รีวิว Ford Ranger





ตลาดรถกระบะในประเทศไทยเป็นสนามประลองสำหรับความต้องการทั้งในด้านการใช้งานและความคุ้มค่า หลายครอบครัวและธุรกิจขนาดเล็กต้องการรถที่สามารถขนของไปไซต์งานก่อสร้างได้ และยังต้องตอบสนองความสบายสำหรับการโดยสารในชีวิตประจำวัน ในบริบทนี้ Ford Ranger Double Cab 2.0 XLS 6AT รุ่นปี 2024 ซึ่งมีราคาต่ำกว่า 800,000 บาท การออกแบบแบบ 4 ประตู 5 ที่นั่ง และความสามารถของเครื่องยนต์ดีเซล จึงตั้งเป้าเจาะตลาดรถกระบะระดับกลางที่เน้นการใช้งาน จุดเด่นที่ดึงดูดใจของรถรุ่นนี้คือ การมาพร้อมราคาที่คุ้มค่าแต่ได้ฟีเจอร์ที่เกินความคาดหมายในช่วงราคานี้ เช่น ถุงลมนิรภัย 6 จุด และไฟหน้าอัตโนมัติ พร้อมกับสมรรถนะแรงบิดของเครื่องยนต์ดีเซลที่ทำให้การขนของเป็นเรื่องง่าย โดยเป้าหมายหลักของการทดสอบขับครั้งนี้คือ เพื่อตรวจสอบว่ามันสามารถตอบโจทย์ทั้งการใช้งานจริงและความสะดวกสบายในการเดินทางประจำวัน ขนของเบา ๆ รวมถึงการขับบนทางที่ไม่เรียบได้หรือไม่
เมื่อเห็นรถรุ่นนี้ครั้งแรก ภาพลักษณ์โดยรวมยังคงรักษาสไตล์ที่แข็งแกร่งของซีรีส์ Ranger โดยไม่มีการออกแบบที่หวือหวาเกินไป หน้ารถมีช่องกระจังหน้าที่ทำจากพลาสติกสีดำ ตรงกลางประดับด้วยตรารูปวงกลมสีฟ้าของ Ford พร้อมไฟหน้าอัตโนมัติทั้งสองข้าง ซึ่งช่วยเพิ่มความโดดเด่น พร้อมทั้งออกแบบที่เรียบง่ายและจดจำได้ง่าย เส้นสายด้านข้างของตัวรถมีลักษณะตรง ความยาว 5,370 มม. และความกว้าง 1,918 มม. ช่วยให้ห้องโดยสารและกระบะหลังมีพื้นที่เพียงพอ ยางขนาด 255/70 R17 สามารถตอบสนองการขับบนถนนและทางโคลนง่าย ๆ ได้เช่นกัน ส่วนการออกแบบด้านหลังของรถค่อนข้างเรียบง่าย โดยไฟท้ายออกแบบให้เป็นแนวตั้ง และความสูงของขอบกระบะพอเหมาะ ทำให้สะดวกในการขนถ่ายสินค้า ในภาพรวม แม้รูปลักษณ์จะไม่มีจุดเด่นมาก แต่ก็ให้ความรู้สึกทนทานและเหมาะสมกับการเป็นรถใช้งาน
เมื่อเปิดประตูเข้าไปนั่งในห้องโดยสาร การตกแต่งภายในเน้นใช้พลาสติกสีดำแข็ง แม้สัมผัสอาจจะไม่ถึงกับหรูหรา แต่พลาสติกก็ทำความสะอาดได้ง่าย ซึ่งเหมาะกับผู้ใช้ที่ต้องขนของหรือไปไซต์งานก่อสร้างเป็นประจำ แผงคอนโซลกลางจัดวางได้อย่างชัดเจน หน้าจอกลางขนาด 10.1 นิ้ว สามารถรองรับฟังก์ชันมัลติมีเดียพื้นฐาน ใช้งานง่าย แม้จะเป็นผู้ที่เพิ่งเริ่มใช้ก็สามารถเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน โดยด้านซ้ายสามารถควบคุมเสียงและเปลี่ยนเพลง ส่วนด้านขวาสำหรับปรับตั้งค่าโทรศัพท์และข้อมูลในหน้าจอคอมพิวเตอร์การขับขี่ ซึ่งช่วยให้ไม่ต้องละสายตาระหว่างขับรถ เบาะที่นั่งบุด้วยวัสดุผ้า มีความนุ่มและให้การรองรับที่ดี ช่วยให้สามารถนั่งขับขี่เป็นเวลานานโดยไม่รู้สึกเมื่อยล้าได้มากนัก
พื้นที่ใช้สอยเป็นหนึ่งในจุดเด่นของรถรุ่นนี้ ความยาวฐานล้อที่ 3,270 มม. ทำให้เบาะหน้าและเบาะหลังมีพื้นที่วางขาเพียงพอ หลังจากปรับตำแหน่งของเบาะคนขับอย่างเหมาะสมแล้ว ผู้ใหญ่ที่สูง 175 ซม. ที่นั่งในเบาะหลังจะมีระยะห่างจากหัวเข่าถึงเบาะด้านหน้าประมาณสองกำมือ และมีพื้นที่ศีรษะมากกว่าหนึ่งกำมือ ไม่รู้สึกอึดอัด ในด้านพื้นที่เก็บของ ช่องเก็บของที่คอนโซลกลางขนาดใหญ่ สามารถใส่ขวดน้ำขนาดเล็กสองขวดและของใช้เล็ก ๆ ไว้ได้อีก ส่วนช่องเก็บของที่ประตูก็สามารถใส่แก้วน้ำขนาดใหญ่ได้เช่นกัน ใต้เบาะหลังมีช่องเก็บของที่ซ่อนอยู่ เหมาะสำหรับเก็บเครื่องมือหรือของส่วนตัว ขณะที่ขนาดกระบะหลังถึงแม้ไม่ได้มีข้อมูลจากทางการ แต่จากการทดลองสามารถใส่กล่องกระดาษขนาดมาตรฐานได้สองกล่องสบาย ๆ ซึ่งเพียงพอสำหรับการขนของทั่วไป
ในด้านสมรรถนะ รถรุ่นนี้ติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 170 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 405 นิวตันเมตร พร้อมจับคู่กับเกียร์อัตโนมัติแบบ 6 สปีด ในช่วงออกตัว ความได้เปรียบของแรงบิดต่ำจากเครื่องยนต์ดีเซลชัดเจน แม้จะมีผู้โดยสารนั่งเต็ม 5 คน เพียงเหยียบคันเร่งเบา ๆ ก็สามารถออกตัวได้ง่าย โดยไม่รู้สึกอืดแต่อย่างใด ระหว่างการเร่งความเร็ว เกียร์เปลี่ยนได้อย่างราบรื่น ช่วงรอบเครื่องยนต์ 1,750-2,500 รอบต่อนาทีซึ่งเป็นช่วงแรงบิดสูงสุด สามารถครอบคลุมการขับขี่ในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี เมื่อเร่งแซงในอัตราเร่งช่วงกลาง ๆ เพียงกดคันเร่งก็สามารถรู้สึกถึงแรงที่ผลักหลังได้อย่างชัดเจน ทำให้การแซงทำได้ง่ายดาย แต่ในการขับขี่ที่ความเร็วสูง เมื่อความเร็วเกิน 100 กม./ชม. การเร่งความเร็วเพิ่มเติมจะรู้สึกถึงพลังที่ลดลง ต้องเผื่อระยะของการแซงล่วงหน้ามากขึ้น
การควบคุมอยู่ในระดับปานกลาง พวงมาลัยมีความหนักพอสมควร แต่การบังคับเลี้ยวค่อนข้างแม่นยำ ไม่มีบริเวณที่หลวมเกินไป ในการขับขี่ประจำวันสามารถให้ความมั่นใจได้อย่างเพียงพอ ระบบกันสะเทือนด้านหน้าใช้แบบอิสระ ส่วนด้านหลังใช้แหนบบรรทุก การจับคู่นี้เมื่อวิ่งบนถนนเรียบ ความสบายของเบาะหน้าจะพอใช้ได้ แต่ผู้โดยสารด้านหลังจะรู้สึกการสั่นสะเทือนจากพื้นถนนอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อผ่านคอสะพานหรือถนนขรุขระจะรู้สึกกระเด้งค่อนข้างแรง อย่างไรก็ตาม ระบบกันสะเทือนหลังแบบแหนบบรรทุกมีข้อได้เปรียบในการบรรทุก เมื่อใส่ของหนักในกระบะท้าย ตัวถังรถจะไม่ยุบลงมากเกินไป ทำให้การขับขี่ยังคงเสถียรภาพได้ดี
ในด้านการใช้น้ำมัน หลังจากทดลองขับเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ในสภาพถนนที่หลากหลาย รถมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันอยู่ที่ประมาณ 7.5 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร ซึ่งถือว่าเป็นผลลัพธ์ที่เหมาะสมสำหรับรถดีเซลขนาด 2.0 ลิตร ถังน้ำมันขนาด 80 ลิตร เมื่อเติมน้ำมันเต็มถังสามารถวิ่งได้ประมาณ 1,000 กิโลเมตร ซึ่งช่วยลดปัญหาการเติมน้ำมันบ่อยครั้ง ในด้านการควบคุมเสียงรบกวน เสียงจากเครื่องยนต์ดีเซลในขณะเครื่องยนต์เดินเบาจะค่อนข้างเด่นชัด แต่เมื่อขับเคลื่อนแล้ว เสียงลมและเสียงจากยางจะกลบเสียงเครื่องยนต์ โดยรวมแล้วอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ และไม่ได้รบกวนการสนทนาภายในรถ
โดยภาพรวมแล้ว Ford Ranger Double Cab 2.0 XLS 6AT รุ่นปี 2024 มีจุดเด่นที่สำคัญในเรื่องของความคุ้มค่าและการใช้งาน ราคาไม่ถึง 800,000 บาท แต่สามารถซื้อรถกระบะสองตอนแบบ 5 ที่นั่ง ที่มาพร้อมถุงลมนิรภัย 6 จุด ไฟหน้าอัตโนมัติ และอื่น ๆ เมื่อเทียบกับ Toyota Hilux 2.4 E Double Cab ที่อยู่ในระดับเดียวกันแล้ว รุ่นนี้มีแรงบิดมากกว่า ทำให้บรรทุกง่ายขึ้น และมีอุปกรณ์เพิ่มเติมที่มากกว่า เหมาะสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการใช้สำหรับเดินทางประจำวันและบรรทุกของเบา ๆ เช่น เจ้าของธุรกิจเล็ก ผู้ดูแลสถานที่ก่อสร้าง หรือครอบครัวที่ชื่นชอบกระบะแต่มีงบประมาณจำกัด
โดยสรุป รถรุ่นนี้อาจไม่มีความโดดเด่นที่ชัดเจน แต่ก็ไม่ได้มีข้อเสียที่เห็นได้ชัด เป็นรถกระบะที่สมดุลและมีความคุ้มค่าในการใช้งาน เครื่องยนต์ดีเซลมีพลังมากพอสำหรับการบรรทุกและการเดินทางในชีวิตประจำวัน อุปกรณ์พื้นฐานก็ครบครันเมื่อเทียบกับราคา และยังมีพื้นที่ใช้สอยที่ตอบโจทย์ครอบครัว หากคุณกำลังมองหารถกระบะที่เชื่อถือได้ ใช้ได้นาน บรรทุกของหรือขับขี่ทั่วไปได้ดี และไม่ต้องการจ่ายแพงเกินไป Ford Ranger Double Cab 2.0 XLS 6AT รุ่นปี 2024 เป็นตัวเลือกที่ควรพิจารณา
