Q
เครื่องยนต์ของ Chevy Trailblazer คืออะไร?
Chevrolet Trailblazer ในตลาดไทยมาพร้อมกับตัวเลือกเครื่องยนต์ประสิทธิภาพสูง 2 แบบ รุ่นพื้นฐานติดตั้งเครื่องยนต์ 1.2 ลิตร เทอร์โบชาร์จ 3 สูบ ให้กำลัง 137 แรงม้าและแรงบิด 220 นิวตันเมตร ที่เหมาะกับการขับขี่ในเมืองด้วยความประหยัดน้ำมัน ส่วนรุ่นท็อปใช้เครื่อง 1.3 ลิตร เทอร์โบชาร์จ 3 สูบ กำลังสูงสุด 155 แรงม้า แรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 236 นิวตันเมตร คู่กับเกียร์ CVT ให้ความรู้สึกการขับที่ลื่นไหลกว่า เครื่องยนต์เทอร์โบขนาดเล็กทั้งสองรุ่นนี้ ตอบสนองความต้องการของตลาดไทยในด้านการปกป้องสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์พลังงาน และเหมาะอย่างยิ่งสำหรับสภาพการจราจรที่คับคั่งในกรุงเทพฯ เทคโนโลยีการปิดการทำงานของกระบอกสูบยังช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงได้อีกด้วย สิ่งที่น่าสนใจคือการปรับแต่งเครื่องยนต์ของ Trailblazer เวอร์ชันแบบไทยมุ่งเน้นไปที่แรงบิดที่ความเร็วต่ำ ซึ่งเข้ากันได้ดีกับสภาพแวดล้อมการขับขี่ของประเทศไทยที่มีทางลาดชันและการออกตัว-หยุดบ่อยครั้ง เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง Honda HR-V หรือ Toyota Corolla Cross ที่ก็ใช้ยุทธศาสตร์เครื่องยนต์เทอร์โบขนาดเล็กเช่นกัน แต่ Chevrolet ได้เปรียบด้วยระบบสตาร์ท-สต็อปอัตโนมัติมาตรฐานที่เพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมัน แนะนำให้ผู้บริโภคไทยเลือกรุ่นเครื่องยนต์ตามเส้นทางขับขี่ประจำวัน ถ้าต้องขับทางไกลบ่อยๆ อาจพิจารณารุ่น 1.3 ลิตรเป็นหลัก
ข้อความพิเศษ: เนื้อหานี้โพสต์โดยผู้ใช้ และไม่ได้แสดงถึงมุมมองและจุดยืนของ PCauto
Q&A เกี่ยวข้อง
Q
รถ Trailblazer รุ่นปี 2020 มีลักษณะอย่างไร?
Chevrolet Trailblazer 2020 เป็น SUV ระดับ D 7 ที่นั่ง มีให้เลือก 3 รุ่น ได้แก่ 2.5L VGT LT 4x2 AT, 2.5L VGT LTZ 4x2 AT และ 2.5L VGT LTZ 4x4 AT โดยมีราคาขายอยู่ที่ 1,140,000 บาท, 1,280,000 บาท และ 1,380,000 บาท ตามลำดับ
ขนาดตัวถัง 4887×1902×1848 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2845 มิลลิเมตร ช่วงล่างสูงขั้นต่ำ 219 มิลลิเมตร ความจุถังน้ำมัน 76 ลิตร ใช้ยางขนาด 255/65 R17 และเกียร์อัตโนมัติ
ระบบขับเคลื่อนใช้เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบชาร์จ Duramax 2.5L พร้อมเทคโนโลยี VGT ให้กำลังสูงสุด 180 แรงม้า (ที่ 3600 รอบ/นาที) แรงบิดสูงสุด 440 นิวตัน-เมตร (ที่ 2000 รอบ/นาที) อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงตามมาตรฐาน 8.3 ลิตร/100 กิโลเมตร
อุปกรณ์มาตรฐานรวมถึงระบบแจ้งเตือนเมื่อไม่คาดเข็มขัดนิรภัย บางรุ่นมีระบบเข้า-ออกรถแบบไร้กุญแจ ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์แบบไร้กุญแจ ใบปัดน้ำฝนอัตโนมัติ กระจกมองหลังป้องกันแสงสะท้อนอัตโนมัติ กล้องถอยหลัง และระบบมัลติมีเดีย MyLink ที่รองรับ Apple CarPlay และ Siri Eyes Free
สำหรับรุ่น LTZ มีชุดแต่ง Perfect Edition II ให้เลือก (ประกอบด้วยกันชนหน้า กันชนหลัง สปอยเลอร์หลัง บังโคลน และซุ้มล้อสีดำ) ราคา 23,855 บาท เพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคล
การจัดวางที่นั่งแบบ 2+3+2 สำหรับ 7 ที่นั่ง เหมาะสำหรับทั้งการใช้ในครอบครัวและการขับขี่ในเมือง พร้อมสมรรถนะออฟโรดที่ยอดเยี่ยม สามารถรับมือกับสภาพถนนหลากหลายประเภทได้
Q
รถเชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ปี 2020 นั่งสบายสำหรับการเดินทางไกลหรือไม่?
Chevrolet Trailblazer ปี 2020 เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเดินทางไกล
มันมีพื้นที่ขับขี่และนั่งอาศัยที่กว้างขวาง ระยะแกนล้อ 2845 มิลลิเมตร และออกแบบเป็นโครงร่าง 7 ที่นั่ง สามารถรองรับผู้คนหลายคนได้อย่างง่ายดาย พร้อมทั้งให้พื้นที่เก็บกระเป๋าเดินทางเพียงพอ เพื่อตอบสนองความต้องการเก็บของในการเดินทางไกล
การออกแบบที่นั่งสอดคล้องกับวิศวกรรมมนุษย์ มีการสนับสนุนดี ร่วมกับผลการกันเสียงที่ยอดเยี่ยม สามารถบรรเทาการเหนื่อยล้าในการนั่งเป็นเวลานานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในด้านพลังงาน เครื่องยนต์ดีเซล 2.5 ลิตรจับคู่กับเกียร์ออโต้ ผลการส่งออกพลังงานมั่นคง และการใช้น้ำมันคงอยู่ที่ 8.3 ลิตร/100 กิโลเมตร ปริมาตรถังน้ำมัน 76 ลิตร สามารถให้ระยะทางในการเดินทางที่ยาวนาน ลดจำนวนครั้งในการเติมน้ำมันระหว่างทาง
นอกจากนี้ ยานพาหนะยังติดตั้งอุปกรณ์ความปลอดภัยหลายรายการ เช่น คำเตือนไม่สวมสายรัดเอว บางรุ่นยังมีระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะ สามารถจัดการกับเส้นทางที่ซับซ้อนได้ เพื่อให้การรับประกันที่ไว้ใจได้ในการเดินทางไกล
ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางของครอบครัวหรือการเดินทางป่า มันสามารถพึ่งพาประสบการณ์การขับขี่ที่สบายและประสิทธิภาพที่มั่นคง เพื่อเป็นตัวเลือกอุดมคติสำหรับการเดินทางไกล
Q
รถ Trailblazer รุ่นปี 2020 มีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ (AWD) หรือไม่?
รุ่น Chevrolet Trailblazer ปี 2020 มีเวอร์ชันที่ติดตั้งระบบขับเคลื่อนทุกล้อ (AWD) เช่น รุ่น LTZ 4x4 AT ที่ใช้ระบบขับเคลื่อนทุกล้อ ในขณะที่รุ่น LT 4x2 AT และ LTZ 4x2 AT เป็นระบบขับเคลื่อนสองล้อ รถในซีรีส์นี้เป็น SUV ซีเกมेंต์ D แบบ 5 ประตู 7 ที่นั่ง ติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.5L ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ มีระยะห่างจากพื้นรถขั้นต่ำ 219 มิลลิเมตร ความจุถังน้ำมัน 76 ลิตร อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงตามมาตรฐาน 8.3 ลิตร/100 กิโลเมตร และมีระบบเตือนเมื่อไม่คาดเข็มขัดนิรภัยเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน โดยรุ่น LTZ 4x4 AT ที่ติดตั้งระบบขับเคลื่อนทุกล้อ มีราคา 1,380,000 บาท ซึ่งมอบทางเลือกที่ตอบโจทย์สภาพถนนที่หลากหลายให้กับผู้ใช้ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางในเมืองหรือการเผชิญกับสภาพถนนที่ซับซ้อน ก็สามารถตอบสนองความต้องการในการขับขี่ได้อย่างเหมาะสม
Q
2020 Trailblazer เป็น SUV ที่ดีหรือไม่?
Chevrolet Trailblazer ปี 2020 เป็น SUV ที่มีประสิทธิภาพดี เหมาะสำหรับการใช้ในครอบครัวและสถานการณ์การเดินทางที่หลากหลาย รุ่นนี้มีโครงสร้างแบบ 7 ที่นั่ง ความยาวฐานล้อ 2845 มิลลิเมตร พื้นที่เก็บสัมภาระปกติสามารถบรรจุกระเป๋าเดินทางได้ 2 ใบ ซึ่งตอบสนองความต้องการในการเก็บของประจำวันและการเดินทางช่วงวันหยุด โครงสร้างตัวรถมีความแข็งแรงมั่นคง ให้การป้องกันที่เชื่อถือได้ขณะขับขี่
ด้านการขับขี่ พวงมาลัยมีความหนักเบาที่เหมาะสม ควบคุมง่ายทั้งในการเปลี่ยนเลนในเมืองและขับบนถนนสภาพไม่ดีในเขตชานเมือง แกนล่างแข็งแรงและมีประสิทธิภาพในการดูดซับแรงสั่นสะเทือน ทำให้สามารถรับมือกับสภาพถนนในชนบทหรือถนนขรุขระในประเทศไทยได้ดี เครื่องยนต์ดีเซล 2.5L VGT ให้กำลังเพียงพอ เมื่อทำงานคู่กับเกียร์อัตโนมัติ ทำให้สามารถใช้งานได้ทั้งการขับขี่ประจำวันและการเดินทางไกล มีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ดี ในสภาพถนนปกติสามารถควบคุมอัตราการใช้น้ำมันอยู่ในระดับประหยัด ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการด้านเศรษฐกิจเชื้อเพลิงของผู้ใช้รถในประเทศไทย
ภายในรถมีการพัฒนาอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับรุ่นก่อน ใช้วัสดุหุ้มแบบนุ่มและเส้นเย็บที่ประณีตมากขึ้น ลดความรู้สึกหยาบของรถใช้งาน จอแสดงผลขนาดใหญ่และปุ่มควบคุมระบบปรับอากาศใช้งานสะดวก ราคาอยู่ในช่วง 1,140,000-1,380,000 บาท มีความคุ้มค่าที่ดี นอกจากนี้บางรุ่นยังติดตั้งระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ช่วยเพิ่มความสามารถในการรับมือกับสภาพถนนที่ซับซ้อน โดยรวมแล้วเป็นรถ SUV ที่น่าสนใจ
Q
“รถเชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ ปี 2020 จอดง่ายไหม?”
รถยนต์ Chevrolet Trailblazer ปี 2020 มีขนาดค่อนข้างใหญ่ (ยาว 4887 มม. และกว้าง 1902 มม.) ทำให้มีรัศมีวงเลี้ยวที่กว้างขึ้นเมื่อจอดรถในเขตเมือง ผู้ขับขี่จำเป็นต้องปรับพวงมาลัยล่วงหน้าเพื่อให้การจอดรถราบรื่น อย่างไรก็ตาม รุ่นนี้ติดตั้งกล้องมองรอบทิศทาง 4 ตัวและเรดาร์อัลตราโซนิก 8 ตัว (ด้านหน้าและด้านหลัง) ช่วยลดจุดบอดได้อย่างมีประสิทธิภาพและช่วยให้ผู้ขับขี่สังเกตสภาพแวดล้อมได้อย่างชัดเจน จึงช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการจอดรถ สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือ รุ่นนี้ไม่มีฟังก์ชันจอดรถอัตโนมัติ ต้องจอดรถด้วยตนเอง นอกจากนี้ แม้ว่าที่จอดรถในห้างสรรพสินค้าและโรงแรมส่วนใหญ่ในประเทศไทยจะมีพื้นที่กว้างขวาง และบางแห่งมีที่จอดรถฟรี ซึ่งช่วยลดความยากลำบากในการจอดรถได้ในระดับหนึ่ง แต่ผู้ขับขี่ยังคงต้องมีทักษะการจอดรถที่ดีเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ซับซ้อนในพื้นที่แคบหรือแออัด เช่น ในใจกลางกรุงเทพฯ
Q
"Chevy Trailblazer 2020 มีความน่าเชื่อถือมากแค่ไหน?"
ความน่าเชื่อถือของ Chevrolet Trailblazer ปี 2020 นั้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยสำหรับรถในระดับเดียวกัน ในช่วงแรก อัตราการเสียค่อนข้างต่ำภายใน 2-12 เดือน โดยปัญหาที่พบบ่อยส่วนใหญ่เป็นเรื่องเล็กน้อย เช่น เสียงดังจากแผงประตู ระบบช่วยจอดรถทำงานผิดปกติ การควบคุมช่องแอร์ไม่ค่อยสะดวก และเสียงดังจากระบบเกียร์เป็นบางครั้ง ปัญหาเล็กน้อยเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการขับขี่โดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ แม้หลังจากใช้งานไปสิบปี ปัญหาเล็กน้อยเหล่านี้ก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพการทำงานพื้นฐานของรถอย่างมีนัยสำคัญ เจ้าของบางรายรายงานว่าโครงสร้างตัวถังของรถแข็งแรง ทนทานต่อความเสียหายจากการชนเล็กน้อยได้ดี จากข้อมูลขององค์กรทดสอบความปลอดภัยในการชนที่น่าเชื่อถือ รถคันนี้มีประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยในการชนที่ดี ให้ความปลอดภัยที่เชื่อถือได้สำหรับผู้โดยสาร นอกจากนี้ รถยังมีแชสซีที่แข็งแรง การควบคุมที่คล่องตัว และประหยัดน้ำมันได้ตามที่คาดไว้ แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพโดยรวมที่เสถียร แนะนำให้บำรุงรักษาเป็นประจำ โดยเน้นที่ส่วนประกอบที่มักมีปัญหาเล็กน้อย เช่น ระบบเกียร์และระบบปรับอากาศ เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือในระยะยาวและยืดอายุการใช้งานของรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Q
รถ Trailblazer รุ่นปี 2020 ขับดีในหิมะหรือไม่?
Trailblazer ปี 2020 มีประสิทธิภาพที่ดีในที่มีหิมะ ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบทันที (โหมด AWD) ที่ติดตั้งมาสามารถปรับปรุงความสามารถในการผ่านพื้นที่ได้ เมื่อเปิดใช้งานจะสามารถแจกจ่ายแรงขับเคลื่อนไปยังล้อหลังได้อย่างรวดเร็ว จัดการกับสถานการณ์เช่นลื่นขึ้นเนินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบเสถียรภาพอิเล็กทรอนิกส์ (รวมถึง ABS ป้องกันล้อล็อก ควบคุมแรงดึง และควบคุมเสถียรภาพของรถ) จะแทรกแซงการส่งกำลังตามการลื่นไถลของยางและแนวโน้มการเคลื่อนที่ของรถ เพื่อให้รถเคลื่อนที่ไปอย่างมั่นคง นอกจากนี้ โหมดหิมะสามารถลดแรงบิดเริ่มต้น ชะลอการเปลี่ยนเกียร์ขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงการลื่นไถล และยาง AT All-Terrain ยังช่วยเพิ่มการยึดเกาะบนพื้นหิมะได้ การตั้งค่าระบบช่วงล่างแม้จะค่อนข้างแข็ง แต่เมื่อขับบนหิมะจะช่วยรักษาความรู้สึกกระชับของรถ ป้องกันการโคลงเคลงซ้ายขวาหรือการโคลงเคลงมากเกินไปเมื่อเข้าโค้ง การรวมกันของระบบเหล่านี้ทำให้รถสามารถรับมือกับถนนในเมืองที่มีหิมะหรือถนนนอกเมืองที่ไม่ได้กำจัดหิมะได้อย่างมั่นใจ ตอบสนองความต้องการการขับขี่ในสภาพหิมะและน้ำแข็งในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปทำงานหรือการเดินทางระยะสั้นก็สามารถให้ประสบการณ์การขับขี่ที่มั่นคงได้
Q
ปัญหาทั่วไปของ Chevrolet Trailblazer รุ่นปี 2020 คืออะไร?
ปัญหาที่พบได้ทั่วไปใน Chevrolet Trailblazer ปี 2020 ได้แก่ เสียงดังจากแผงประตู ระบบช่วยจอดรถทำงานผิดปกติ ช่องระบายอากาศของเครื่องปรับอากาศอยู่ผิดตำแหน่ง เสียงดังจากระบบเกียร์ ระบบเสียงหรือระบบความบันเทิงที่เบาะหน้าทำงานผิดปกติ เสียงลมดังเกินไป ประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องปรับอากาศไม่เพียงพอ การเชื่อมต่อแบบแฮนด์ฟรีไม่เสถียร แรงเบรกไม่เพียงพอ และการใช้งานแตรที่ไม่สะดวก ปัญหาเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นปัญหาเล็กน้อยที่เกี่ยวข้องกับรายละเอียดเฉพาะจุดหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และโดยทั่วไปแล้วจะไม่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพโดยรวมของรถอย่างมีนัยสำคัญ อัตราการเสียค่อนข้างต่ำในรถใหม่ โดยอยู่ในช่วงกลางถึงล่างสำหรับอัตราการเสียภายใน 2-12 เดือน แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพที่ค่อนข้างคงที่ เมื่อรถมีอายุมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากสิบปี ปัญหาเล็กน้อยอาจปรากฏขึ้น แต่ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อการใช้งานปกติของรถ การทำความเข้าใจปัญหาทั่วไปเหล่านี้จะช่วยให้เจ้าของรถทำการบำรุงรักษาเชิงรุกในระหว่างการใช้งานประจำวัน และยังช่วยให้ผู้ซื้อที่มีศักยภาพสามารถประเมินสภาพของรถได้อย่างครอบคลุมและเลือกได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น
Q
รถเชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ ปี 2020 เป็นรถที่ดีหรือไม่?
Chevrolet Trailblazer ปี 2020 เป็นรถยนต์อเนกประสงค์ที่ครบครันในตลาดไทย ราคาอยู่ระหว่าง 1.14 ล้านถึง 1.38 ล้านบาท มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล 2.5 ลิตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ มีที่นั่ง 7 ที่นั่ง และฐานล้อ 2845 มม. ตอบโจทย์การเดินทางของครอบครัว ระยะห่างจากพื้น 219 มม. ยังช่วยให้ขับขี่บนเส้นทางออฟโรดได้ดี ความคิดเห็นจากผู้ใช้บ่งชี้ว่าความคล่องตัวในการขับขี่ของรถนั้นเกินความคาดหมาย พวงมาลัยสมดุลดี ควบคุมง่ายทั้งการเปลี่ยนเลนในเมืองและถนนขรุขระในชานเมือง ตัวถังแข็งแรงทนทาน ในกรณีหนึ่ง การชนเล็กน้อยทำให้รถอีกคันบุบ แต่ Trailblazer ได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อยที่สี อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเป็นมิตร โดยเฉลี่ย 9-10 ลิตร/100 กม. ในสภาพถนนที่ดี และสามารถลดลงได้อีกในโหมดประหยัด โดยความเร็วที่ประหยัดน้ำมันที่สุดบนทางหลวงคือระหว่าง 70-90 กม./ชม. ในแง่ของพื้นที่ ผู้โดยสารด้านหลังนั่งสบาย แต่เข่าอยู่ใกล้กับเบาะหน้า อาจทำให้เมื่อยล้าได้ในการเดินทางไกล ช่องเก็บสัมภาระท้ายรถสามารถใส่กระเป๋าเดินทางได้สองใบในรุ่นมาตรฐาน แต่พื้นที่ขยายได้ค่อนข้างจำกัด ภายในได้รับการปรับปรุงเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า โดยใช้วัสดุสัมผัสนุ่มและการเย็บที่เรียบร้อย ช่วยเพิ่มความรู้สึกหรูหรา แต่สัดส่วนของชิ้นส่วนพลาสติกยังคงค่อนข้างสูง นอกจากนี้ รูปลักษณ์แบบครอบครัวผสมผสานความสามารถในการขับขี่แบบออฟโรดที่แข็งแกร่งเข้ากับสไตล์เมือง แชสซีแข็งแรงและมีการลดแรงสั่นสะเทือนที่ดี กำลังเครื่องยนต์สามารถตอบสนองความต้องการในชีวิตประจำวันและการขับขี่แบบออฟโรด และคุณสมบัติด้านความปลอดภัย เช่น ระบบเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยก็ใช้งานได้จริง โดยรวมแล้ว เป็นรุ่นที่เหมาะสำหรับทั้งการใช้งานในครอบครัวและการขับขี่แบบออฟโรดเบาๆ
Q
รถ Chevrolet Trailblazer ราคาเท่าไหร่?
ในตลาดไทย Chevrolet Trailblazer มีราคาอยู่ที่ประมาณ 1-1.5 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับรุ่นและอุปกรณ์ที่เลือก โดยราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงจากโปรโมชั่นหรือส่วนลดของตัวแทนจำหน่าย SUV คันนี้ได้รับความนิยมจากคนไทยด้วยพื้นที่ภายในกว้างขวางและฟังก์ชั่นการใช้งานที่ตอบโจทย์ เหมาะสำหรับการเดินทางกับครอบครัวหรือขับขี่ในเมือง ประเทศไทยเป็นประเทศเขตร้อน Trailblazer ถูกออกแบบให้มีช่วงล่างสูงและระบบแอร์ที่ทำงานได้ดีในสภาพอากาศและถนนแบบไทย นอกจากนี้ยังประหยัดน้ำมันซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับผู้ใช้รถในไทย ถ้าคุณกำลังมองหา SUV นอกจากการดูเรื่องราคาแล้ว ลองเปรียบเทียบกับรุ่นอื่นๆ ในระดับเดียวกันอย่าง Honda CR-V หรือ Toyota Fortuner ซึ่งแต่ละคันมีจุดเด่นต่างกัน แนะนำให้ไปทดลองขับที่ตัวแทนจำหน่ายก่อนตัดสินใจ โดยดูจากความต้องการและงบประมาณส่วนตัว ตลาดไทยมีภาษีนำเข้ารถค่อนข้างสูง ดังนั้นรุ่นที่ผลิตในประเทศมักจะมีราคาที่แข่งขันได้กว่า ก่อนซื้อควรตรวจสอบว่ามีรุ่นที่ผลิตภายในประเทศให้เลือกหรือไม่
รถยอดนิยม
รุ่นปีรถยนต์
เปรียบเทียบรถยนต์
รูปภาพรถ
Q&A ล่าสุด
Q
รถไฮบริดเป็นรถยนต์ไฟฟ้าหรือไม่?
รถยนต์ไฮบริดไม่เหมือนกับรถยนต์ไฟฟ้าล้วน โดยพื้นฐานแล้วรถยนต์ไฮบริดมีความแตกต่างกันในด้านสถาปัตยกรรมระบบขับเคลื่อน วิธีการชาร์จ และสถานการณ์การใช้งาน รถยนต์ไฮบริดใช้ระบบขับเคลื่อนแบบผสมผสานที่เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าทำงานร่วมกัน โดยพิจารณาจากแนวทางเทคโนโลยี สามารถแบ่งออกเป็นรถยนต์ไฮบริดไฟฟ้า (HEV) รถยนต์ไฮบริดไฟฟ้าแบบเสียบปลั๊ก (PHEV) และรถยนต์ไฟฟ้าแบบขยายระยะทาง (EREV) ในขณะที่ PHEV และ EREV รองรับการชาร์จภายนอกสำหรับการขับขี่ด้วยไฟฟ้าล้วน แต่เครื่องยนต์ยังคงเป็นส่วนประกอบหลัก ในขณะที่ HEV พึ่งพาเชื้อเพลิงในการขับเคลื่อนอย่างสมบูรณ์ ส่วนรถยนต์ไฟฟ้าล้วนนั้น ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ มอเตอร์ และระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น โดยไม่มีเครื่องยนต์สันดาปภายใน และพึ่งพาพลังงานจากสถานีชาร์จอย่างสมบูรณ์ ในแง่ของสถานการณ์การใช้งาน รถยนต์ไฮบริดสามารถวิ่งได้ไกลถึง 1,000-2,000 กิโลเมตร เนื่องจากระบบเชื้อเพลิงของมัน ทำให้เหมาะสำหรับการเดินทางระยะไกลหรือพื้นที่ที่มีโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จไม่เพียงพอ รถยนต์ไฟฟ้าล้วนโดยทั่วไปมีระยะทางการวิ่งโดยประมาณ 500-1000 กิโลเมตร โดยระยะทางการวิ่งจริงจะได้รับผลกระทบอย่างมากจากอุณหภูมิและความเร็ว ทำให้เหมาะสำหรับการเดินทางระยะสั้นและผู้ใช้ที่มีตัวเลือกการชาร์จที่สะดวก ในแง่ของต้นทุน ค่าไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าล้วนอยู่ที่ประมาณ 0.05-0.2 บาทต่อกิโลเมตร และค่าบำรุงรักษาเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ประมาณ 500 บาท ซึ่งต่ำกว่าค่าบำรุงรักษาสำหรับรถยนต์ไฮบริดที่ 0.37-0.45 บาท/กิโลเมตร และ 1000-3000 บาท/ปี อย่างมาก ปัจจุบัน เทคโนโลยีไฮบริดยังคงเป็นตัวเลือกหลักในระยะเปลี่ยนผ่าน ในขณะที่รถยนต์ไฟฟ้าล้วนเป็นเทรนด์ในอนาคต ผู้บริโภคจำเป็นต้องพิจารณาตัวเลือกของตนโดยอิงจากความต้องการที่แท้จริง
Q
“รถยนต์ไฮบริดดีกว่ารถยนต์ไฟฟ้าหรือไม่?”
รถยนต์ไฮบริด (HEV) และรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) มีจุดเด่นแตกต่างกัน การเลือกขึ้นอยู่กับความต้องการใช้งาน
รถไฮบริดผสมผสานระบบเชื้อเพลิงและไฟฟ้า ไม่ต้องชาร์จและไม่มีปัญหาเรื่องระยะทาง เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีโครงสร้างพื้นฐานไม่เพียงพอหรือการเดินทางไกล ในปี 2025 จำนวนรถ HEV ในประเทศไทยจะสูงถึง 596,900 คัน เพิ่มขึ้น 28.75% จากปีก่อนหน้า สะท้อนความต้องการในตลาดที่มั่นคง
รถไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ไม่มีการปล่อยมลพิษและมีค่าใช้จ่ายใช้งานต่ำ ในปี 2025 ยอดขาย BEV เพิ่มขึ้น 44.28% จากปีก่อนหน้า เนื่องจากนโยบายรัฐบาลและการขยายเครือข่ายสถานีชาร์จ แต่ต้องพิจารณาความสะดวกในการชาร์จ
รถไฮบริดปลั๊กอิน (PHEV) เป็นตัวเลือกกึ่งกลาง ในปี 2025 จำนวนการจดทะเบียนเพิ่มขึ้น 98.23% เหมาะสำหรับผู้ใช้ในระยะเปลี่ยนผ่าน
ปัจจุบันรถไฟฟ้าในประเทศไทยมีสัดส่วน 14% ความพร้อมของเทคโนโลยีและบริการสนับสนุนเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือก ซื้อ ควรพิจารณาจากระยะทางใช้งานประจำวันและสภาพการชาร์จ
Q
รถยนต์ไฮบริดไฟฟ้าถือว่าเป็นรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดหรือไม่?
รถยนต์ไฮบริด (HEV) ไม่สามารถถือเป็นรถยนต์ไฟฟ้าแท้ได้ เนื่องจากมีความแตกต่างโดยพื้นฐานในหลักการทางเทคโนโลยีและระบบขับเคลื่อนระหว่างทั้งสองประเภท รถยนต์ไฟฟ้าแท้ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว โดยขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าโดยไม่ต้องพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิง ในขณะที่รถยนต์ไฮบริดยังคงใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในเป็นแหล่งพลังงานหลัก โดยมีมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นเพียงตัวช่วยเสริม แบตเตอรี่มีขนาดเล็กและไม่สามารถชาร์จจากภายนอกได้ ดังนั้นรูปแบบการบริโภคพลังงานและการปล่อยมลพิษจึงใกล้เคียงกับรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงแบบดั้งเดิมมากกว่า
ตามมาตรฐานนโยบายปัจจุบัน มีเพียงรถยนต์ไฮบริดแบบปลั๊กอิน (PHEV) ที่สามารถชาร์จไฟจากภายนอกได้และมีระยะทางการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วนไม่ต่ำกว่า 50 กิโลเมตรเท่านั้น ที่จะถูกจัดอยู่ในประเภทยานยนต์พลังงานใหม่ และสามารถได้รับป้ายทะเบียนสีเขียวพร้อมสิทธิประโยชน์ต่างๆ
รถยนต์ไฮบริดมีประสิทธิภาพดีในการประหยัดพลังงานและลดการปล่อยมลพิษ แต่ในแง่ของเทคโนโลยีแล้วจัดอยู่ในประเภทรถยนต์ประหยัดพลังงาน ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ช่วงเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงแบบดั้งเดิมไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าแท้
เมื่อเทคโนโลยีแบตเตอรี่และโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จพัฒนาขึ้น รถยนต์ไฟฟ้าแท้จะกลายเป็นเทคโนโลยีหลักในอนาคต อย่างไรก็ตาม รถยนต์ไฮบริดแบบปลั๊กอินในปัจจุบันยังคงเป็นทางเลือกที่ใช้งานได้จริงสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการทั้งระยะทางขับขี่และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
Q
ข้อเสียหลักของรถยนต์ไฮบริดคืออะไร?
รถยนต์ไฮบริดน้ำมัน-ไฟฟ้าแม้จะมีประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันที่โดดเด่นและข้อได้เปรียบด้านสิ่งแวดล้อม แต่ก็ยังมีข้อเสียบางประการที่ไม่ควรมองข้าม ค่าใช้จ่ายในการซื้อรถที่สูงเป็นจุดด้อยหลักเมื่อเทียบกับรถในระดับเดียวกัน โดยรุ่นไฮบริดมักมีราคาแพงกว่ารถใช้น้ำมันปกติประมาณ 20,000 ถึง 50,000 บาท และต้องใช้ระยะเวลาประหยัดน้ำมันในระยะยาวเพื่อชดเชยส่วนต่างราคา ในด้านสมรรถนะ ระบบไฮบริดจะเสียเปรียบด้านการประหยัดน้ำมันเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูง และกำลังส่งออกอาจไม่เสถียรเท่ารถใช้น้ำมันปกติเนื่องจากได้รับผลกระทบจากระดับประจุแบตเตอรี่และอุณหภูมิ ค่าซ่อมบำรุงก็เป็นภาระที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะค่าเปลี่ยนแบตเตอรี่หลังหมดระยะประกัน (ปกติ 8 ปีหรือ 150,000 กิโลเมตร) ที่อาจสูงถึง 20,000 ถึง 40,000 บาท ในขณะที่โครงสร้างทางเทคโนโลยีที่ซับซ้อนทำให้ค่าบำรุงรักษาเฉลี่ยต่อปีสูงกว่ารถใช้น้ำมันปกติประมาณ 20% นอกจากนี้ยังได้รับการสนับสนุนนโยบายจำกัด ไม่สามารถใช้สิทธิ์ยกเว้นภาษีหรือได้รับเงินอุดหนุนเหมือนรถไฟฟ้าเต็มรูปแบบ และในพื้นที่ควบคุมการออกใบอนุญาตยังต้องใช้โควต้าของรถใช้น้ำมัน ทางเลือกรุ่นรถค่อนข้างน้อย และโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จในเมืองรองยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ ซึ่งลดความสะดวกในการใช้งาน โดยรวมแล้วรถไฮบริดเหมาะสำหรับผู้ใช้ที่ขับรถในเมืองบ่อย ระยะทางต่อปีเกิน 15,000 กิโลเมตร และเน้นความสบาย แต่ต้องประเมินค่าใช้จ่ายในการใช้งานระยะยาวล่วงหน้า
Q
สามประเภทของรถยนต์ไฮบริดไฟฟ้าคืออะไร?
รถยนต์ไฮบริดแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่ รถยนต์ไฮบริดไฟฟ้าแบบไม่เสียบปลั๊ก (HEVs), รถยนต์ไฮบริดไฟฟ้าแบบเสียบปลั๊ก (PHEVs) และรถยนต์ไฮบริดไฟฟ้า (PHEVs)
รถยนต์ไฮบริดแบบเสียบปลั๊ก (PHEV) และรถยนต์ไฮบริดแบบขยายระยะทาง (EREV) แบ่งออกเป็นสองประเภท PHEV เช่น Toyota Corolla Hybrid และ Honda Accord Hybrid โดดเด่นด้วยความสามารถในการประหยัดน้ำมันโดยไม่ต้องชาร์จไฟภายนอก โดยมีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยต่ำถึง 4-6 ลิตร/100 กม. จากการทำงานร่วมกันของเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้เหมาะสำหรับผู้ใช้งานที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงสถานีชาร์จ แต่ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมัน ส่วน PHEV เช่น BYD Song PLUS DM-i และ BMW X5 PHEV สามารถชาร์จไฟภายนอกได้ และมีระยะทางการวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วน 50-200 กม. เหมาะสำหรับการเดินทางในชีวิตประจำวันและการเดินทางไกล อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ที่ประมาณ 4-6 ลิตร/100 กม. เมื่อแบตเตอรี่หมด ทำให้เหมาะสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวกในการชาร์จและป้ายทะเบียนสีเขียว ขณะที่ EREV ซึ่งมีตัวอย่างเช่น Li Auto L series นั้น ใช้ตัวขยายระยะทางเพื่อสร้างกระแสไฟฟ้าเท่านั้น และไม่ได้ขับเคลื่อนล้อโดยตรง รถยนต์เหล่านี้มีระยะการขับขี่ด้วยไฟฟ้าล้วน 100-200 กิโลเมตร ให้ประสบการณ์การขับขี่ใกล้เคียงกับรถยนต์ไฟฟ้าล้วน แต่มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงสูงกว่าเล็กน้อยที่ความเร็วสูง (7-9 ลิตร/100 กิโลเมตร) เหมาะสำหรับครอบครัวที่ให้ความสำคัญกับความราบรื่นและระยะทาง เทคโนโลยีไฮบริดทั้งสามประเภทช่วยลดการใช้พลังงานโดยการปรับการกระจายพลังงานให้เหมาะสม ในบรรดาเทคโนโลยีเหล่านี้ เทคโนโลยี HEV เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาแล้วมากที่สุด ในขณะที่ PHEV และ EREV ใกล้เคียงกับกระแสการใช้พลังงานไฟฟ้ามากกว่า ให้ทางเลือกที่หลากหลายสำหรับผู้ใช้ที่มีความต้องการแตกต่างกัน
ดูเพิ่มเติม


ข้อดี
ข้อเสีย