Q
ราคา Aston Martin DB12 Volante รุ่นปี 2024 เท่าไหร่?
Aston Martin DB12 Volante รุ่นปี 2024 ในฐานะรถสปอร์ตเปิดประทุนสุดหรูรุ่นล่าสุดของแบรนด์ ในตลาดประเทศไทยราคาอยู่ที่ประมาณ 22 ล้านบาท (ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับอุปกรณ์เสริมและอัตราแลกเปลี่ยน) รุ่นนี้มาพร้อมเครื่องยนต์ 4.0 ลิตร V8 เทอร์โบชาร์จคู่ ให้กำลังสูงสุดถึง 680 แรงม้า คู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด เร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 3.6 วินาที ผสมผสานระหว่างดีไซน์อันหรูหราและสมรรถนะอันทรงพลัง สำหรับคนไทยแล้ว DB12 Volante มาพร้อมระบบหลังคาไฟฟ้าแบบนิ่มที่เปิด-ปิดได้ภายใน 14 วินาที ที่ความเร็วไม่เกิน 50 กม./ชม. เหมาะสมกับสภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีระบบเสียง Bang & Olufsen และระบบช่วงล่างปรับอัตโนมัติ ที่ช่วยให้การขับขี่ในสภาพถนนซับซ้อนของกรุงเทพฯ เป็นไปอย่างราบรื่น ข้อควรทราบคือ รถยนต์นำเข้าหรูหราในไทยต้องเสียภาษีสรรพสามิตและภาษีนำเข้าสูงถึงประมาณ 300% ส่งผลให้ราคาสูงกว่าตลาดยุโรปอย่างเห็นได้ชัด สำหรับผู้ที่สนใจ แนะนำให้ติดต่อตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในกรุงเทพฯ หรือภูเก็ตเพื่อสอบถามราคาล่าสุดและตัวเลือกปรับแต่งตามความต้องการ
ข้อความพิเศษ: เนื้อหานี้โพสต์โดยผู้ใช้ และไม่ได้แสดงถึงมุมมองและจุดยืนของ PCauto
Q&A เกี่ยวข้อง
Q
“ราคา Aston Martin DB12 Convertible ปี 2025 เท่าไหร่?”
ตอนนี้ทาง Aston Martin ยังไม่ได้ประกาศราคาขายอย่างเป็นทางการสำหรับรุ่น DB12 Volante ปี 2025 แต่ถ้าดูจากราคาเริ่มต้นของรุ่น DB12 คูเป้ปี 2024 ที่ประมาณ 24.5 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8.7 ล้านบาท) คาดว่ารุ่นเปิดประทุนน่าจะมีราคาสูงกว่า อยู่ที่ประมาณ 28-30 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 10-11 ล้านบาท) รุ่นนี้มาพร้อมเครื่องยนต์ V8 4.0 ลิตร เทอร์โบชาร์จคู่ ให้กำลังสูงสุด 680 แรงม้า เร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในประมาณ 3.6 วินาที เป็นรุ่นแรกของแบรนด์ที่ติดตั้งระบบดิฟเฟอเรนเชียลหลังแบบอิเล็กทรอนิกส์และระบบช่วงล่างปรับอัตโนมัติ พร้อมฟีเจอร์เทคโนโลยีเช่นหน้าจอกลางขนาด 10.25 นิ้วและระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ ในตลาดไทย รถหรูระดับนี้มักจะมีค่าภาษีนำเข้าและภาษีสินค้าฟุ่มเฟือยเพิ่มเติม แนะนำให้ยืนยันราคาที่ดินสุดท้ายผ่านตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ถ้าเทียบกับคู่แข่งอย่าง Ferrari Roma Spider หรือ McLaren 765LT Spider แล้ว DB12 Volante ให้ความรู้สึกแบบ Grand Touring ที่เน้นความสบายและการตกแต่งภายในแบบหรูหราสไตล์อังกฤษ ผ้าใบหลังคาแบบอ่อนสามารถเปิด-ปิดได้ภายใน 14 วินาทีที่ความเร็วไม่เกิน 50 กม./ชม. เหมาะสมกับการใช้งานในสภาพอากาศร้อนแบบบ้านเราเป็นอย่างดี
Q
DB12 เป็นซูเปอร์คาร์หรือไม่?
Aston Martin DB12 นี่คือซูเปอร์คาร์ตัวจริง เครื่องยนต์ 4.0 ลิตร V8 เทอร์โบชาร์จคู่ ให้กำลังสูงสุดถึง 680 แรงม้า เร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 3.5 วินาที เผยประสิทธิภาพระดับสปอร์ตที่ทรงพลังสมคำร่ำลือ แถมยังมาพร้อมกับโครงสร้างตัวถังน้ำหนักเบาและเทคโนโลยีแอโรไดนามิกขั้นสูง ทำให้การขับขี่ตอบสนองทุกการบังคับแบบเป๊ะๆ โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนแบบไทย ระบบระบายความร้อนของ DB12 ออกแบบมาอย่างดีเยี่ยม รองรับการขับขี่แบบสปอร์ตแม้ในอุณหภูมิสูงก็ยังคงความเสถียรได้เต็มที่
ช่วงหลังมานี้ซูเปอร์คาร์เริ่มเป็นที่นิยมในไทยโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และภูเก็ต สำหรับ DB12 แล้วไม่ใช่แค่เรื่องสปีดแต่ดีไซน์ระดับพรีเมียมและความหรูหราก็เป็นจุดขายที่ดึงดูดสายลุยจริงๆ ถ้าคุณเป็นคนนึงที่หลงใหลในความเร็วและเทคโนโลยี ขอบอกว่า DB12 คือตัวเลือกที่คุ้มค่ามาก เพราะรวมทุกอย่างทั้งสมรรถนะ ความสะดวกสบาย และความอินเทรนด์ไว้ในคันเดียว
Q
ความแตกต่างระหว่าง Aston Martin DB12 และ Lamborghini Urus คืออะไร?
Aston Martin DB12 กับ Lamborghini Urus เป็นรถสองรุ่นที่มีตำแหน่งทางการตลาดแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง DB12 เป็นรถ GT คูเป้หรูระดับสูง ส่วนอูรัสเป็น SUV ประสิทธิภาพสูง จุดต่างหลักๆ อยู่ที่ประเภทรถ ระบบขับเคลื่อนและประสบการณ์การขับขี่ DB12 ใช้เครื่องยนต์ V8 4.0 ลิตร เทอร์โบชาร์จคู่ ให้กำลังสูงสุด 680 แรงม้า เน้นความสบายในการเดินทางไกลและการออกแบบที่หรูหรา เหมาะกับการขับท่องเที่ยวบนทางหลวงหรือเส้นทางชายทะเลของไทย ส่วน Urus ใช้เครื่องยนต์เดียวกันแต่ให้กำลัง 641 แรงม้า ด้วยความสูงของตัวรถและระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ทำให้เหมาะกับสภาพถนนซับซ้อนของไทยหรือการขับออฟโรด เช่น ถนนเขาที่เชียงใหม่หรือถนนลื่นในช่วงฤดูฝน นอกจากนี้ DB12 มีการจัดวางเบาะนั่งแบบ 2+2 และอินทีเรียร์ที่เน้นความคลาสสิก ในขณะที่ Urus เป็น SUV 5 ที่นั่งที่มีพื้นที่กว้างขวางกว่าและดีไซน์อินทีเรียร์ที่ทันสมัยกว่า สำหรับผู้บริโภคไทย ถ้าชอบความสนุกในการขับและความประหยัดพื้นที่ในชีวิตประจำวัน Urus น่าจะเหมาะกว่า แต่ถ้าชอบสไตล์อังกฤษคลาสสิกและการเดินทางไกล DB12 ก็เป็นตัวเลือกที่ดี สิ่งที่จำเป็นบอกว่า ตลาดรถหรูในไทยโตเร็วมากในปีที่ผ่านมา แบรนด์สุด Exclusive ทั้ง Aston และ Lamborghini ต่างก็มีบริการปรับแต่งให้เหมาะกับสภาพอากาศและถนนไทย เช่น ระบบแอร์ที่แรงขึ้นหรือการป้องกันตัวถัง นี่ก็เป็นปัจจัยที่ผู้ซื้อควรพิจารณา
Q
“DB12 มีระบบ Launch Control ไหม?”
Aston Martin DB12 นั้นมาพร้อมกับระบบ Launch Control ที่ทันสมัย ระบบนี้จะควบคุมรอบเครื่องยนต์และจังหวะการเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างแม่นยำ แม้ในสภาพอากาศร้อนของไทยก็ยังช่วยให้การยึดเกาะดีที่สุด โดยเฉพาะเหมาะกับการขับบนสนามแข่งรอบกรุงเทพฯ หรือเส้นทางบนดอยในเชียงใหม่ เมื่อระบบทำงานจะประสานกับระบบควบคุมเสถียรภาพและระบบกระจายแรงบิด เพื่อแปลงพลัง 671 แรงม้าจากเครื่อง V8 เทอร์โบคู่ 4.0 ลิตร ให้เป็นความเร่งอย่างมีประสิทธิภาพ ตามข้อมูลทางการสามารถเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 3.6 วินาที สำหรับคนรักรถในไทยที่อยากใช้ระบบนี้ ควรระวังเรื่องอุณหภูมิดอกยาง แนะนำให้ปิดแอร์และอุปกรณ์ไฟฟ้าอื่นๆ ก่อนเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด รวมทั้งควรตรวจสอบสภาพน้ำมันเกียร์แบบคลัตช์คู่เป็นประจำ ระบบประสิทธิภาพสูงแบบนี้มักมีกลไกป้องกันหลายชั้น หากเซ็นเซอร์ตรวจพบว่าชุดขับเคลื่อนร้อนเกินไป ระบบจะลดกำลังลงอัตโนมัติ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากในสภาพอากาศร้อนชื้นของไทย
Q
ราคา DB12 Volante เท่าไหร่?
Aston Martin DB12 Volante เป็นรถสปอร์ตเปิดประทุนหรูระดับไฮเอนด์ ราคาในประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 25-30 ล้านบาท โดยราคาอาจมีการปรับเปลี่ยนขึ้นอยู่กับอุปกรณ์เสริมที่เลือก อัตราแลกเปลี่ยน และภาษีนำเข้า แนะนำให้สอบถามราคาล่าสุดจากตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย โดยรถคันนี้มาพร้อมเครื่องยนต์ 4.0 ลิตร V8 เทอร์โบคู่ ให้กำลังสูงสุดถึง 680 แรงม้า คู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ให้สมรรถนะที่ยอดเยี่ยม ส่วนหลังคาแบบนิ่มใบสามารถเปิด-ปิดได้ภายใน 14 วินาทีที่ความเร็วไม่เกิน 50 กม./ชม. เหมาะอย่างยิ่งกับสภาพอากาศอบอุ่นและการขับขี่ตามถนนชายฝั่งของไทย ในตลาดไทย DB12 Volante มีคู่แข่งอย่าง Ferrari Roma Spider และ Bentley Continental GT Convertible แต่ Aston Martin ยังคงดึงดูดผู้บริโภคระดับสูงด้วยสไตล์อังกฤษอันเป็นเอกลักษณ์และบริการปรับแต่งด้วยตนเองแบบมืออาชีพ อย่างไรก็ตาม ควรระวังเรื่องภาษีนำเข้ารถหรูในไทยที่ค่อนข้างสูง ทำให้ราคาสุดท้ายอาจเพิ่มขึ้นมากกว่าตัวรถ แนะนำให้ศึกษานโยบายภาษีให้ละเอียดก่อนตัดสินใจซื้อ และควรซื้อผ่านช่องทางทางการเพื่อรับบริการหลังการขายและประกันที่ครอบคลุม
Q
คู่แข่งของ Aston Martin DB12 คือใคร?
Aston Martin DB12 ในฐานะรถ GT คูเป้หรูระดับไฮเอนด์ ในตลาดประเทศไทยมีคู่แข่งสำคัญอย่าง Ferrari Roma Bentley Continental GT และ Mercedes AMG GT รุ่นเหล่านี้ต่างโดดเด่นด้วยดีไซน์ที่หรูหรา ประสิทธิภาพสูง และห้องโดยสารอันเลิศหรู เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ในไทยที่ต้องการทั้งความสนุกในการขับขี่และความประหยัดในชีวิตประจำวัน Ferrari Roma ดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่หลงใหลในความสปอร์ตและพันธุกรรมอิตาเลียน ขณะที่ Bentley Continental GT ให้ความสำคัญกับความหรูหราสไตล์อังกฤษและความสะดวกสบาย ส่วน AMG GT นั้นมาพร้อมกับเทคโนโลยีเยอรมันที่ลงตัวระหว่างสมรรถนะและความใช้งานได้จริง
ในประเทศไทย สภาพอากาศร้อนและถนนที่หลากหลายสร้างความท้าทายให้กับระบบระบายความร้อนและระบบช่วงล่าง รถทุกรุ่นจึงถูกออกแบบมาเพื่อรองรับอุณหภูมิสูง พร้อมทั้งมีตัวเลือกยางและระบบกันสะเทือนที่เหมาะกับสภาพถนนไทย นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีอากรขาเข้าสำหรับรถหรูในอัตราที่ค่อนข้างสูง ทำให้ราคาของรถเหล่านี้อยู่ในระดับใกล้เคียงกัน ลูกค้าจึงให้ความสำคัญกับแบรนด์ที่ชอบ บริการปรับแต่งเฉพาะบุคคล รวมถึงเครือข่ายบริการหลังการขาย
จุดที่น่าสนใจคือ คนไทยกลุ่มไฮโซมักมองว่ารถเป็นสัญลักษณ์ของสถานะทางสังคม Aston Martin DB12 และคู่แข่งจึงถูกออกแบบมาให้มีความเอกลักษณ์และความพิเศษเฉพาะตัว เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มคนรวยที่ต้องการแสดงออกถึงรสนิยมอันแตกต่าง
Q
"กลุ่มเจ้าของรถ Aston Martin DB12 มีอะไรบ้าง"
เจ้าของรถ Aston Martin DB12 ส่วนใหญ่เป็นคอรถหรูระดับสูงที่ไล่ล่าความสมบูรณ์แบบทั้งในด้านความสะดวกสบายและสมรรถนะ ด้วยความเป็นตัวแทนของรถ GT คูเป้อังกฤษสุดหรู รุ่นนี้มักเป็นที่นิยมในกลุ่มนักธุรกิจมืออาชีพ นักสะสมรถ และผู้ที่คลั่งไคล้รถสปอร์ตสมรรถนะสูง สำหรับตลาดไทย DB12 ก็เป็นที่ชื่นชอบของชนชั้นสูงในท้องถิ่นเช่นเดียวกับนักเลงรถยนต์ โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบดีไซน์อังกฤษคลาสสิกแต่ยังคงให้ความสำคัญกับประสบการณ์การขับขี่ Aston Martin DB12 มาพร้อมเครื่องยนต์ V8 4.0 ลิตร เทอร์โบคู่ ให้กำลังสูงสุดถึง 671 แรงม้า แสดงสมรรถนะอันยอดเยี่ยม ขณะที่ภายในห้องโดยสารใช้วัสดุหนังคุณภาพสูงและการตกแต่งอย่างประณีต ผสมผสานระหว่างความหรูหราและสปิริตรักความเร็วได้อย่างลงตัว ในไทย รถ GT สุดหรูแบบนี้มักปรากฏตัวในงานสังคมระดับสูงของกรุงเทพฯ หรือตามสถานที่รีสอร์ทหรูอย่างถนนเลียบชายทะเลภูเก็ตหรือหัวหิน กลายเป็นจุดดึงดูดสายตาไม่น้อย สิ่งที่น่าสังเกตว่า ตลาดไทยมีความต้องการรถยนต์นำเข้าหรูระหงอยู่มาก แบรนด์อย่าง Aston Martin เองก็มีเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายและบริการหลังการขายที่ครบครัน เพื่อให้เจ้าของรถได้รับประสบการณ์การใช้งานและการดูแลที่ได้มาตรฐานสากล สำหรับผู้บริโภคไทย การเลือก DB12 ไม่ใช่แค่การเป็นเจ้าของรถสปอร์ตสมรรถนะสูง แต่ยังเป็นการแสดงถึงรสนิยมและสถานะทางสังคมอีกด้วย
Q
DB12 เป็นรถ GT ใช่ไหม?
Aston Martin DB12 คือหนึ่งในรถ GT (Grand Tourer) ระดับหรูที่ผสมผสานระหว่างดีไซน์คลาสสิกของแบรนด์กับเทคโนโลยีสมัยใหม่และสมรรถนะสูง เหมาะมากสำหรับการขับขี่ระยะไกลในไทย เช่น การเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปหัวหินหรือเชียงใหม่อย่างสบายๆ ด้วยระบบขับเคลื่อนอันทรงพลัง ภายในห้องโดยสารที่ออกแบบมาอย่างประณีต และระบบกันเสียงที่ยอดเยี่ยม ทำให้ DB12 เป็น GT ในอุดมคติที่ทั้งให้ความสนุกในการขับและความสะดวกสบายแก่ผู้โดยสาร
ในประเทศไทย รถ GT ได้รับความนิยมอย่างมากเพราะความหลากหลายในการใช้งาน ทั้งการขับขี่ในเมืองและการท่องเที่ยวในวันหยุด รถ GT มักเน้นที่ความหรูหราและประสบการณ์การขับขี่ ซึ่ง DB12 ทำได้ดีเยี่ยมด้วยดีไซน์ที่รวมเอาสมรรถนะการขับขี่และความสบายสำหรับการเดินทางไกลไว้ด้วยกัน ทำให้เหมาะกับสภาพถนนและสถานการณ์การขับขี่ที่หลากหลายของไทย
ถ้าคุณสนใจรถ GT แบบนี้ ลองมองหาโมเดลอื่นๆ ที่คล้ายกันดูก็ได้ เพราะมีหลายรุ่นในหลายราคาและสไตล์ให้เลือกตามความต้องการของผู้ขับขี่ที่แตกต่างกันไป
Q
DB12 หรือ Vantage อันไหนเร็วกว่า?
ในสภาพอากาศร้อนและถนนที่ซับซ้อนของประเทศไทย ประสิทธิภาพของ Aston Martin DB12 และ Vantage น่าจับตามอง DB12 ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ V8 4.0 ลิตร Twin-Turbo ให้กำลังสูงสุด 680 แรงม้า เร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 3.5 วินาที ส่วน Vantage ที่ใช้เครื่องยนต์ V8 4.0 ลิตรเดียวกัน แต่ปรับกำลังมาที่ 535 แรงม้า เร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 3.6 วินาที ดังนั้น DB12 จะเหนือกว่าเล็กน้อยในด้านความเร็วเชิงเส้น อย่างไรก็ตาม Vantage ที่มีน้ำหนักเบากว่าและการตั้งค่าแบบขับเคลื่อนล้อหลังอาจให้ความสนุกในการขับขี่มากกว่าในเส้นทางคดเคี้ยวอย่าง Mae Hong Son Loop ที่เชียงใหม่ สิ่งที่น่าสนใจคือทั้งสองรุ่นก็ติดตั้งระบบระบายความร้อนที่ทันสมัย สามารถรับมือกับอุณหภูมิสูงของไทยได้ดี แนะนำให้เจ้าของรถในไทยพิจารณานอกเหนือจากความเร็วแล้ว ควรดูการใช้ชีวิตประจำวันด้วย DB12 เหมาะกับการขับทางไกลเพื่อแสวงหาประสบการณ์ GT ที่หรูหรามากกว่า ขณะที่ Vantage เน้นความสนุกสนานในการขับขี่ที่บริสุทธิ์มากกว่า
Q
DB12 มีกำลังเท่าไหร่?
Aston Martin DB12 มาพร้อมเครื่องยนต์ V8 4.0 ลิตร เทอร์โบชาร์จคู่ ให้กำลังสูงสุดถึง 680 แรงม้า แรงบิดพีค 800 นิวตันเมตร คู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด เร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 3.5 วินาที แสดงศักยภาพที่ยอดเยี่ยม ในสภาพอากาศร้อนชื้นแบบไทย ระบบระบายความร้อนและการตั้งค่าเครื่องยนต์ของ DB12 ออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานในสภาพถนนที่ทั้งร้อนและชื้น แถมยังมีอินทีเรียร์สุดหรูและระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะที่เหมาะกับการใช้งานในเมืองติดขัดอย่างกรุงเทพฯ สำหรับคนไทยแล้ว DB12 ไม่ใช่เพียงรถ GT สปอร์ตสมรรถนะสูง แต่ยังตอบโจทย์การขับขี่ในชีวิตประจำวันได้ดี แถมดีไซน์คลาสสิกและแบรนด์มูลค่าสูงยังเป็นจุดขายที่ดึงดูดตลาดไฮเอนด์ในไทย อย่างไรก็ตาม ไทยมีการเก็บภาษีนำเข้ารถหรูในอัตราที่ค่อนข้างสูง ทำให้ราคา DB12 ในไทยจะสูงกว่าตลาดอื่น แต่ก็ยังเป็นที่นิยมในหมู่คนรักรถที่ไล่ล่าสไตล์อังกฤษสุดเอกลักษณ์และสมรรถนะอันยอดเยี่ยม
รถยอดนิยม
รุ่นปีรถยนต์
เปรียบเทียบรถยนต์
รูปภาพรถ
Q&A ล่าสุด
Q
ข้อดีหลักของรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดคืออะไร?
ข้อได้เปรียบหลักของรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) อยู่ที่การออกแบบระบบพลังงานคู่ที่ผสานกันอย่างลงตัว สร้างสมดุลที่สมบูรณ์แบบระหว่างความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการใช้งานจริง รถยนต์รุ่นเหล่านี้ติดตั้งแบตเตอรี่ความจุสูง 10-30 kWh รองรับระยะทางการวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ 50-200 กิโลเมตร การเดินทางในชีวิตประจำวันสามารถใช้พลังงานไฟฟ้าได้อย่างเต็มที่ ประหยัดน้ำมันและไม่ปล่อยมลพิษ ช่วยลดต้นทุนการใช้งานได้อย่างมาก ตัวอย่างเช่น รถยนต์ BYD DM-i มีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเพียง 3.8 ลิตร/100 กิโลเมตร เมื่อแบตเตอรี่หมด สำหรับการเดินทางระยะไกล เครื่องยนต์สันดาปจะทำงานโดยอัตโนมัติเพื่อรักษาระยะทาง โดยทั่วไประยะทางรวมจะเกิน 1,000 กิโลเมตร ช่วยลดความกังวลเรื่องระยะทางได้อย่างสิ้นเชิง ในทางเทคนิคแล้ว สถาปัตยกรรมแบบอนุกรม-ขนาน (เช่น Toyota THS และ BYD DM-i) ช่วยให้การกระจายพลังงานมีประสิทธิภาพผ่านการควบคุมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ทำให้เงียบมากในโหมดไฟฟ้าล้วน และเพิ่มกำลังในโหมดไฮบริด (เช่น กำลังรวมของ Porsche 918 สูงถึง 800 แรงม้า) นอกจากนี้ยังรองรับการชาร์จเร็วและการชาร์จที่บ้าน ในด้านนโยบาย รถยนต์ PHEV สามารถได้รับสิทธิพิเศษ เช่น ป้ายทะเบียนรถยนต์พลังงานใหม่และการลดหย่อนภาษีซื้อ แม้ว่าค่าบำรุงรักษาจะสูงกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินเล็กน้อย แต่ความก้าวหน้าในเทคโนโลยีแบตเตอรี่ (เช่น การใช้แบตเตอรี่แบบใบมีด) ได้ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถืออย่างมาก รุ่นหลักในท้องตลาดครอบคลุมช่วงราคาตั้งแต่ 150,000 ถึงหลายล้านบาท ตั้งแต่รถเก๋งสำหรับครอบครัวอย่าง Qin PLUS ไปจนถึงรถ SUV หรูอย่าง Mercedes GLE 450e ซึ่งทั้งหมดนี้ได้พิสูจน์ถึงความพร้อมของเทคโนโลยีและทำให้เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับช่วงเปลี่ยนผ่านของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ
Q
หากไฮบริดน้ำมันหมดจะเกิดอะไรขึ้น?
เมื่อรถยนต์ไฮบริดหมดเชื้อเพลิง รถจะไม่สามารถพึ่งพาเครื่องยนต์สันดาปภายในในการขับเคลื่อนได้อีกต่อไป แต่มอเตอร์ไฟฟ้ายังคงสามารถขับเคลื่อนรถได้ในระยะสั้น โดยประสิทธิภาพจะแตกต่างกันไปตามการออกแบบของแต่ละรุ่น ระบบไฮบริดส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ที่เหลืออยู่เพื่อรักษาระดับการขับขี่ขั้นพื้นฐานเมื่อเชื้อเพลิงหมด แต่ระยะทางการขับขี่จะลดลงอย่างมาก ในจุดนี้ หน้าจอแสดงผลบนแดชบอร์ดจะแสดงคำเตือนเชื้อเพลิงเหลือน้อย แนะนำให้คุณหาปั๊มน้ำมันทันที หากแบตเตอรี่หมดพลังงานด้วย รถจะสูญเสียพลังงานทั้งหมด ทำให้คุณต้องโทรขอความช่วยเหลือฉุกเฉินข้างทางหรือใช้ภาชนะบรรจุเชื้อเพลิงแบบพกพาเพื่อเติมเชื้อเพลิง ควรทราบว่าโดยทั่วไปแล้วรถยนต์ไฮบริดมีอัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีกว่ารถยนต์ทั่วไป ตัวอย่างเช่น โตโยต้า พรีอุส กินน้ำมันประมาณ 3.8 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร และฮอนด้า แอคคอร์ด ไฮบริด ประมาณ 4.2 ลิตร ซึ่งหมายความว่าคุณมักจะเดินทางได้ไกลกว่าก่อนที่น้ำมันในถังจะเหลือน้อย ในการใช้งานประจำวัน ขอแนะนำให้สร้างนิสัยในการตรวจสอบมาตรวัดน้ำมันและเติมน้ำมันทันทีเมื่อระดับน้ำมันลดลงเหลือ 1/4 วิธีนี้ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากการเสียและปกป้องระบบแบตเตอรี่แรงดันสูง รถยนต์ไฮบริดรุ่นใหม่บางรุ่นยังติดตั้งระบบนำทางอัจฉริยะที่สามารถค้นหาสถานีบริการน้ำมันตามเส้นทางโดยอัตโนมัติเมื่อน้ำมันเชื้อเพลิงเหลือน้อย
Q
รถปลั๊กอินไฮบริดสามารถชาร์จตัวเองได้หรือไม่?
รถยนต์พลังงานเชิงผสมแบบเสียบปลั๊ก (PHEV) มีความสามารถในการชาร์จตัวเองได้จริง โดยกลไกหลักคือการใช้เครื่องยนต์และระบบกู้คืนพลังงานจากการเบรกเพื่อเติมพลังงานให้กับแบตเตอรี่ ในระหว่างการขับขี่ เมื่อระดับพลังงานของแบตเตอรี่ต่ำกว่าค่าที่ตั้งไว้ เครื่องยนต์จะเริ่มทำงานอัตโนมัติเพื่อชาร์จแบตเตอรี่ ขณะเดียวกันเมื่อรถลดความเร็วหรือเบรก ระบบเบรกแบบรีเจนเนอเรทีฟจะเปลี่ยนพลังงานจลน์เป็นพลังงานไฟฟ้าเพื่อเก็บรักษาไว้ อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพการชาร์จตัวเองของ PHEV มีจำกัด และใช้เป็นเพียงวิธีเสริมในกรณีฉุกเฉินเท่านั้น หากต้องการใช้ประโยชน์จากระยะทางการขับขี่แบบไฟฟ้าล้วน (ซึ่งปกติจะมากกว่า 50 กิโลเมตร) ยังจำเป็นต้องชาร์จไฟจากแหล่งจ่ายภายนอกเป็นประจำ เช่น โตโยต้า พรีอุส รุ่นเสียบปลั๊กที่รองรับการชาร์จผ่านเต้ารับบ้าน 220V ซึ่งใช้เวลาประมาณ 4-6 ชั่วโมงในการชาร์จเต็ม ในขณะที่การใช้สถานีชาร์จเฉพาะสามารถลดเวลาลงเหลือ 2-3 ชั่วโมง สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือระบบจัดการแบตเตอรี่ของ PHEV จะให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานที่กู้คืนได้ก่อน แต่การพึ่งพาการชาร์จตัวเองเป็นหลักในระยะยาวอาจทำให้แบตเตอรี่อยู่ในสภาพพลังงานต่ำเป็นประจำ และส่งผลต่ออายุการใช้งาน ดังนั้นจึงแนะนำให้เจ้าของรถวางแผนความถี่ในการชาร์จให้เหมาะสมตามความต้องการในการเดินทาง การเดินทางระยะสั้นสามารถใช้โหมดไฟฟ้าล้วนได้อย่างเต็มที่ ในขณะที่การเดินทางไกลโหมดผสมจะช่วยลดความกังวลเรื่องระยะทาง ความยืดหยุ่นในการชาร์จของรถประเภทนี้ช่วยลดการใช้น้ำมันในชีวิตประจำวันได้ ในขณะที่ยังคงความสะดวกสบายของรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงทั่วไปไว้
Q
โตโยต้ามีรถยนต์ไฮบริดปลั๊กอินหรือไม่?
ปัจจุบันโตโยต้ามีรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) หลายรุ่นวางจำหน่ายในตลาดไทย รวมถึง RAV4 Hybrid E+ และ Highlander Performance Edition ทั้งสองรุ่นรองรับโหมดไฟฟ้าล้วน RAV4 Hybrid E+ มีระยะวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนตามมาตรฐาน NEDC 73 กิโลเมตร และมาพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เหมาะสำหรับการเดินทางระหว่างเมืองหรือใช้เป็นแหล่งพลังงานในบ้าน ราคาแนะนำอยู่ที่ประมาณ 1.249 ล้านถึง 1.493 ล้านบาท ส่วน Highlander Performance Edition มีระยะวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วน 95 กิโลเมตร และฟังก์ชั่นจ่ายไฟภายนอก 1500 วัตต์ สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กม./ชม. ใน 5.8 วินาที หลังหักส่วนลดแล้ว ราคาอยู่ที่ประมาณ 1.198 ล้านถึง 1.398 ล้านบาท รถยนต์ PHEV มีสิทธิ์ได้รับสิทธิประโยชน์ตามนโยบายรถยนต์พลังงานใหม่ในประเทศไทย เช่น การยกเว้นภาษี โตโยต้ายังให้การรับประกันแบตเตอรี่ 10 ปีอีกด้วย ในทางเทคนิคแล้ว รถยนต์เหล่านี้ใช้ระบบส่งกำลังแบบ E-CVT เพลาคู่ขนานเพื่อการสลับระหว่างพลังงานน้ำมันและพลังงานไฟฟ้าได้อย่างราบรื่น สำหรับผู้ใช้งานที่ต้องการป้ายทะเบียนสีเขียวหรือเดินทางระยะสั้นบ่อยๆ รถยนต์ PHEV จะใช้งานได้จริงมากกว่ารถยนต์ HEV แบบดั้งเดิม แต่ควรพิจารณาถึงความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จด้วย โตโยต้ามีแผนจะเปิดตัวรถยนต์ Alphard รุ่นปลั๊กอินไฮบริดในปี 2025 เพื่อขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์พลังงานใหม่ระดับไฮเอนด์ของบริษัทต่อไป
Q
"รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดสามารถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าอย่างเดียวไกลแค่ไหน?"
ระยะทางการวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนของรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) นั้นแตกต่างกันไปตามรุ่นและเทคโนโลยี โดยทั่วไปแล้วรุ่นทั่วไปจะมีระยะทางการวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนอยู่ที่ 50 ถึง 100 กิโลเมตร ในขณะที่บางรุ่นระดับไฮเอนด์ เช่น Voyah Chasing Light PHEV สามารถวิ่งได้ถึง 262 กิโลเมตร และ BYD Tang DM-i รุ่นที่วิ่งได้ 252 กิโลเมตรก็ถือว่ายอดเยี่ยมเช่นกัน รถยนต์เหล่านี้มีระยะทางการวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนที่ยาวขึ้นเนื่องจากใช้แบตเตอรี่ความจุสูง (เช่น BYD Qin PLUS DM-i ขนาด 18.3 kWh) ทำให้เหมาะสำหรับการเดินทางในชีวิตประจำวัน หากระยะทางการขับขี่ในแต่ละวันไม่เกิน 50 กิโลเมตร ก็สามารถใช้พลังงานไฟฟ้าได้อย่างเต็มที่ ช่วยลดการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงได้อย่างมาก รถยนต์ไฮบริด (HEV) มีระยะทางการวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนที่สั้นกว่า (เช่น Camry ประมาณ 5 กิโลเมตร) โดยส่วนใหญ่จะใช้เครื่องยนต์เป็นหลัก โดยทั่วไปแล้ว PHEV จะมีระยะทางการวิ่งรวม (เติมน้ำมันเต็มถังและชาร์จเต็ม) เกิน 1,000 กิโลเมตร ตัวอย่างเช่น รถยนต์ไฟฟ้า Voyah Free 318 รุ่นขับเคลื่อนล้อหลัง มีระยะทางการวิ่งรวม 1458 กิโลเมตร ซึ่งสมดุลระหว่างการปล่อยมลพิษเป็นศูนย์สำหรับการเดินทางระยะสั้น และการเดินทางระยะไกลที่ไร้กังวล ระยะทางการวิ่งจริงอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยต่างๆ เช่น พฤติกรรมการขับขี่ สภาพถนน และการใช้งานเครื่องปรับอากาศ ขอแนะนำให้ผู้ใช้เลือกโมเดลตามระยะทางในการเดินทางและสภาพการชาร์จ เช่น ผู้ใช้ที่มีสถานีชาร์จที่บ้านสามารถเลือกโมเดลที่มีระยะทางการวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนสูง เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายได้สูงสุด
ดูเพิ่มเติมข่าวที่เกี่ยวข้อง

แบ่งเบา บันเทิง Aston Martin DB12 Volante 2024 รถคันหรูที่คุณผ่อนได้สบายๆ
Kevin WongJan 22, 2026

ขับหรูเหมือนราชา ไม่ต้องรอ! DBX ผ่อนหมดจับต้องได้ แค่เดือนละ 205,xxx บาท
สุรเดชJan 21, 2026

ร้อนแรง! Aston Martin V8 Vantage ผ่อนสบายๆ เริ่มแค่ 241,xxx บาท/เดือน เท่านั้น
วิรุฬห์Jan 21, 2026

Aston Martin Valiant เปิดตัวครั้งแรก จํากัด 38 เครื่องทั่วโลก!
AshleyJun 26, 2024


ข้อดี
ข้อเสีย