Q
ต้องใช้เวลาเท่าไหร่ในการชาร์จ BYD Seal
เวลาชาร์จ BYD ซีล ในประเทศไทยขึ้นอยู่กับกำลังของอุปกรณ์ชาร์จและความจุแบตเตอรี่ ใช้แท่นชาร์จบ้านมาตรฐาน 7 กิโลวัตต์ ชาร์จเต็มประมาณ 8-10 ชั่วโมง เหมาะสำหรับชาร์จกลางคืนหรือจอดระยะยาว ใช้แท่นชาร์จสาธารณะความเร็ว 50 กิโลวัตต์ ชาร์จจาก 30 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ประมาณ 40 นาที เหมาะสำหรับเดินทางไกลหรือชาร์จฉุกเฉิน ใช้แท่นชาร์จเร็ว 150 กิโลวัตต์ เวลาชาร์จลดเหลือประมาณ 25 นาที ประเทศไทยขยายโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จโดยเฉพาะกรุงเทพ เชียงใหม่และเส้นทางท่องเที่ยวยอดนิยม ครอบคลุมแท่นชาร์จเร็วเพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าสะดวกมากขึ้น เวลาชาร์จจริงอาจได้รับผลกระทบจากอุณหภูมิ แบตเตอรี่ และกำลังไฟแท่นชาร์จ แนะนำวางแผนเส้นทางล่วงหน้าและใช้แอป BYD ค้นหาแท่นชาร์จใกล้เคียง การรักษาระดับแบตเตอรี่ 20 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ในชีวิตประจำวันช่วยยืดอายุแบตเตอรี่ ควรหลีกเลี่ยงการชาร์จเร็วบ่อยและไฟเกินไปเพื่อดูแลรถให้ดีขึ้น
ข้อความพิเศษ: เนื้อหานี้โพสต์โดยผู้ใช้ และไม่ได้แสดงถึงมุมมองและจุดยืนของ PCauto
Q&A เกี่ยวข้อง
Q
ต้นทุนต่อกิโลเมตรของ BYD Seal คือเท่าไหร่?
BYD Seal เป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% ที่ค่าใช้สอยต่อกิโลเมตรขึ้นอยู่กับอัตราการใช้ไฟฟ้าและค่าไฟ จากข้อมูลทางการ รถรุ่นนี้ใช้ไฟฟ้าเฉลี่ย 12.5-14.5 กิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อ 100 กิโลเมตร เมื่อคำนวณด้วยค่าไฟเฉลี่ยปัจจุบันที่ประมาณ 4-5 บาทต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง จะพบว่าค่าไฟต่อกิโลเมตรอยู่ที่ประมาณ 0.5-0.7 บาท ซึ่งถูกกว่ารถน้ำมันแบบเดิมที่ต้องเสียค่าเชื้อเพลิง 3-5 บาทต่อกิโลเมตรอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม อัตราการใช้ไฟฟ้าจริงอาจแตกต่างกันไปตามพฤติกรรมการขับขี่ สภาพถนน และการใช้เครื่องปรับอากาศ เช่น การเร่งเครื่องบ่อยๆ หรือการติดขัดในชั่วโมงเร่งด่วนอาจทำให้ใช้ไฟมากขึ้นเล็กน้อย เมื่อเทียบกับรถน้ำมันระดับเดียวกัน รถไฟฟ้ายังมีค่าบำรุงรักษาที่ต่ำกว่าเพราะไม่ต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่องหรือหัวเทียน ทำให้ประหยัดกว่าในระยะยาว ส่วนการชาร์จไฟ นอกจากจะชาร์จที่บ้านได้แล้ว ปัจจุบันสถานีชาร์จเร็วสาธารณะก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ โดยชาร์จได้ 80% ในเวลาเพียง 30 นาที ทำให้สะดวกสบายมากขึ้น สำหรับสภาพอากาศร้อนของไทย แบตเตอรี่รถไฟฟ้าทำงานได้ปกติแต่แนะนำให้จอดในที่ร่มเพื่อยืดอายุแบตเตอรี่ และเมื่ออุตสาหกรรมรถไฟฟ้าในประเทศพัฒนามากขึ้น ราคารถและค่าใช้จ่ายในการชาร์จก็มีแนวโน้มจะลดลงอีกในอนาคต
Q
"ราคา BYD Seal รุ่น 7 ที่นั่งคือเท่าไหร่?"
ขณะนี้ BYD ยังไม่มีรุ่น Seal แบบ 7 ที่นั่งนะครับ รุ่นนี้ทั้งในตลาดจีนและต่างประเทศเน้นตำแหน่งเป็นรถสปอร์ตซีดาน 5 ที่นั่งเท่านั้น มีทั้งแบบขับเคลื่อนล้อหลังและแบบสี่ล้อขับเคลื่อน ถ้าต้องการรถพลังงานสะอาดแบบ 7 ที่นั่ง ลองดูรุ่น Tang EV หรือ Denza D9 ที่เป็นรถ MPV แบบไฟฟ้า100%/ไฮบริดได้นะครับ รุ่นเหล่านี้จำหน่ายในไทยผ่านตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ราคาอยู่ที่ประมาณ 2-3 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับอุปกรณ์และความจุแบตเตอรี่
รถพลังงานสะอาดในไทยได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ทำให้ราคาสุดท้ายอาจแข่งขันกว่ารถน้ำมัน แนะนำให้ตรวจสอบราคาล่าสุดและทดลองขับผ่านช่องทางทางการนะครับ
ปัจจุบันสถานีชาร์จไฟขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในห้างสรรพสินค้าและสถานีบริการทางด่วน ปัญหาเรื่องระยะทางลดลงไปมาก เวลาเลือกซื้อนอกจากจำนวนที่นั่งแล้ว ควรพิจารณาการใช้งานประจำวันด้วย เช่น ความถี่ในการใช้รถครอบครัว ความสะดวกในการชาร์จไฟ โดยรถไฟฟ้า100% เหมาะกับผู้ที่มีจุดชาร์จประจำ ส่วนรถปลั๊กอินไฮบริดจะเหมาะกับการเดินทางไกลมากกว่า
Q
*ราคา BYD SEAL 2023 เท่าไหร่?
รถยนต์ไฟฟ้า BYD SEAL รุ่นปี 2023 ราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 1,299,000 บาท ราคาอาจแตกต่างกันไปตามระดับความประณีตของตัวรถและอุปกรณ์เสริมที่เลือก โดยรถคูเป้ไฟฟ้ารุ่นนี้มาพร้อมสมรรถนะเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 3.8 วินาที และระยะทางวิ่งสูงสุดถึง 700 กม. ตามมาตรฐาน CLTC ทำให้เป็นที่นิยมในตลาดรถ EV รุ่นนี้ใช้เทคโนโลยีแบตเตอรี่ Blade Battery ที่พัฒนาโดย BYD ซึ่งผ่านการทดสอบความปลอดภัยอย่างเข้มงวด รวมถึงรองรับระบบชาร์จเร็ว DC สูงสุด 150kW ที่สามารถชาร์จจาก 30% เป็น 80% ได้ภายในเวลาเพียง 30 นาที เหมาะสมกับเครือข่ายสถานีชาร์จเร็วที่แพร่หลายในประเทศไทย เมื่อเทียบกับรุ่นแข่งขันในระดับเดียวกัน อย่าง Tesla Model 3 แล้ว SEAL ให้สมรรถนะใกล้เคียงแต่ราคาจับต้องได้มากกว่า พร้อมฟีเจอร์เสริมความหรูหราอย่างหลังคากระจกพาโนรามาและระบบเสียงดิยาน่า 12 ลำโพง อย่างไรก็ดี ก่อนตัดสินใจซื้อแนะนำให้ติดต่อตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการเพื่อสอบถามโปรโมชั่นล่าสุด เพราะบางสาขาอาจมีบริการติดตั้งสถานีชาร์จฟรีหรือโปรไฟแนนซ์ดอกเบี้ยต่ำ โดยเฉพาะรุ่นพวงมาลัยขวาที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับตลาดไทย ผ่านมาตรฐานการจราจรและตำแหน่งคนขับที่เหมาะสมกับการใช้งานจริง
Q
ข้อเสียของ BYD Seal
BYD Seal แม้จะมีข้อดีหลายประการ แต่ก็มีข้อด้อยบางจุด ในด้านภายในห้องโดยสารงานฝีมือในรายละเอียดยังต้องปรับปรุง รอยเย็บและข้อต่อไม่ละเอียดพอ การออกแบบมีความซับซ้อนเกินไปไม่เน้นความเรียบง่าย และแผงคอนโซลกลางที่ใช้ภาษาการออกแบบแบบมหาสมุทรศาสตร์เมื่อมองเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดความเมื่อยล้าทางสายตาและดูวุ่นวาย ระบบเสียงแม้ว่าบางรุ่นจะติดตั้งลำโพง Dynaudio แต่ฟังนานๆ แล้วยังขาดความน่าฟัง ผู้ที่ต้องการคุณภาพเสียงสูงอาจไม่พอใจ ด้านเทคโนโลยีอัจฉริยะ ระบบ Infotainment DiLink ใช้ชิป Qualcomm Snapdragon 690 ที่ประสิทธิภาพทั่วไปทำให้ระบบทำงานไม่เสถียรและไม่ลื่นไหล การสั่งงานด้วยเสียงยังขาดความยืดหยุ่น ประสบการณ์ระบบช่วยขับไม่ดี และเซ็นเซอร์ถอยหลังบางครั้งไม่ไวพอ การออกแบบกระจกหน้าต่างมีข้อจำกัดโดยเฉพาะกระจกหลังที่มีขนาดเล็กและไม่สามารถเลื่อนลงได้เต็มที่ส่งผลต่อความสะดวกในการใช้งาน หลังคาพาโนรามิคไม่สามารถเปิดได้ทุกรุ่นในฤดูร้อนที่มีแสงแดดจ้าอาจทำให้ภายในรถร้อน นอกจากนี้ยังมีปัญหาเสียงแอร์ดัง เบาะนั่งยุบ ระบบเครือข่ายรถยนต์ไม่ดี ระยะทางวิ่งไฟฟ้าสั้น เบาะนั่งเป็นสนิม มือจับประตูเสีย หลอดไฟแผงบังแดดเสียง่าย และช่วงล่างต่ำทำให้รถเสี่ยงถูกขูดขีดบ่อยครั้ง
Q
BYD Seal จัดอยู่ในกลุ่มเซกเมนต์ใด
BYD Seal จัดอยู่ในกลุ่มรถยนต์ระดับ D ซึ่งหมายความว่าเป็นรถยนต์นั่งขนาดกลางถึงใหญ่ รุ่นในระดับนี้มักมีขนาด ตัวเลือกอุปกรณ์ และสมรรถนะที่สูงกว่ารุ่นทั่วไป เพื่อมอบพื้นที่ภายในที่กว้างขวาง อุปกรณ์ระดับไฮเอนด์ที่หลากหลาย และประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยม จากสเปกรถ BYD Seal มีความยาว 4800 มิลลิเมตร ความกว้าง 1875 มิลลิเมตร และฐานล้อ 2920 มิลลิเมตร สร้างความกว้างขวางภายในห้องโดยสาร ด้านสมรรถนะรุ่นต่างๆ มีการตอบสนองที่ดี เช่น รุ่น AWD Performance ที่เร่งจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 3.8 วินาที นอกจากนี้รถยังติดตั้งระบบความปลอดภัยล้ำสมัยและอุปกรณ์ภายในที่เน้นความสะดวกสบายครบครัน ตอบโจทย์มาตรฐานสูงของรถระดับ D และความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการรถขนาดกลางถึงใหญ่ในทุกด้าน
Q
มูลค่าการขายต่อของ BYD Seal คืออะไร
BYD Seal ในฐานะรถยนต์ไฟฟ้าล้วนรุ่นล่าสุดของ BYD มีมูลค่าตลาดรถมือสองในประเทศไทยอยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจเนื่องจากความน่าเชื่อถือทางเทคโนโลยีในด้านพลังงานสะอาดการยอมรับในตลาดสูงและการรับประกันแบตเตอรี่จากทางบริษัทเป็นระยะเวลา 8 ปีหรือ 160000 กิโลเมตรช่วยรับประกันคุณภาพการใช้งานในรถมือสองได้ดี เมื่อเทียบกับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในรุ่นเดียวกัน รถ EV ในตลาดมือสองไทยกำลังเติบโต โดยเฉพาะรุ่น Seal ที่มาพร้อมเทคโนโลยีแบตเตอรี่แบบใบมีดและระบบช่วยขับ DiPilot ที่ครบครันได้รับความสนใจสูง ข้อมูลจากแพลตฟอร์มซื้อขายรถมือสองในไทยแสดงให้เห็นว่ารถใช้ประมาณ 1 ปีจะมีอัตราการลดราคาประมาณ 15-20 เปอร์เซ็นต์ซึ่งสูงกว่ารถเครื่องยนต์สันดาป 2-3 เปอร์เซ็นต์ สำหรับรุ่นสูงหรือรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อจะมีอัตราการรักษามูลค่าที่ดีกว่า อย่างไรก็ตามราคามือสองจริงขึ้นอยู่กับสภาพรถระยะทางใช้งานสุขภาพแบตเตอรี่และช่องทางจำหน่ายที่ได้รับการรับรองแนะนำให้ใช้บริการประเมินราคาจากศูนย์ BYD ที่ได้รับอนุญาตในประเทศไทย นอกจากนี้มาตรการส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า เช่น การลดภาษีซื้อ ยังช่วยเพิ่มมูลค่ารถมือสองอีกด้วยซึ่งถือเป็นปัจจัยบวกสำหรับผู้ที่ต้องการขายต่อในไทย
Q
ประเภทเกียร์ของ BYD Seal คืออะไร
เกียร์ของ BYD Seal เป็นแบบ EV มีจำนวนเกียร์ 1 จัดเป็นเกียร์อัตราทดคงที่ ซึ่งมีโครงสร้างเรียบง่ายและประสิทธิภาพการส่งกำลังสูง ช่วยถ่ายทอดแรงบิดจากมอเตอร์ไฟฟ้าไปยังล้อได้โดยตรง ลดการสูญเสียพลังงานในกระบวนการส่งกำลัง ส่งผลให้รถเร่งความเร็วได้ดีและเพิ่มระยะทางวิ่งได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังไม่มีการเปลี่ยนเกียร์ซับซ้อนเหมือนเกียร์ธรรมดา ทำให้การส่งกำลังระหว่างขับขี่ราบรื่นและนุ่มนวล มอบประสบการณ์การขับขี่ที่ง่ายและสบาย เกียร์ประเภทนี้จึงนิยมใช้ในรถยนต์ไฟฟ้าเพราะสามารถทำงานร่วมกับระบบขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพและช่วยดึงศักยภาพของรถไฟฟ้าออกมาได้อย่างเต็มที่
Q
ขนาด PCD ของ BYD Seal คืออะไร?
สำหรับชาวไทยที่กำลังมองหาข้อมูลเกี่ยวกับการอัพเกรดหรือเปลี่ยนล้อให้กับ BYD Seal นะครับ ขอแจ้งสเปกล้อมาตรฐานของรุ่นนี้ให้ทราบกันก่อน PCD (ระยะห่างรูสลัก) ของ Seal จะอยู่ที่ 5x114.3 ซึ่งเป็นขนาดที่เราคุ้นเคยกันดีในตลาดเมืองไทย เพราะไปตรงกับรถญี่ปุ่นหลายรุ่นอย่าง Honda Accord หรือ Toyota Camry เลยทำให้หาล้อเปลี่ยนได้ง่ายมาก ไม่ว่าจะเป็นล้อแบบ OEM หรือล้อแต่งจากแบรนด์หลังตลาดก็มีให้เลือกเพียบ
อีกเรื่องที่ต้องเช็คให้ชัวร์คือขนาด Center Bore (รูกลางล้อ) ของ BYD Seal จะอยู่ที่ 64.1 มม. ส่วนขนาดสลักที่แนะนำคือ M12x1.5 細節พวกนี้สำคัญมากนะครับ ถ้าไม่ตรงเป๊ะอาจมีปัญหาเรื่องความปลอดภัยได้
สำหรับเพื่อนๆ คนไทยที่อยู่เมืองร้อนแบบเรา ขอแนะนำให้เลือกล้ออัลลอยแบบน้ำหนักเบานะครับ เพราะช่วยเรื่องการระบายความร้อนได้ดีขึ้น โดยเฉพาะเวลาขับเร็วหรือติดรถในกรุงเทพฯ จะรู้สึกถึงความแตกต่างชัดเจน แถมยังช่วยประหยัดพลังงานได้อีกด้วย!
Q
BYD Seal มี Apple CarPlay ไหม
BYD Seal รุ่นที่วางจำหน่ายในประเทศไทยปัจจุบันรองรับการใช้งาน Apple CarPlay โดยสามารถเชื่อมต่อได้ทั้งแบบไร้สายและผ่านสาย USB ช่วยให้ผู้ขับเข้าถึงแอปนำทางเพลงและการสื่อสารบน iPhone ได้สะดวกขณะขับขี่โดยเฉพาะการใช้ Google Maps หรือ Apple Maps ที่เหมาะกับสภาพจราจรที่ซับซ้อนในกรุงเทพฯ อย่างมาก ทั้งนี้รถบางล็อตในช่วงแรกอาจต้องอัปเกรดระบบผ่าน OTA เพื่อเปิดใช้งานฟังก์ชันอย่างสมบูรณ์จึงแนะนำให้ตรวจสอบเวอร์ชันซอฟต์แวร์กับศูนย์บริการขณะซื้อรถเพิ่มเติม ระบบอัจฉริยะ DiLink ของ BYD ยังผสานการทำงานกับแอปท้องถิ่นและระบบสั่งงานด้วยเสียงอย่างลึกซึ้งนอกจากจะรองรับ CarPlay แล้ว ยังมอบประสบการณ์ความบันเทิงภายในรถที่ครบครัน สำหรับผู้บริโภคชาวไทยโดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นที่ใช้งานสมาร์ตโฟนเป็นหลัก การรองรับ CarPlay ทำให้ BYD Seal มีความได้เปรียบในการแข่งขันด้านความทันสมัยและความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน
Q
ยี่ห้อยางรถยนต์ของ BYD Seal คืออะไร
BYD Seal ที่จำหน่ายในประเทศไทยติดตั้งยางสมรรถนะสูงจากโรงงานโดยหลักเป็นยี่ห้อ Continental หรือ Michelin แล้วแต่รุ่นย่อยและล็อตการผลิต โดยรุ่นที่พบได้บ่อยคือ Continental EcoContact 6 และ Michelin Pilot Sport 4 ซึ่งเน้นความต้านทานการหมุนต่ำและความเงียบขณะขับขี่เหมาะกับสภาพอากาศร้อนและฝนตกชุกในไทยรวมถึงการใช้งานบนถนนในเมืองเป็นหลัก เจ้าของรถในไทยควรให้ความสำคัญกับสมรรถนะในการรีดน้ำของยางในช่วงฤดูฝนโดยยางทั้งสองยี่ห้อให้แรงยึดเกาะที่ดีบนถนนเปียกลดความเสี่ยงการลื่นไถลจากฝนตกบ่อยโดยเฉพาะในกรุงเทพ หากต้องการเปลี่ยนยางสามารถเลือกยางระดับใกล้เคียงที่หาซื้อได้ง่ายในไทยเช่น Bridgestone Turanza หรือ Goodyear EfficientGrip แต่ควรรักษาขนาดตามที่โรงงานระบุไว้คือ 235 45 R19 หรือ 245 40 R20 เพื่อให้ระยะทางขับขี่และการควบคุมรถคงประสิทธิภาพที่ดี การตรวจเช็กลมยางเป็นสิ่งสำคัญโดยเฉพาะกับรถไฟฟ้าแนะนำให้ตรวจอย่างน้อยเดือนละครั้งในช่วงอากาศร้อนของไทยลมยางมักเพิ่มขึ้นเองตามอุณหภูมิ ควรรักษาระดับที่ 24 ถึง 25 บาร์ขณะยางเย็นเพื่อสมดุลทั้งความสบายและประสิทธิภาพพลังงาน
รถยอดนิยม
รุ่นปีรถยนต์
เปรียบเทียบรถยนต์
รูปภาพรถ
Q&A ล่าสุด
Q
ระบบขับเคลื่อนมีอะไรบ้าง?
ระบบขับเคลื่อนรถยนต์คือวิธีการส่งกำลังไปยังล้อขับเคลื่อน โดยแบ่งหลักเป็นสองประเภทคือระบบขับเคลื่อนสองล้อและระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ โดยรูปแบบและลักษณะเฉพาะมีดังนี้:
- ระบบขับเคลื่อนล้อหน้าตัวเครื่องอยู่หน้า (FF) – เครื่องยนต์ติดตั้งด้านหน้าและขับเคลื่อนล้อหน้า โครงสร้างเรียบง่าย ต้นทุนต่ำ ประสิทธิภาพการใช้พื้นที่ภายในรถสูง เหมาะสำหรับการเดินทางประจำวัน แต่เมื่อเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงอาจเกิดอาการหมุนหลุด
- ระบบขับเคลื่อนล้อหลังตัวเครื่องอยู่หน้า (FR) – เครื่องยนต์ติดตั้งด้านหน้า ขับเคลื่อนล้อหลัง การกระจายน้ำหนักระหว่างเพลาหน้าและเพลาหลังสมดุล ควบคุมได้แม่นยำและมีสมรรถนะการเร่งดี มักใช้กับรถสปอร์ตหรือรถหรู แต่บนถนนลื่นอาจทำให้เกิดอาการเหินและมีแท่นยกบริเวณพื้นรถแถวหลัง
- ระบบขับเคลื่อนล้อหลังตัวเครื่องอยู่กลาง (MR) – เครื่องยนต์ติดตั้งกลางตัวถัง ขับเคลื่อนล้อหลัง มีความเสถียรในการควบคุมและประสิทธิภาพการส่งกำลังดีเยี่ยม พบทั่วไปในรถสปอร์ต แต่พื้นที่ใช้สอยและความสะดวกสบายมีจำกัด
- ระบบขับเคลื่อนล้อหลังตัวเครื่องอยู่หลัง (RR) – เครื่องยนต์ติดตั้งด้านหลัง ขับเคลื่อนล้อหลัง เส้นทางการส่งกำลังสั้น มีแรงบิดเริ่มต้นและแรงปีนเขาดี แต่ไวต่อลมข้างและพื้นที่กระโปรงหลังลดลง
- ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ (4WD/AWD) – แบ่งเป็นระบบขับเคลื่อนสี่ล้อตลอดเวลา ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตโนมัติ และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อเลือกได้ โดยระบบขับเคลื่อนสี่ล้อตลอดเวลาจะส่งกำลังไปที่ล้อทั้งสี่ตลอดเวลา มีความสามารถในการขับขี่บนถนนลุยสูง ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตโนมัติจะสลับระหว่างสองล้อและสี่ล้อโดยอัตโนมัติ เพื่อประหยัดน้ำมันและเหมาะสำหรับการขับลุยเบา ส่วนระบบขับเคลื่อนสี่ล้อเลือกได้ต้องเปลี่ยนโหมดด้วยมือ เหมาะสำหรับการขับลุยแบบหนัก มีความเสถียรสูงแต่ต้นทุนและการสิ้นเปลืองน้ำมันค่อนข้างสูง
ระบบขับเคลื่อนรถยนต์พลังงานใหม่มีความหลากหลายมากขึ้น โดยรถยนต์ไฟฟ้าล้วนมีทั้งระบบขับเคลื่อนล้อหน้า/ล้อหลังด้วยมอเตอร์เดียวและระบบขับเคลื่อนสี่ล้อด้วยมอเตอร์คู่ ส่วนรถยนต์ไฮบริดใช้การทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ เพื่อให้ได้ทั้งสมรรถนะและการประหยัดพลังงาน
การเลือกระบบขับเคลื่อนควรพิจารณาตามสถานการณ์การใช้งาน: สำหรับการขับขี่ทั่วไปควรเลือกระบบขับเคลื่อนล้อหน้าตัวเครื่องอยู่หน้าเนื่องจากประหยัดและใช้งานง่าย หากต้องการสมรรถนะการขับขี่อาจเลือกระบบขับเคลื่อนล้อหลังตัวเครื่องอยู่หน้าหรือระบบขับเคลื่อนล้อหลังตัวเครื่องอยู่กลาง สำหรับถนนสภาพยากหรือการขับลุยควรเลือกระบบขับเคลื่อนสี่ล้อเป็นหลัก
Q
รถ 2WD คืออะไร?
รถยนต์ 2WD (Two-Wheel Drive) หรือรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยล้อสองล้อ คือรถที่กำลังขับเคลื่อนถูกส่งไปยังล้อเพียงสองล้อเท่านั้น เพื่อขับเคลื่อนรถ โดยแบ่งหลักๆ ออกเป็นสองประเภท คือขับเคลื่อนด้วยล้อหน้า (FWD) และขับเคลื่อนด้วยล้อหลัง (RWD)
ในรถประเภทขับเคลื่อนด้วยล้อหน้า ล้อหน้าจะรับผิดชอบหน้าที่ขับเคลื่อน โดยภายใต้เงื่อนไขความจุเครื่องเดียวกัน มีคุณสมบัติ เช่น ความสามารถส่งกำลังงานที่มีประสิทธิภาพสูง การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงต่ำ ความสามารถขับเคลื่อนที่ดี โครงสร้างกะทัดรัด การใช้ประโยชน์พื้นที่ภายในรถสูง น้ำหนักรถทั้งหมดเบา อัตราการเสียหายต่ำ และความเร็วในการขับเคลื่อนสูง เป็นต้น โดยปกติใช้สำหรับรถยนต์ขนาดเล็กที่ต้องการพื้นที่และประสิทธิภาพการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่สูง
ในขณะที่รถประเภทขับเคลื่อนด้วยล้อหลังจะมีล้อหลังรับผิดชอบการขับเคลื่อน ซึ่งมีข้อได้เปรียบ เช่น ความสามารถรับน้ำหนักสูง โครงสร้างเรียบง่าย ง่ายต่อการซ่อมบำรุง และความสามารถในการควบคุมที่ยอดเยี่ยม เป็นต้น โดยใช้เป็นส่วนใหญ่สำหรับรถขนส่งและรถโดยสารขนาดกลางและขนาดใหญ่
เมื่อเปรียบเทียบกับรถขับเคลื่อนด้วยล้อสี่ล้อ (4WD) รถ 2WD มีจำนวนล้อขับเคลื่อนน้อยกว่า โดยภายใต้การติดตั้งยางเดียวกัน ความยึดเกาะของยางจะค่อนข้างอ่อนกว่า และความเสถียรในการขับเคลื่อนมักไม่เทียบเท่ากับรถ 4WD แต่มีประสิทธิภาพการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่ดีกว่า และค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาต่ำกว่า
หากใช้รถขับเคลื่อนบนถนนเมืองเป็นหลัก และให้ความสำคัญกับพื้นที่และการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง รถ 2WD จะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม แต่หากมักเผชิญกับถนนเส้นทางที่ซับซ้อนหรือมีความต้องการในการขับรถพิเศษ รถ 4WD อาจเหมาะสมมากกว่า
Q
"รถขับเคลื่อนสองล้อสามารถขึ้นเนินได้ไหม?"
รถขับเคลื่อนสองล้อสามารถขึ้นทางชันได้หรือไม่ ต้องพิจารณาจากหลายปัจจัยรวมกัน ได้แก่ ระดับความชัน สภาพผิวถนน สมรรถนะรถ และทักษะการขับขี่ โดยทั่วไปรถขับเคลื่อนสองล้อสามารถรับมือกับทางลาดชันเล็กน้อยในเมือง (เช่น ทางเข้าอาคารจอดรถใต้ดิน ทางลาดชันในเขตชานเมืองทั่วไป) ได้อย่างง่ายดาย รถส่วนใหญ่ที่มีแรงบิด 200 นิวตันเมตรสามารถขึ้นทางชันไม่เกิน 20 องศาได้ ขณะที่รถขับเคลื่อนสองล้อแบบออฟโรดขนาดเล็กบางรุ่นสามารถขึ้นทางชันได้มากถึง 25 องศาหรือมากกว่า แต่เมื่อเจอทางชันที่ลาดชันมาก (เกิน 25 องศา) พื้นถนนลื่นหรือเป็นโคลน รถขับเคลื่อนสองล้ออาจประสบปัญหา โดยเฉพาะรถขับเคลื่อนล้อหน้าที่เมื่อขึ้นทางชันแล้วจุดศูนย์ถ่วงจะเคลื่อนไปด้านหลัง ทำให้แรงยึดเกาะของล้อหน้าลดลงและเกิดการลื่นไถลได้ง่าย นอกจากนี้ แรงบิดเครื่องยนต์ ประสิทธิภาพระบบส่งกำลัง และแรงยึดเกาะของยาง ยังส่งผลต่อสมรรถนะการขึ้นทางชันด้วย ในสถานการณ์ปกติ การใช้เกียร์ต่ำและการควบคุมความเร็วเครื่องยนต์ให้คงที่สามารถช่วยให้รถขับเคลื่อนสองล้อขึ้นทางชันได้ดีขึ้น แต่ในกรณีที่ทางชันมากหรือสภาพถนน越野 รถขับเคลื่อนสี่ล้อจะมีประสิทธิภาพในการผ่านทางที่ดีกว่า
Q
"ยานพาหนะ 4x4 หมายถึงยานพาหนะที่มีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ซึ่งช่วยให้ทั้งล้อหน้าและล้อหลังได้รับกำลังจากเครื่องยนต์พร้อมกัน ทำให้รถมีความสามารถในการขับบนสภาพถนนที่ยากลำบากหรือในพื้นที่ที่มีการเกาะถนนต่ำ เช่น พื้นทราย หรือพื้นดินโคลน ยานประเภทนี้มักถูกใช้งานในพื้นที่นอกเมือง หรือในการขับขี่แบบออฟโรด"
รถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อ หรือ 4x4 นั้น ตัวเลขหน้า "x" จะแสดงจำนวนล้อทั้งหมด และตัวเลขหลัง "x" จะแสดงจำนวนล้อขับเคลื่อน ดังนั้น 4x4 หมายความว่ารถยนต์มีล้อสี่ล้อ ซึ่งทั้งหมดเป็นล้อขับเคลื่อน ทำให้กำลังเครื่องยนต์ส่งไปยังล้อทั้งสี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเพิ่มแรงยึดเกาะและสมรรถนะในการขับขี่บนสภาพถนนที่ซับซ้อน เช่น โคลน ทราย และเนินเขา ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่พบได้ทั่วไป ได้แก่ ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อตลอดเวลา (รักษาการกระจายกำลังระหว่างล้อหน้าและล้อหลังตลอดเวลา บางรุ่นกระจายแรงบิดตามอัตราส่วนที่กำหนดบนถนนปกติ และปรับอัตโนมัติเมื่อเกิดการลื่นไถล) และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อตามความต้องการ (ตรวจจับสภาพถนนผ่านหน่วยควบคุมและเปลี่ยนเป็นโหมดขับเคลื่อนสี่ล้อโดยอัตโนมัติเมื่อล้อขับเคลื่อนลื่นไถล) ในประเทศไทย รถยนต์ 4x4 ไม่เพียงแต่ใช้ในสถานการณ์ออฟโรดของพลเรือนเท่านั้น แต่ยังมีการใช้งานที่สำคัญในภาคการป้องกันประเทศด้วย ตัวอย่างเช่น สถาบันวิจัยเทคโนโลยีการป้องกันประเทศได้ทำการทดสอบการยิงรถหุ้มเกราะ D-Lion 4x4 ที่ติดตั้งสถานีอาวุธควบคุมระยะไกล และยังได้ร่วมมือกับกองทัพบกอังกฤษในการทดสอบต้นแบบรถบรรทุกทหาร 4x4 ที่ใช้แชสซีรถบรรทุก Tatra ของเช็ก เพื่อตอบสนองความต้องการด้านการขนส่งทางยุทธวิธีและการปฏิบัติการในภูมิประเทศที่ซับซ้อน นอกจากนี้ รถยนต์ 4x4 ยังสามารถจำแนกได้ตามวัตถุประสงค์ เช่น รถยนต์ออฟโรดแบบใช้งานหนัก และรถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อแบบใช้งานได้ทั้งบนทางวิบากและในเมือง ซึ่งแต่ละประเภทเหมาะสมกับสถานการณ์การใช้งานที่แตกต่างกัน
Q
การขับขี่ด้วยระบบ 4H สามารถเร่งความเร็วของรถได้ไม่เกินกี่กิโลเมตรต่อชั่วโมง?
เมื่อขับรถโดยใช้ระบบ 4H แนะนำให้ควบคุมความเร็วรถไม่เกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โหมด 4H เหมาะสมที่สุดสำหรับการใช้งานบนพื้นถนนที่ไม่ได้ลาดยางหรือสภาพถนนที่ขรุขระ เช่น ถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อ หรือถนนลื่นในช่วงฝนตก ซึ่งจะช่วยเพิ่มความมั่นคง แรงยึดเกาะของยาง และการควบคุมรถได้ดีขึ้น แต่หากใช้โหมด 4H เป็นเวลานานบนถนนลาดยางที่มีแรงยึดเกาะดี อาจทำให้เกิดการสึกหรอของยางอย่างรวดเร็ว ระบบส่งกำลังรับแรงเครียดเพิ่มขึ้นจนเสียหายก่อนกำหนด และยังเพิ่มการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงอีกด้วย ดังนั้นเมื่อขับบนถนนลาดยางที่มีสภาพดี เช่น ถนนทางด่วน ควรใช้โหมดขับเคลื่อนสองล้อจะดีกว่า เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ ยืดอายุการใช้งานของชิ้นส่วนรถ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง
ดูเพิ่มเติมข่าวที่เกี่ยวข้อง

BYD Seal 05 DM-i จะเปิดตัวในเดือนสิงหาคม เทคโนโลย DM-i รุ่นที่ 5 สามารถวิ่งไกล 2000 กิโลเมตร
พงศธรMay 14, 2025

BYD ด้วย Seal คว้ารางวัล EV ยอดเยี่ยมประจำปีในประเทศญี่ปุ่นอีกครั้ง
Kevin WongMar 6, 2025

ภาพเปิดตัวของ BYD Seal 05 DM-i: การเทคโนโลยี DM รุ่นที่ห้า, ระบบ Hybrid เครื่องยนต์ 1.5L!
LienDec 10, 2024

BYD SEAL รุ่นใหม่ที่จะมาถึงเร็วๆนี้ เพิ่มเสาเลเซอร์ขั้วคู่ ความเร็วสูงสุดเพิ่มเป็น 240 กม./ชม.
ธนวัฒน์Nov 22, 2024

"BYD Seal 06 GT เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศจีน ในอนาคตอาจจะนำเข้ามาขายในประเทศ"
AshleyOct 21, 2024
ดูเพิ่มเติม


ข้อดี
ข้อเสีย