รีวิว Fiat 500C Star 2023

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตลาดรถยนต์ขนาดเล็กในเซกเมนต์ A ของประเทศไทยเกิดกระแส "รถเล็กหรูหรา" ขึ้นมา — ผู้บริโภคไม่ได้พอใจกับแค่รถที่ใช้เดินทางได้อีกต่อไป แต่คาดหวังหาความสมดุลระหว่างการออกแบบ ความสะดวกสบาย และเทคโนโลยีภายในขนาดตัวถังที่จำกัด Fiat 500C Star 2023 จึงเข้ามาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าว ซึ่งมีตัวถังเปิดประทุนสไตล์คลาสสิก ระบบไฮบริดดีเซล 1.4L และจุดเด่นอย่างถุงลมนิรภัย 6 ใบพร้อมระบบความปลอดภัยเชิงรุกในทุกรุ่นย่อย ด้วยความพยายามชิงส่วนแบ่งในตลาดนี้ที่มีการแข่งขันสูง ครั้งนี้เราได้รถจริงมาใช้งาน โดยจุดมุ่งหมายหลักคือการทดสอบการใช้งานของหลังคาเปิดประทุน ประสิทธิภาพน้ำมันของระบบไฮบริด และประสบการณ์การขับขี่ในชีวิตประจำวันว่ารถ "เล็กแต่หรู" รุ่นนี้เหมาะสมกับการใช้งานของผู้บริโภคชาวไทยจริงหรือไม่
เริ่มต้นจากการสัมผัสดีไซน์ภายนอก Fiat 500C Star มีแนวทางการออกแบบที่คงความคลาสสิกกลมมนตามสไตล์ของแบรนด์ ไฟหน้าทรงกลมผสมผสานกับกระจังหน้าแนวนอนแบบโครเมียม ทำให้มีเอกลักษณ์โดดเด่น กันชนด้านล่างมีแผงพลาสติกสีดำที่รวมเข้ากับไฟตัดหมอกด้านล่าง ช่วยเพิ่มความรู้สึกสปอร์ต ด้านข้างตัวรถมีเส้นสายที่เรียบและลื่นไหล การออกแบบระยะยื่นหน้าและหลังที่สั้นทำให้ความยาวตัวรถ 3,547 มม. ดูกะทัดรัดและคล่องตัว ขนาดยาง 185/55 R15 เข้ากันได้ดีกับสัดส่วนของตัวรถ ทำให้ไม่ดูเล็กจนเกินไป ส่วนท้ายยังคงใช้การออกแบบด้วยองค์ประกอบทรงกลม ไฟท้ายสอดคล้องกับไฟหน้า และมีแถบโครเมียมที่กันชนหลังเพิ่มความหรู สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือหลังคาเปิดประทุนแบบผ้า ซึ่งสามารถเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า ใช้เวลาเปิดประมาณ 15 วินาที และสามารถใช้งานได้ขณะรถมีความเร็วไม่เกิน 50 กม./ชม. ซึ่งสะดวกในการใช้งาน — แม้การจอดรอสัญญาณไฟแดงในเมืองกรุงเทพฯ เพียงชั่วครู่ ก็สามารถเปิดหลังคาเพื่อสัมผัสลมได้อย่างสะดวก
เมื่อเข้ามาในตัวรถ บรรยากาศภายในที่ดูคลาสสิกสอดคล้องกับดีไซน์ภายนอก แผงคอนโซลหน้ามีช่องระบายอากาศทรงกลมและปุ่มหมุนแบบดั้งเดิม พร้อมทั้งผสานลูกเล่นเทคโนโลยีล้ำสมัย วัสดุที่ใช้ถือว่าอยู่ในระดับกลางบนสำหรับเซกเมนต์นี้ โดยแผงหน้าคอนโซลด้านบนใช้พลาสติกแบบนุ่ม ส่วนที่วางแขนบนแผงประตูหุ้มด้วยผ้า แม้จะไม่ได้ใช้วัสดุหนังที่หรูหราด้วยข้อจำกัดด้านต้นทุน แต่สัมผัสรวมอยู่ในระดับดี จอสัมผัสขนาด 7 นิ้วบริเวณกลางคอนโซลเป็นจุดเด่นสะดุดตา หน้าจอสามารถใช้งานได้ง่ายและรองรับ Bluetooth, CarPlay และ Android Auto ทำให้การนำทางและฟังเพลงสะดวกยิ่งขึ้น ฟีเจอร์ต่าง ๆ มีความ Surprise มาก เพราะมาพร้อมถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง (รวมถุงลมบริเวณหัวเข่า), ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ, และระบบเตือนการชนด้านหน้า ซึ่งถือว่าเป็นออปชั่นที่ให้เหนือกว่าคู่แข่งในเซกเมนต์นี้ นอกจากนี้ ยังมีช่องระบายอากาศสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง, ไฟหน้าอัตโนมัติ และไฟตัดหมอกหน้าที่เป็นมาตรฐานทุกคัน การใช้งานจริงถือว่าเติมเต็มความสะดวกได้อย่างดี เบาะนั่งหุ้มด้วยผ้า มีความนุ่มแน่นกำลังดี โดยเบาะหน้ามีการรองรับที่ดี ผู้โดยสารที่มีความสูง 175 ซม. นั่งเอนได้อย่างสะดวกสบาย โดยมีพื้นที่เหนือศีรษะประมาณ 1 กำปั้น ไม่อึดอัด
ความกว้างขวางภายในรถเป็นปัจจัยสำคัญของรถยนต์ขนาดเล็ก ฐานล้อขนาด 2,300 มม. นับเป็นมาตรฐานสำหรับเซกเมนต์ A พื้นที่ด้านหน้าของรถเพียงพอต่อการใช้งาน ส่วนพื้นที่ด้านหลังเหมาะกับการเดินทางระยะสั้น — ผู้โดยสารที่มีความสูง 170 ซม. เมื่อนั่งที่ด้านหลังจะเหลือพื้นที่ช่วงขาประมาณ 2 นิ้ว และมีพื้นที่เหนือศีรษะประมาณ 1 กำปั้น เนื่องจากการออกแบบหลังคาเปิดประทุน การเดินทางพร้อมเพื่อนในระยะสั้น ๆ สามารถทำได้โดยไม่ลำบาก แต่การเดินทางยาวนานอาจทำให้รู้สึกอึดอัด ส่วนขนาดของพื้นที่เก็บสัมภาระอยู่ที่ 185 ลิตร ซึ่งเพียงพอสำหรับใส่กระเป๋าเดินทางขนาดเล็ก 2 ลูก หรือของใช้จากซูเปอร์มาร์เก็ต ที่วางเบาะหลังสามารถพับปรับได้ และเมื่อพับจะเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระเป็นประมาณ 350 ลิตร จึงสามารถรองรับการขนย้ายสิ่งของเล็ก ๆ ได้ดี ด้านช่องเก็บของต่าง ๆ ใต้คอนโซลหน้ามีช่องเก็บของพร้อมพอร์ต USB ช่องเก็บของบนแผงประตูสามารถใส่ขวดน้ำขนาด 500 มล. ได้ กล่องเก็บของตรงที่พักแขนด้านหน้ามีขนาดเล็ก เหมาะสำหรับใส่มือถือหรือเหรียญเล็ก ๆ การจัดเก็บโดยรวมเพียงพอสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน
ในส่วนของการขับขี่ Fiat 500C Star มาพร้อมกับระบบไฮบริดดีเซล 1.4 ลิตร มีกำลังรวม 70PS และแรงบิดรวม 92N·m พร้อมจับคู่กับเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT ระบบขับเคลื่อนล้อหน้า ในการขับขี่จริง ช่วงออกตัวมอเตอร์ไฟฟ้าสามารถช่วยเพิ่มกำลังได้ในระยะสั้น การตอบสนองคันเร่งเบาไว คล่องตัวในสภาพการจราจรที่แออัดในกรุงเทพ การเร่งความเร็วในช่วงไม่เกิน 60 กม./ชม. ทำได้ดี เมื่อเร่งแซงด้วยการเหยียบคันเร่งอย่างแรง เกียร์ CVT จะเปลี่ยนเกียร์อย่างราบรื่น การส่งกำลังเป็นเส้นตรง แต่เมื่อความเร็วเกิน 80 กม./ชม. แรงเร่งก็จะเริ่มลดลง การขับขี่ที่ความเร็วสูงต้องคงการเหยียบคันเร่งไว้ เหมาะกับการขับขี่ในเมืองมากกว่า ไม่เหมาะสำหรับการเดินทางไกลที่ต้องขับรถความเร็วสูงบ่อยๆ โหมดการขับขี่มีแบบประหยัดและแบบปกติ โหมดประหยัดการตอบสนองของคันเร่งจะนุ่มนวลกว่า เหมาะสำหรับการใช้งานประจำวัน
ในแง่ของการควบคุมและการตอบสนองของช่วงล่าง นั้นก็เหมาะสมกับรถขนาดเล็ก พวงมาลัยเบา การบังคับควบคุมแม่นยำดี ในซอยแคบๆ หรือที่จอดรถ พวงมาลัยสามารถหมุนง่ายแม้ใช้มือเดียว ช่วงล่างใช้ระบบด้านหน้าแบบ MacPherson และด้านหลังแบบบีม ที่ปรับจูนมาในแนวทางที่เน้นความนุ่มนวล สามารถดูดซับการสั่นสะเทือนจากการชนกับลูกระนาดหรือพื้นผิวขรุขระเล็กๆ ในเมืองกรุงเทพได้ดี แต่หากเจอถนนที่เป็นหลุมบ่อใหญ่ ผู้โดยสารเบาะหลังจะสัมผัสได้ถึงการกระเด้ง ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติในรถขนาดเล็กระดับเดียวกัน ในส่วนของระบบเบรก แป้นเบรกให้ความรู้สึกที่เป็นเส้นตรง ช่วงต้นอาจรู้สึกว่ามีระยะฟรี แต่ในช่วงท้ายแรงเบรกเพียงพอ ทำให้มั่นใจได้ในการขับขี่ทั่วไป
การทดสอบส่วนสำคัญอยู่ที่การใช้เชื้อเพลิงของระบบไฮบริด เราขับในสภาพถนนกรุงเทพ (ประมาณ 40%) รวมกับถนนรอบนอกความเร็วสูง (ประมาณ 60%) ระยะทางรวม 100 กม. พร้อมเปิดแอร์ที่ 24℃ ตลอดการเดินทาง ผลการวัดค่าน้ำมันเฉลี่ยที่ 4.8 ลิตร/100 กม. ต่ำกว่าค่าที่บริษัทประกาศไว้คือ 6.3 ลิตร/100 กม. ประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันจริงน่าประทับใจ สำหรับผู้บริโภคในประเทศไทย การประหยัดน้ำมัน ถือเป็นข้อได้เปรียบใหญ่ เพราะช่วยลดต้นทุนการใช้งานในระยะยาว ในเรื่องการเก็บเสียง เมื่อปิดหลังคาเปิดโล่ง เสียงลมและเสียงยางไม่ดังมากในช่วงขับขี่ในเมือง เสียงเครื่องยนต์ดีเซลในโหมดเดินเบาได้ยินบ้าง แต่เมื่อขับไปแล้วเสียงถนนจะกลบเสียงเครื่องยนต์ ไม่รบกวนการพูดคุยในรถ ถ้าหากเปิดหลังคาเมื่อขับเร็วเกิน 60 กม./ชม. เสียงลมจะดังขึ้นอย่างชัดเจน แนะนำให้ปิดหลังคาหรือลดเสียงเพลงให้ดังขึ้นกรณีนี้
สรุปภาพรวม ข้อได้เปรียบหลักของ Fiat 500C Star 2023 ค่อนข้างชัดเจน หนึ่งคือการออกแบบหลังคาเปิดที่ย้อนยุค โดดเด่นในด้านความสวยงาม เหมาะกับผู้บริโภควัยรุ่นที่ชอบเอกลักษณ์ สองคืออุปกรณ์ความปลอดภัยที่เหนือระดับ (ถุงลมนิรภัย 6 จุด + ระบบเบรกอัตโนมัติ) มีความโดดเด่นในรถกลุ่ม A-Segment สามคือระบบไฮบริดดีเซลที่ประหยัดน้ำมัน ลดต้นทุนการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากเปรียบเทียบกับคู่แข่งระดับเดียวกัน เช่น Toyota Aygo X Fiat 500C Star มีข้อได้เปรียบในด้านความปลอดภัยและการออกแบบหลังคาเปิด แต่พื้นที่ที่นั่งหลังและประสิทธิภาพการขับขี่ที่ความเร็วสูงยังไม่เด่นเท่า
โดยภาพรวม รถรุ่นนี้เหมาะกับสองกลุ่มหลัก หนึ่งคือวัยหนุ่มสาวอายุ 25-35 ปี ที่ใช้งานรถในเมืองเป็นหลัก และชื่นชอบการออกแบบที่มีเอกลักษณ์และประหยัดค่าใช้จ่ายในการใช้รถ สองคือสำหรับครอบครัวที่มองหารถคันที่สอง สำหรับการเดินทางระยะสั้นหรือการพักผ่อนวันหยุด การออกแบบหลังคาเปิดช่วยเพิ่มความสนุกในชีวิต หากคุณกำลังมองหารถเล็กที่มีความครบครัน ประหยัดน้ำมัน และปลอดภัย Fiat 500C Star 2023 ควรอยู่ในรายการที่ควรพิจารณา

