหม่ที่ทำให้การควบคุมรถดีกว่าเดิม ส่วนในสภาพอากาศร้อนๆ แบบไทยๆ ระบบเทอร์โบของ California T จะทำงานได้ดีกว่า ลดปัญหากำลังตกเวลาอากาศร้อนจัด ในขณะที่ตัว California แบบดูดอากาศธรรมชาติอาจจะฝืดๆ เวลาขับหนักๆ สองรุ่นนี้ยังคงดีไซน์แบบฮาร์ดท็อปคอนเวอร์เทเบิลที่เหมาะกับการขับริมทะเลเมืองไทย แต่ California T มีเทคโนโลยีภายในห้องโดยสารที่ทันสมัยกว่า เช่น ระบบอินโฟเทนเมนต์ที่อัพเกรดมาใหม่ สำหรับคนไทยที่Budget หนาๆ และอยากได้สมรรถนะจัดเต็ม California T คือตัวเลือกที่ดีกว่า แต่ถ้าคุณเป็นคนชอบเสียงเครื่องแบบดูดอากาศธรรมชาติคลาสสิก ก็อาจจะถูกใจ California มากกว่า ไม่ว่าจะเลือกรุ่นไหนในไทย แนะนำให้ดูแลรักษาเป็นประจำ โดยเฉพาะระบบระบายความร้อนและแอร์ เพื่อให้รถทนกับสภาพอากาศร้อนชื้นของเรา
Q
เฟอร์รารี่ แคลิฟอร์เนีย มีที่นั่งกี่ที่
เฟอร์รารี่ แคลิฟอร์เนีย คือรถสปอร์ต GT แบบ 2+2 ที่มาพร้อมกับการจัดวางห้องโดยสารมาตรฐาน 4 ที่นั่ง ด้านหน้ามีเบาะสปอร์ตแยก 2 ที่นั่ง ส่วนด้านหลังเป็นเบาะขนาดเล็กกว่า 2 ที่นั่ง เหมาะสำหรับการนั่งระยะสั้นหรือใช้กับเด็ก แต่พื้นที่ด้านหลังค่อนข้างจำกัด ผู้ใหญ่ที่ต้องนั่งนานๆ ในสภาพอากาศร้อนของไทยอาจรู้สึกไม่สะดวกสบายเท่าไร รุ่นนี้ได้รับความนิยมในตลาดรถสปอร์ตหรูของไทย โดยเฉพาะเหมาะสำหรับการขับบนถนนเลียบชายทะเลจากกรุงเทพฯ ไปหัวหินหรือพัทยา ระบบหลังคาแบบหดได้ช่วยให้ปรับตัวได้ดีกับทั้งฤดูฝนและฤดูแล้งของไทย ที่น่าสนใจคือเฟอร์รารี่ได้มีรุ่นใหม่อย่างพอร์โตฟิโนเข้ามาแทนที่แคลิฟอร์เนียแล้ว ด้วยการออกแบบพื้นที่ภายในที่ดีขึ้น แต่รูปแบบ 2+2 ยังคงเป็นเอกลักษณ์ของซีรี่ส์ GT ของเฟอร์รารี่ การออกแบบนี้เหมาะกับภูมิประเทศเป็นภูเขาของไทย ที่ยังคงความสมรรถนะของรถสปอร์ตไว้ ขณะเดียวกันก็ตอบโจทย์การใช้งานกับครอบครัวในบางโอกาส ซึ่งสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของคนไทยที่ชอบท่องเที่ยวแบบขับรถเองในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์
Q
เฟอร์รารี่ แคลิฟอร์เนีย ถูกแทนที่ด้วยอะไร
เฟอร์รารี่ แคลิฟอร์เนีย รุ่นที่มาทดแทนคือ พอร์โตฟิโน่ ซึ่งเปิดตัวในปี 2017 เป็นรถสปอร์ตฮาร์ดท็อปคอนเวอร์ทิเบิลที่สืบทอด DNA การขับเคลื่อนสปอร์ตจากแคลิฟอร์เนียและได้รับการอัปเกรดอย่างเต็มรูปแบบ มาพร้อมเครื่องยนต์ V8 3.9 ลิตร เทอร์โบชาร์จคู่ ให้กำลังสูงสุด 600 แรงม้า เร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 3.5 วินาที โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนของไทยยังมีการติดตั้งระบบปรับอากาศประสิทธิภาพสูงและระบบช่วงล่างปรับได้เพื่อให้เหมาะกับสภาพถนนท้องถิ่น ชื่อพอร์โตฟิโน่นั้นได้แรงบันดาลใจจากเมืองตากอากาศริมทะเลของอิตาลี การออกแบบผสมผสานระหว่างความสบายของรถ GT และสมรรถนะรถสปอร์ต เมื่อเทียบกับแคลิฟอร์เนียแล้วมีพื้นที่เบาะหลังและกระโปรงหลังที่เพิ่มขึ้น เหมาะกับความต้องการท่องเที่ยวแบบครอบครัวในวันหยุดของคนไทย พอร์โตฟิโน่ยังมีรุ่นโรม่ามาเสริมในไลน์อัพผลิตภัณฑ์ สร้างเมทริกซ์ผลิตภัณฑ์ที่สมบูรณ์ขึ้น โดยทั้งสองรุ่นนี้สามารถพบได้ที่โชว์รูมเฟอร์รารี่ในกรุงเทพฯ พาร์ทเนอร์ในไทยยังมีบริการเฉพาะอย่างเช่น แพ็กเกจดูแลรถช่วงฤดูฝนอีกด้วย สำหรับผู้บริโภคไทยแล้ว เฟอร์รารี่รุ่นเครื่องหน้ายังเหมาะกับการใช้งานในเมืองที่การจราจรหนาแน่นมากกว่ารุ่นเครื่องกลาง พร้อมยังคงรักษาความสนุกในการขับขี่สไตล์ซูเปอร์คาร์อิตาเลียนแท้ๆไว้อย่างครบถ้วน
ดูเพิ่มเติม