Q

Audi TT Roadster ยุติการผลิตแล้วหรือไม่?

Audi TT Roadster นั้นหยุดผลิตไปแล้วจริงๆ ค่ะ รถสปอร์ตเปิดประทุนคู่นี้ไม่มีรุ่นใหม่หลังปี 2019 สาเหตุหลักเพราะ Audi กำลังเปลี่ยนไปสู่ยุครถไฟฟ้าเต็มตัว เลยทยอยยกเลิกรุ่นที่ใช้เชื้อเพลิงบางรุ่น ในตลาดไทย TT Roadster ถือเป็นรถเฉพาะกลุ่ม แต่ด้วยดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์และราคาไม่สูงเกินไปนัก ก็เคยเป็นที่นิยมในหมู่คนชอบรถสปอร์ต ตอนนี้คนไทยอาจจะมองหารถไฟฟ้าอย่าง Audi e-tron หรือรถเปิดประทุนยี่ห้ออื่น เช่น BMW Z4 หรือ Mercedes SLK แทน แต่ต้องบอกก่อนว่าสภาพอากาศเมืองไทยที่ทั้งร้อนทั้งฝนอาจไม่ค่อยเหมาะกับการใช้รถเปิดประทุนสักเท่าไหร่ แนะนำให้คิดดีๆ เรื่องความเหมาะสมในการใช้งานประจำวันด้วย ตอนนี้ตลาดไทยเริ่มมีความต้องการรถสปอร์ตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น เราอาจจะได้เห็นรถเปิดประทุนพลังงานสะอาดแบบนี้มากขึ้นในอนาคต
ข้อความพิเศษ: เนื้อหานี้โพสต์โดยผู้ใช้ และไม่ได้แสดงถึงมุมมองและจุดยืนของ PCauto

Q&A เกี่ยวข้อง

Q
“ราคา Audi TT Roadster อยู่ที่เท่าไหร่?”
ราคาของ Audi TT Roadster ในประเทศไทยจะแตกต่างกันไปตามรุ่นปี ตัวเลือกอุปกรณ์ และโปรโมชั่นจากตัวแทนจำหน่าย โดยราคาประมาณการสำหรับรถใหม่จะอยู่ที่ 3-4 ล้านบาท แต่เพื่อความแน่นอนแนะนำให้ติดต่อตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการเพื่อขอราคาล่าสุดด้วย รุ่นนี้เป็นที่นิยมมากด้วยดีไซน์คันเบอร์เปิดประทุนสุดคลาสสิกและสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 2.0 ลิตรเทอร์โบชาร์จที่ให้ทั้งพลังและความคล่องตัวเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการขับบนถนนเลียบชายฝั่งหรือในเมืองของไทย ในตลาดไทยคู่แข่งหลักของ Audi TT Roadster ก็จะมี BMW Z4 และ Mercedes-Benz SLC แต่ด้วยดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์และราคาที่คุ้มค่ากว่าทำให้ TT Roadster ยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ อีกทั้งสภาพอากาศร้อนๆของไทยก็ทำให้ระบบแอร์และวัสดุผ้าประทุนต้องพิเศษหน่อย ซึ่งรุ่นนี้ตอบโจทย์ได้ดีเลยครับ ทั้งในเรื่องการกันเสียงและกันความร้อน ช่วยให้ขับขี่สบายๆ ส่วนถ้าคิดจะซื้อรถมือสองก็อาจจะเจอราคาที่น่าสนใจขึ้น แต่ต้องเช็คประวัติการบริการและประกันให้ดีๆ ก่อน
Q
Audi TT Roadster น่าเชื่อถือหรือไม่?
Audi TT Roadster เป็นรถสปอร์ตคูเป้เปิดประทุนคลาสสิค มีความน่าเชื่อถือในตลาดไทยโดยรวมมากขึ้น ด้วยเครื่องยนต์ 2.0 TFSI Turbocharger พร้อมด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัย และระบบส่งกำลังแบบคลัตช์คู่ S tronic ได้รับการปรับให้เหมาะสมกับการกระจายความร้อนในสภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทย แต่อย่าลืมดูแลระบบโครงหลังคาเป็นประจำ โดยเฉพาะช่วงก่อนและหลังฤดูฝนควรตรวจสอบยางขอบและรูระบายน้ำเพื่อป้องกันปัญหาน้ำขังในพื้นที่ฝนตกบ่อยอย่างกรุงเทพฯ ส่วนระบบอิเล็กทรอนิกส์อย่าง MMI ตอบสนองเร็ว แต่แนะนำให้อัปเดตซอฟต์แวร์ผ่านตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ Audi ในไทยเพื่อความเข้ากันได้ สำหรับการใช้รถในไทย แนะนำให้เลือกรถมือสองที่ผ่านการรับรองหรือรถใหม่ พร้อมดูแลรักษาตามระยะ 15,000 กม./12 เดือน โดยใช้น้ำมันเครื่องสังเคราะห์เต็มสูตรมาตรฐาน VW 504 เพื่อรับมือการขับขี่ในเมืองที่ต้องหยุดบ่อย เทียบกับรถระดับเดียวกัน TT Roadster มีความคล่องตัวโดดเด่นบนถนนแคบๆ ในไทย แต่พื้นที่เบาะหลังค่อนข้างเล็ก เหมาะสำหรับการใช้คนเดียวหรือคู่รัก หากใช้ระยะยาว อาจพิจารณาซื้อบริการรับประกันขยายจากศูนย์เพื่อครอบคลุมการสึกหรอของชิ้นส่วนจากอากาศร้อน
Q
Audi TT roadster วิ่งเร็วเท่าไหร่
Audi TT รุ่นเปิดประทุนสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง Audi TT รุ่นเปิดประทุนเป็นรถสปอร์ตที่มีชื่อเสียงด้านสมรรถนะการขับขี่ ด้วยเครื่องยนต์ทรงพลังและเทคโนโลยีวิศวกรรมขั้นสูงจึงสามารถทำความเร็วสูงสุดได้อย่างน่าประทับใจนี้ ช่วยให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจบนถนนที่เหมาะสม รุ่น 2021 Audi TT Roadster 45 TFSI quattro S line และ 2020 Audi TT Roadster 2.0 45 TFSI Quattro S line มีความเร็วสูงสุดเท่ากันที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความเร็วสูงนี้เป็นเครื่องพิสูจน์สมรรถนะของรถและมอบประสบการณ์ขับขี่ที่น่าตื่นเต้นสำหรับผู้ที่ชื่นชอบความเร็วและสมรรถนะของรถเปิดประทุน
Q
Audi TT Roadster มีที่นั่งกี่ที่
Audi TT Roadster มีรุ่นที่นั่ง 2 ที่นั่ง สำหรับรุ่นที่แนะนำได้แก่ 2021 Audi TT Roadster 45 TFSI quattro S line และ 2020 Audi TT Roadster 2.0 45 TFSI Quattro S line ซึ่งทั้งสองรุ่นนี้เป็นรุ่น 2 ที่นั่ง นอกจากรุ่น 2 ที่นั่งแล้ว Audi TT ยังมีรุ่นที่นั่ง 4 ที่นั่งด้วย แต่เบาะหลังมีพื้นที่จำกัด ไม่เหมาะสำหรับผู้ใหญ่ที่นั่งเป็นเวลานาน เหมาะกับคนตัวเล็กหรือเด็กมากกว่า รุ่น 2 ที่นั่งจะไม่มีเบาะหลัง เหมาะสำหรับผู้ที่เน้นประสบการณ์การขับขี่เป็นหลัก หากคุณขับคนเดียวหรือมีผู้โดยสารเพียงหนึ่งคน รุ่น 2 ที่นั่ง Audi TT Roadster เป็นตัวเลือกที่ดี แต่หากต้องการพาผู้โดยสารหลายคนบ้าง รุ่น 4 ที่นั่งจะใช้งานได้สะดวกกว่า
Q
Audi TT Roadster มีความน่าเชื่อถือหรือไม่
Audi TT Roadster เป็นรถยนต์ที่เชื่อถือได้ด้วยระบบความปลอดภัยชั้นยอดติดตั้งระบบควบคุมเสถียรภาพรถช่วยป้องกันการสูญเสียการควบคุมและลื่นไถลเพิ่มความมั่นคงในการขับขี่ นอกจากนี้ยังมีระบบตรวจสอบความดันลมยางช่วยให้ผู้ขับขี่ทราบสถานะลมยางแบบเรียลไทม์ป้องกันอันตรายจากลมยางผิดปกติ ถุงลมนิรภัยคู่หน้าให้การปกป้องสำคัญแก่ผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ด้านระบบเบรกมีประสิทธิภาพสูงลดการเสื่อมประสิทธิภาพเมื่อใช้งานหนัก Audi ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงทั้งระบบควบคุมวาล์ว ระบบควบคุมเกียร์และระบบควบคุมเบรก ช่วยให้กำลังเครื่องยนต์ไหลลื่นและเกียร์เปลี่ยนอย่างนุ่มนวลมอบประสบการณ์ขับขี่ที่ยอดเยี่ยม ภายในใช้วัสดุคุณภาพสูงดีไซน์โดดเด่นพร้อมเทคโนโลยีทันสมัยเพื่อความสะดวกสบายและความหรูหรา ดีไซน์ภายนอกเรียบง่ายแต่ดูมีสไตล์และโดดเด่น พร้อมบริการก่อนและหลังการขายที่ครบครัน
Q
รถ Audi TT Roadster มีแรงม้าเท่าไหร่
Audi TT รุ่นเปิดประทุนมีเครื่องยนต์หลากหลายกำลังแรงต่างกัน เครื่องยนต์ 2.0T ทั่วไปมีบางรุ่นให้กำลังสูงสุด 230 แรงม้า บางรุ่นสูงสุด 228 แรงม้า เช่น เครื่องยนต์ 2.0T บางรุ่นสามารถให้กำลังสูงสุด 147 กิโลวัตต์ หรือประมาณ 200 แรงม้า ที่รอบเครื่อง 5100 ถึง 6000 รอบต่อนาที นอกจากนี้ยังมีรุ่นเครื่องยนต์ 3.2L V6 ที่เคยเปิดตัวซึ่งให้กำลังสูงถึง 250 แรงม้า รุ่นเปิดประทุนของ Audi TT ในแต่ละปีมีการปรับจูนเครื่องยนต์และพัฒนาเทคโนโลยีจึงมีแรงม้าแตกต่างกันไป การมีตัวเลือกกำลังแรงต่าง ๆ เหล่านี้ช่วยตอบโจทย์ความต้องการด้านพละกำลังและความสนุกในการขับขี่ที่หลากหลาย ทำให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสประสบการณ์ที่ไม่เหมือนกันในแต่ละสถานการณ์
Q
ความแตกต่างระหว่าง Audi TT coupe และ roadster คืออะไร
Audi TT Coupe เป็นรถสปอร์ตคูเป้หลังคาแข็ง 2 ประตูโดยปกติมี 4 ที่นั่งแม้ว่าพื้นที่เบาะหลังอาจจะแคบ ส่วนรุ่น Convertible เป็นหลังคาผ้าเปิดประทุนมี 2 ที่นั่ง ด้านสมรรถนะรุ่นเปิดประทุนจะมีน้ำหนักรถเพิ่มขึ้นจากระบบเปิดหลังคาทำให้เร่งความเร็วได้ช้ากว่ารุ่นคูเป้ เช่น รุ่น 2020 Audi TT Roadster 2.0 45 TFSI Quattro S line มีอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ประมาณ 5.6 วินาที ส่วนรุ่นหลังคาแข็งอาจจะเร็วกว่านี้ ในแง่ดีไซน์รุ่น Coupe มีเส้นสายตัวถังที่ลื่นไหลและแข็งแรง ส่วนรุ่น Convertible มอบประสบการณ์ขับขี่เปิดประทุนและมุมมองเปิดกว้าง หลังคาผ้าใช้เวลาเปิดปิดเพียง 10 วินาทีและสามารถทำงานได้ที่ความเร็วสูงสุด 50 กม./ชม. ทั้งสองรุ่นใช้เครื่องยนต์ 2.0 TFSI เทอร์โบ 4 สูบ ให้กำลังแรงขับที่ดีไม่แตกต่างกันมาก
Q
Audi TT Roadster เป็นรถที่ดีหรือไม่
Audi TT Roadster เป็นรถยนต์ที่น่าสนใจด้วยดีไซน์โดดเด่นหลังคาผ้าเปิดปิดได้ในเวลาเพียง 10 วินาทีและสามารถทำงานได้ขณะขับขี่ที่ความเร็วถึง 50 กม./ชม. มอบบรรยากาศการขับขี่แบบอิสระ ในด้านสมรรถนะรถมีความเร็วสูงสุดถึง 250 กม./ชม. ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 2.0 TFSI พร้อมเกียร์อัตโนมัติและระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ quattro ให้พละกำลังและการยึดเกาะถนนที่ยอดเยี่ยม สามารถเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาประมาณ 5.5 วินาที ระบบควบคุมการเลี้ยวอัจฉริยะช่วยเพิ่มความมั่นคงในการเข้าโค้ง ระบบช่วงล่างมาตรฐานให้ความนุ่มนวลลดแรงสั่นสะเทือนและควบคุมการโคลงตัวได้ดี ภายในติดตั้งถุงลมนิรภัยคู่หน้าและสัญญาณเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยเพื่อความปลอดภัย ราคาอยู่ระหว่าง 3.6 ถึง 3.699 ล้านบาท หากคุณต้องการความสนุกในการขับขี่และประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร Audi TT Roadster คือทางเลือกที่ควรพิจารณา
Q
ราคาอาวดี้ TT Roadster เท่าไหร่
Audi TT Roadster มีหลายรุ่นตามปีที่ผลิต โดยมีระดับราคาที่แตกต่างกัน เช่น รุ่นปี 2021 Audi TT Roadster 45 TFSI quattro S line ราคา 3699000 บาท และรุ่นปี 2020 Audi TT Roadster 2.0 45 TFSI Quattro S line ราคา 3600000 บาท ซึ่งราคารถยนต์อาจผันผวนตามปัจจัยหลายด้าน เช่น ความต้องการของตลาด ความแตกต่างด้านอุปกรณ์ หรือแคมเปญส่งเสริมการขายต่างๆ เมื่อต้องการซื้อรถ แนะนำให้สอบถามข้อมูลจากผู้จำหน่ายในพื้นที่เพื่อให้ได้ราคาที่แม่นยำที่สุด เนื่องจากรุ่นที่มีอุปกรณ์และระบบขับเคลื่อนต่างกันจะมีผลต่อราคา ผู้ซื้อควรเลือกให้เหมาะกับความต้องการและงบประมาณของตนเอง
  • รถยอดนิยม

  • รุ่นปีรถยนต์

  • เปรียบเทียบรถยนต์

  • รูปภาพรถ

ข้อดี

ขนาดของยานพาหนะเหมาะสม, ใช้ได้ดีกับประชาชนทั่วไป
ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ได้รับการปรับปรุง, พลังงานที่ทรงพลัง
มีระบบขับเคลื่อน Quattro AWD, ประสิทธิภาพของชาสยอดเยี่ยม
ระบบส่วนที่ขับขี่เสมือนจริงมีความละเอียดสูง, ฟังก์ชันที่หลากหลาย
มีเทคโนโลยีช่วยในการขับขี่หลายรูปแบบ
กล่องเกียร์อัตโนมัติตอบสนองได้รวดเร็ว

ข้อเสีย

ช่องว่างแคบที่ที่นั่งด้านหลังไม่สบาย
ไม่มีหน้าจอสัมผัสตรงกลางในรถ, ระบบแอร์ไม่ทันสมัย
สำหรับผู้ขับที่ชอบการเปลี่ยนเกียร์ด้วยมือ, การเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัตินั้นไม่สนุก
ยากที่จะใช้พลังงานได้อย่างเต็มที่ในสภาพแวดล้อมที่มีการจำกัดความเร็วในเมือง
ราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 400 ล้าน, การตั้งค่าความปลอดภัยค่อนข้างน้อย

Q&A ล่าสุด

Q
Offroading คือกิจกรรมที่ขับรถยนต์หรือยานพาหนะผ่านเส้นทางที่ไม่ได้ใช้สัญจรทั่วไป เช่น ทางลูกรัง ทางโคลน ทางทะเลทราย หรือพื้นที่ที่มีภูมิประเทศขรุขระ รวมถึงป่าเขา ซึ่งไม่เหมาะกับการขับขี่บนถนนปกติ โดยกิจกรรมนี้มักจะต้องใช้ยานพาหนะที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับการขับขี่ในสภาพเส้นทางที่ท้าทาย เช่น รถโฟร์วิลหรือรถที่มีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ
การขับขี่แบบออฟโรดเป็นกิจกรรมที่ต้องใช้ยานพาหนะเฉพาะทาง และในตลาดมีรถยนต์สมรรถนะสูงหลากหลายรุ่นให้เลือกเพื่อให้เหมาะกับภูมิประเทศและความต้องการที่แตกต่างกัน Jeep Wrangler Rubicon 4xe ด้วยระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบพาร์ทไทม์ Rock-Trac และแรงบิดไฟฟ้าล้วน 470 Nm โดดเด่นในการปีนป่ายหินและภูมิประเทศสุดขั้ว ทำให้เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการขับขี่แบบออฟโรดสุดขีด Toyota Land Cruiser 300 series มีชื่อเสียงในด้านเครื่องยนต์ V6 3.5T และเฟืองท้าย Torsen ถังน้ำมันขนาด 94 ลิตร และระยะทาง 1000 กม. ทำให้เหมาะสำหรับการเดินทางไกล สำหรับผู้ที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า รุ่นไฮบริด Tank 300 Hi4-T มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยเพียง 2.1 ลิตร/100 กม. พร้อมแรงบิดที่เพิ่มขึ้น 2.64 เท่าในโหมด 4L ทำให้ประหยัดน้ำมันและมีสมรรถนะการขับขี่แบบออฟโรดที่สมดุล Mercedes-Benz G-Class ผสมผสานความหรูหราเข้ากับความสามารถในการขับขี่แบบออฟโรดขั้นสุดยอด เครื่องยนต์ V8 4.0T และความสามารถในการลุยน้ำลึก 700 มม. ทำให้รถคันนี้เหมาะสำหรับผู้ใช้งานที่ต้องการคุณภาพสูง สำหรับการใช้งานออฟโรดที่ไม่หนักมากนัก Suzuki Jimny ด้วยโครงสร้างตัวถังแบบ Body-on-frame และฐานล้อสั้น จึงสามารถทำงานได้ดีเยี่ยมในพื้นที่แคบๆ นอกจากนี้ Beijing BJ40 Huanta Champion Edition ที่มีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ Part-time และระบบล็อกเฟืองท้ายสามจุด ยังเป็นตัวเลือกที่ดีเยี่ยมสำหรับผู้ที่มีงบประมาณจำกัดแต่ต้องการความสามารถในการขับขี่ออฟโรดที่แข็งแกร่ง เมื่อเลือกซื้อรถออฟโรด ควรพิจารณาถึงงบประมาณ สถานการณ์การใช้งาน และคุณลักษณะของรถอย่างรอบด้าน ตัวอย่างเช่น Jeep Wrangler เหมาะสำหรับการปีนป่ายในสภาพสุดขั้ว Land Cruiser เหมาะสำหรับการเดินทางไกล ในขณะที่รุ่นไฮบริดอย่าง Tank 300 Hi4-T เหมาะสำหรับผู้ใช้งานที่ต้องการความสมดุลระหว่างการเดินทางในชีวิตประจำวันและการขับขี่ออฟโรดในวันหยุดสุดสัปดาห์
Q
OHV คืออะไร?
OHV เป็นชื่อย่อของ Overhead Valve หรือในภาษาไทยเรียกว่า วาล์วเหนือหัว ซึ่งเป็นรูปแบบการจัดวางวาล์วของเครื่องยนต์ โดยมีลักษณะว่าวาล์วตั้งอยู่ที่ส่วนบนของกระบอกสูบ แต่จะถูกขับเคลื่อนโดยลูกเบี้ยวที่อยู่ด้านข้างกระบอกสูบผ่านก้านดันและคันโยก การออกแบบนี้ยังคงถูกใช้ในรถยนต์คลาสสิกและรถแต่งที่พบได้ทั่วไปในประเทศไทย เช่น มอเตอร์ไซค์ยามาฮา SR400 ที่ยังคงใช้เทคโนโลยีแบบดั้งเดิม ซึ่งเครื่องยนต์สูบเดียวระบายความร้อนด้วยอากาศของรุ่นนี้ใช้โครงสร้าง OHV ที่มีโครงสร้างเรียบง่าย ทนทาน และค่าบำรุงรักษาต่ำ เหมาะสำหรับสภาพอากาศร้อนชื้น ข้อดีของเครื่องยนต์ OHV คือให้แรงบิดสูงที่รอบต่ำ เหมาะกับสภาพถนนที่เป็นภูเขาและชนบทที่ซับซ้อนของประเทศไทย แต่ข้อเสียคือประสิทธิภาพที่รอบสูงต่ำกว่าและมีเสียงดังกับการสั่นสะเทือนมากกว่า ในเครื่องยนต์ดีเซล โครงสร้าง OHV มักถูกใช้ในเครื่องยนต์สูบเดียวหรือขนาดเล็กของรถกระบะและเครื่องจักรการเกษตร เช่น เครื่องยนต์ดีเซลสูบเดียวที่แต่งเพิ่มซึ่งพบได้ทั่วไปในประเทศไทย มักใช้การออกแบบนี้เนื่องจากทนทานและมีอะไหล่ใช้ร่วมกันได้ง่าย เมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้า รถยนต์โดยสารสมัยใหม่ส่วนใหญ่หันมาใช้ระบบ DOHC (ลูกเบี้ยวคู่เหนือหัว) ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า แต่ OHV ยังคงมีประโยชน์ในบางสาขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งตรงกับความต้องการของผู้บริโภคไทยที่เน้นความประหยัดและง่ายต่อการซ่อมบำรุง
Q
ความแตกต่างระหว่าง ATV กับ SxS คืออะไร?
ATV (รถจักรยานยนต์ทุกภูมิประเทศ) และ SxS (รถสองที่นั่งขนาน) เป็นรถออฟโรดที่พบบ่อยสองประเภท โดยความแตกต่างหลักอยู่ที่โครงสร้างการออกแบบและการใช้งาน ATV ใช้เบาะแบบรถจักรยานยนต์และมือถือพวงมาลัยในการควบคุมทิศทาง โดยปกติออกแบบสำหรับขับขี่คนเดียวหรือสองคนนั่งแบบหน้า-หลัง เหมาะสำหรับการขับขี่ผ่านภูมิประเทศที่ซับซ้อนได้อย่างคล่องตัว เช่น ป่าไม้ หาดทราย เป็นต้น ตัวรถที่เบาและความคล่องตัวสูงทำให้เป็นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับการสำรวจกลางแจ้งและการขนส่งระยะสั้น SxS ใช้พวงมาลัยและโครงสร้างเบาะนั่งขนาน มีล้อ 4 ถึง 6 ล้อ ให้ประสบการณ์ขับขี่ที่มั่นคงกว่าและพื้นที่นั่งสำหรับผู้โดยสารที่กว้างขวางกว่า (ปกติสามารถรองรับผู้โดยสารได้ 2-6 คน) พร้อมทั้งมีความสามารถในการบรรทุกสินค้าที่ดีกว่า เหมาะสำหรับการใช้งานเชิงพาณิชย์ เช่น การรับส่งในรีสอร์ท งานในฟาร์ม หรือภารกิจกู้ภัย จากมุมมองการใช้งานในตลาด ATV จะเน้นไปที่ความบันเทิงส่วนบุคคลมากกว่า (เช่น การแข่งรถ การล่าสัตว์) ในขณะที่ SxS เนื่องจากมีความหลากหลายในการใช้งาน ทำให้มีสัดส่วนในภาคธุรกิจสูงกว่า (58.27%) เช่น การดำเนินการในสถานที่ท่องเที่ยวหรือการขนส่งทางอุตสาหกรรม ในแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้าปัจจุบัน ทั้งสองประเภทต่างมุ่งพัฒนาสู่เทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่ SxS เนื่องจากมีข้อได้เปรียบด้านพื้นที่ จึงสามารถติดตั้งแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ได้ง่ายกว่า ในขณะที่ ATV จะเน้นการขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าที่มีน้ำหนักเบา แบรนด์ชั้นนำเช่น Polaris, Honda และ Yamaha Motor ต่างมีรถทั้งสองประเภทนี้ ในด้านราคา SxS เนื่องจากมีระบบที่ซับซ้อนกว่า จึงมักมีราคาสูงกว่า ATV แต่การเลือกที่เหมาะสมจะขึ้นอยู่กับรุ่นและวัตถุประสงค์การใช้งาน
Q
คำว่า "UTV" ย่อมาจากอะไร?
UTV เป็นคำย่อของ Utility Terrain Vehicle ซึ่งแปลว่า ยานพาหนะอเนกประสงค์สำหรับทุกสภาพภูมิประเทศ หรือ ยานพาหนะสำหรับเกษตรกร ปรัชญาการออกแบบหลักคือการสร้างสมดุลระหว่างความอเนกประสงค์และความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับภูมิประเทศที่ซับซ้อน ยานพาหนะเหล่านี้มักมีตัวถังไฟเบอร์กลาส ระบบกันสะเทือนแบบอิสระ (ระบบกันสะเทือนหน้าแบบปีกนกคู่) และการจัดวางเครื่องยนต์แบบแยกส่วน เพื่อให้มั่นใจถึงเสถียรภาพและความสะดวกสบายในการขับขี่ เพลาหลังรวมเอาเฟืองท้ายและกลไกการเปลี่ยนเกียร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรับน้ำหนักและการบังคับเลี้ยว การใช้งานหลัก ได้แก่ การเกษตร (เช่น การขนส่งสินค้าและการฉีดพ่น) การพักผ่อนหย่อนใจ (การขับรถออฟโรดบนชายหาด การล่าสัตว์) การกู้ภัยฉุกเฉิน (การดับเพลิง การบรรเทาภัยพิบัติ) และงานเฉพาะทาง (การลาดตระเวนทางทหาร การขนส่งบนหิมะ) ในตลาดไทย UTV ได้กลายเป็นเครื่องมือที่ใช้งานได้จริงสำหรับฟาร์มและสถานที่ท่องเที่ยว เนื่องจากมีการออกแบบแบบโมดูลาร์ (เช่น กระบะบรรทุกด้านหลัง) และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ (รองรับการสลับระบบขับเคลื่อนสองล้อ/สี่ล้อแบบอิเล็กทรอนิกส์) ขนาดเครื่องยนต์ตั้งแต่ 800 ซีซี ถึง 1000 ซีซี สามารถตอบสนองความต้องการในการบรรทุกที่แตกต่างกันได้ ควรทราบว่าคำย่อ UTV มีความหมายแตกต่างกันในแต่ละสาขา เช่น ในแวดวงธุรกิจ "Utility, Technology, Value" หรือในชื่อองค์กร "Uninspected Towing Vessel" แต่ในแวดวงยานยนต์นั้น หมายถึงรถยนต์ออฟโรดโดยเฉพาะ
Q
ยานพาหนะ ATV คืออะไร?
ATV เป็นคำย่อของ All-Terrain Vehicle ซึ่งเป็นยานยนต์แบบเปิดประทุนที่มีที่นั่งเดียวหรือสองที่นั่ง ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับภูมิประเทศที่ซับซ้อน โดยทั่วไปจะมีล้อกว้างสามถึงสี่ล้อที่มีแรงดันต่ำเพื่อเพิ่มแรงยึดเกาะและความเสถียร เบาะนั่งแบบคร่อมและแฮนด์แบบมอเตอร์ไซค์นั้นได้มาจากโครงสร้างทางเทคนิคของรถจักรยานยนต์สองล้อ ยานพาหนะเหล่านี้ทำงานได้ดีเยี่ยมบนพื้นผิวที่ไม่เรียบ เช่น ทราย โคลน ทุ่งหิมะ และภูเขา โดยหลักๆ แล้วแบ่งออกเป็นรุ่นสปอร์ตที่เน้นความคล่องตัว (เช่น รุ่นแข่งขับเคลื่อนล้อหลัง) และรุ่นเกษตรกรรม/วิศวกรรมที่เน้นการใช้งานจริง (เช่น รุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อหรือหกล้อสำหรับงานหนัก) รุ่นหลังนี้ใช้กันอย่างแพร่หลายในการขนส่งทางการเกษตร การลาดตระเวนป่าไม้ และภารกิจกู้ภัย ในด้านความปลอดภัย แม้ว่า ATV จะมีโอกาสพลิกคว่ำน้อยกว่ารถจักรยานยนต์เนื่องจากมีล้อหลายล้อ แต่เนื่องจากน้ำหนักที่มากกว่าจึงมีอัตราการเกิดอุบัติเหตุและการบาดเจ็บสูงกว่า ดังนั้นจึงแนะนำให้สวมอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม ในตลาดท้องถิ่น แบรนด์หลักๆ เช่น ฮอนด้าและยามาฮ่า มีรถเอทีวีให้เลือกหลายรุ่น ราคาประมาณ 150,000 ถึง 500,000 บาท การเลือกซื้อควรพิจารณาจากวัตถุประสงค์การใช้งาน (เช่น การพักผ่อนหย่อนใจหรืองานเกษตรกรรม) และสภาพภูมิประเทศ รวมถึงต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เช่น การต้องมีป้ายทะเบียนสำหรับบางรุ่นเพื่อให้สามารถขับขี่บนท้องถนนได้อย่างถูกกฎหมาย
ดูเพิ่มเติม