Q

Volvo S60 ใช้น้ำมันประเภทใด

สำหรับรถ Volvo S60 ในตลาดไทย แนะนำให้ใช้น้ำมันเบนซินมาตรฐานตามที่ผู้ผลิตกำหนดคือ แก๊สโซฮอล์ 95 หรือ 91 แล้วแต่รุ่นเครื่องยนต์ เช่น รุ่นเทอร์โบชาร์จ T5/T6 ควรใช้แก๊สโซฮอล์ 95 เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด ส่วนรุ่นพื้นฐานอย่าง T4 ใช้แก๊สโซฮอล์ 91 ได้ แต่ต้องระวังเพราะบางพื้นที่ของไทยน้ำมันเบนซิน 91 เป็นแบบ E20 (มีเอทานอล 20%) ต้องตรวจสอบว่ารถรองรับเชื้อเพลิงเอทานอลหรือไม่ โดยรถ Volvo ทุกรุ่นสามารถใช้แก๊สโซฮอล์ 95 E10 (มีเอทานอล 10%) ที่มีจำหน่ายทั่วไปในไทยได้ ส่วนการใช้น้ำมันเบนซิน 98 แม้ไม่ทำลายเครื่องยนต์แต่ไม่คุ้มค่ากับราคา ที่สำคัญในสภาพอากาศร้อนแบบไทย แนะนำเปลี่ยนไส้กรองอากาศเป็นประจำและดูแลระบบเชื้อเพลิงให้สะอาด เพราะความร้อนและความชื้นสูงอาจทำให้น้ำมันเสื่อมสภาพเร็ว โดยเฉพาะรถรุ่นเทอร์โบชาร์จ นอกจากนี้เครื่องยนต์ Drive-E ของ Volvo ที่ใช้เทคโนโลยี Direct Injection ค่อนข้างไวต่อคุณภาพน้ำมัน ควรเลือกเติมสถานีบริการที่น่าเชื่อถือเช่น ปตท. หรือบางจาก เพื่อความมั่นใจในคุณภาพน้ำมัน หากต้องเก็บรถไว้เป็นเวลานานอาจพิจารณาใช้สารรักษาความคงตัวของน้ำมันเพื่อป้องกันท่อน้ำมันอุดตัน
ข้อความพิเศษ: เนื้อหานี้โพสต์โดยผู้ใช้ และไม่ได้แสดงถึงมุมมองและจุดยืนของ PCauto

Q&A เกี่ยวข้อง

Q
Volvo S60 เป็นรถสปอร์ตหรือไม่?
Volvo S60 เป็นรถที่โฟกัสไปที่การเป็นรถซีดานหรูสปอร์ตมากกว่าจะเป็นรถสปอร์ตเต็มตัว โดยผสมผสานระหว่างดีไซน์สแกนดิเนเวียนที่สวยงามกับความสนุกสนานในการขับขี่ ซึ่งในตลาดไทย รถรุ่นนี้ได้รับความนิยมเนื่องจากขนาดตัวรถที่กำลังดีและความคล่องตัวที่เหมาะกับสภาพการจราจรที่ติดขัดในเมืองอย่างกรุงเทพฯ ระบบ City Safety ที่มาพร้อมในทุกรุ่นช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งานบนถนนไทยที่มีสภาพการจราจรซับซ้อน ส่วนรุ่น T8 แบบปลั๊กอินไฮบริดยังตอบโจทย์เรื่องประหยัดน้ำมันซึ่งเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคไทย แม้ว่าระบบช่วงล่างจะถูกตั้งค่าให้แข็งกว่าซีดานทั่วไปเพื่อการเข้าโค้งที่มั่นใจกว่า แต่เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง BMW 3 ซีรีส์ที่เน้นสมรรถนะสปอร์ตเต็มตัวแล้ว S60 กลับให้ความสำคัญกับความสมดุลระหว่างความสบายและความปลอดภัยมากกว่า ในตลาดไทย รถซีดานหรูขนาดกลางแบบนี้มักเป็นที่นิยมในหมู่คนทำงานวัยหนุ่มสาวที่มองหารถทั้งสำหรับการเดินทางประจำวันและความสนุกในการขับขี่ แนะนำให้ผู้ที่สนใจไปทดลองขับที่โชว์รูม Volvo ในไทยเพื่อสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ด้วยตัวเอง นอกจากนี้บางตัวแทนจำหน่ายในไทยยังมีแพ็กเกจบริการเฉพาะสำหรับรถแบบไฮบริดซึ่งช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายในการใช้งานระยะยาวได้เป็นอย่างดี
Q
Volvo S60 เป็นรถที่เงียบหรือไม่?
Volvo S60 ให้ประสบการณ์ด้านเสียงรบกวนที่ยอดเยี่ยมในระดับเดียวกัน โครงสร้างตัวถังใช้เหล็กความแข็งแรงสูงและวัสดุดูดซับเสียงหลายชั้น โดยเฉพาะในสภาพการจราจรติดขัดแบบกรุงเทพฯ ที่พบได้บ่อย ช่วยลดเสียงเครื่องยนต์และเสียงยางได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อรวมกับกระจกหน้าต่างแบบชั้นบางพิเศษ ยังช่วยตัดเสียงรบกวนความถี่สูงจากรถจักรยานยนต์ในเมืองได้ชัดเจน ส่วนช่วงล่างได้รับการปรับปรุงด้านการกันเสียงให้เหมาะกับถนนบางสายในไทยที่ขรุขระ แต่เมื่อเร่งเครื่องเร็วอาจยังได้ยินเสียงเครื่องยนต์บ้างเล็กน้อย ซึ่งการออกแบบนี้กลับตรงใจคนรักการขับขี่ที่ชอบความรู้สึกสปอร์ต แต่ถ้าอยากได้ความเงียบสงัดสุดๆ ก็สามารถเลือกติดตั้งชุดอัพเกรดกันเสียงจาก Volvo ได้ แอร์ระบบปรับอากาศยังถูกปรับให้เหมาะกับอากาศร้อนของไทย โดยเสียงพัดลมทำงานนุ่มนวลกว่ารุ่นที่ขายในยุโรป ที่น่าสนใจคือตัวแทนจำหน่าย Volvo ในไทยมีบริการตรวจสอบสภาพยางประตูฟรี ซึ่งช่วยรักษาประสิทธิภาพการกันเสียงได้ยาวนาน เมื่อเทียบกับรุ่นเดียวกันอย่าง Lexus ES ที่เน้นความเงียบแบบหรูหรา แต่ S60 กลับให้ความสมดุลระหว่างความสปอร์ตและความสบาย ซึ่งตอบโจทย์คนไทยที่ชอบดีไซน์สแกนดิเนเวียนแต่ก็ต้องการความรู้สึกในการขับขี่ที่สมบูรณ์แบบ
Q
Volvo S60 มีประสิทธิภาพในการใช้เชื้อเพลิงหรือไม่?
Volvo S60 เป็นรุ่นที่ประหยัดน้ำมันได้ดีเลยทีเดียว โดยเฉพาะในสภาพถนนแบบผสมผสานทั้งในเมืองและทางด่วนของไทย เครื่องยนต์ 2.0 ลิตรเทอร์โบชาร์จที่มาพร้อมระบบไฮบริด 48V ช่วยให้อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันอยู่ในระดับประหยัด ข้อมูลทางการระบุว่าประหยัดน้ำมันเฉลี่ยประมาณ 6-7 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร ซึ่งตอบโจทย์คนไทยที่ต้องการทั้งความประหยัดและพลังขับเคลื่อน นอกจากนี้ S60 ยังมีระบบเลือกโหมดการขับขี่ โดยโหมด Eco จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันได้อีก ซึ่งเหมาะมากกับสภาพการจราจรติดขัดในกรุงเทพฯ ที่สำคัญคือสภาพอากาศร้อนของไทยที่สร้างภาระให้ระบบแอร์ค่อนข้างมาก แต่ระบบแอร์ของ S60 นั้นได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษ ให้ความเย็นได้ดีและไม่กินน้ำมันมาก นับเป็นจุดแข็งในด้านการปรับตัวให้เข้ากับตลาดไทย และถ้าอยากประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้นไปอีก ก็สามารถเลือกรุ่นปลั๊กอินไฮบริดอย่าง S60 Recharge ที่สามารถวิ่งในโหมดไฟฟ้าได้ระยะทางไกลโดยไม่ปล่อยมลพิษ เหมาะสำหรับผู้ที่มีที่ชาร์จรถ ส่วนจะเลือกรุ่นเครื่องยนต์ทั่วไปหรือรุ่นไฮบริด Volvo S60 ก็ยังคงความปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมตามสไตล์ของแบรนด์ ถือเป็นรถยนต์หรูระดับกลางที่น่าจับตามองในตลาดไทย
Q
ทำไม Volvo S60 ถึงถูกยุติการผลิต?
เหตุผลหลักที่ Volvo หยุดผลิตรุ่น S60 คือการปรับกลยุทธ์ระดับโลกของแบรนด์ มุ่งหวังใช้ทรัพยากรอย่างเข้มข้นในการพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า การตัดสินใจดังกล่าวสอดรับกับแนวโน้มของตลาดไทยที่เร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานใหม่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผน "ความเป็นไฟฟ้า 100% ภายในปี 2030" ของ Volvo รุ่นเครื่องยนต์สันดาปทั่วไปจะค่อยๆ ถูกลดบทบาทลง แพลตฟอร์ม SPA ที่ใช้ผลิต S60 กำลังถูกแทนที่ด้วยแพลตฟอร์ม SPA2 ที่ออกแบบมาสำหรับรถไฟฟ้าโดยเฉพาะ สำหรับตลาดไทยแล้ว S60 เผชิญกับการแข่งขันที่ดุเดือดในเซกเมนต์รถหรูระดับ B ขณะที่ความสนใจของผู้บริโภคต่อรุ่นปลั๊กอินไฮบริดสูงกว่ารุ่นเครื่องยนต์เบนซินทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้วอลโว่ให้ความสำคัญกับการนำรถไฟฟ้าเช่น XC40 Recharge ออกสู่ตลาดก่อน ที่น่าสนใจสำหรับผู้บริโภคไทยคือ Volvo ประกาศแล้วว่าจะเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ในปี 2024 ที่ใช้แพลตฟอร์มใหม่พัฒนาโดยเฉพาะ โดยมีระยะทางต่อการชาร์จและระบบอัจฉริยะที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้ในประเทศมากขึ้น แถมยังได้ประโยชน์จากนโยบายส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาลไทย ทั้งการลดภาษีนำเข้าและภาษีสรรพสามิต ทำให้รถหรูไฟฟ้ามีความได้เปรียบด้านราคา ขณะนี้เครือข่ายตัวแทนจำหน่าย Volvo ในไทยยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง พร้อมให้บริการด้านการขายและระบบชาร์จที่ครบวงจรมากขึ้นในอนาคต ส่วนเจ้าของ S60 ในปัจจุบันก็ยังคงได้รับบริการหลังการขายตามมาตรฐานของแบรนด์อย่างเต็มที่ตลอดอายุการใช้งาน
Q
ฉันสามารถใส่น้ำมันเบนซิน 87 ลงใน Volvo S60 ได้หรือไม่?
ตามคำแนะนำอย่างเป็นทางการจาก Volvo S60 รถรุ่นนี้แนะนำให้ใช้เชื้อเพลิงระดับ 95 ขึ้นไปเพื่อประสิทธิภาพและการปกป้องเครื่องยนต์ที่ดีที่สุด แม้ว่าการใช้น้ำมันเบนซิน 87 อาจไม่สร้างความเสียหายที่เห็นได้ชัดในระยะสั้น แต่การใช้เชื้อเพลิงระดับต่ำเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดการน็อคของเครื่องยนต์ ลดกำลัง และประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันที่แย่ลง ยิ่งทำให้เกิดปัญหาเหล่านี้ได้ง่ายขึ้นในสภาวะอากาศร้อนของประเทศไทย ในตลาดไทย ระดับน้ำมันเบนซินเป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยน้ำมันเบนซิน 87 (เทียบเท่ากับมาตรฐานยุโรป 91 RON) มีความต้านทานการน็อคต่ำ ในขณะที่น้ำมัน 95 และ E20 (ที่มีเอทานอล 20%) เป็นตัวเลือกระดับสูงที่พบได้บ่อยกว่า จึงแนะนำให้เจ้าของรถปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ผลิตเพื่อยืดอายุเครื่องยนต์ นอกจากนี้ เครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จสมัยใหม่มีความไวต่อคุณภาพเชื้อเพลิง การใช้เชื้อเพลิงระดับต่ำอาจมีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของระบบเทอร์โบ หากจำเป็นต้องเติมน้ำมัน 87 ในกรณีฉุกเฉิน แนะนำให้เติมน้ำมันระดับสูงในครั้งต่อไปโดยเร็วที่สุด หรือใช้สารเติมแต่งเชื้อเพลิงที่ได้มาตรฐานเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
Q
Volvo S60 ต้องใช้น้ำมันพรีเมียมหรือไม่?
สำหรับรถโวลโว่ S60 ในตลาดไทย แนะนำให้ใช้เชื้อเพลิงพรีเมียมระดับ 95 ขึ้นไป เช่น แก๊สโซฮอล์ 95 แบบเบนซินของ PTT หรือ PTT EVO เพราะเครื่องยนต์ Drive-E เทอร์โบชาร์จมีการออกแบบอัตราส่วนการอัดสูง การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงระดับต่ำกว่านี้อาจทำให้เกิดการน็อคและส่งผลต่อกำลังเครื่องยนต์รวมถึงประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมัน โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนของไทย น้ำมันพรีเมียมที่มีสารทำความสะอาดจะช่วยลดการสะสมคาร์บอนในเครื่องยนต์ได้ดีกว่า ซึ่งสำคัญมากเมื่อขับในเมืองอย่างกรุงเทพฯ ที่ต้องสตาร์ทและหยุดบ่อยๆ แม้ว่าการใช้น้ำมัน 91 ในระยะสั้นจะไม่ทำลายเครื่องยนต์ทันที แต่ในระยะยาวอาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพและเพิ่มค่าบำรุงรักษา สิ่งที่ควรสังเกตคือ น้ำมันพรีเมียมบางยี่ห้อในไทย เช่น PTT และบางจาก มีสูตรทำความสะอาดพิเศษที่เหมาะกับเครื่องยนต์เทอร์โบแบบฉีดตรง โดยรถหรูระดับเดียวกันอย่าง BMW ซีรีส์ 3 หรือ Mercedes C-Class ในไทยก็แนะนำให้ใช้น้ำมันพรีเมียมเช่นกัน ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์เทคโนโลยีเครื่องยนต์สมัยใหม่ นอกจากนี้เจ้าของรถยังสามารถบำรุงระบบเชื้อเพลิงเพิ่มเติมด้วยน้ำยาทำความสะอาดระบบเชื้อเพลิงที่ได้รับการรับรองจากโวลโว่ แต่ควรหลีกเลี่ยงการผสมน้ำยาต่างยี่ห้อกัน
Q
Volvo S60 เป็นรถยนต์ที่มีสูบ 4 หรือ 6 สูบ?
สำหรับตลาดไทย Volvo S60 นั้นเน้นเสนอเครื่องยนต์ 4 สูบเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 2.0 ลิตร หรือเครื่องยนต์ดีเซลที่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องประหยัดน้ำมันและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเหมาะกับสภาพการจราจรในเมืองไทยที่ต้องหยุด-สตาร์ทบ่อย พร้อมยังผ่านมาตรฐานการปล่อยไอเสียที่เข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ แม้รุ่นเก่าในบางตลาดต่างประเทศเคยมีเครื่องยนต์ 6 สูบ แต่รุ่นปัจจุบันที่ขายในไทยล้วนใช้ 4 สูบแบบเต็มตัว พ่วงด้วยระบบไฮบริด 48V หรือปลั๊ก-อินไฮบริดที่ช่วยให้ขับเคลื่อนได้อย่างลื่นไหลและประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น สำหรับคนไทยแล้ว เครื่องยนต์ 4 สูบแบบนี้ไม่เพียงลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แต่ยังได้ทั้งเทคโนโลยีความปลอดภัยอันเป็นเอกลักษณ์ของ Volvo และดีไซน์มินิมอลแบบนอร์ดิก เช่น ระบบ City Safety ที่มีให้ทุกรุ่น หรือเทคโนโลยีกรองอากาศที่ออกแบบมาเฉพาะสภาพอากาศร้อนชื้น แถมเทรนด์อุตสาหกรรมรถยนต์ยุคใหม่ก็ไปทางเครื่องยนต์ขนาดเล็กแต่ประสิทธิภาพสูง แม้แต่แบรนด์หรูก็ใช้เทอร์โบชาร์จและระบบไฮบริดเพื่อให้ได้สมรรถนะที่แรงแต่ยังคงความประหยัด ดังนั้นเครื่องยนต์ 4 สูบจึงตอบโจทย์การขับขี่ส่วนใหญ่ได้อย่างครบถ้วน ทั้งเรื่องสมรรถนะและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
Q
Volvo S60 มันเร็วหรือไม่?
รถ Volvo S60 ในตลาดไทยได้รับความสนใจจากสมรรถนะที่ลงตัว รุ่น T5 ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เทอร์โบ 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 250 แรงม้า เร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 6.5 วินาที ซึ่งเพียงพอต่อการขับขี่ทั่วไปและการแซงบนทางหลวง แม้จะไม่แรงสะบัดเหมือนรถสปอร์ตเต็มตัว แต่การส่งกำลังเรียบเชิงเส้นคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดทำให้เปลี่ยนเกียร์ลื่นไหลพอดี ในสภาพอากาศร้อนของไทย ระบบช่วงล่างของ S60 ถูกปรับมาเพื่อความนุ่มสบายเป็นหลัก ช่วยลดแรงสะเทือนจากพื้นถนนได้ดี แถมระบบ City Safety สำหรับความปลอดภัยในเมืองยังใช้งานได้ดีในสภาพการจราจรติดขัดของกรุงเทพฯ จุดเด่นของ S60 เมื่อเทียบกับรุ่นอื่นๆ ในระดับเดียวกันคือระบบความปลอดภัยสไตล์นอร์ดิกและวัสดุภายในห้องโดยสารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเทคโนโลยี Cleanzone ยังช่วยกรองอากาศภายในรถให้สะอาด แก้ปัญหาเรื่องมลพิษทางอากาศในไทยได้อีกด้วย ควรระวังว่าผู้บริโภคไทยสามารถเลือกรุ่นขับเคลื่อนล้อหน้าหรือสี่ล้อได้ โดยรุ่นสี่ล้อจะทรงตัวดีกว่าในผิวถนนลื่นช่วงฤดูฝน แต่จะกินน้ำมันมากกว่าเล็กน้อย รุ่นนี้เหมาะกับคนไทยที่มองหาความปลอดภัย ความสบาย และประสบการณ์การขับขี่เรียบหรู เหมาะเป็นพิเศษสำหรับคนที่ขับทางไกลบ่อยหรือเน้นการใช้รถเพื่อครอบครัว
Q
ขนาดยางที่ Volvo S60 ใช้คืออะไร
รถ Volvo S60 ที่ขายในตลาดไทย ส่วนใหญ่จะใช้ยางขนาด 235/45 R18 เป็นมาตรฐาน แต่ในรุ่นท็อปๆ อาจจะเจอยางขนาด 235/40 R19 หรือ 245/35 R20 ด้วยนะครับ ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็ขึ้นอยู่กับปีผลิตและรุ่นรถด้วย ต้องตรวจสอบอีกที สำหรับสภาพอากาศไทยที่ทั้งร้อนและฝนชุก แนะนำให้เลือกยางรุ่นที่เกาะถนนเปียกได้ดีและทนความร้อนสูง เช่น ยางมิชลิน Pilot Sport 4 หรือกูดเยียร์ Eagle F1 Asymmetric จะเหมาะมาก เพราะเน้นการออกแบบดอกยางและส่วนผสมยางพิเศษที่ตอบโจทย์ถนนช่วงฤดูฝนของไทยได้ดี เวลาเปลี่ยนขนาดยางต้องระวังนิดนึงนะ ควรให้เส้นผ่านศูนย์กลางเปลี่ยนไปไม่เกิน ±3% เพื่อความแม่นยำของมาตรวัดความเร็ว เช่น จากยาง 235/45 R18 อาจเปลี่ยนเป็น 245/45 R18 ได้ แต่ไม่ควรเลือกยางที่ผอมเกินไปเพราะจะทำให้ขับไม่ค่อยสบายและล้ออาจเสียหายง่าย ส่วนเรื่องลมยางก็สำคัญมากในสภาพอากาศร้อนแบบไทย แนะนำให้ตรวจสอบเดือนละครั้ง โดยดูค่ามาตรฐานจากสติกเกอร์ที่กรอบประตู แล้วอาจเติมลมให้มากกว่าปกติสัก 0.1-0.2 บาร์ เพื่อลดแรงกลิ้ง แต่ห้ามเติมเกินค่าสูงสุดที่กำหนดไว้
Q
หม้อน้ำชนิดใดที่ใช้สำหรับ Volvo s60?
สำหรับรถยนต์ Volvo S60 รุ่นนี้โดยทั่วไปจะติดตั้งหม้อน้ำอลูมิเนียมประสิทธิภาพสูง พร้อมระบบพัดลมไฟฟ้าที่ควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งช่วยจัดการกับสภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อใช้งานในประเทศไทย แนะนำให้ตรวจสอบความเข้มข้นของน้ำหล่อเย็นเป็นประจำ (แนะนำให้ผสมน้ำยาหล่อเย็น 50% กับน้ำกลั่น 50%) และควรเปลี่ยนทุก 2 ปีหรือทุก 40,000 กิโลเมตร เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบระบายความร้อนเสื่อมสภาพเร็วจากสภาพอากาศแบบร้อนชื้น ข้อสังเกตคือรถบางรุ่นในตลาดไทยอาจติดตั้งเครื่องระบายความร้อนน้ำมันเกียร์เพิ่มเติม ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากสำหรับสภาพการจราจรที่ติดขัดบ่อยๆในกรุงเทพฯ หากจำเป็นต้องเปลี่ยนหม้อน้ำ แนะนำให้เลือกใช้อะไหล่แท้จากโรงงานหรืออะไหล่ทดแทนคุณภาพสูงที่ได้มาตรฐาน ISO เพราะหม้อน้ำที่ไม่ได้มาตรฐานในตลาดไทยอาจทนต่อการใช้งานในอุณหภูมิสูงต่อเนื่องไม่ได้ ในการบำรุงรักษาประจำวัน ควรสังเกตว่าซี่หม้อน้ำอุดตันด้วยแมลงหรือฝุ่นหรือไม่ ซึ่งพบได้บ่อยบนถนนชนบทที่มีฝุ่นมากในประเทศไทย สำหรับผู้ที่ต้องการประสิทธิภาพการระบายความร้อนที่สูงขึ้น สามารถปรึกษาตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับอนุญาตเกี่ยวกับระบบระบายความร้อนรุ่นอัพเกรด แต่ต้องคำนึงว่าการปรับแต่งต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของกรมการขนส่งทางบกของประเทศไทย
  • รถยอดนิยม

  • รุ่นปีรถยนต์

  • เปรียบเทียบรถยนต์

  • รูปภาพรถ

ข้อดี

ดีไซน์ภายนอกทันสมัยหรูหรา
พลังงานเครื่องยนต์ยอดเยี่ยม
ที่นั่งภายในสะดวกสบาย
ระบบเสียงยอดเยี่ยม
มีเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ดีที่สุดในโลก
ประสิทธิภาพเครื่องยนต์เยี่ยม ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
พื้นที่นั่งด้านหลังสามารถขยายได้

ข้อเสีย

พื้นที่กล่องสำรองน้อยกว่าที่คาดหวัง
การทำงานบางอุปกรณ์ยาก
ชั้นล่างไม่สอดคล้องกับพลังงานที่แข็งแกร่ง
ซีรี่ส์ยางรถต่ำ ขับรถต้องระมัดระวัง
พวงมาลัยรถเบาเกินเมื่อที่ความเร็วสูง
ตอบสนองของระบบเบรคไม่ค่อยดี
สถานที่ให้บริการอยู่ในจำนวนน้อย

Q&A ล่าสุด

Q
2023 CR-V ใหญ่กว่าขนาดเท่าไหร่?
CR-V รุ่นปี 2023 มีขนาดใหญ่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า โดยมีความยาวเพิ่มขึ้นประมาณ 82 มม. และฐานล้อขยายขึ้นประมาณ 40 มม. ส่งผลให้ภายในห้องโดยสารกว้างขวางขึ้น โดยเฉพาะด้านหลัง ทำให้ใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้นสำหรับครอบครัว ในตลาดท้องถิ่น การเปลี่ยนแปลงขนาดนี้ตอบโจทย์ความต้องการพื้นที่ใช้สอยของรถ SUV ได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่เดินทางบ่อยและมีผู้โดยสารหลายคน หรือบรรทุกสัมภาระจำนวนมาก นอกจากขนาดที่ใหญ่ขึ้นแล้ว CR-V รุ่นปี 2023 ยังได้รับการอัพเกรดวัสดุภายในและคุณสมบัติทางเทคโนโลยี เช่น หน้าจอควบคุมส่วนกลางขนาดใหญ่ขึ้นที่รองรับฟังก์ชั่นเฉพาะจุดได้มากขึ้น และระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่ครอบคลุมยิ่งขึ้น ยังคงมีเครื่องยนต์ให้เลือกทั้งแบบเบนซินและไฮบริด ระบบไฮบริดช่วยลดการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงได้อย่างมากในสภาพการจราจรติดขัดในเมือง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ใช้งานได้จริงมากสำหรับผู้ขับขี่ในเมืองที่มักเจอปัญหารถติด ที่สำคัญคือ แม้จะมีขนาดใหญ่ขึ้น แต่การออกแบบที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความคล่องตัวในการควบคุมรถอย่างมีนัยสำคัญ รัศมีวงเลี้ยวอยู่ในช่วงที่เหมาะสม ทำให้เหมาะสำหรับการใช้งานในถนนแคบๆ หรือลานจอดรถ
Q
ประสิทธิภาพการใช้น้ำมันของ Honda CR-V 2023 เป็นอย่างไร?
รถฮอนด้า CR-V รุ่นปี 2023 นี่ประหยัดน้ำมันสุดๆ แบบเครื่องยนต์ 1.5 ลิตรเทอร์โบคู่กับเกียร์ CVT นี่ในเมืองจะกินน้ำมันประมาณ 7.8 ลิตรต่อ 100 กิโล ส่วนขับทางไกลจะลดลงเหลือ 6.5 ลิตรต่อ 100 กิโล ถ้าเฉลี่ยรวมๆก็อยู่ที่ 7.0 ลิตรต่อ 100 กิโล แต่ตัวเลขอาจจะแตกต่างกันนิดหน่อยขึ้นอยู่กับการขับและสภาพถนนนะ รถคันนี้ใช้เทคโนโลยี Earth Dreams ของฮอนด้าที่ช่วยให้การเผาไหม้มีประสิทธิภาพมากขึ้นและลดการปล่อยมลพิษ เหมาะมากทั้งขับในเมืองและเดินทางไกล โดยเฉพาะในไทยที่รถติดบ่อย แนะนำให้เลือกรุ่นที่มีโหมด Eco จะช่วยประหยัดน้ำมันได้อีกหน่อย ถ้าอยากประหยัดกว่านี้ก็มีรุ่นไฮบริดที่น้ำมันเฉลี่ยต่ำถึง 4.7 ลิตรต่อ 100 กิโล ใช้ไปนานๆช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ชัดเจนเลย อย่าลืมว่าการดูแลรักษาและลมยางที่เหมาะสมก็สำคัญมากๆสำหรับการประหยัดน้ำมัน ส่วนอากาศร้อนๆแบบไทยๆ แนะนำให้ใช้น้ำมันเครื่องเกรดบางจะช่วยให้เครื่องทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในระดับเดียวกัน CR-V นี่ถือว่าประหยัดน้ำมันเป็นอันดับต้นๆ ทั้งแรงและประหยัด เลือกเป็นรถครอบครัวได้สบายใจ
Q
ในปี 2023 มีจำนวน Honda CR-V ขายไปทั้งหมดกี่คัน?
รถฮอนด้า CR-V ปี 2023 ทำผลงานได้ดีในตลาดโลก แม้ว่าตัวเลขยอดขายที่แน่นอนต้องอ้างอิงจากรายงานประจำปีของฮอนด้าเท่านั้น แต่รุ่นนี้ก็ยังคงเป็นที่นิยมในหมู่ครอบครัวด้วยความน่าเชื่อถือและประโยชน์ใช้สอยครบครัน CR-V ในฐานะรถ SUV เมืองที่ถือเป็นมาตรฐาน มาพร้อมระบบขับเคลื่อน 2 แบบ คือ 1.5T เทอร์โบชาร์จและ 2.0L ไฮบริด ที่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องประหยัดน้ำมันและการขับขี่ลื่นไหล โดยเฉพาะในสภาพการขับขี่ในเมืองและการเดินทางไกล สำหรับตลาดในไทย CR-V โดดเด่นด้วยพื้นที่เบาะหลังกว้างขวางและการออกแบบช่องเก็บของที่ใช้งานได้หลากหลาย ทำให้เป็นตัวเลือกยอดฮิตสำหรับครอบครัวใหญ่ นอกจากนี้ระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ Honda SENSING ยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่อีกด้วย ที่น่าสนใจคือรุ่นปี 2023 ได้รับการปรับปรุงเรื่องการกันเสียงและอัพเกรดขนาดหน้าจอกลางถังรถ ทำให้การขับขี่สะดวกสบายยิ่งขึ้น ถ้าพูดถึงเรื่องมูลค่าขายต่อ CR-V มักจะอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับรุ่นอื่นๆ ในกลุ่มเดียวกัน ซึ่งก็เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ผู้บริโภคหลายคนเลือกมัน
Q
“Swift 2021 ได้รับรีวิวดีๆ ไหม?”
สวิฟท์รุ่นปี 2021 ได้รับเสียงตอบรับค่อนข้างดีทั้งจากผู้ใช้และนักวิจารณ์มืออาชีพ รถคันเล็กคันนี้โดดเด่นในเรื่องความประหยัด ความคล่องตัว และอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงต่ำ ระบบขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 1.2 ลิตรแบบธรรมชาติคู่กับเกียร์ CVT เหมาะกับการใช้งานในเมืองเป็นพิเศษ โดยกินน้ำมันเฉลี่ยประมาณ 18-20 กม./ลิตร ค่าบำรุงรักษาก็ไม่สูงจนเกินไป เหมาะกับการใช้งานประจำวัน ขนาดตัวรถกะทัดรัด จอดในซอยแคบๆ ได้สะดวก ภายในห้องโดยสารออกแบบเรียบง่ายแต่ใช้วัสดุพลาสติกแข็งเป็นหลัก ด้านเทคโนโลยีมีหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้วและระบบความปลอดภัยพื้นฐาน แต่มีจุดอ่อนเรื่องเสียงรบกวนเมื่อขับความเร็วสูง และอาจจะคับเกินไปสำหรับครอบครัวใหญ่ คู่แข่งหลักในตลาดได้แก่ ฮอนด้า บริโอ และโตโยต้า ยาริส แอทีวี ซึ่งแต่ละรุ่นมีจุดเด่นแตกต่างกัน แนะนำให้ผู้สนใจลองขับเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจ ส่วนในตลาดรถมือสอง สวิฟท์ยังครองอัตราการครองรถอยู่ในระดับปานกลาง แต่ควรตรวจสอบสภาพเครื่องยนต์และเกียร์ให้ดีก่อนซื้อ จริงอยู่ที่รถขนาดเล็กแบบนี้ใช้งานสะดวกในพื้นที่ติดขัด แต่ถ้าต้องเดินทางไกลบ่อยๆ อาจต้องมองหารถขนาดใหญ่ขึ้นจะเหมาะสมกว่า
Q
“Swift เป็นรถที่ดีสำหรับการซื้อหรือไม่?”
ซูซูกิ สวิฟท์ เป็นรถขนาดเล็กที่เหมาะกับการขับขี่ในเมืองมาก ตัวรถกะทัดรัดและคล่องตัว ทำให้ขับผ่านถนนที่ติดขัดได้สะดวก เครื่องยนต์ 1.2L และ 1.0T ประหยัดน้ำมันได้ดี เหมาะกับคนที่ต้องการลดต้นทุน ส่วนภายในออกแบบเรียบง่ายและใช้งานได้ดี แม้ว่าจะใช้วัสดุพลาสติกแข็งเป็นหลักแต่ก็ทำออกมาได้แน่นหนา ในด้านความปลอดภัยมีถุงลมนิรภัยคู่และระบบ ABS เป็นมาตรฐาน ส่วนรุ่นท็อปยังมีฟังก์ชันความปลอดภัยเพิ่มเติม ในตลาดรถมือสองยังรักษามูลค่าได้อยู่ในระดับปานกลางเมื่อเทียบกับรุ่นอื่นๆ ในระดับเดียวกัน ค่าซ่อมบำรุงไม่แพง และมีอะไหล่ให้เลือกมากมาย รถคันนี้เหมาะกับวัยทำงานหรือครอบครัวขนาดเล็กเป็นพิเศษ คู่แข่งในระดับเดียวกันก็อย่างเช่น ฮอนด้า บริโอ และ โตโยต้า ยาริส แนะนำว่าก่อนซื้อควรลองขับเปรียบเทียบและเลือกรุ่นที่เหมาะกับความต้องการ ส่วนโปรโมชั่นจากตัวแทนจำหน่ายก็มีบ่อยๆ ควรติดตามข้อมูลราคาให้ดีก่อนตัดสินใจ
ดูเพิ่มเติม