Q

ราคา Aston Martin DB12 Volante ปี 2025 อยู่ที่เท่าไร?

สำหรับรถยนต์รุ่น Aston Martin DB12 Volante รุ่นปี 2025 ที่จะวางจำหน่ายในตลาดไทย คาดว่ามีราคาอยู่ที่ประมาณ 25-28 ล้านบาท (ราคาอาจเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับอุปกรณ์เสริม อัตราแลกเปลี่ยน และภาษี) รุ่นคันทุปิดเปิดหลังคาชนิดสปอร์ต GT คันนี้มาพร้อมเครื่องยนต์ 4.0 ลิตร V8 เทอร์โบชาร์จคู่ ให้กำลังสูงสุดถึง 680 แรงม้า คู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด เร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 3.6 วินาที โดยระบบหลังคาแบบผ้าใบสามารถเปิดปิดได้ในเวลา 14 วินาที ที่ความเร็วไม่เกิน 50 กม./ชม. ซึ่งเหมาะกับสภาพอากาศร้อนของไทย เบาะหนังหรูจาก Bridge of Weir และระบบความบันเทิงล่าสุด พร้อมระบบปรับอากาศและระบายอากาศเบาะที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับสภาพอากาศร้อน อย่างไรก็ตาม รถยนต์นำเข้าประเภทซูเปอร์คาร์ในไทยต้องเสียภาษีรวมประมาณ 300% (รวมภาษีนำเข้า ภาษีสรรพสามิต และ VAT) และการจราจรติดขัดในกรุงเทพฯ อาจส่งผลต่อประสบการณ์การขับขี่แบบเปิดหลังคา แนะนำให้ผู้สนใจตรวจสอบราคาสุดท้ายและอุปกรณ์เสริมผ่านช่องทางทางการ พร้อมคำนึงถึงสภาพการเก็บรักษาในช่วงฤดูฝน ในราคาใกล้เคียงกันยังมีตัวเลือกอื่นๆ เช่น Ferrari Roma Spider หรือ McLaren GT รุ่นเปิดหลังคา แต่ DB12 Volante ให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายในการเดินทางระยะยาวและสไตล์ความคลาสสิกแบบอังกฤษมากกว่า
ข้อความพิเศษ: เนื้อหานี้โพสต์โดยผู้ใช้ และไม่ได้แสดงถึงมุมมองและจุดยืนของ PCauto

Q&A เกี่ยวข้อง

Q
“ราคา Aston Martin DB12 Convertible ปี 2025 เท่าไหร่?”
ตอนนี้ทาง Aston Martin ยังไม่ได้ประกาศราคาขายอย่างเป็นทางการสำหรับรุ่น DB12 Volante ปี 2025 แต่ถ้าดูจากราคาเริ่มต้นของรุ่น DB12 คูเป้ปี 2024 ที่ประมาณ 24.5 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8.7 ล้านบาท) คาดว่ารุ่นเปิดประทุนน่าจะมีราคาสูงกว่า อยู่ที่ประมาณ 28-30 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 10-11 ล้านบาท) รุ่นนี้มาพร้อมเครื่องยนต์ V8 4.0 ลิตร เทอร์โบชาร์จคู่ ให้กำลังสูงสุด 680 แรงม้า เร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในประมาณ 3.6 วินาที เป็นรุ่นแรกของแบรนด์ที่ติดตั้งระบบดิฟเฟอเรนเชียลหลังแบบอิเล็กทรอนิกส์และระบบช่วงล่างปรับอัตโนมัติ พร้อมฟีเจอร์เทคโนโลยีเช่นหน้าจอกลางขนาด 10.25 นิ้วและระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ ในตลาดไทย รถหรูระดับนี้มักจะมีค่าภาษีนำเข้าและภาษีสินค้าฟุ่มเฟือยเพิ่มเติม แนะนำให้ยืนยันราคาที่ดินสุดท้ายผ่านตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ถ้าเทียบกับคู่แข่งอย่าง Ferrari Roma Spider หรือ McLaren 765LT Spider แล้ว DB12 Volante ให้ความรู้สึกแบบ Grand Touring ที่เน้นความสบายและการตกแต่งภายในแบบหรูหราสไตล์อังกฤษ ผ้าใบหลังคาแบบอ่อนสามารถเปิด-ปิดได้ภายใน 14 วินาทีที่ความเร็วไม่เกิน 50 กม./ชม. เหมาะสมกับการใช้งานในสภาพอากาศร้อนแบบบ้านเราเป็นอย่างดี
Q
DB12 เป็นซูเปอร์คาร์หรือไม่?
Aston Martin DB12 นี่คือซูเปอร์คาร์ตัวจริง เครื่องยนต์ 4.0 ลิตร V8 เทอร์โบชาร์จคู่ ให้กำลังสูงสุดถึง 680 แรงม้า เร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 3.5 วินาที เผยประสิทธิภาพระดับสปอร์ตที่ทรงพลังสมคำร่ำลือ แถมยังมาพร้อมกับโครงสร้างตัวถังน้ำหนักเบาและเทคโนโลยีแอโรไดนามิกขั้นสูง ทำให้การขับขี่ตอบสนองทุกการบังคับแบบเป๊ะๆ โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนแบบไทย ระบบระบายความร้อนของ DB12 ออกแบบมาอย่างดีเยี่ยม รองรับการขับขี่แบบสปอร์ตแม้ในอุณหภูมิสูงก็ยังคงความเสถียรได้เต็มที่ ช่วงหลังมานี้ซูเปอร์คาร์เริ่มเป็นที่นิยมในไทยโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และภูเก็ต สำหรับ DB12 แล้วไม่ใช่แค่เรื่องสปีดแต่ดีไซน์ระดับพรีเมียมและความหรูหราก็เป็นจุดขายที่ดึงดูดสายลุยจริงๆ ถ้าคุณเป็นคนนึงที่หลงใหลในความเร็วและเทคโนโลยี ขอบอกว่า DB12 คือตัวเลือกที่คุ้มค่ามาก เพราะรวมทุกอย่างทั้งสมรรถนะ ความสะดวกสบาย และความอินเทรนด์ไว้ในคันเดียว
Q
ความแตกต่างระหว่าง Aston Martin DB12 และ Lamborghini Urus คืออะไร?
Aston Martin DB12 กับ Lamborghini Urus เป็นรถสองรุ่นที่มีตำแหน่งทางการตลาดแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง DB12 เป็นรถ GT คูเป้หรูระดับสูง ส่วนอูรัสเป็น SUV ประสิทธิภาพสูง จุดต่างหลักๆ อยู่ที่ประเภทรถ ระบบขับเคลื่อนและประสบการณ์การขับขี่ DB12 ใช้เครื่องยนต์ V8 4.0 ลิตร เทอร์โบชาร์จคู่ ให้กำลังสูงสุด 680 แรงม้า เน้นความสบายในการเดินทางไกลและการออกแบบที่หรูหรา เหมาะกับการขับท่องเที่ยวบนทางหลวงหรือเส้นทางชายทะเลของไทย ส่วน Urus ใช้เครื่องยนต์เดียวกันแต่ให้กำลัง 641 แรงม้า ด้วยความสูงของตัวรถและระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ทำให้เหมาะกับสภาพถนนซับซ้อนของไทยหรือการขับออฟโรด เช่น ถนนเขาที่เชียงใหม่หรือถนนลื่นในช่วงฤดูฝน นอกจากนี้ DB12 มีการจัดวางเบาะนั่งแบบ 2+2 และอินทีเรียร์ที่เน้นความคลาสสิก ในขณะที่ Urus เป็น SUV 5 ที่นั่งที่มีพื้นที่กว้างขวางกว่าและดีไซน์อินทีเรียร์ที่ทันสมัยกว่า สำหรับผู้บริโภคไทย ถ้าชอบความสนุกในการขับและความประหยัดพื้นที่ในชีวิตประจำวัน Urus น่าจะเหมาะกว่า แต่ถ้าชอบสไตล์อังกฤษคลาสสิกและการเดินทางไกล DB12 ก็เป็นตัวเลือกที่ดี สิ่งที่จำเป็นบอกว่า ตลาดรถหรูในไทยโตเร็วมากในปีที่ผ่านมา แบรนด์สุด Exclusive ทั้ง Aston และ Lamborghini ต่างก็มีบริการปรับแต่งให้เหมาะกับสภาพอากาศและถนนไทย เช่น ระบบแอร์ที่แรงขึ้นหรือการป้องกันตัวถัง นี่ก็เป็นปัจจัยที่ผู้ซื้อควรพิจารณา
Q
“DB12 มีระบบ Launch Control ไหม?”
Aston Martin DB12 นั้นมาพร้อมกับระบบ Launch Control ที่ทันสมัย ระบบนี้จะควบคุมรอบเครื่องยนต์และจังหวะการเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างแม่นยำ แม้ในสภาพอากาศร้อนของไทยก็ยังช่วยให้การยึดเกาะดีที่สุด โดยเฉพาะเหมาะกับการขับบนสนามแข่งรอบกรุงเทพฯ หรือเส้นทางบนดอยในเชียงใหม่ เมื่อระบบทำงานจะประสานกับระบบควบคุมเสถียรภาพและระบบกระจายแรงบิด เพื่อแปลงพลัง 671 แรงม้าจากเครื่อง V8 เทอร์โบคู่ 4.0 ลิตร ให้เป็นความเร่งอย่างมีประสิทธิภาพ ตามข้อมูลทางการสามารถเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 3.6 วินาที สำหรับคนรักรถในไทยที่อยากใช้ระบบนี้ ควรระวังเรื่องอุณหภูมิดอกยาง แนะนำให้ปิดแอร์และอุปกรณ์ไฟฟ้าอื่นๆ ก่อนเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด รวมทั้งควรตรวจสอบสภาพน้ำมันเกียร์แบบคลัตช์คู่เป็นประจำ ระบบประสิทธิภาพสูงแบบนี้มักมีกลไกป้องกันหลายชั้น หากเซ็นเซอร์ตรวจพบว่าชุดขับเคลื่อนร้อนเกินไป ระบบจะลดกำลังลงอัตโนมัติ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากในสภาพอากาศร้อนชื้นของไทย
Q
ราคา DB12 Volante เท่าไหร่?
Aston Martin DB12 Volante เป็นรถสปอร์ตเปิดประทุนหรูระดับไฮเอนด์ ราคาในประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 25-30 ล้านบาท โดยราคาอาจมีการปรับเปลี่ยนขึ้นอยู่กับอุปกรณ์เสริมที่เลือก อัตราแลกเปลี่ยน และภาษีนำเข้า แนะนำให้สอบถามราคาล่าสุดจากตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย โดยรถคันนี้มาพร้อมเครื่องยนต์ 4.0 ลิตร V8 เทอร์โบคู่ ให้กำลังสูงสุดถึง 680 แรงม้า คู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ให้สมรรถนะที่ยอดเยี่ยม ส่วนหลังคาแบบนิ่มใบสามารถเปิด-ปิดได้ภายใน 14 วินาทีที่ความเร็วไม่เกิน 50 กม./ชม. เหมาะอย่างยิ่งกับสภาพอากาศอบอุ่นและการขับขี่ตามถนนชายฝั่งของไทย ในตลาดไทย DB12 Volante มีคู่แข่งอย่าง Ferrari Roma Spider และ Bentley Continental GT Convertible แต่ Aston Martin ยังคงดึงดูดผู้บริโภคระดับสูงด้วยสไตล์อังกฤษอันเป็นเอกลักษณ์และบริการปรับแต่งด้วยตนเองแบบมืออาชีพ อย่างไรก็ตาม ควรระวังเรื่องภาษีนำเข้ารถหรูในไทยที่ค่อนข้างสูง ทำให้ราคาสุดท้ายอาจเพิ่มขึ้นมากกว่าตัวรถ แนะนำให้ศึกษานโยบายภาษีให้ละเอียดก่อนตัดสินใจซื้อ และควรซื้อผ่านช่องทางทางการเพื่อรับบริการหลังการขายและประกันที่ครอบคลุม
Q
คู่แข่งของ Aston Martin DB12 คือใคร?
Aston Martin DB12 ในฐานะรถ GT คูเป้หรูระดับไฮเอนด์ ในตลาดประเทศไทยมีคู่แข่งสำคัญอย่าง Ferrari Roma Bentley Continental GT และ Mercedes AMG GT รุ่นเหล่านี้ต่างโดดเด่นด้วยดีไซน์ที่หรูหรา ประสิทธิภาพสูง และห้องโดยสารอันเลิศหรู เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ในไทยที่ต้องการทั้งความสนุกในการขับขี่และความประหยัดในชีวิตประจำวัน Ferrari Roma ดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่หลงใหลในความสปอร์ตและพันธุกรรมอิตาเลียน ขณะที่ Bentley Continental GT ให้ความสำคัญกับความหรูหราสไตล์อังกฤษและความสะดวกสบาย ส่วน AMG GT นั้นมาพร้อมกับเทคโนโลยีเยอรมันที่ลงตัวระหว่างสมรรถนะและความใช้งานได้จริง ในประเทศไทย สภาพอากาศร้อนและถนนที่หลากหลายสร้างความท้าทายให้กับระบบระบายความร้อนและระบบช่วงล่าง รถทุกรุ่นจึงถูกออกแบบมาเพื่อรองรับอุณหภูมิสูง พร้อมทั้งมีตัวเลือกยางและระบบกันสะเทือนที่เหมาะกับสภาพถนนไทย นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีอากรขาเข้าสำหรับรถหรูในอัตราที่ค่อนข้างสูง ทำให้ราคาของรถเหล่านี้อยู่ในระดับใกล้เคียงกัน ลูกค้าจึงให้ความสำคัญกับแบรนด์ที่ชอบ บริการปรับแต่งเฉพาะบุคคล รวมถึงเครือข่ายบริการหลังการขาย จุดที่น่าสนใจคือ คนไทยกลุ่มไฮโซมักมองว่ารถเป็นสัญลักษณ์ของสถานะทางสังคม Aston Martin DB12 และคู่แข่งจึงถูกออกแบบมาให้มีความเอกลักษณ์และความพิเศษเฉพาะตัว เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มคนรวยที่ต้องการแสดงออกถึงรสนิยมอันแตกต่าง
Q
"กลุ่มเจ้าของรถ Aston Martin DB12 มีอะไรบ้าง"
เจ้าของรถ Aston Martin DB12 ส่วนใหญ่เป็นคอรถหรูระดับสูงที่ไล่ล่าความสมบูรณ์แบบทั้งในด้านความสะดวกสบายและสมรรถนะ ด้วยความเป็นตัวแทนของรถ GT คูเป้อังกฤษสุดหรู รุ่นนี้มักเป็นที่นิยมในกลุ่มนักธุรกิจมืออาชีพ นักสะสมรถ และผู้ที่คลั่งไคล้รถสปอร์ตสมรรถนะสูง สำหรับตลาดไทย DB12 ก็เป็นที่ชื่นชอบของชนชั้นสูงในท้องถิ่นเช่นเดียวกับนักเลงรถยนต์ โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบดีไซน์อังกฤษคลาสสิกแต่ยังคงให้ความสำคัญกับประสบการณ์การขับขี่ Aston Martin DB12 มาพร้อมเครื่องยนต์ V8 4.0 ลิตร เทอร์โบคู่ ให้กำลังสูงสุดถึง 671 แรงม้า แสดงสมรรถนะอันยอดเยี่ยม ขณะที่ภายในห้องโดยสารใช้วัสดุหนังคุณภาพสูงและการตกแต่งอย่างประณีต ผสมผสานระหว่างความหรูหราและสปิริตรักความเร็วได้อย่างลงตัว ในไทย รถ GT สุดหรูแบบนี้มักปรากฏตัวในงานสังคมระดับสูงของกรุงเทพฯ หรือตามสถานที่รีสอร์ทหรูอย่างถนนเลียบชายทะเลภูเก็ตหรือหัวหิน กลายเป็นจุดดึงดูดสายตาไม่น้อย สิ่งที่น่าสังเกตว่า ตลาดไทยมีความต้องการรถยนต์นำเข้าหรูระหงอยู่มาก แบรนด์อย่าง Aston Martin เองก็มีเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายและบริการหลังการขายที่ครบครัน เพื่อให้เจ้าของรถได้รับประสบการณ์การใช้งานและการดูแลที่ได้มาตรฐานสากล สำหรับผู้บริโภคไทย การเลือก DB12 ไม่ใช่แค่การเป็นเจ้าของรถสปอร์ตสมรรถนะสูง แต่ยังเป็นการแสดงถึงรสนิยมและสถานะทางสังคมอีกด้วย
Q
DB12 เป็นรถ GT ใช่ไหม?
Aston Martin DB12 คือหนึ่งในรถ GT (Grand Tourer) ระดับหรูที่ผสมผสานระหว่างดีไซน์คลาสสิกของแบรนด์กับเทคโนโลยีสมัยใหม่และสมรรถนะสูง เหมาะมากสำหรับการขับขี่ระยะไกลในไทย เช่น การเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปหัวหินหรือเชียงใหม่อย่างสบายๆ ด้วยระบบขับเคลื่อนอันทรงพลัง ภายในห้องโดยสารที่ออกแบบมาอย่างประณีต และระบบกันเสียงที่ยอดเยี่ยม ทำให้ DB12 เป็น GT ในอุดมคติที่ทั้งให้ความสนุกในการขับและความสะดวกสบายแก่ผู้โดยสาร ในประเทศไทย รถ GT ได้รับความนิยมอย่างมากเพราะความหลากหลายในการใช้งาน ทั้งการขับขี่ในเมืองและการท่องเที่ยวในวันหยุด รถ GT มักเน้นที่ความหรูหราและประสบการณ์การขับขี่ ซึ่ง DB12 ทำได้ดีเยี่ยมด้วยดีไซน์ที่รวมเอาสมรรถนะการขับขี่และความสบายสำหรับการเดินทางไกลไว้ด้วยกัน ทำให้เหมาะกับสภาพถนนและสถานการณ์การขับขี่ที่หลากหลายของไทย ถ้าคุณสนใจรถ GT แบบนี้ ลองมองหาโมเดลอื่นๆ ที่คล้ายกันดูก็ได้ เพราะมีหลายรุ่นในหลายราคาและสไตล์ให้เลือกตามความต้องการของผู้ขับขี่ที่แตกต่างกันไป
Q
DB12 หรือ Vantage อันไหนเร็วกว่า?
ในสภาพอากาศร้อนและถนนที่ซับซ้อนของประเทศไทย ประสิทธิภาพของ Aston Martin DB12 และ Vantage น่าจับตามอง DB12 ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ V8 4.0 ลิตร Twin-Turbo ให้กำลังสูงสุด 680 แรงม้า เร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 3.5 วินาที ส่วน Vantage ที่ใช้เครื่องยนต์ V8 4.0 ลิตรเดียวกัน แต่ปรับกำลังมาที่ 535 แรงม้า เร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 3.6 วินาที ดังนั้น DB12 จะเหนือกว่าเล็กน้อยในด้านความเร็วเชิงเส้น อย่างไรก็ตาม Vantage ที่มีน้ำหนักเบากว่าและการตั้งค่าแบบขับเคลื่อนล้อหลังอาจให้ความสนุกในการขับขี่มากกว่าในเส้นทางคดเคี้ยวอย่าง Mae Hong Son Loop ที่เชียงใหม่ สิ่งที่น่าสนใจคือทั้งสองรุ่นก็ติดตั้งระบบระบายความร้อนที่ทันสมัย สามารถรับมือกับอุณหภูมิสูงของไทยได้ดี แนะนำให้เจ้าของรถในไทยพิจารณานอกเหนือจากความเร็วแล้ว ควรดูการใช้ชีวิตประจำวันด้วย DB12 เหมาะกับการขับทางไกลเพื่อแสวงหาประสบการณ์ GT ที่หรูหรามากกว่า ขณะที่ Vantage เน้นความสนุกสนานในการขับขี่ที่บริสุทธิ์มากกว่า
Q
DB12 มีกำลังเท่าไหร่?
Aston Martin DB12 มาพร้อมเครื่องยนต์ V8 4.0 ลิตร เทอร์โบชาร์จคู่ ให้กำลังสูงสุดถึง 680 แรงม้า แรงบิดพีค 800 นิวตันเมตร คู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด เร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 3.5 วินาที แสดงศักยภาพที่ยอดเยี่ยม ในสภาพอากาศร้อนชื้นแบบไทย ระบบระบายความร้อนและการตั้งค่าเครื่องยนต์ของ DB12 ออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานในสภาพถนนที่ทั้งร้อนและชื้น แถมยังมีอินทีเรียร์สุดหรูและระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะที่เหมาะกับการใช้งานในเมืองติดขัดอย่างกรุงเทพฯ สำหรับคนไทยแล้ว DB12 ไม่ใช่เพียงรถ GT สปอร์ตสมรรถนะสูง แต่ยังตอบโจทย์การขับขี่ในชีวิตประจำวันได้ดี แถมดีไซน์คลาสสิกและแบรนด์มูลค่าสูงยังเป็นจุดขายที่ดึงดูดตลาดไฮเอนด์ในไทย อย่างไรก็ตาม ไทยมีการเก็บภาษีนำเข้ารถหรูในอัตราที่ค่อนข้างสูง ทำให้ราคา DB12 ในไทยจะสูงกว่าตลาดอื่น แต่ก็ยังเป็นที่นิยมในหมู่คนรักรถที่ไล่ล่าสไตล์อังกฤษสุดเอกลักษณ์และสมรรถนะอันยอดเยี่ยม
  • รถยอดนิยม

  • รุ่นปีรถยนต์

  • เปรียบเทียบรถยนต์

  • รูปภาพรถ

ข้อดี

เครื่องยนต์ twin-turbo V8 ขนาด 4.0 แรงจูง
กล่องเกียร์ 8 เกียร์เร็วพร้อมแรงบิดสูง
การออกแบบภายนอกที่งดงามและไม่เหมือนใคร
ห้องโดยสารหรูหราและมุ่งเน้นผู้ขับขี่
ยาง Michelin ที่ปรับแต่งได้เพื่อการจับที่ดี

ข้อเสีย

พื้นที่นั่งด้านหลังสำหรับผู้โดยสารมีจำนวน จำกัด
ช่องเก็บของมีความเปลี่ยนแปลงในการจัดเก็บที่ จำกัด
ราคาสูงอาจไม่ถึงกับหลายคน

Q&A ล่าสุด

Q
เครื่องชาร์จเร็วทำให้แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้ามีอายุการใช้งานสั้นลงหรือไม่?
การชาร์จเร็วบ่อยๆ จริงๆ แล้วมีผลต่ออายุการใช้งานของแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าในระดับหนึ่ง แต่สามารถควบคุมระดับความเสียหายได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านการจัดการทางวิทยาศาสตร์ ในระหว่างการชาร์จเร็ว กระแสไฟฟ้าจำนวนมากทำให้อุณหภูมิแบตเตอรี่สูงขึ้นประมาณ 15 องศาเซลเซียส เร่งกระบวนการโพลาไรเซชันของเซลล์แบตเตอรี่และอาจทำให้เกิดปรากฏการณ์ลิเธียมเดนไดรต์ การใช้งานบ่อยครั้งเป็นเวลานานอาจทำให้อายุการใช้งานรอบชาร์จของแบตเตอรี่ลิเธียมเหล็กฟอสเฟตลดลงจาก 3,000 ครั้งเหลือ 2,000 ครั้ง ในขณะที่แบตเตอรี่ลิเธียมไตรโพลีมาร์มีอัตราการเสื่อมสภาพเร็วขึ้นถึง 40% อุณหภูมิเป็นตัวแปรสำคัญ ในสภาพแวดล้อม 25 องศาเซลเซียส การชาร์จเร็ว 3 ครั้งต่อสัปดาห์ (จาก 20% เป็น 90%) จะทำให้แบตเตอรี่ลิเธียมไตรโพลีมาร์มีความจุลดลงใน 5 ปีมากกว่าการชาร์จช้า 6% ส่วนการชาร์จเร็วที่อุณหภูมิลบ 10 องศาเซลเซียสอาจทำให้เกิดลิเธียมเดนไดรต์ที่ขั้วลบ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยและระยะทางวิ่ง แนะนำให้ใช้การชาร์จช้าเป็นหลักในชีวิตประจำวัน (ความจุลดลงใน 3 ปีเพียง 9.7%) เมื่อชาร์จเร็วควรตั้งค่าจุดหยุดชาร์จที่ 80% และหลีกเลี่ยงการใช้งานในสภาพแวดล้อมอุณหภูมิต่ำ เนื่องจากโครงสร้างผลึกที่เสถียรของแบตเตอรี่ลิเธียมเหล็กฟอสเฟต ทำให้มีความทนทานต่อความเสียหายจากการชาร์จเร็วกว่าแบตเตอรี่ลิเธียมไตรโพลีมาร์ถึง 20% ข้อควรระวังคือ แม้จะชาร์จช้าทั้งหมด แบตเตอรี่ยังคงมีความจุลดลงตามธรรมชาติ 20% ใน 5 ปี ดังนั้นการจัดสมดุลกลยุทธ์การชาร์จที่เหมาะสมจึงเป็นกุญแจสำคัญในการยืดอายุการใช้งาน
Q
แบตเตอรี่ของรถยนต์ไฟฟ้าไปที่หลุมฝังกลบหรือไม่?
แบตเตอรี่รถไฟฟ้าไม่ได้ถูกส่งไปที่แหล่งฝังขยะโดยตรง แต่จะได้รับการประมวลผลทรัพยากรผ่านระบบการรับซื้อคืนอย่างมืออาชีพ ปัจจุบันวิธีการประมวลผลหลัก ได้แก่การใช้งานขั้นบันไดและการถอดและฟื้นฟู เมื่อความจุของแบตเตอรี่ลดลงเหลือต่ำกว่า 80% จะถูกนำไปใช้เป็นอันดับแรกในสถานการณ์ความเข้มข้นต่ำ เช่น ระบบเก็บพลังงาน ไฟถนนพลังงานแสงอาทิตย์ ฯลฯ สำหรับแบตเตอรี่ที่เสียหายสมบูรณ์ จะถูกใช้เทคโนโลยี เช่น การแตกส่วนทางกายภาพ การแร่แปรธาตุแบบชุ่ม เพื่อดึงโลหะมีค่า เช่น โคบอลต์ นิเคิล ลิเธียม ฯลฯ โดยอัตราการคืนลิเธียมสามารถสูงถึง 95% ขึ้นไป แบตเตอรี่ตะกั่ว-กรด จะใช้กระบวนการแร่แปรธาตุแบบไฟหรือแบบชุ่ม ส่วนแบตเตอรี่ลิเธียมจำเป็นต้องผ่านขั้นตอนการเตรียมการก่อน เช่น การคายประจุ การถอดแยกชิ้นส่วน สิ่งที่ควรทราบคือ แบตเตอรี่ใช้แล้วจัดเป็นของเสียอันตราย การจัดการโดยไม่ถูกต้องอาจนำไปสู่มลภาวะโลหะหนักหรืออันตรายจากไฟไหม้ ช่องทางการรับซื้อคืนอย่างถูกต้อง ได้แก่ ร้านค้าปลีกรถไฟฟ้า จุดรับซื้อคืนที่ได้รับอนุญาต และสถานประกอบการประมวลผลอย่างมืออาชีพ ด้วยการคาดการณ์จำนวนแบตเตอรี่รถยนต์ที่หมดอายุการใช้งานในปี 2025 จะสูงถึง 820,000 ตัน อุตสาหกรรมได้สร้างเครือข่ายการรับซื้อคืนที่ครอบคลุมทั่วประเทศแล้ว และบริษัทชั้นนำมีความสามารถในการประมวลผลต่อปีเกิน 500,000 ตัน การหมุนเวียนทรัพยากรนี้สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ถึง 70% ผู้บริโภคควรจัดการแบตเตอรี่ใช้แล้วผ่านช่องทางทางการ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมและได้รับค่าตอบแทนจากการคืนเงินอย่างเหมาะสม
Q
"แบตเตอรี่ของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) มีอายุการใช้งานประมาณกี่ปี?"
โดยทั่วไปแล้ว อายุการใช้งานของแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าจะอยู่ระหว่าง 8 ถึง 15 ปี ขึ้นอยู่กับประเภทของแบตเตอรี่ พฤติกรรมการใช้งาน และสภาพแวดล้อม แบตเตอรี่ลิเธียมแบบไตรนารีทั่วไปมีอายุการใช้งานประมาณ 1,000-2,000 รอบการชาร์จ ซึ่งหากสมมติว่าวิ่งได้ 500 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง จะสามารถรองรับการเดินทางของรถยนต์ได้ประมาณ 500,000 กิโลเมตร ในขณะที่แบตเตอรี่ลิเธียมเหล็กฟอสเฟตมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่า โดยสามารถใช้งานได้ถึง 2,000-3,000 รอบการชาร์จ ซึ่งในทางทฤษฎีแล้วสามารถรองรับระยะทางได้มากกว่า 750,000 กิโลเมตร สำหรับผู้ใช้งานในครอบครัวที่มีระยะทางการขับขี่เฉลี่ยต่อปี 15,000 กิโลเมตร อายุการใช้งานของแบตเตอรี่อาจยาวนานกว่า 10 ปี ในแง่ของอายุการใช้งานตามปฏิทิน แบตเตอรี่ได้รับการออกแบบมาให้ใช้งานได้ 8-15 ปี และภายใต้การใช้งานปกติ แบตเตอรี่ยังคงสามารถรักษาความจุเริ่มต้นได้ 70%-80% หลังจาก 8 ปี ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่ออายุการใช้งานของแบตเตอรี่ ได้แก่ พฤติกรรมการชาร์จ เช่น การหลีกเลี่ยงการปล่อยประจุจนหมดและการชาร์จเร็วบ่อยครั้ง รวมถึงปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การสัมผัสกับอุณหภูมิสูงหรือต่ำเกินไป นอกจากนี้ พฤติกรรมการขับขี่ที่เหมาะสมและการบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ เช่น การชาร์จ/ปล่อยประจุจนหมดทุกเดือน และการเลือกสถานที่จอดรถที่เย็นสบาย สามารถช่วยยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับนโยบายการรับประกัน กฎระเบียบของประเทศกำหนดให้ส่วนประกอบไฟฟ้าหลักสามส่วน (แบตเตอรี่ มอเตอร์ และระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์) ต้องมีการรับประกัน 8 ปี หรือ 120,000 กิโลเมตร โดยผู้ผลิตรถยนต์บางรายอาจเสนอการรับประกันตลอดอายุการใช้งาน ค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนแบตเตอรี่อยู่ที่ประมาณ 30%-50% ของราคารถยนต์ และสามารถเปลี่ยนได้ฟรีเมื่อความจุของแบตเตอรี่ลดลงต่ำกว่า 80% คาดว่าการพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่แบบโซลิดสเตทในอนาคตจะช่วยยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ได้นานกว่า 20 ปี
Q
ทำไมแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ถึงไม่ได้รับการรีไซเคิล?
การรีไซเคิลแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าเผชิญกับความท้าทายหลายประการ โดยหลักๆ แล้วได้แก่ มาตรฐานอุตสาหกรรมที่ไม่เพียงพอ ปัญหาคอขวดทางเทคโนโลยี และกลไกตลาดที่ไม่สมบูรณ์ ปัจจุบัน อุตสาหกรรมรีไซเคิลแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าเต็มไปด้วยโรงงานขนาดเล็กที่ไม่เป็นทางการจำนวนมาก ซึ่งการแข่งขันที่ไม่เป็นระบบทำให้บริษัทที่ถูกต้องตามกฎหมายยากที่จะได้รับแหล่งจัดหาที่มั่นคง ข้อมูลจากปี 2023 แสดงให้เห็นว่าอัตราการรีไซเคิลตามมาตรฐานต่ำกว่า 25% ในทางเทคนิค แบตเตอรี่ลิเธียมเหล็กฟอสเฟตมีข้อเสียคือ ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจต่ำ (อัตราการกู้คืนลิเธียมเพียง 96.5%) การใช้พลังงานสูง และความเสี่ยงที่อุปกรณ์จะล้าสมัยเนื่องจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีแบตเตอรี่โซลิดสเตท แม้ว่าจะมีการจัดตั้งระบบบัญชีรายชื่อที่อนุญาตและกลไกความรับผิดชอบของผู้ผลิตแล้ว แต่การขาดมาตรฐานทางเทคนิคที่เป็นหนึ่งเดียวและระบบการตรวจสอบย้อนกลับ ประกอบกับความผันผวนของราคาโลหะ (เช่น ราคาลิเธียมคาร์บอเนตลดลงจาก 600,000 บาท/ตัน เหลือ 100,000 บาท/ตัน) ยิ่งเพิ่มแรงกดดันด้านกำไรให้กับบริษัทต่างๆ การพัฒนาในอนาคตจำเป็นต้องเสริมสร้างการกำกับดูแลตลอดห่วงโซ่อุปทาน พัฒนาเทคโนโลยีการรีไซเคิลที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (เช่น เทคโนโลยีการรีไซเคิลแบบกำหนดทิศทางของบริษัทบางปูรีไซเคิล) และปรับปรุงสถานการณ์การใช้ประโยชน์ขั้นที่สอง (เช่น การจัดเก็บพลังงาน ยานยนต์ไฟฟ้าความเร็วต่ำ เป็นต้น) เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรม คาดการณ์ว่าตลาดรีไซเคิลแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าจะมีมูลค่าเกิน 100 พันล้านบาทภายในปี 2030 แต่ประเด็นสำคัญ เช่น การบูรณาการช่องทางการจัดจำหน่ายและการยกระดับเทคโนโลยี ยังคงต้องได้รับการแก้ไข
Q
อนาคตของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เป็นอย่างไร?
ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของไทยกำลังอยู่ในช่วงขยายตัวอย่างรวดเร็วและมีการยกระดับโครงสร้าง คาดการณ์ว่าภายในปี 2025 ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าจะคิดเป็น 45% ของยอดขายทั้งหมด หรือ 276,697 คัน โดยส่วนใหญ่ได้รับประโยชน์จากความพยายามในการผลิตในประเทศและการส่งเสริมการตลาดของแบรนด์จีน เช่น BYD และ MG รัฐบาลตั้งเป้าหมายยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าไว้ที่ 30% ภายในปี 2030 ผ่านยุทธศาสตร์ "EV 3.5" โดยเสนอมาตรการลดหย่อนภาษี แรงจูงใจด้านที่ดิน และเงินอุดหนุนโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ (เช่น เงินอุดหนุนการซื้อสูงสุด 150,000 บาท) เพื่อส่งเสริมการรวมกลุ่มของห่วงโซ่อุตสาหกรรม เขตอุตสาหกรรมในจังหวัดระยองได้ดึงดูดบริษัทต่างๆ เช่น BYD และ GAC Aion ให้เข้ามาตั้งโรงงานแล้ว โรงงานของ Aion ใช้เทคโนโลยีการจัดเก็บพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อให้ได้การผลิตที่ปราศจากคาร์บอน คาดว่ากำลังการผลิตในประเทศจะถึง 1.5 ล้านคันภายในปี 2026 โดยมีจำนวนสถานีชาร์จมากกว่า 15,000 แห่ง และสถานีชาร์จเร็วคิดเป็น 40% รถกระบะและรถโดยสารไฟฟ้าก็จะเข้าสู่ตลาดเชิงพาณิชย์เช่นกัน ในขณะที่แบรนด์ญี่ปุ่นยังคงครองตลาดรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซิน แต่ผู้ผลิตรถยนต์จีนซึ่งใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบด้านเทคโนโลยีพลังงานใหม่ ได้ครองส่วนแบ่งการตลาดรถยนต์ไฟฟ้าถึง 80% โดยมีรุ่นอย่าง BYD ATTO 3 กลายเป็นสินค้าขายดี ด้วยการเข้ามาของบริษัทแบตเตอรี่รายใหญ่อย่าง CATL และการเร่งพัฒนาวิจัยและพัฒนาในประเทศ ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนจาก "ดีทรอยต์แห่งเอเชีย" ไปสู่ศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในอีกห้าปีข้างหน้า คาดว่าอัตราการใช้รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) จะเกิน 20% และส่วนแบ่งการตลาดของแบรนด์จีนอาจเพิ่มขึ้นเป็น 25%
ดูเพิ่มเติม