Q

DB12 Volante มีราคาเท่าไหร่?

Aston Martin DB12 Volante รุ่นล่าสุดจากค่ายรถสปอร์ตหรูระดับโลก เปิดตัวในไทยด้วยราคาประมาณ 25 ล้านบาท (อาจมีการปรับเปลี่ยนขึ้นอยู่กับสเปกและอัตราแลกเปลี่ยน) รุ่นนี้มาพร้อมเครื่องยนต์ V8 4.0 ลิตร เทอร์โบคู่ ให้กำลังสูงสุดถึง 680 แรงม้า คู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด เร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 3.7 วินาที ถือเป็นการผสมผสานระหว่างความสวยงามทรงเสน่ห์กับสมรรถนะอันทรงพลังแบบครบสูตร สำหรับสภาพอากาศร้อนๆ ของไทย DB12 Volante ตอบโจทย์ด้วยระบบปรับอากาศประสิทธิภาพสูงและระบบความร้อนบริเวณคอที่มาพร้อมในสเปกมาตรฐาน ช่วยให้เปิดประทุนได้สบายทุกฤดู ส่วนเบรกคาร์บอนเซรามิกก็ช่วยรับมือกับสภาพการจราจรติดขัดในกรุงเทพฯ ได้อย่างมั่นใจ แต่ต้องบอกก่อนว่าราคารถนำเข้าประเภทนี้ในไทยจะสูงกว่าตลาดยุโรป-อเมริกาประมาณ 30-40% เนื่องจากมีภาษีนำเข้าและภาษีสรรพสามิตที่ค่อนข้างหนัก ใครที่สนใจแนะนำให้ติดต่อโชว์รูมอย่างเป็นทางการของ Aston Martin กรุงเทพฯ เพื่อสอบถามโปรแกรมจัดไฟแนนซ์ล่าสุด บางดีลเลอร์อาจมีบริการแพ็กเกจดูแลหลังการขายแบบพิเศษให้ด้วย เมื่อเทียบกับคู่แข่งในเซ็กเมนต์เดียวกันอย่างเฟอร์รารี Ferrari Roma Spider และ Bentley Continental GT Convertible Edition แล้ว DB12 Volante ยังคงมีความโดดเด่นในเรื่องการออกแบบอินทีเรียร์สุดประณีตแบบอังกฤษ พร้อมระบบมัลติมีเดียรุ่นใหม่ที่พัฒนาขึ้นเฉพาะโดยใช้หน้าจอสัมผัสเป็นครั้งแรก ถือเป็นจุดขายที่ยากจะหาได้จากค่ายอื่น
ข้อความพิเศษ: เนื้อหานี้โพสต์โดยผู้ใช้ และไม่ได้แสดงถึงมุมมองและจุดยืนของ PCauto

Q&A เกี่ยวข้อง

Q
“ราคา Aston Martin DB12 Convertible ปี 2025 เท่าไหร่?”
ตอนนี้ทาง Aston Martin ยังไม่ได้ประกาศราคาขายอย่างเป็นทางการสำหรับรุ่น DB12 Volante ปี 2025 แต่ถ้าดูจากราคาเริ่มต้นของรุ่น DB12 คูเป้ปี 2024 ที่ประมาณ 24.5 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8.7 ล้านบาท) คาดว่ารุ่นเปิดประทุนน่าจะมีราคาสูงกว่า อยู่ที่ประมาณ 28-30 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 10-11 ล้านบาท) รุ่นนี้มาพร้อมเครื่องยนต์ V8 4.0 ลิตร เทอร์โบชาร์จคู่ ให้กำลังสูงสุด 680 แรงม้า เร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในประมาณ 3.6 วินาที เป็นรุ่นแรกของแบรนด์ที่ติดตั้งระบบดิฟเฟอเรนเชียลหลังแบบอิเล็กทรอนิกส์และระบบช่วงล่างปรับอัตโนมัติ พร้อมฟีเจอร์เทคโนโลยีเช่นหน้าจอกลางขนาด 10.25 นิ้วและระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ ในตลาดไทย รถหรูระดับนี้มักจะมีค่าภาษีนำเข้าและภาษีสินค้าฟุ่มเฟือยเพิ่มเติม แนะนำให้ยืนยันราคาที่ดินสุดท้ายผ่านตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ถ้าเทียบกับคู่แข่งอย่าง Ferrari Roma Spider หรือ McLaren 765LT Spider แล้ว DB12 Volante ให้ความรู้สึกแบบ Grand Touring ที่เน้นความสบายและการตกแต่งภายในแบบหรูหราสไตล์อังกฤษ ผ้าใบหลังคาแบบอ่อนสามารถเปิด-ปิดได้ภายใน 14 วินาทีที่ความเร็วไม่เกิน 50 กม./ชม. เหมาะสมกับการใช้งานในสภาพอากาศร้อนแบบบ้านเราเป็นอย่างดี
Q
DB12 เป็นซูเปอร์คาร์หรือไม่?
Aston Martin DB12 นี่คือซูเปอร์คาร์ตัวจริง เครื่องยนต์ 4.0 ลิตร V8 เทอร์โบชาร์จคู่ ให้กำลังสูงสุดถึง 680 แรงม้า เร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 3.5 วินาที เผยประสิทธิภาพระดับสปอร์ตที่ทรงพลังสมคำร่ำลือ แถมยังมาพร้อมกับโครงสร้างตัวถังน้ำหนักเบาและเทคโนโลยีแอโรไดนามิกขั้นสูง ทำให้การขับขี่ตอบสนองทุกการบังคับแบบเป๊ะๆ โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนแบบไทย ระบบระบายความร้อนของ DB12 ออกแบบมาอย่างดีเยี่ยม รองรับการขับขี่แบบสปอร์ตแม้ในอุณหภูมิสูงก็ยังคงความเสถียรได้เต็มที่ ช่วงหลังมานี้ซูเปอร์คาร์เริ่มเป็นที่นิยมในไทยโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และภูเก็ต สำหรับ DB12 แล้วไม่ใช่แค่เรื่องสปีดแต่ดีไซน์ระดับพรีเมียมและความหรูหราก็เป็นจุดขายที่ดึงดูดสายลุยจริงๆ ถ้าคุณเป็นคนนึงที่หลงใหลในความเร็วและเทคโนโลยี ขอบอกว่า DB12 คือตัวเลือกที่คุ้มค่ามาก เพราะรวมทุกอย่างทั้งสมรรถนะ ความสะดวกสบาย และความอินเทรนด์ไว้ในคันเดียว
Q
ความแตกต่างระหว่าง Aston Martin DB12 และ Lamborghini Urus คืออะไร?
Aston Martin DB12 กับ Lamborghini Urus เป็นรถสองรุ่นที่มีตำแหน่งทางการตลาดแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง DB12 เป็นรถ GT คูเป้หรูระดับสูง ส่วนอูรัสเป็น SUV ประสิทธิภาพสูง จุดต่างหลักๆ อยู่ที่ประเภทรถ ระบบขับเคลื่อนและประสบการณ์การขับขี่ DB12 ใช้เครื่องยนต์ V8 4.0 ลิตร เทอร์โบชาร์จคู่ ให้กำลังสูงสุด 680 แรงม้า เน้นความสบายในการเดินทางไกลและการออกแบบที่หรูหรา เหมาะกับการขับท่องเที่ยวบนทางหลวงหรือเส้นทางชายทะเลของไทย ส่วน Urus ใช้เครื่องยนต์เดียวกันแต่ให้กำลัง 641 แรงม้า ด้วยความสูงของตัวรถและระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ทำให้เหมาะกับสภาพถนนซับซ้อนของไทยหรือการขับออฟโรด เช่น ถนนเขาที่เชียงใหม่หรือถนนลื่นในช่วงฤดูฝน นอกจากนี้ DB12 มีการจัดวางเบาะนั่งแบบ 2+2 และอินทีเรียร์ที่เน้นความคลาสสิก ในขณะที่ Urus เป็น SUV 5 ที่นั่งที่มีพื้นที่กว้างขวางกว่าและดีไซน์อินทีเรียร์ที่ทันสมัยกว่า สำหรับผู้บริโภคไทย ถ้าชอบความสนุกในการขับและความประหยัดพื้นที่ในชีวิตประจำวัน Urus น่าจะเหมาะกว่า แต่ถ้าชอบสไตล์อังกฤษคลาสสิกและการเดินทางไกล DB12 ก็เป็นตัวเลือกที่ดี สิ่งที่จำเป็นบอกว่า ตลาดรถหรูในไทยโตเร็วมากในปีที่ผ่านมา แบรนด์สุด Exclusive ทั้ง Aston และ Lamborghini ต่างก็มีบริการปรับแต่งให้เหมาะกับสภาพอากาศและถนนไทย เช่น ระบบแอร์ที่แรงขึ้นหรือการป้องกันตัวถัง นี่ก็เป็นปัจจัยที่ผู้ซื้อควรพิจารณา
Q
“DB12 มีระบบ Launch Control ไหม?”
Aston Martin DB12 นั้นมาพร้อมกับระบบ Launch Control ที่ทันสมัย ระบบนี้จะควบคุมรอบเครื่องยนต์และจังหวะการเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างแม่นยำ แม้ในสภาพอากาศร้อนของไทยก็ยังช่วยให้การยึดเกาะดีที่สุด โดยเฉพาะเหมาะกับการขับบนสนามแข่งรอบกรุงเทพฯ หรือเส้นทางบนดอยในเชียงใหม่ เมื่อระบบทำงานจะประสานกับระบบควบคุมเสถียรภาพและระบบกระจายแรงบิด เพื่อแปลงพลัง 671 แรงม้าจากเครื่อง V8 เทอร์โบคู่ 4.0 ลิตร ให้เป็นความเร่งอย่างมีประสิทธิภาพ ตามข้อมูลทางการสามารถเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 3.6 วินาที สำหรับคนรักรถในไทยที่อยากใช้ระบบนี้ ควรระวังเรื่องอุณหภูมิดอกยาง แนะนำให้ปิดแอร์และอุปกรณ์ไฟฟ้าอื่นๆ ก่อนเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด รวมทั้งควรตรวจสอบสภาพน้ำมันเกียร์แบบคลัตช์คู่เป็นประจำ ระบบประสิทธิภาพสูงแบบนี้มักมีกลไกป้องกันหลายชั้น หากเซ็นเซอร์ตรวจพบว่าชุดขับเคลื่อนร้อนเกินไป ระบบจะลดกำลังลงอัตโนมัติ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากในสภาพอากาศร้อนชื้นของไทย
Q
ราคา DB12 Volante เท่าไหร่?
Aston Martin DB12 Volante เป็นรถสปอร์ตเปิดประทุนหรูระดับไฮเอนด์ ราคาในประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 25-30 ล้านบาท โดยราคาอาจมีการปรับเปลี่ยนขึ้นอยู่กับอุปกรณ์เสริมที่เลือก อัตราแลกเปลี่ยน และภาษีนำเข้า แนะนำให้สอบถามราคาล่าสุดจากตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย โดยรถคันนี้มาพร้อมเครื่องยนต์ 4.0 ลิตร V8 เทอร์โบคู่ ให้กำลังสูงสุดถึง 680 แรงม้า คู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ให้สมรรถนะที่ยอดเยี่ยม ส่วนหลังคาแบบนิ่มใบสามารถเปิด-ปิดได้ภายใน 14 วินาทีที่ความเร็วไม่เกิน 50 กม./ชม. เหมาะอย่างยิ่งกับสภาพอากาศอบอุ่นและการขับขี่ตามถนนชายฝั่งของไทย ในตลาดไทย DB12 Volante มีคู่แข่งอย่าง Ferrari Roma Spider และ Bentley Continental GT Convertible แต่ Aston Martin ยังคงดึงดูดผู้บริโภคระดับสูงด้วยสไตล์อังกฤษอันเป็นเอกลักษณ์และบริการปรับแต่งด้วยตนเองแบบมืออาชีพ อย่างไรก็ตาม ควรระวังเรื่องภาษีนำเข้ารถหรูในไทยที่ค่อนข้างสูง ทำให้ราคาสุดท้ายอาจเพิ่มขึ้นมากกว่าตัวรถ แนะนำให้ศึกษานโยบายภาษีให้ละเอียดก่อนตัดสินใจซื้อ และควรซื้อผ่านช่องทางทางการเพื่อรับบริการหลังการขายและประกันที่ครอบคลุม
Q
คู่แข่งของ Aston Martin DB12 คือใคร?
Aston Martin DB12 ในฐานะรถ GT คูเป้หรูระดับไฮเอนด์ ในตลาดประเทศไทยมีคู่แข่งสำคัญอย่าง Ferrari Roma Bentley Continental GT และ Mercedes AMG GT รุ่นเหล่านี้ต่างโดดเด่นด้วยดีไซน์ที่หรูหรา ประสิทธิภาพสูง และห้องโดยสารอันเลิศหรู เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ในไทยที่ต้องการทั้งความสนุกในการขับขี่และความประหยัดในชีวิตประจำวัน Ferrari Roma ดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่หลงใหลในความสปอร์ตและพันธุกรรมอิตาเลียน ขณะที่ Bentley Continental GT ให้ความสำคัญกับความหรูหราสไตล์อังกฤษและความสะดวกสบาย ส่วน AMG GT นั้นมาพร้อมกับเทคโนโลยีเยอรมันที่ลงตัวระหว่างสมรรถนะและความใช้งานได้จริง ในประเทศไทย สภาพอากาศร้อนและถนนที่หลากหลายสร้างความท้าทายให้กับระบบระบายความร้อนและระบบช่วงล่าง รถทุกรุ่นจึงถูกออกแบบมาเพื่อรองรับอุณหภูมิสูง พร้อมทั้งมีตัวเลือกยางและระบบกันสะเทือนที่เหมาะกับสภาพถนนไทย นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีอากรขาเข้าสำหรับรถหรูในอัตราที่ค่อนข้างสูง ทำให้ราคาของรถเหล่านี้อยู่ในระดับใกล้เคียงกัน ลูกค้าจึงให้ความสำคัญกับแบรนด์ที่ชอบ บริการปรับแต่งเฉพาะบุคคล รวมถึงเครือข่ายบริการหลังการขาย จุดที่น่าสนใจคือ คนไทยกลุ่มไฮโซมักมองว่ารถเป็นสัญลักษณ์ของสถานะทางสังคม Aston Martin DB12 และคู่แข่งจึงถูกออกแบบมาให้มีความเอกลักษณ์และความพิเศษเฉพาะตัว เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มคนรวยที่ต้องการแสดงออกถึงรสนิยมอันแตกต่าง
Q
"กลุ่มเจ้าของรถ Aston Martin DB12 มีอะไรบ้าง"
เจ้าของรถ Aston Martin DB12 ส่วนใหญ่เป็นคอรถหรูระดับสูงที่ไล่ล่าความสมบูรณ์แบบทั้งในด้านความสะดวกสบายและสมรรถนะ ด้วยความเป็นตัวแทนของรถ GT คูเป้อังกฤษสุดหรู รุ่นนี้มักเป็นที่นิยมในกลุ่มนักธุรกิจมืออาชีพ นักสะสมรถ และผู้ที่คลั่งไคล้รถสปอร์ตสมรรถนะสูง สำหรับตลาดไทย DB12 ก็เป็นที่ชื่นชอบของชนชั้นสูงในท้องถิ่นเช่นเดียวกับนักเลงรถยนต์ โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบดีไซน์อังกฤษคลาสสิกแต่ยังคงให้ความสำคัญกับประสบการณ์การขับขี่ Aston Martin DB12 มาพร้อมเครื่องยนต์ V8 4.0 ลิตร เทอร์โบคู่ ให้กำลังสูงสุดถึง 671 แรงม้า แสดงสมรรถนะอันยอดเยี่ยม ขณะที่ภายในห้องโดยสารใช้วัสดุหนังคุณภาพสูงและการตกแต่งอย่างประณีต ผสมผสานระหว่างความหรูหราและสปิริตรักความเร็วได้อย่างลงตัว ในไทย รถ GT สุดหรูแบบนี้มักปรากฏตัวในงานสังคมระดับสูงของกรุงเทพฯ หรือตามสถานที่รีสอร์ทหรูอย่างถนนเลียบชายทะเลภูเก็ตหรือหัวหิน กลายเป็นจุดดึงดูดสายตาไม่น้อย สิ่งที่น่าสังเกตว่า ตลาดไทยมีความต้องการรถยนต์นำเข้าหรูระหงอยู่มาก แบรนด์อย่าง Aston Martin เองก็มีเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายและบริการหลังการขายที่ครบครัน เพื่อให้เจ้าของรถได้รับประสบการณ์การใช้งานและการดูแลที่ได้มาตรฐานสากล สำหรับผู้บริโภคไทย การเลือก DB12 ไม่ใช่แค่การเป็นเจ้าของรถสปอร์ตสมรรถนะสูง แต่ยังเป็นการแสดงถึงรสนิยมและสถานะทางสังคมอีกด้วย
Q
DB12 เป็นรถ GT ใช่ไหม?
Aston Martin DB12 คือหนึ่งในรถ GT (Grand Tourer) ระดับหรูที่ผสมผสานระหว่างดีไซน์คลาสสิกของแบรนด์กับเทคโนโลยีสมัยใหม่และสมรรถนะสูง เหมาะมากสำหรับการขับขี่ระยะไกลในไทย เช่น การเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปหัวหินหรือเชียงใหม่อย่างสบายๆ ด้วยระบบขับเคลื่อนอันทรงพลัง ภายในห้องโดยสารที่ออกแบบมาอย่างประณีต และระบบกันเสียงที่ยอดเยี่ยม ทำให้ DB12 เป็น GT ในอุดมคติที่ทั้งให้ความสนุกในการขับและความสะดวกสบายแก่ผู้โดยสาร ในประเทศไทย รถ GT ได้รับความนิยมอย่างมากเพราะความหลากหลายในการใช้งาน ทั้งการขับขี่ในเมืองและการท่องเที่ยวในวันหยุด รถ GT มักเน้นที่ความหรูหราและประสบการณ์การขับขี่ ซึ่ง DB12 ทำได้ดีเยี่ยมด้วยดีไซน์ที่รวมเอาสมรรถนะการขับขี่และความสบายสำหรับการเดินทางไกลไว้ด้วยกัน ทำให้เหมาะกับสภาพถนนและสถานการณ์การขับขี่ที่หลากหลายของไทย ถ้าคุณสนใจรถ GT แบบนี้ ลองมองหาโมเดลอื่นๆ ที่คล้ายกันดูก็ได้ เพราะมีหลายรุ่นในหลายราคาและสไตล์ให้เลือกตามความต้องการของผู้ขับขี่ที่แตกต่างกันไป
Q
DB12 หรือ Vantage อันไหนเร็วกว่า?
ในสภาพอากาศร้อนและถนนที่ซับซ้อนของประเทศไทย ประสิทธิภาพของ Aston Martin DB12 และ Vantage น่าจับตามอง DB12 ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ V8 4.0 ลิตร Twin-Turbo ให้กำลังสูงสุด 680 แรงม้า เร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 3.5 วินาที ส่วน Vantage ที่ใช้เครื่องยนต์ V8 4.0 ลิตรเดียวกัน แต่ปรับกำลังมาที่ 535 แรงม้า เร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 3.6 วินาที ดังนั้น DB12 จะเหนือกว่าเล็กน้อยในด้านความเร็วเชิงเส้น อย่างไรก็ตาม Vantage ที่มีน้ำหนักเบากว่าและการตั้งค่าแบบขับเคลื่อนล้อหลังอาจให้ความสนุกในการขับขี่มากกว่าในเส้นทางคดเคี้ยวอย่าง Mae Hong Son Loop ที่เชียงใหม่ สิ่งที่น่าสนใจคือทั้งสองรุ่นก็ติดตั้งระบบระบายความร้อนที่ทันสมัย สามารถรับมือกับอุณหภูมิสูงของไทยได้ดี แนะนำให้เจ้าของรถในไทยพิจารณานอกเหนือจากความเร็วแล้ว ควรดูการใช้ชีวิตประจำวันด้วย DB12 เหมาะกับการขับทางไกลเพื่อแสวงหาประสบการณ์ GT ที่หรูหรามากกว่า ขณะที่ Vantage เน้นความสนุกสนานในการขับขี่ที่บริสุทธิ์มากกว่า
Q
DB12 มีกำลังเท่าไหร่?
Aston Martin DB12 มาพร้อมเครื่องยนต์ V8 4.0 ลิตร เทอร์โบชาร์จคู่ ให้กำลังสูงสุดถึง 680 แรงม้า แรงบิดพีค 800 นิวตันเมตร คู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด เร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 3.5 วินาที แสดงศักยภาพที่ยอดเยี่ยม ในสภาพอากาศร้อนชื้นแบบไทย ระบบระบายความร้อนและการตั้งค่าเครื่องยนต์ของ DB12 ออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานในสภาพถนนที่ทั้งร้อนและชื้น แถมยังมีอินทีเรียร์สุดหรูและระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะที่เหมาะกับการใช้งานในเมืองติดขัดอย่างกรุงเทพฯ สำหรับคนไทยแล้ว DB12 ไม่ใช่เพียงรถ GT สปอร์ตสมรรถนะสูง แต่ยังตอบโจทย์การขับขี่ในชีวิตประจำวันได้ดี แถมดีไซน์คลาสสิกและแบรนด์มูลค่าสูงยังเป็นจุดขายที่ดึงดูดตลาดไฮเอนด์ในไทย อย่างไรก็ตาม ไทยมีการเก็บภาษีนำเข้ารถหรูในอัตราที่ค่อนข้างสูง ทำให้ราคา DB12 ในไทยจะสูงกว่าตลาดอื่น แต่ก็ยังเป็นที่นิยมในหมู่คนรักรถที่ไล่ล่าสไตล์อังกฤษสุดเอกลักษณ์และสมรรถนะอันยอดเยี่ยม
  • รถยอดนิยม

  • รุ่นปีรถยนต์

  • เปรียบเทียบรถยนต์

  • รูปภาพรถ

ข้อดี

เครื่องยนต์ twin-turbo V8 ขนาด 4.0 แรงจูง
กล่องเกียร์ 8 เกียร์เร็วพร้อมแรงบิดสูง
การออกแบบภายนอกที่งดงามและไม่เหมือนใคร
ห้องโดยสารหรูหราและมุ่งเน้นผู้ขับขี่
ยาง Michelin ที่ปรับแต่งได้เพื่อการจับที่ดี

ข้อเสีย

พื้นที่นั่งด้านหลังสำหรับผู้โดยสารมีจำนวน จำกัด
ช่องเก็บของมีความเปลี่ยนแปลงในการจัดเก็บที่ จำกัด
ราคาสูงอาจไม่ถึงกับหลายคน

Q&A ล่าสุด

Q
ข้อดีหลักของรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดคืออะไร?
ข้อได้เปรียบหลักของรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) อยู่ที่การออกแบบระบบพลังงานคู่ที่ผสานกันอย่างลงตัว สร้างสมดุลที่สมบูรณ์แบบระหว่างความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการใช้งานจริง รถยนต์รุ่นเหล่านี้ติดตั้งแบตเตอรี่ความจุสูง 10-30 kWh รองรับระยะทางการวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ 50-200 กิโลเมตร การเดินทางในชีวิตประจำวันสามารถใช้พลังงานไฟฟ้าได้อย่างเต็มที่ ประหยัดน้ำมันและไม่ปล่อยมลพิษ ช่วยลดต้นทุนการใช้งานได้อย่างมาก ตัวอย่างเช่น รถยนต์ BYD DM-i มีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเพียง 3.8 ลิตร/100 กิโลเมตร เมื่อแบตเตอรี่หมด สำหรับการเดินทางระยะไกล เครื่องยนต์สันดาปจะทำงานโดยอัตโนมัติเพื่อรักษาระยะทาง โดยทั่วไประยะทางรวมจะเกิน 1,000 กิโลเมตร ช่วยลดความกังวลเรื่องระยะทางได้อย่างสิ้นเชิง ในทางเทคนิคแล้ว สถาปัตยกรรมแบบอนุกรม-ขนาน (เช่น Toyota THS และ BYD DM-i) ช่วยให้การกระจายพลังงานมีประสิทธิภาพผ่านการควบคุมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ทำให้เงียบมากในโหมดไฟฟ้าล้วน และเพิ่มกำลังในโหมดไฮบริด (เช่น กำลังรวมของ Porsche 918 สูงถึง 800 แรงม้า) นอกจากนี้ยังรองรับการชาร์จเร็วและการชาร์จที่บ้าน ในด้านนโยบาย รถยนต์ PHEV สามารถได้รับสิทธิพิเศษ เช่น ป้ายทะเบียนรถยนต์พลังงานใหม่และการลดหย่อนภาษีซื้อ แม้ว่าค่าบำรุงรักษาจะสูงกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินเล็กน้อย แต่ความก้าวหน้าในเทคโนโลยีแบตเตอรี่ (เช่น การใช้แบตเตอรี่แบบใบมีด) ได้ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถืออย่างมาก รุ่นหลักในท้องตลาดครอบคลุมช่วงราคาตั้งแต่ 150,000 ถึงหลายล้านบาท ตั้งแต่รถเก๋งสำหรับครอบครัวอย่าง Qin PLUS ไปจนถึงรถ SUV หรูอย่าง Mercedes GLE 450e ซึ่งทั้งหมดนี้ได้พิสูจน์ถึงความพร้อมของเทคโนโลยีและทำให้เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับช่วงเปลี่ยนผ่านของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ
Q
หากไฮบริดน้ำมันหมดจะเกิดอะไรขึ้น?
เมื่อรถยนต์ไฮบริดหมดเชื้อเพลิง รถจะไม่สามารถพึ่งพาเครื่องยนต์สันดาปภายในในการขับเคลื่อนได้อีกต่อไป แต่มอเตอร์ไฟฟ้ายังคงสามารถขับเคลื่อนรถได้ในระยะสั้น โดยประสิทธิภาพจะแตกต่างกันไปตามการออกแบบของแต่ละรุ่น ระบบไฮบริดส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ที่เหลืออยู่เพื่อรักษาระดับการขับขี่ขั้นพื้นฐานเมื่อเชื้อเพลิงหมด แต่ระยะทางการขับขี่จะลดลงอย่างมาก ในจุดนี้ หน้าจอแสดงผลบนแดชบอร์ดจะแสดงคำเตือนเชื้อเพลิงเหลือน้อย แนะนำให้คุณหาปั๊มน้ำมันทันที หากแบตเตอรี่หมดพลังงานด้วย รถจะสูญเสียพลังงานทั้งหมด ทำให้คุณต้องโทรขอความช่วยเหลือฉุกเฉินข้างทางหรือใช้ภาชนะบรรจุเชื้อเพลิงแบบพกพาเพื่อเติมเชื้อเพลิง ควรทราบว่าโดยทั่วไปแล้วรถยนต์ไฮบริดมีอัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีกว่ารถยนต์ทั่วไป ตัวอย่างเช่น โตโยต้า พรีอุส กินน้ำมันประมาณ 3.8 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร และฮอนด้า แอคคอร์ด ไฮบริด ประมาณ 4.2 ลิตร ซึ่งหมายความว่าคุณมักจะเดินทางได้ไกลกว่าก่อนที่น้ำมันในถังจะเหลือน้อย ในการใช้งานประจำวัน ขอแนะนำให้สร้างนิสัยในการตรวจสอบมาตรวัดน้ำมันและเติมน้ำมันทันทีเมื่อระดับน้ำมันลดลงเหลือ 1/4 วิธีนี้ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากการเสียและปกป้องระบบแบตเตอรี่แรงดันสูง รถยนต์ไฮบริดรุ่นใหม่บางรุ่นยังติดตั้งระบบนำทางอัจฉริยะที่สามารถค้นหาสถานีบริการน้ำมันตามเส้นทางโดยอัตโนมัติเมื่อน้ำมันเชื้อเพลิงเหลือน้อย
Q
รถปลั๊กอินไฮบริดสามารถชาร์จตัวเองได้หรือไม่?
รถยนต์พลังงานเชิงผสมแบบเสียบปลั๊ก (PHEV) มีความสามารถในการชาร์จตัวเองได้จริง โดยกลไกหลักคือการใช้เครื่องยนต์และระบบกู้คืนพลังงานจากการเบรกเพื่อเติมพลังงานให้กับแบตเตอรี่ ในระหว่างการขับขี่ เมื่อระดับพลังงานของแบตเตอรี่ต่ำกว่าค่าที่ตั้งไว้ เครื่องยนต์จะเริ่มทำงานอัตโนมัติเพื่อชาร์จแบตเตอรี่ ขณะเดียวกันเมื่อรถลดความเร็วหรือเบรก ระบบเบรกแบบรีเจนเนอเรทีฟจะเปลี่ยนพลังงานจลน์เป็นพลังงานไฟฟ้าเพื่อเก็บรักษาไว้ อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพการชาร์จตัวเองของ PHEV มีจำกัด และใช้เป็นเพียงวิธีเสริมในกรณีฉุกเฉินเท่านั้น หากต้องการใช้ประโยชน์จากระยะทางการขับขี่แบบไฟฟ้าล้วน (ซึ่งปกติจะมากกว่า 50 กิโลเมตร) ยังจำเป็นต้องชาร์จไฟจากแหล่งจ่ายภายนอกเป็นประจำ เช่น โตโยต้า พรีอุส รุ่นเสียบปลั๊กที่รองรับการชาร์จผ่านเต้ารับบ้าน 220V ซึ่งใช้เวลาประมาณ 4-6 ชั่วโมงในการชาร์จเต็ม ในขณะที่การใช้สถานีชาร์จเฉพาะสามารถลดเวลาลงเหลือ 2-3 ชั่วโมง สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือระบบจัดการแบตเตอรี่ของ PHEV จะให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานที่กู้คืนได้ก่อน แต่การพึ่งพาการชาร์จตัวเองเป็นหลักในระยะยาวอาจทำให้แบตเตอรี่อยู่ในสภาพพลังงานต่ำเป็นประจำ และส่งผลต่ออายุการใช้งาน ดังนั้นจึงแนะนำให้เจ้าของรถวางแผนความถี่ในการชาร์จให้เหมาะสมตามความต้องการในการเดินทาง การเดินทางระยะสั้นสามารถใช้โหมดไฟฟ้าล้วนได้อย่างเต็มที่ ในขณะที่การเดินทางไกลโหมดผสมจะช่วยลดความกังวลเรื่องระยะทาง ความยืดหยุ่นในการชาร์จของรถประเภทนี้ช่วยลดการใช้น้ำมันในชีวิตประจำวันได้ ในขณะที่ยังคงความสะดวกสบายของรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงทั่วไปไว้
Q
โตโยต้ามีรถยนต์ไฮบริดปลั๊กอินหรือไม่?
ปัจจุบันโตโยต้ามีรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) หลายรุ่นวางจำหน่ายในตลาดไทย รวมถึง RAV4 Hybrid E+ และ Highlander Performance Edition ทั้งสองรุ่นรองรับโหมดไฟฟ้าล้วน RAV4 Hybrid E+ มีระยะวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนตามมาตรฐาน NEDC 73 กิโลเมตร และมาพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เหมาะสำหรับการเดินทางระหว่างเมืองหรือใช้เป็นแหล่งพลังงานในบ้าน ราคาแนะนำอยู่ที่ประมาณ 1.249 ล้านถึง 1.493 ล้านบาท ส่วน Highlander Performance Edition มีระยะวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วน 95 กิโลเมตร และฟังก์ชั่นจ่ายไฟภายนอก 1500 วัตต์ สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กม./ชม. ใน 5.8 วินาที หลังหักส่วนลดแล้ว ราคาอยู่ที่ประมาณ 1.198 ล้านถึง 1.398 ล้านบาท รถยนต์ PHEV มีสิทธิ์ได้รับสิทธิประโยชน์ตามนโยบายรถยนต์พลังงานใหม่ในประเทศไทย เช่น การยกเว้นภาษี โตโยต้ายังให้การรับประกันแบตเตอรี่ 10 ปีอีกด้วย ในทางเทคนิคแล้ว รถยนต์เหล่านี้ใช้ระบบส่งกำลังแบบ E-CVT เพลาคู่ขนานเพื่อการสลับระหว่างพลังงานน้ำมันและพลังงานไฟฟ้าได้อย่างราบรื่น สำหรับผู้ใช้งานที่ต้องการป้ายทะเบียนสีเขียวหรือเดินทางระยะสั้นบ่อยๆ รถยนต์ PHEV จะใช้งานได้จริงมากกว่ารถยนต์ HEV แบบดั้งเดิม แต่ควรพิจารณาถึงความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จด้วย โตโยต้ามีแผนจะเปิดตัวรถยนต์ Alphard รุ่นปลั๊กอินไฮบริดในปี 2025 เพื่อขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์พลังงานใหม่ระดับไฮเอนด์ของบริษัทต่อไป
Q
"รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดสามารถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าอย่างเดียวไกลแค่ไหน?"
ระยะทางการวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนของรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) นั้นแตกต่างกันไปตามรุ่นและเทคโนโลยี โดยทั่วไปแล้วรุ่นทั่วไปจะมีระยะทางการวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนอยู่ที่ 50 ถึง 100 กิโลเมตร ในขณะที่บางรุ่นระดับไฮเอนด์ เช่น Voyah Chasing Light PHEV สามารถวิ่งได้ถึง 262 กิโลเมตร และ BYD Tang DM-i รุ่นที่วิ่งได้ 252 กิโลเมตรก็ถือว่ายอดเยี่ยมเช่นกัน รถยนต์เหล่านี้มีระยะทางการวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนที่ยาวขึ้นเนื่องจากใช้แบตเตอรี่ความจุสูง (เช่น BYD Qin PLUS DM-i ขนาด 18.3 kWh) ทำให้เหมาะสำหรับการเดินทางในชีวิตประจำวัน หากระยะทางการขับขี่ในแต่ละวันไม่เกิน 50 กิโลเมตร ก็สามารถใช้พลังงานไฟฟ้าได้อย่างเต็มที่ ช่วยลดการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงได้อย่างมาก รถยนต์ไฮบริด (HEV) มีระยะทางการวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนที่สั้นกว่า (เช่น Camry ประมาณ 5 กิโลเมตร) โดยส่วนใหญ่จะใช้เครื่องยนต์เป็นหลัก โดยทั่วไปแล้ว PHEV จะมีระยะทางการวิ่งรวม (เติมน้ำมันเต็มถังและชาร์จเต็ม) เกิน 1,000 กิโลเมตร ตัวอย่างเช่น รถยนต์ไฟฟ้า Voyah Free 318 รุ่นขับเคลื่อนล้อหลัง มีระยะทางการวิ่งรวม 1458 กิโลเมตร ซึ่งสมดุลระหว่างการปล่อยมลพิษเป็นศูนย์สำหรับการเดินทางระยะสั้น และการเดินทางระยะไกลที่ไร้กังวล ระยะทางการวิ่งจริงอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยต่างๆ เช่น พฤติกรรมการขับขี่ สภาพถนน และการใช้งานเครื่องปรับอากาศ ขอแนะนำให้ผู้ใช้เลือกโมเดลตามระยะทางในการเดินทางและสภาพการชาร์จ เช่น ผู้ใช้ที่มีสถานีชาร์จที่บ้านสามารถเลือกโมเดลที่มีระยะทางการวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนสูง เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายได้สูงสุด
ดูเพิ่มเติม