Q

"Chevy Trailblazer 2020 มีความน่าเชื่อถือมากแค่ไหน?"

ความน่าเชื่อถือของ Chevrolet Trailblazer ปี 2020 นั้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยสำหรับรถในระดับเดียวกัน ในช่วงแรก อัตราการเสียค่อนข้างต่ำภายใน 2-12 เดือน โดยปัญหาที่พบบ่อยส่วนใหญ่เป็นเรื่องเล็กน้อย เช่น เสียงดังจากแผงประตู ระบบช่วยจอดรถทำงานผิดปกติ การควบคุมช่องแอร์ไม่ค่อยสะดวก และเสียงดังจากระบบเกียร์เป็นบางครั้ง ปัญหาเล็กน้อยเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการขับขี่โดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ แม้หลังจากใช้งานไปสิบปี ปัญหาเล็กน้อยเหล่านี้ก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพการทำงานพื้นฐานของรถอย่างมีนัยสำคัญ เจ้าของบางรายรายงานว่าโครงสร้างตัวถังของรถแข็งแรง ทนทานต่อความเสียหายจากการชนเล็กน้อยได้ดี จากข้อมูลขององค์กรทดสอบความปลอดภัยในการชนที่น่าเชื่อถือ รถคันนี้มีประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยในการชนที่ดี ให้ความปลอดภัยที่เชื่อถือได้สำหรับผู้โดยสาร นอกจากนี้ รถยังมีแชสซีที่แข็งแรง การควบคุมที่คล่องตัว และประหยัดน้ำมันได้ตามที่คาดไว้ แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพโดยรวมที่เสถียร แนะนำให้บำรุงรักษาเป็นประจำ โดยเน้นที่ส่วนประกอบที่มักมีปัญหาเล็กน้อย เช่น ระบบเกียร์และระบบปรับอากาศ เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือในระยะยาวและยืดอายุการใช้งานของรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ข้อความพิเศษ: เนื้อหานี้โพสต์โดยผู้ใช้ และไม่ได้แสดงถึงมุมมองและจุดยืนของ PCauto

Q&A เกี่ยวข้อง

Q
รถ Trailblazer รุ่นปี 2020 มีลักษณะอย่างไร?
Chevrolet Trailblazer 2020 เป็น SUV ระดับ D 7 ที่นั่ง มีให้เลือก 3 รุ่น ได้แก่ 2.5L VGT LT 4x2 AT, 2.5L VGT LTZ 4x2 AT และ 2.5L VGT LTZ 4x4 AT โดยมีราคาขายอยู่ที่ 1,140,000 บาท, 1,280,000 บาท และ 1,380,000 บาท ตามลำดับ ขนาดตัวถัง 4887×1902×1848 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2845 มิลลิเมตร ช่วงล่างสูงขั้นต่ำ 219 มิลลิเมตร ความจุถังน้ำมัน 76 ลิตร ใช้ยางขนาด 255/65 R17 และเกียร์อัตโนมัติ ระบบขับเคลื่อนใช้เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบชาร์จ Duramax 2.5L พร้อมเทคโนโลยี VGT ให้กำลังสูงสุด 180 แรงม้า (ที่ 3600 รอบ/นาที) แรงบิดสูงสุด 440 นิวตัน-เมตร (ที่ 2000 รอบ/นาที) อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงตามมาตรฐาน 8.3 ลิตร/100 กิโลเมตร อุปกรณ์มาตรฐานรวมถึงระบบแจ้งเตือนเมื่อไม่คาดเข็มขัดนิรภัย บางรุ่นมีระบบเข้า-ออกรถแบบไร้กุญแจ ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์แบบไร้กุญแจ ใบปัดน้ำฝนอัตโนมัติ กระจกมองหลังป้องกันแสงสะท้อนอัตโนมัติ กล้องถอยหลัง และระบบมัลติมีเดีย MyLink ที่รองรับ Apple CarPlay และ Siri Eyes Free สำหรับรุ่น LTZ มีชุดแต่ง Perfect Edition II ให้เลือก (ประกอบด้วยกันชนหน้า กันชนหลัง สปอยเลอร์หลัง บังโคลน และซุ้มล้อสีดำ) ราคา 23,855 บาท เพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคล การจัดวางที่นั่งแบบ 2+3+2 สำหรับ 7 ที่นั่ง เหมาะสำหรับทั้งการใช้ในครอบครัวและการขับขี่ในเมือง พร้อมสมรรถนะออฟโรดที่ยอดเยี่ยม สามารถรับมือกับสภาพถนนหลากหลายประเภทได้
Q
รถเชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ปี 2020 นั่งสบายสำหรับการเดินทางไกลหรือไม่?
Chevrolet Trailblazer ปี 2020 เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเดินทางไกล มันมีพื้นที่ขับขี่และนั่งอาศัยที่กว้างขวาง ระยะแกนล้อ 2845 มิลลิเมตร และออกแบบเป็นโครงร่าง 7 ที่นั่ง สามารถรองรับผู้คนหลายคนได้อย่างง่ายดาย พร้อมทั้งให้พื้นที่เก็บกระเป๋าเดินทางเพียงพอ เพื่อตอบสนองความต้องการเก็บของในการเดินทางไกล การออกแบบที่นั่งสอดคล้องกับวิศวกรรมมนุษย์ มีการสนับสนุนดี ร่วมกับผลการกันเสียงที่ยอดเยี่ยม สามารถบรรเทาการเหนื่อยล้าในการนั่งเป็นเวลานานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในด้านพลังงาน เครื่องยนต์ดีเซล 2.5 ลิตรจับคู่กับเกียร์ออโต้ ผลการส่งออกพลังงานมั่นคง และการใช้น้ำมันคงอยู่ที่ 8.3 ลิตร/100 กิโลเมตร ปริมาตรถังน้ำมัน 76 ลิตร สามารถให้ระยะทางในการเดินทางที่ยาวนาน ลดจำนวนครั้งในการเติมน้ำมันระหว่างทาง นอกจากนี้ ยานพาหนะยังติดตั้งอุปกรณ์ความปลอดภัยหลายรายการ เช่น คำเตือนไม่สวมสายรัดเอว บางรุ่นยังมีระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะ สามารถจัดการกับเส้นทางที่ซับซ้อนได้ เพื่อให้การรับประกันที่ไว้ใจได้ในการเดินทางไกล ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางของครอบครัวหรือการเดินทางป่า มันสามารถพึ่งพาประสบการณ์การขับขี่ที่สบายและประสิทธิภาพที่มั่นคง เพื่อเป็นตัวเลือกอุดมคติสำหรับการเดินทางไกล
Q
รถ Trailblazer รุ่นปี 2020 มีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ (AWD) หรือไม่?
รุ่น Chevrolet Trailblazer ปี 2020 มีเวอร์ชันที่ติดตั้งระบบขับเคลื่อนทุกล้อ (AWD) เช่น รุ่น LTZ 4x4 AT ที่ใช้ระบบขับเคลื่อนทุกล้อ ในขณะที่รุ่น LT 4x2 AT และ LTZ 4x2 AT เป็นระบบขับเคลื่อนสองล้อ รถในซีรีส์นี้เป็น SUV ซีเกมेंต์ D แบบ 5 ประตู 7 ที่นั่ง ติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.5L ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ มีระยะห่างจากพื้นรถขั้นต่ำ 219 มิลลิเมตร ความจุถังน้ำมัน 76 ลิตร อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงตามมาตรฐาน 8.3 ลิตร/100 กิโลเมตร และมีระบบเตือนเมื่อไม่คาดเข็มขัดนิรภัยเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน โดยรุ่น LTZ 4x4 AT ที่ติดตั้งระบบขับเคลื่อนทุกล้อ มีราคา 1,380,000 บาท ซึ่งมอบทางเลือกที่ตอบโจทย์สภาพถนนที่หลากหลายให้กับผู้ใช้ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางในเมืองหรือการเผชิญกับสภาพถนนที่ซับซ้อน ก็สามารถตอบสนองความต้องการในการขับขี่ได้อย่างเหมาะสม
Q
2020 Trailblazer เป็น SUV ที่ดีหรือไม่?
Chevrolet Trailblazer ปี 2020 เป็น SUV ที่มีประสิทธิภาพดี เหมาะสำหรับการใช้ในครอบครัวและสถานการณ์การเดินทางที่หลากหลาย รุ่นนี้มีโครงสร้างแบบ 7 ที่นั่ง ความยาวฐานล้อ 2845 มิลลิเมตร พื้นที่เก็บสัมภาระปกติสามารถบรรจุกระเป๋าเดินทางได้ 2 ใบ ซึ่งตอบสนองความต้องการในการเก็บของประจำวันและการเดินทางช่วงวันหยุด โครงสร้างตัวรถมีความแข็งแรงมั่นคง ให้การป้องกันที่เชื่อถือได้ขณะขับขี่ ด้านการขับขี่ พวงมาลัยมีความหนักเบาที่เหมาะสม ควบคุมง่ายทั้งในการเปลี่ยนเลนในเมืองและขับบนถนนสภาพไม่ดีในเขตชานเมือง แกนล่างแข็งแรงและมีประสิทธิภาพในการดูดซับแรงสั่นสะเทือน ทำให้สามารถรับมือกับสภาพถนนในชนบทหรือถนนขรุขระในประเทศไทยได้ดี เครื่องยนต์ดีเซล 2.5L VGT ให้กำลังเพียงพอ เมื่อทำงานคู่กับเกียร์อัตโนมัติ ทำให้สามารถใช้งานได้ทั้งการขับขี่ประจำวันและการเดินทางไกล มีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ดี ในสภาพถนนปกติสามารถควบคุมอัตราการใช้น้ำมันอยู่ในระดับประหยัด ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการด้านเศรษฐกิจเชื้อเพลิงของผู้ใช้รถในประเทศไทย ภายในรถมีการพัฒนาอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับรุ่นก่อน ใช้วัสดุหุ้มแบบนุ่มและเส้นเย็บที่ประณีตมากขึ้น ลดความรู้สึกหยาบของรถใช้งาน จอแสดงผลขนาดใหญ่และปุ่มควบคุมระบบปรับอากาศใช้งานสะดวก ราคาอยู่ในช่วง 1,140,000-1,380,000 บาท มีความคุ้มค่าที่ดี นอกจากนี้บางรุ่นยังติดตั้งระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ช่วยเพิ่มความสามารถในการรับมือกับสภาพถนนที่ซับซ้อน โดยรวมแล้วเป็นรถ SUV ที่น่าสนใจ
Q
“รถเชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ ปี 2020 จอดง่ายไหม?”
รถยนต์ Chevrolet Trailblazer ปี 2020 มีขนาดค่อนข้างใหญ่ (ยาว 4887 มม. และกว้าง 1902 มม.) ทำให้มีรัศมีวงเลี้ยวที่กว้างขึ้นเมื่อจอดรถในเขตเมือง ผู้ขับขี่จำเป็นต้องปรับพวงมาลัยล่วงหน้าเพื่อให้การจอดรถราบรื่น อย่างไรก็ตาม รุ่นนี้ติดตั้งกล้องมองรอบทิศทาง 4 ตัวและเรดาร์อัลตราโซนิก 8 ตัว (ด้านหน้าและด้านหลัง) ช่วยลดจุดบอดได้อย่างมีประสิทธิภาพและช่วยให้ผู้ขับขี่สังเกตสภาพแวดล้อมได้อย่างชัดเจน จึงช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการจอดรถ สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือ รุ่นนี้ไม่มีฟังก์ชันจอดรถอัตโนมัติ ต้องจอดรถด้วยตนเอง นอกจากนี้ แม้ว่าที่จอดรถในห้างสรรพสินค้าและโรงแรมส่วนใหญ่ในประเทศไทยจะมีพื้นที่กว้างขวาง และบางแห่งมีที่จอดรถฟรี ซึ่งช่วยลดความยากลำบากในการจอดรถได้ในระดับหนึ่ง แต่ผู้ขับขี่ยังคงต้องมีทักษะการจอดรถที่ดีเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ซับซ้อนในพื้นที่แคบหรือแออัด เช่น ในใจกลางกรุงเทพฯ
Q
รถ Trailblazer รุ่นปี 2020 ขับดีในหิมะหรือไม่?
Trailblazer ปี 2020 มีประสิทธิภาพที่ดีในที่มีหิมะ ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบทันที (โหมด AWD) ที่ติดตั้งมาสามารถปรับปรุงความสามารถในการผ่านพื้นที่ได้ เมื่อเปิดใช้งานจะสามารถแจกจ่ายแรงขับเคลื่อนไปยังล้อหลังได้อย่างรวดเร็ว จัดการกับสถานการณ์เช่นลื่นขึ้นเนินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบเสถียรภาพอิเล็กทรอนิกส์ (รวมถึง ABS ป้องกันล้อล็อก ควบคุมแรงดึง และควบคุมเสถียรภาพของรถ) จะแทรกแซงการส่งกำลังตามการลื่นไถลของยางและแนวโน้มการเคลื่อนที่ของรถ เพื่อให้รถเคลื่อนที่ไปอย่างมั่นคง นอกจากนี้ โหมดหิมะสามารถลดแรงบิดเริ่มต้น ชะลอการเปลี่ยนเกียร์ขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงการลื่นไถล และยาง AT All-Terrain ยังช่วยเพิ่มการยึดเกาะบนพื้นหิมะได้ การตั้งค่าระบบช่วงล่างแม้จะค่อนข้างแข็ง แต่เมื่อขับบนหิมะจะช่วยรักษาความรู้สึกกระชับของรถ ป้องกันการโคลงเคลงซ้ายขวาหรือการโคลงเคลงมากเกินไปเมื่อเข้าโค้ง การรวมกันของระบบเหล่านี้ทำให้รถสามารถรับมือกับถนนในเมืองที่มีหิมะหรือถนนนอกเมืองที่ไม่ได้กำจัดหิมะได้อย่างมั่นใจ ตอบสนองความต้องการการขับขี่ในสภาพหิมะและน้ำแข็งในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปทำงานหรือการเดินทางระยะสั้นก็สามารถให้ประสบการณ์การขับขี่ที่มั่นคงได้
Q
ปัญหาทั่วไปของ Chevrolet Trailblazer รุ่นปี 2020 คืออะไร?
ปัญหาที่พบได้ทั่วไปใน Chevrolet Trailblazer ปี 2020 ได้แก่ เสียงดังจากแผงประตู ระบบช่วยจอดรถทำงานผิดปกติ ช่องระบายอากาศของเครื่องปรับอากาศอยู่ผิดตำแหน่ง เสียงดังจากระบบเกียร์ ระบบเสียงหรือระบบความบันเทิงที่เบาะหน้าทำงานผิดปกติ เสียงลมดังเกินไป ประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องปรับอากาศไม่เพียงพอ การเชื่อมต่อแบบแฮนด์ฟรีไม่เสถียร แรงเบรกไม่เพียงพอ และการใช้งานแตรที่ไม่สะดวก ปัญหาเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นปัญหาเล็กน้อยที่เกี่ยวข้องกับรายละเอียดเฉพาะจุดหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และโดยทั่วไปแล้วจะไม่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพโดยรวมของรถอย่างมีนัยสำคัญ อัตราการเสียค่อนข้างต่ำในรถใหม่ โดยอยู่ในช่วงกลางถึงล่างสำหรับอัตราการเสียภายใน 2-12 เดือน แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพที่ค่อนข้างคงที่ เมื่อรถมีอายุมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากสิบปี ปัญหาเล็กน้อยอาจปรากฏขึ้น แต่ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อการใช้งานปกติของรถ การทำความเข้าใจปัญหาทั่วไปเหล่านี้จะช่วยให้เจ้าของรถทำการบำรุงรักษาเชิงรุกในระหว่างการใช้งานประจำวัน และยังช่วยให้ผู้ซื้อที่มีศักยภาพสามารถประเมินสภาพของรถได้อย่างครอบคลุมและเลือกได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น
Q
รถเชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ ปี 2020 เป็นรถที่ดีหรือไม่?
Chevrolet Trailblazer ปี 2020 เป็นรถยนต์อเนกประสงค์ที่ครบครันในตลาดไทย ราคาอยู่ระหว่าง 1.14 ล้านถึง 1.38 ล้านบาท มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล 2.5 ลิตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ มีที่นั่ง 7 ที่นั่ง และฐานล้อ 2845 มม. ตอบโจทย์การเดินทางของครอบครัว ระยะห่างจากพื้น 219 มม. ยังช่วยให้ขับขี่บนเส้นทางออฟโรดได้ดี ความคิดเห็นจากผู้ใช้บ่งชี้ว่าความคล่องตัวในการขับขี่ของรถนั้นเกินความคาดหมาย พวงมาลัยสมดุลดี ควบคุมง่ายทั้งการเปลี่ยนเลนในเมืองและถนนขรุขระในชานเมือง ตัวถังแข็งแรงทนทาน ในกรณีหนึ่ง การชนเล็กน้อยทำให้รถอีกคันบุบ แต่ Trailblazer ได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อยที่สี อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเป็นมิตร โดยเฉลี่ย 9-10 ลิตร/100 กม. ในสภาพถนนที่ดี และสามารถลดลงได้อีกในโหมดประหยัด โดยความเร็วที่ประหยัดน้ำมันที่สุดบนทางหลวงคือระหว่าง 70-90 กม./ชม. ในแง่ของพื้นที่ ผู้โดยสารด้านหลังนั่งสบาย แต่เข่าอยู่ใกล้กับเบาะหน้า อาจทำให้เมื่อยล้าได้ในการเดินทางไกล ช่องเก็บสัมภาระท้ายรถสามารถใส่กระเป๋าเดินทางได้สองใบในรุ่นมาตรฐาน แต่พื้นที่ขยายได้ค่อนข้างจำกัด ภายในได้รับการปรับปรุงเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า โดยใช้วัสดุสัมผัสนุ่มและการเย็บที่เรียบร้อย ช่วยเพิ่มความรู้สึกหรูหรา แต่สัดส่วนของชิ้นส่วนพลาสติกยังคงค่อนข้างสูง นอกจากนี้ รูปลักษณ์แบบครอบครัวผสมผสานความสามารถในการขับขี่แบบออฟโรดที่แข็งแกร่งเข้ากับสไตล์เมือง แชสซีแข็งแรงและมีการลดแรงสั่นสะเทือนที่ดี กำลังเครื่องยนต์สามารถตอบสนองความต้องการในชีวิตประจำวันและการขับขี่แบบออฟโรด และคุณสมบัติด้านความปลอดภัย เช่น ระบบเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยก็ใช้งานได้จริง โดยรวมแล้ว เป็นรุ่นที่เหมาะสำหรับทั้งการใช้งานในครอบครัวและการขับขี่แบบออฟโรดเบาๆ
Q
รถ Chevrolet Trailblazer ราคาเท่าไหร่?
ในตลาดไทย Chevrolet Trailblazer มีราคาอยู่ที่ประมาณ 1-1.5 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับรุ่นและอุปกรณ์ที่เลือก โดยราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงจากโปรโมชั่นหรือส่วนลดของตัวแทนจำหน่าย SUV คันนี้ได้รับความนิยมจากคนไทยด้วยพื้นที่ภายในกว้างขวางและฟังก์ชั่นการใช้งานที่ตอบโจทย์ เหมาะสำหรับการเดินทางกับครอบครัวหรือขับขี่ในเมือง ประเทศไทยเป็นประเทศเขตร้อน Trailblazer ถูกออกแบบให้มีช่วงล่างสูงและระบบแอร์ที่ทำงานได้ดีในสภาพอากาศและถนนแบบไทย นอกจากนี้ยังประหยัดน้ำมันซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับผู้ใช้รถในไทย ถ้าคุณกำลังมองหา SUV นอกจากการดูเรื่องราคาแล้ว ลองเปรียบเทียบกับรุ่นอื่นๆ ในระดับเดียวกันอย่าง Honda CR-V หรือ Toyota Fortuner ซึ่งแต่ละคันมีจุดเด่นต่างกัน แนะนำให้ไปทดลองขับที่ตัวแทนจำหน่ายก่อนตัดสินใจ โดยดูจากความต้องการและงบประมาณส่วนตัว ตลาดไทยมีภาษีนำเข้ารถค่อนข้างสูง ดังนั้นรุ่นที่ผลิตในประเทศมักจะมีราคาที่แข่งขันได้กว่า ก่อนซื้อควรตรวจสอบว่ามีรุ่นที่ผลิตภายในประเทศให้เลือกหรือไม่
Q
เครื่องยนต์ของ Chevy Trailblazer คืออะไร?
Chevrolet Trailblazer ในตลาดไทยมาพร้อมกับตัวเลือกเครื่องยนต์ประสิทธิภาพสูง 2 แบบ รุ่นพื้นฐานติดตั้งเครื่องยนต์ 1.2 ลิตร เทอร์โบชาร์จ 3 สูบ ให้กำลัง 137 แรงม้าและแรงบิด 220 นิวตันเมตร ที่เหมาะกับการขับขี่ในเมืองด้วยความประหยัดน้ำมัน ส่วนรุ่นท็อปใช้เครื่อง 1.3 ลิตร เทอร์โบชาร์จ 3 สูบ กำลังสูงสุด 155 แรงม้า แรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 236 นิวตันเมตร คู่กับเกียร์ CVT ให้ความรู้สึกการขับที่ลื่นไหลกว่า เครื่องยนต์เทอร์โบขนาดเล็กทั้งสองรุ่นนี้ ตอบสนองความต้องการของตลาดไทยในด้านการปกป้องสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์พลังงาน และเหมาะอย่างยิ่งสำหรับสภาพการจราจรที่คับคั่งในกรุงเทพฯ เทคโนโลยีการปิดการทำงานของกระบอกสูบยังช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงได้อีกด้วย สิ่งที่น่าสนใจคือการปรับแต่งเครื่องยนต์ของ Trailblazer เวอร์ชันแบบไทยมุ่งเน้นไปที่แรงบิดที่ความเร็วต่ำ ซึ่งเข้ากันได้ดีกับสภาพแวดล้อมการขับขี่ของประเทศไทยที่มีทางลาดชันและการออกตัว-หยุดบ่อยครั้ง เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง Honda HR-V หรือ Toyota Corolla Cross ที่ก็ใช้ยุทธศาสตร์เครื่องยนต์เทอร์โบขนาดเล็กเช่นกัน แต่ Chevrolet ได้เปรียบด้วยระบบสตาร์ท-สต็อปอัตโนมัติมาตรฐานที่เพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมัน แนะนำให้ผู้บริโภคไทยเลือกรุ่นเครื่องยนต์ตามเส้นทางขับขี่ประจำวัน ถ้าต้องขับทางไกลบ่อยๆ อาจพิจารณารุ่น 1.3 ลิตรเป็นหลัก
  • รถยอดนิยม

  • รุ่นปีรถยนต์

  • เปรียบเทียบรถยนต์

  • รูปภาพรถ

ข้อดี

รูปลักษณ์มีเอกลักษณ์ หล่อแข็งแรง มีการตกแต่งรถที่สวยงามตั้งแต่ออกโรง
ภายในหรูหรา ง่ายต่อการใช้งานรูปแบบฟังก์ชันเหมาะสม จอสัมผัส 8 นิ้ว ฟังก์ชันครบครัน
การขับเครื่องยนต์สนุก 2.5 ลิตรเครื่องยนต์ จำนวน 2499 ล้านลิตร 180 ม้า การเร่งความเร็วในระดับความเร็วกลางและต่ำตอบสนองดี ให้ความเร็วได้เร็ว
มีระบบความปลอดภัยที่สมบูรณ์ พร้อมระบบ ABS หยุดเบรก, HSA ป้องกันการถอยรถเมื่อขับขึ้น, ARP ป้องกันการพลิกรถและระบบอื่น ๆ

ข้อเสีย

ระบบชั้นล่างค่อนข้างแข็ง, มีการเอียงเล็กน้อยเมื่อเลี้ยวด้วยความเร็วสูง
ศูนย์บริการหลังการขายลดลงเรื่อยๆ, การค้นหาศูนย์ที่ยังให้บริการเป็นเรื่องที่ยาก
ราคาขายรถมือสองลดลง, รักษาค่าไม่ดี, ปริมาณการลดลงคือ 30 - 50%

Q&A ล่าสุด

Q
ไฮบริดคาร์สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้เองระหว่างขับขี่หรือไม่?
รถยนต์ไฮบริดน้ำมัน-ไฟฟ้า (HEV) สามารถชาร์จแบตเตอรี่เองได้ในระหว่างการขับขี่จริงๆ โดยกลไกหลักคือการแปลงพลังงานจากเครื่องยนต์ในสถานะโหลดต่ำ และเทคโนโลยีกู้คืนพลังงานจลน์เมื่อเบรกเพื่อเสริมพลังงานไฟฟ้า แบตเตอรี่ของรถประเภทนี้ไม่จำเป็นต้องชาร์จจากแหล่งพลังงานภายนอก ในระหว่างการใช้งานปกติเครื่องยนต์จะขับเคลื่อนรถและจ่ายพลังงานบางส่วนให้กับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเพื่อชาร์จ ในขณะที่ระบบเบรกแบบรีเจนเนอเรทีฟจะแปลงพลังงานจลน์ที่สูญเสียไปเป็นไฟฟ้าเก็บไว้ ตัวอย่างเช่น รถ HEV อย่าง Toyota Corolla Altis Hybrid สามารถรักษาระดับแบตเตอรี่ได้ด้วยการกู้คืนพลังงานในช่วงเลื่อนไหล (coasting) โดยไม่จำเป็นต้องชาร์จเพิ่มเติมในสภาพการขับขี่ปกติ เพียงเติมน้ำมันเป็นประจำก็เพียงพอต่อความต้องการใช้งาน ข้อควรระวังคือหากรถขับเคลื่อนด้วยความเร็วต่ำเป็นเวลานานหรือไม่ใช้งาน อาจทำให้แบตเตอรี่เสื่อมสภาพ ในกรณีนี้แนะนำให้ชาร์จไฟผ่านช่องทางที่เหมาะสม ต่างจาก HEV รถยนต์ไฮบริดแบบเสียบชาร์จ (PHEV) แม้จะรองรับการชาร์จในระหว่างการขับขี่ แต่หลักแล้วต้องพึ่งพาสถานีชาร์จภายนอก ในขณะที่รถไฮบริดมาตรฐานด้วยการออกแบบระบบพลังงานที่สามารถหมุนเวียนได้เอง เหมาะสมสำหรับพื้นที่ที่มีโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จจำกัด ทั้งยังคงประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันและความสะดวกในการใช้งาน
Q
อะไรคือความแตกต่างระหว่างไฮบริดกับอีไฮบริด?
ความแตกต่างหลักระหว่างรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และรถยนต์ไฮบริด (HEV) อยู่ที่ 4 ด้าน ได้แก่ วิธีการชาร์จ ความจุแบตเตอรี่ สิทธิประโยชน์ทางนโยบาย และสถานการณ์การใช้งาน PHEV มีแบตเตอรี่ความจุสูง 15-30 kWh รองรับการชาร์จภายนอก และวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ 50-200 กิโลเมตร เหมาะสำหรับการเดินทางระยะสั้นโดยไม่สิ้นเปลืองเชื้อเพลิง สำหรับการเดินทางไกล จะเปลี่ยนไปใช้โหมดไฮบริดและได้รับสิทธิประโยชน์ทางนโยบายสำหรับรถยนต์พลังงานใหม่ เช่น ป้ายทะเบียนสีเขียวและการยกเว้นภาษีซื้อ ในทางกลับกัน รถยนต์ไฮบริด (HEV) มีแบตเตอรี่เพียง 1-2 kWh อาศัยเครื่องยนต์และการกู้คืนพลังงานจลน์เพื่อเติมพลังงาน ระยะทางการวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนน้อยกว่า 5 กิโลเมตร ไม่สามารถชาร์จภายนอกได้ และจัดอยู่ในประเภทรถยนต์ประหยัดพลังงาน ต้องใช้ป้ายทะเบียนสีฟ้าและไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางนโยบายใดๆ ในแง่ของกำลัง PHEV สามารถขับเคลื่อนได้ด้วยมอเตอร์เพียงอย่างเดียวเมื่อชาร์จเต็มแล้ว โดยมีอัตราเร่งใกล้เคียงกับรถยนต์ไฟฟ้าล้วน เมื่อแบตเตอรี่หมด รถยนต์จะเปลี่ยนไปใช้โหมดไฮบริด อย่างไรก็ตาม รถยนต์ไฮบริดไฟฟ้าส่วนใหญ่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง โดยมอเตอร์จะช่วยเฉพาะในความเร็วต่ำเท่านั้น ทำให้ประสบการณ์การขับขี่ใกล้เคียงกับรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงแบบดั้งเดิม ในแง่ของค่าใช้จ่ายในการใช้งาน รถยนต์ไฮบริดแบบเสียบปลั๊กมีค่าใช้จ่ายประมาณ 0.1-0.2 บาทต่อกิโลเมตรเมื่อมีที่ชาร์จไฟ หากไม่มีที่ชาร์จไฟ อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงจะสูงกว่ารถยนต์ไฮบริดที่ใช้น้ำมันเบนซินเล็กน้อยเมื่อแบตเตอรี่หมด รถยนต์ไฮบริดที่ใช้น้ำมันเบนซินมีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยที่คงที่ 4-5 ลิตร/100 กิโลเมตร ทำให้เหมาะสำหรับผู้ใช้ที่ไม่มีที่ชาร์จไฟ เมื่อเลือกซื้อรถยนต์ไฮบริดแบบเสียบปลั๊ก ควรพิจารณาปัจจัยต่างๆ เช่น ความสะดวกในการชาร์จ ระยะทางในการเดินทาง และข้อกำหนดของนโยบาย รถยนต์ไฮบริดแบบเสียบปลั๊กเหมาะสำหรับผู้ใช้ในเมืองที่มีสถานีชาร์จไฟที่บ้านและเดินทางระยะสั้นบ่อยๆ ในขณะที่รถยนต์ไฮบริดที่ใช้น้ำมันเบนซินเหมาะสำหรับการเดินทางระยะไกลหรือสถานการณ์ที่ไม่สะดวกในการชาร์จไฟ
Q
รถยนต์ไฮบริดไฟฟ้าจำเป็นต้องชาร์จหรือไม่?
รถยนต์ฮีบริด (HEV) ไม่จำเป็นต้องชาร์จพลังงานจากแหล่งพลังงานภายนอก เนื่องจากพลังงานไฟฟ้าของมันส่วนใหญ่มาจากพลังงานที่เหลืออยู่เมื่อเครื่องยนต์ทำงาน และพลังงานจลน์ที่รับคืนกลับมาตอนรถช้าลงหรือเบรก ซึ่งกระบวนการนี้เรียกว่า การเบรกเพื่อสร้างพลังงานใหม่ ระบบฮีบริดจะจัดสรรการขับเคลื่อนด้วยเชื้อเพลิงและไฟฟ้าได้อย่างชาญฉลาด โดยในช่วงความเร็วต่ำหรือเริ่มขับรถจะใช้มอเตอร์ช่วยเป็นอันดับแรก เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงและเพิ่มการตอบสนองของกำลัง ขณะที่ประจุไฟฟ้าในแบตเตอรี่จะถูกเติมอัตโนมัติเสมอผ่านวิธีดังกล่าว เพื่อสร้างวงจรพลังงานปิด สิ่งที่ควรทราบคือ รถยนต์ฮีบริดแบบเสียบชาร์จได้ (PHEV) เป็นข้อยกเว้น เนื่องจากต้องชาร์จจากภายนอกและมีระยะทางการขับขี่ด้วยไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวที่ยาวกว่า แต่รถยนต์ฮีบริดทั่วไปสามารถใช้งานได้เพียงแค่เติมน้ำมันเชื้อเพลิงเท่านั้น เทคโนโลยีประเภทนี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงได้อย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น ระบบฮีบริดของโตโยต้ามีการใช้อย่างแพร่หลายในตลาดประเทศไทย โดยมีอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงรวมที่ต่ำถึง 3-4 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร พร้อมทั้งช่วยลดการปล่อยไอเสีย ซึ่งเหมาะสำหรับผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับการประหยัดพลังงานและการรักษาสิ่งแวดล้อม
Q
รถไฮบริดไฟฟ้าใช้เชื้อเพลิงหรือไม่?
รถยนต์ไฮบริด (รวมถึง HEV (รถยนต์ไฮบริดเชื้อเพลิง-ไฟฟ้า) และ PHEV (รถยนต์ไฮบริดที่สามารถเสียบชาร์จ)) จริงๆ แล้วต้องใช้เชื้อเพลิง แต่ความถี่ในการเติมเชื้อเพลิงจะขึ้นอยู่กับประเภทรถและสถานการณ์การใช้งาน รถ HEV เช่น โตโยต้าเคมรีไฮบริดขับเคลื่อนโดยอาศัยเชื้อเพลิงอย่างเต็มที่ แบตเตอรี่จะชาร์จผ่านการกักเก็บพลังงานกลับคืนและการทำงานของเครื่องยนต์ ไม่ต้องเสียบชาร์จจากภายนอก ดังนั้นจึงต้องเติมเชื้อเพลิงเป็นประจำ อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงโดยทั่วไปจะต่ำกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันแบบดั้งเดิม 30-40% รถ PHEV เช่น บายดีอีฮัน DM-i แม้ว่าจะมีความสามารถในการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว (ประมาณ 55-120 กิโลเมตร) ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการในการเดินทางระยะสั้นได้ แต่การไม่เติมเชื้อเพลิงเป็นเวลานานอาจทำให้ชิ้นส่วนระบบเชื้อเพลิงเสื่อมสภาพ จึงแนะนำให้เติมเชื้อเพลิงทุก 1-2 เดือนเพื่อรักษาสภาพการทำงานของระบบ ในสภาพเชื้อเพลิงและแบตเตอรี่เต็ม ความสามารถในการขับเคลื่อนรวมกันสามารถทำได้มากกว่า 1,000 กิโลเมตร รถ EREV (รถยนต์ไฮบริดแบบขยายระยะทาง) เช่น ไอเดียล ONE เมื่อมีประจุไฟฟ้าเพียงพอสามารถขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าได้ แต่สำหรับการเดินทางไกลยังจำเป็นต้องเติมเชื้อเพลิงเพื่อให้เครื่องยนต์สามารถผลิตไฟฟ้าได้ โดยสรุป เทคโนโลยีไฮบริดช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานผ่านการทำงานร่วมกันระหว่างเชื้อเพลิงและไฟฟ้า ผู้ใช้งานควรเลือกประเภทรถยนต์ไฮบริดที่เหมาะสมตามสภาพการชาร์จและพฤติกรรมการขับขี่ของตนเอง เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างความประหยัดและความสะดวกสบาย
Q
อายุการใช้งานของรถยนต์ไฮบริดคือเท่าไหร่?
อายุการใช้งานรวมของรถไฮบริดมักอยู่ในช่วง 10 ถึง 15 ปี ขึ้นอยู่กับประเภทแบตเตอรี่ นิสัยการใช้งาน และการบำรุงรักษา ระบบไฮบริดที่ไม่ต้องเสียบชาร์จ (HEV) ที่มีตัวแทนอย่าง Toyota THS และ Honda i-MMD ใช้แบตเตอรี่นิกเกิล-เมทัลไฮไดรด์ และกลยุทธ์การชาร์จและคายประจุแบบตื้น อายุแบตเตอรี่โดยทั่วไปสามารถใช้งานได้มากกว่า 10 ปี บางรุ่นอาจเกิน 15 ปี และเครื่องยนต์ที่ทำงานภายใต้ภาระต่ำจึงมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทั่วไป ส่วนรถไฮบริดแบบเสียบชาร์จได้ (PHEV) เช่น BYD DM-i แม้จะต้องมีการชาร์จและคายประจุแบบลึก แต่รุ่นที่ใช้แบตเตอรี่ลิเธียมเหล็กฟอสเฟตมีอายุการใช้งานทางทฤษฎีถึง 12 ปีหรือ 300,000 กิโลเมตร หากรักษาระดับประจุไฟฟ้าไว้ที่ 20%-80% และหลีกเลี่ยงการขับขี่แบบสุดขั้ว อายุการใช้งานก็จะใกล้เคียงกับระดับของ HEV อายุการใช้งานของมอเตอร์ไฟฟ้ามักเกิน 20 ปี และมีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาต่ำกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทั่วไป ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่ออายุการใช้งาน ได้แก่ อุณหภูมิแวดล้อม (ความร้อนสูงเร่งการเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่ ส่วนอุณหภูมิต่ำส่งผลต่อระยะทางแต่ไม่ทำลายอายุการใช้งานโดยตรง) นิสัยการชาร์จ (การชาร์จแบบช้าดีกว่าชาร์จเร็ว) การบำรุงรักษาเป็นประจำ (เช่น การปรับสมดุลแบตเตอรี่สามารถยืดอายุการใช้งานได้ถึง 30%) เป็นต้น แนะนำให้เลือกรุ่นที่มีระบบควบคุมอุณหภูมิแบตเตอรี่ ผู้ใช้ในภาคเหนือควรให้ความสำคัญกับฟังก์ชันทำความร้อนล่วงหน้า ส่วนผู้ที่ต้องการใช้รถในระยะยาวอาจเลือก HEV หรือแบรนด์ที่ให้การรับประกันแบตเตอรี่ตลอดอายุการใช้งาน
ดูเพิ่มเติม