Q

ความเร็ว 0 ถึง 60 ของ Hyundai Ioniq 5 N คือเท่าไร

ไอโอนิก 5 N รุ่นใหม่นี้ทำเวลา 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง (ประมาณ 96 กม./ชม.) ได้แค่ 3.4 วินาทีเท่านั้น! ด้วยระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ双电机 พร้อมการตั้งค่าพิเศษจาก N Brand ทำให้แม้ในอากาศร้อนๆ แบบไทยๆ ก็ยังคงสมรรถนะแรงสม่ำเสมอ เหมาะสุดๆ สำหรับขับทั้งบนถนนเร็วรอบกรุงเทพฯ หรือขึ้นเขาที่เชียงใหม่ แถมเป็น EV 純電気だからเรื่องชาร์จก็ไม่ต้องกังวล เพราะใช้เทคโนโลยี快充 800V ที่ชาร์จจาก 10% ถึง 80% ใน 20 นาที ซึ่งสะดวกมากสำหรับคนไทยที่ชอบเดินทางไกล โดยเฉพาะตอนนี้สถานีชาร์จในไทยก็เริ่มครบครันแล้ว อีกเรื่องที่เจ๋งคือมีโหมด N Race และฟีเจอร์ N Sound+ ที่เพิ่มเสียงเสมือนให้ขับแล้วลื่นยิ่งขึ้น แบตเตอรี่ก็ผ่านการทดสอบระบบจัดการความร้อนมาอย่างดี เลยใช้งานในสภาพอากาศร้อนแบบไทยได้ไม่มีปัญหา ส่วนเรื่องความชื้นในช่วงฤดูฝนก็ไม่ต้องห่วง เพราะมาตรฐาน防水 IP67 ของแบตเตอรี่รับมือได้แน่นอน ไอโอนิก 5 N เลยเป็น EV สปอร์ตที่ทั้งแรงและใช้งานได้จริงในไทยจริงๆ
ข้อความพิเศษ: เนื้อหานี้โพสต์โดยผู้ใช้ และไม่ได้แสดงถึงมุมมองและจุดยืนของ PCauto

Q&A เกี่ยวข้อง

Q
ล้อคืออะไรและมันทำหน้าที่อะไร?
ล้อเป็นหนึ่งในชิ้นส่วนหลักของระบบขับเคลื่อนรถยนต์ ซึ่งประกอบด้วยริมล้อ (rim)、เส้นเชื่อมล้อ (spoke) และหม้อขับ (hub) โดยหลักๆ: - ริมล้อ: ส่วนริมของล้อที่ติดตั้งและรองรับยางรถยนต์ เพื่อให้ยางมั่นคงและติดตั้งอย่างถูกต้อง - เส้นเชื่อมล้อ: เชื่อมโยงริมล้อและหม้อขับ เพื่อส่งกำลังและรักษาความเสถียรของโครงสร้าง แบ่งตามโครงสร้างเป็นแบบแผ่น (disc-type) และแบบเส้น (spoke-type) ในปัจจุบันรถยนต์ส่วนบุคคลส่วนใหญ่มักใช้แบบแผ่นที่มีความแข็งแรงและความเสถียรที่ดีกว่า - หม้อขับ: ชิ้นส่วนโลหะทรงกระบอกที่ติดตั้งตรงกลางกับเพลา รองรับส่วนในของยางและเชื่อมโยงกับเพลา พารามิเตอร์ต่างๆ (เส้นผ่านศูนย์กลาง、ความกว้าง) มีความหลากหลายเพื่อเข้ากับความต้องการของรถยนต์รุ่นต่างๆ ฟังก์ชันของล้อ: 1. รองรับน้ำหนักทั้งรถ 2. บรรเทาแรงกระแทกที่ส่งมาจากถนน 3. ให้แรงขับเคลื่อนและแรงเบรกผ่านการยึดเกาะระหว่างยางและพื้นดิน 4. สร้างแรงด้านข้างเพื่อช่วยในการเปลี่ยนเส้นทาง 5. ใช้แรงบิดของยางในการกลับสู่เส้นตรงโดยอัตโนมัติ เพื่อรักษาความสามารถในการขับเคลื่อนในเส้นตรง นอกจากนี้ ขนาดของริมล้อจำเป็นต้องตรงกับยาง ถ้าตัดสินใจเลือกไม่เหมาะสม (เช่น ริมล้อแคบเกินไป) อาจทำให้ยางเสียหายในช่วงแรก เส้นเชื่อมล้อแบบแผ่นได้รับการใช้งานอย่างแพร่หลายในรถยนต์ส่วนบุคคลเนื่องจากมีทั้งประโยชน์และความงาม
Q
ความเร็วสูงสุดของ Toyota Corolla 2024 คือเท่าไหร่?
รถโตโยต้า โคโรลลา รุ่นปี 2024 ในประเทศไทยมีความเร็วสูงสุดที่แตกต่างกันไปตามรุ่นและแบบเครื่องยนต์ โดยรุ่นเครื่องยนต์เบนซินจะทำความเร็วสูงสุดได้ประมาณ 180-200 กม./ชม. ส่วนรุ่นไฮบริดที่เน้นการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงจะมีความเร็วสูงสุดน้อยกว่าประมาณ 180 กม./ชม. ทั้งนี้ความเร็วจริงอาจได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศร้อนของไทย สภาพถนน หรือน้ำหนักบรรทุก ในตลาดไทย โคโรลลาเป็นรถยอดนิยมโดยเฉพาะรุ่นเครื่องยนต์ 1.8L และ 1.6L ที่เหมาะกับการใช้งานในเมือง ส่วนระบบไฮบริดจะช่วยประหยัดน้ำมันได้ชัดเจนในสภาพการจราจรติดขัดอย่างในกรุงเทพฯ ควรระวังว่ากฎหมายไทยกำหนดความเร็วสูงสุดไว้ที่ 120 กม./ชม. การขับขี่เกินความเร็วกำหนดไม่เพียงแต่เสี่ยงอันตรายแต่ยังอาจถูกปรับหนัก นอกจากนี้ระบบ Toyota Safety Sense ยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ ซึ่งเป็นประโยชน์มากในสภาพถนนทั้งในเมืองและต่างจังหวัดของไทยที่หลากหลาย หากต้องการสมรรถนะ更高อาจพิจารณารุ่น Corolla Altis ที่ติดตั้งเครื่องยนต์ 2.0L แต่ต้องคำนึงว่าภาษีรถยนต์เครื่องยนต์ขนาดใหญ่ในไทยจะสูงกว่า
Q
ยางขนาดเท่าไหร่ที่ติดตั้งใน Toyota Corolla ปี 2024?
สำหรับรถโตโยต้า Corolla รุ่นปี 2024 ที่วางขายในตลาดไทย ขนาดยางที่ทางผู้ผลิตจัดให้นั้นจะแตกต่างกันไปตามรุ่นและระดับเครื่องยนต์ โดยขนาดยางที่พบได้บ่อยจะมี 2 แบบคือ 195/65 R15 และ 205/55 R16 ซึ่งแบบแรกมักจะใช้กับรุ่นพื้นฐาน ส่วนแบบหลังนั้นจะเจอในรุ่นท็อปหรือรุ่นสปอร์ต ตัวเลขขนาดยางเหล่านี้มีความหมายคือ ความกว้างของหน้ายาง (หน่วยเป็นมิลลิเมตร) อัตราส่วนความสูงของแก้มยางต่อความกว้างหน้ายาง (เป็นเปอร์เซ็นต์) และเส้นผ่านศูนย์กลางของล้อ (หน่วยเป็นนิ้ว) การเลือกขนาดยางที่เหมาะสมจะมีผลต่อการควบคุมรถ ความนุ่มสบาย และประหยัดน้ำมันด้วย ในสภาพอากาศเมืองไทยที่ทั้งร้อนและฝนชุก แนะนำให้เลือกยางที่มีร่องดอกยางดีเพื่อระบายน้ำได้มีประสิทธิภาพ จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยเวลาขับตอนฝนตก นอกจากนี้ควรตรวจสอบสภาพยางและลมยางเป็นประจำ เพื่อป้องกันปัญหายางระเบิดจากความร้อนที่ทำให้ลมยางเพิ่มความดันสูงเกินไป ส่วนใครที่คิดจะอัพเกรดขนาดยาง ต้องระวังเรื่องกฎหมายด้วยนะ เพราะไทยเรามีข้อกำหนดเรื่องการเปลี่ยนขนาดยาง ต้องไม่เกินขอบเขตที่ผู้ผลิตอนุญาตไว้ เดี๋ยวจะเกิดปัญหาเวลาตรวจสภาพรถหรือทำประกันได้
Q
แรงดันลมยางที่เหมาะสมสำหรับรถ Toyota Corolla ปี 2024 คือเท่าไร?
ตามคำแนะนำอย่างเป็นทางการจากโตโยต้า มาตรฐานความดันลมยางสำหรับ Toyota Corolla รุ่นปี 2024 จะระบุไว้บนสติกเกอร์ที่กรอบประตูหรือในคู่มือผู้ใช้ สำหรับสภาพอากาศร้อนแบบประเทศไทย แนะนำให้ปรับความดันลมยางเมื่อยางเย็นอยู่ที่ 32 psi (2.2 bar) สำหรับล้อหน้า และ 30 psi (2.1 bar) สำหรับล้อหลัง หากมีการบรรทุกหนักเป็นประจำสามารถปรับตามค่าที่แนะนำบนสติกเกอร์ได้ สภาพอากาศร้อนในไทยจะทำให้ความดันลมยางเพิ่มขึ้นขณะขับขี่ ดังนั้นควรตรวจสอบความดันลมยางอย่างน้อยเดือนละครั้ง ควรตรวจในช่วงเช้าหรือในที่ร่มจะดีที่สุด ต้องระวังว่าความดันลมยางสูงเกินไปจะทำให้การยึดเกาะถนนลดลง ส่วนความดันต่ำเกินไปจะเพิ่มการสิ้นเปลืองน้ำมันและเสี่ยงยางระเบิดได้ ในช่วงฤดูฝนอาจลดความดันลง 1-2 psi เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่บนถนนเปียก แต่ไม่ควรปรับค่าแตกต่างจากมาตรฐานโรงงานเกิน 10% สำหรับสภาพถนนในกรุงเทพฯและเมืองใหญ่ที่ค่อนข้างซับซ้อน แนะนำให้เลือกรุ่นที่มาพร้อมระบบตรวจสอบความดันลมยาง (TPMS) โดยในไทยปั๊มน้ำมันและอู่ซ่อมรถส่วนใหญ่มีบริการตรวจความดันลมยางฟรี ควรตรวจสอบให้แน่ใจก่อนเดินทางไกล ยางแต่ละยี่ห้อเช่นมิชลินหรือบริจสโตนอาจมีค่ามาตรฐานแตกต่างกันเล็กน้อย หลังเปลี่ยนยางใหม่ควรตรวจสอบค่ามาตรฐานอีกครั้ง
Q
วิธีตรวจสอบว่าล้อไหนลมยางอ่อนใน Toyota Corolla ปี 2024
ถ้าจะตรวจสอบว่ายางล้อไหนของ Toyota Corolla รุ่นปี 2024 มีลมยางไม่พอ วิธีที่ง่ายที่สุดคือใช้ระบบตรวจสอบความดันลมยาง (TPMS) ที่มากับรถเป็นมาตรฐานอยู่แล้ว พอความดันลมยางต่ำกว่าค่ามาตรฐาน ไฟเตือนสีเหลืองบนแผงหน้าปัดจะสขึ้นพร้อมบอกตำแหน่งล้อนั้นๆ ช่วงอากาศร้อนๆแบบไทยๆเนี่ยลมยางขึ้นลงง่าย แนะนำให้ตรวจเช็คลมยางด้วยตัวเองอย่างน้อยเดือนละครั้ง จะใช้เครื่องวัดลมยางแบบดิจิตอลตามปั๊มหรืออู่ก็ได้ ต้องเช็คตอนยางเย็นเท่านั้น แล้วเทียบกับค่ามาตรฐานที่ติดอยู่บนกรอบประตูด้านคนขับ (ปกติล้อหน้าจะอยู่ที่ 220kPa ล้อหลัง 210kPa) ถ้าลมยางผิดปกติต้องปรับให้ตรงอย่าปล่อยทิ้งไว้ โดยเฉพาะช่วงหน้าฝนถนนไทยๆมักลื่น การรักษาลมยางให้พอดีจะช่วยให้เบรกทำงานปกติและประหยัดน้ำมันด้วย ยางลมอ่อนนานๆนอกจากจะสึกเร็วยังเสี่ยงยางระเบิดเวลาเดินทางไกลตอนแดดจัดๆอีก ส่วนวิธีสังเกตแบบคร่าวๆให้ดูว่ายางแตะพื้นเท่ากันทุกด้านหรือเปล่า แต่วิธีนี้ไม่แม่นเท่าใช้เครื่องวัดนะ
Q
รถ Toyota Corolla ปี 2024 ใช้น้ำมันเครื่องชนิดไหน?
สำหรับรถโตโยต้า Corolla รุ่นปี 2024 ที่จำหน่ายในประเทศไทย แนะนำให้ใช้น้ำมันเครื่องชนิดสังเคราะห์เต็มรูปแบบที่มีความหนืด 0W-16 หรือ 5W-20 เพราะทั้งสองเกรดนี้เหมาะกับสภาพอากาศร้อนของไทยและช่วยปกป้องเครื่องยนต์ได้ดี อย่างไรก็ตามควรตรวจสอบคู่มือผู้ใช้หรือสติกเกอร์ที่ฝากล่องน้ำมันเครื่องเพื่อดูเกรดที่ผู้ผลิตระบุไว้เป็นหลัก สภาพแวดล้อมของไทยที่มีทั้งความร้อนและความชื้นสูงต้องการน้ำมันเครื่องคุณภาพดีที่ได้มาตรฐาน API SP หรือ ILSAC GF-6A เพื่อความสะอาดของเครื่องยนต์และช่วยประหยัดน้ำมัน ที่สำคัญคือในสภาพอากาศร้อนแบบไทยๆ ควรตรวจสอบระดับน้ำมันเครื่องเป็นประจำและเปลี่ยนตามระยะเวลาที่กำหนดทุก 10,000 กิโลเมตรหรือทุก 6 เดือน (แล้วแต่อย่างไหนถึงก่อน) แต่ถ้าต้องเผชิญกับการจราจรติดขัดในกรุงเทพฯ บ่อยๆ อาจต้องเปลี่ยนถี่ขึ้นกว่านั้น สำหรับรุ่นเทอร์โบหรือไฮบริด ต้องใช้น้ำมันเครื่องตามที่โตโยต้ากำหนดเท่านั้นเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งศูนย์บริการโตโยต้าในไทยมีน้ำมันเครื่องต้นฉบับที่ได้มาตรฐานพร้อมบริการครบวงจร อีกเรื่องที่ควรรู้คือสภาพพื้นที่เป็นภูเขาของไทยอาจทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนักขึ้น การเลือกน้ำมันเครื่องที่มีคุณสมบัติป้องกันการเสื่อมสภาพจากความร้อนสูงจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยยืดอายุเครื่องยนต์ได้ดีขึ้น
Q
ราคาที่ยุติธรรมสำหรับรถ Toyota Corolla ปี 2024 ควรจะเป็นเท่าไหร่?
รถโตโยต้า โคโรลลา รุ่นปี 2024 ในประเทศไทยน่าจะมีราคาอยู่ที่ประมาณ 800,000 ถึง 1,200,000 บาท ขึ้นอยู่กับรุ่นและโปรโมชั่นจากตัวแทนจำหน่าย โดยรุ่นพื้นฐาน 1.6L แบบเบนซินจะราคาถูกกว่า ส่วนรุ่นไฮบริดแบบเต็มอุปกรณ์จะใกล้เคียงกับราคาสูงสุด นอกจากนี้ราคาจริงอาจรวมค่าประกัน ภาษี และอุปกรณ์เสริมต่างๆ ด้วย ตลาดไทยให้ความนิยมโคโรลลามาอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นรถที่ทนทานและประหยัดน้ำมัน โดยเฉพาะในสภาพการจราจรติดขัดอย่างในกรุงเทพฯ รุ่นไฮบริดยิ่งช่วยลดค่าน้ำมันลงไปอีก ก่อนซื้อแนะนำให้เปรียบเทียบราคาจากหลายๆ โชว์รูม เพราะโตโยต้ามีเครือข่ายจำหน่ายทั่วไทยและบริการหลังการขายค่อนข้างดี บางครั้งอาจมีโปรโมชั่นพิเศษ เช่น ผ่อนสบายๆ ดอกเบี้ยต่ำหรือบริการฟรีๆ ที่ช่วยลดต้นทุนในการใช้รถในระยะยาว ส่วนเรื่องค่าซื้อคืนกลับ โคโรลลาก็ทำได้ดีเหมือนกัน แม้ใช้ไปนานก็ยังคงมูลค่าได้ค่อนข้างดี
Q
รถ Toyota Corolla Cross ปี 2024 จะใช้งานได้นานแค่ไหน?
รถโตโยต้า Corolla Cross รุ่นปี 2024 ในประเทศไทยโดยทั่วไปสามารถใช้งานได้นาน 15-20 ปี หรือระยะทางเกิน 3 แสนกิโลเมตร ขึ้นอยู่กับการบำรุงรักษาและนิสัยการขับขี่ รถรุ่นนี้ใช้เครื่องยนต์ 2.0L แบบดูดธรรมดาและเกียร์ CVT ที่มีชื่อเรื่องความทนทาน พร้อมด้วยระบบไฮบริด (แบบ HEV) ที่ได้รับการพัฒนามาอย่างดีของโตโยต้า ซึ่งทำงานได้ดีในสภาพอากาศร้อนชื้นของไทย แนะนำให้เปลี่ยนน้ำหล่อเย็นและน้ำมันเกียร์อย่างสม่ำเสมอเพื่อรับมือกับอุณหภูมิสูง และควรดูแลป้องกันสนิมบริเวณช่วงล่างโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน สำหรับคนไทยแล้ว Corolla Cross มีอะไหล่พร้อมและค่าซ่อมบำรุงไม่แพง นอกจากนี้ยังเป็นรถที่ทรงตัวดีในตลาดมือสอง หากทำตามคำแนะนำของผู้ผลิตในการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องทุก 1 หมื่นกิโลเมตรและใช้อะไหล่แท้ จะช่วยยืดอายุการใช้งานของรถได้อีก ที่สำคัญคือสภาพถนนในไทยมีความหลากหลาย จึงควรตรวจสอบระบบช่วงล่างทุก 2 ปี โดยเฉพาะถ้าต้องขับบนถนนชนบทบ่อยๆ การดูแลรายละเอียดเหล่านี้จะช่วยเพิ่มความเชื่อถือได้ในการใช้งานระยะยาวอย่างเห็นได้ชัด
Q
รถ Toyota Corolla Cross รุ่นปี 2024 เป็นรถที่ดีหรือไม่?
สำหรับตลาดไทย 2024 Toyota Corolla Cross นับเป็น SUV ที่น่าจับตามอง เพราะยังคงความน่าเชื่อถือและใช้งานได้จริงแบบฉบับโตโยต้า มาพร้อมเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร แบบธรรมดาหรือระบบไฮบริดที่ให้กำลังส่งเรียบๆ แต่ประหยัดน้ำมันสุดๆ เหมาะทั้งขับในเมืองที่รถติดเยอะหรือจะไปทริปยาวๆ ก็ไหว ที่นั่งด้านหลังกว้างขวาง พับเก็บได้ตามต้องการ ช่วยเรื่องขนของหรือไปเที่ยวกับครอบครัว แถมยังติดตั้ง Toyota Safety Sense ระบบช่วยความปลอดภัยที่มีทั้งแจ้งเตือนก่อนชนและช่วยควบคุมเลน ช่วยให้ขับขี่ปลอดภัยขึ้น ส่วนเรื่องอากาศร้อนๆ แบบไทยๆ แอร์ของรุ่นนี้เย็นฉ่ำ แถมช่วงล่างก็ปรับแต่งมาได้ดีทั้งนุ่มและกระชับ รับได้ทุกสภาพถนน ถ้าจะให้เปรียบเทียบกับรุ่นอื่นในตลาดอย่าง Honda HR-V หรือ Mazda CX-30 ที่แต่ละรุ่นก็มีจุดเด่นต่างกัน แต่จุดแข็งของ Corolla Cross อยู่ที่เครือข่ายบริการหลังการขายของโตโยต้าที่ครอบคลุมและมูลค่ารถคงเหลือสูง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญสำหรับคนไทยมาก
Q
คะแนนของ Toyota Corolla Cross 2024 คือเท่าไร?
รถโตโยต้า คอร์โรลลา ครอส รุ่นปี 2024 ในไทยทำผลงานด้านความปลอดภัยได้ดีมาก ได้รับการรับรองระดับ 5 ดาวจากอาเซียน NCAP พร้อมระบบ Toyota Safety Sense ที่มาพร้อมฟีเจอร์ขั้นสูง เช่น ระบบเตือนการชนและช่วยรักษาเลน เหมาะสมกับสภาพถนนทั้งในเมืองและต่างจังหวัดของไทยที่ค่อนข้างซับซ้อน ส่วนด้านสมรรถนะมีทั้งรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 1.8 ลิตรและไฮบริด 1.8 ลิตร โดยรุ่นไฮบริดให้ประหยัดน้ำมันถึงประมาณ 23 กม./ลิตรในสภาพการจราจรติดขัดของกรุงเทพฯ ส่วนระบบช่วงล่างก็ถูกปรับแต่งให้เหมาะกับถนนไทย ทั้งความนุ่มนวลและการทรงตัว ความโดดเด่นในตลาดไทยยังมาจากราคาที่เหมาะสมเพราะผลิตในประเทศและเครือข่ายบริการหลังการขายที่ครอบคลุม สำหรับคนไทยที่กำลังมองหารถในระดับเดียวกัน อาจเปรียบเทียบกับฮอนด้า เอชอาร์-วี หรือมาสด้า ซีเอ็กซ์-30 ก่อนตัดสินใจ แนะนำให้ไปทดลองขับที่โชว์รูมในกรุงเทพฯหรือเชียงใหม่ และอย่าลืมเช็กโปรโมชั่นลดภาษีสำหรับรถ Eco Car จากรัฐบาลไทยเพื่อช่วยในการตัดสินใจที่คุ้มค่าที่สุด
  • รถยอดนิยม

  • รุ่นปีรถยนต์

  • เปรียบเทียบรถยนต์

  • รูปภาพรถ

Q&A ล่าสุด

Q
มีน้ำมันกี่ลิตรในน้ำหนัก 1 กิโลกรัม?
ปริมาตรของน้ำมัน 1 กิโลกรัมขึ้นอยู่กับชนิดและความหนาแน่นของน้ำมัน ซึ่งผลการแปลงค่ามีความแตกต่างกันระหว่างชนิดน้ำมันต่างๆ: ความหนาแน่นของน้ำมันดีเซลประมาณ 0.85 กิโลกรัมต่อลิตร น้ำมันดีเซล 1 กิโลกรัมประมาณ 1.18 ลิตร (อาจมีค่าในช่วง 1.16–1.22 ลิตรเนื่องจากความแตกต่างของความหนาแน่น); ความหนาแน่นของน้ำมันเครื่องมักประมาณ 0.945 กิโลกรัมต่อลิตร น้ำมันเครื่อง 1 กิโลกรัมประมาณ 1.058 ลิตร (ความหนาแน่นมีความแตกต่างเล็กน้อยระหว่างรุ่นต่างๆ เช่น น้ำมันเครื่องสำหรับฤดูร้อนและฤดูหนาว); สำหรับน้ำมันเบนซิน น้ำมันเบนซินเบอร์ 92 มีความหนาแน่นประมาณ 0.72 กิโลกรัมต่อลิตร ซึ่ง 1 กิโลกรัมประมาณ 1.388 ลิตร น้ำมันเบนซินเบอร์ 95 มีความหนาแน่นประมาณ 0.725 กิโลกรัมต่อลิตร ซึ่งสอดคล้องกับ 1.379 ลิตร และน้ำมันเบนซินเบอร์ 98 มีความหนาแน่นประมาณ 0.737 กิโลกรัมต่อลิตร ซึ่งสอดคล้องกับ 1.357 ลิตร; ความหนาแน่นของน้ำมันสำหรับทำอาหารประมาณ 0.92 กิโลกรัมต่อลิตร น้ำมันสำหรับทำอาหาร 1 กิโลกรัมประมาณ 1.087 ลิตร ความหนาแน่นของน้ำมันจะได้รับอิทธิพลจากปัจจัยต่างๆ เช่น ส่วนประกอบและอุณหภูมิ ดังนั้นในการแปลงค่าต้องคำนึงถึงความหนาแน่นจริงของน้ำมันแต่ละชนิด ตัวอย่างเช่น ในการบำรุงรักษารถยนต์ น้ำมันเครื่องของแบรนด์และรุ่นต่างๆ มีความหนาแน่นที่แตกต่างกัน จึงขอแนะนำให้อ้างอิงข้อมูลความหนาแน่นบนบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์เพื่อคำนวณปริมาตรที่ถูกต้อง ความหนาแน่นของน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลที่สถานีบริการน้ำมันก็จะมีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อยเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ แต่โดยปกติจะใช้ความหนาแน่นตามมาตรฐานอุตสาหกรรมเป็นหลักอ้างอิง
Q
ราคาน้ำมันดีเซล B7 วันนี้เท่าไร?
วันนี้วันที่ 15 พฤศจิกายน 2566 ตามประกาศราคาน้ำมันล่าสุด ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล B7 อยู่ที่ลิตรละ 32.94 บาท ราคานี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความผันผวนของตลาดน้ำมันโลกและนโยบายภาษีเชื้อเพลิงของรัฐบาล แนะนำให้ตรวจสอบราคาปัจจุบันผ่านช่องทางอย่างปั๊มน้ำมัน PTT หรือบางจาก น้ำมันดีเซล B7 เป็นเชื้อเพลิงผสมที่มีไบโอดีเซล 7% ช่วยลดมลพิษและคราบเขม่าในเครื่องยนต์มากกว่าน้ำมันดีเซลทั่วไป เหมาะกับรถยนต์ดีเซลรุ่นใหม่ๆ แต่ควรเลือกรถที่ได้มาตรฐานยูโร 5 เพื่อความเข้ากันได้ที่ดีที่สุด เวลาเติมน้ำมันปกติลองสังเกตโปรโมชั่นจากปั๊ม เช่นบางช่วงอาจได้คะแนนสะสมเพิ่มหรือบริการตรวจเช็ครถฟรี แถมการใช้สารทำความสะอาดระบบเชื้อเพลิงจากปั๊มมาตรฐานเป็นประจำยังช่วยบำรุงระบบหัวฉีดให้ทำงานมีเสถียรภาพในระยะยาวอีกด้วย
Q
น้ำมัน E20 ดีไหม?
น้ำมันเบนซิน E20 เป็นส่วนผสมของเอทานอล 20% และน้ำมันเบนซิน 80% และเป็นหนึ่งในประเภทเชื้อเพลิงที่พบได้ทั่วไปในพื้นที่นี้ ข้อดีหลักคือราคาที่ค่อนข้างประหยัด ช่วยให้เจ้าของรถลดค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงในแต่ละวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือต้องใส่ใจกับความเข้ากันได้ของรถยนต์ รถยนต์ใหม่หรือรถยนต์ที่ผ่านมาตรฐาน E20 มีเครื่องยนต์ที่ออกแบบมาให้รองรับปริมาณเอทานอลที่สูงขึ้นและจะทำงานได้ตามปกติ แต่รถยนต์รุ่นเก่าอาจมีอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นหรืออาจสึกหรอเร็วขึ้นเนื่องจากชิ้นส่วนเครื่องยนต์ไม่ได้รับการปรับให้เหมาะสมกับระดับเอทานอลที่สูงขึ้น ดังนั้น รถยนต์รุ่นเก่าจึงควรเลือกเชื้อเพลิงที่มีปริมาณเอทานอลต่ำกว่า (เช่น น้ำมันเบนซิน 91 หรือ 95 ออกเทนที่มีเอทานอล 10%) ก่อนเติมน้ำมัน เจ้าของรถควรตรวจสอบประเภทเชื้อเพลิงที่แนะนำบนฝาเติมน้ำมันของรถอย่างระมัดระวังเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้เชื้อเพลิงผิดประเภท ซึ่งอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพของรถหรือทำให้เกิดความเสียหาย ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเชื้อเพลิงที่เลือกนั้นตรงกับความต้องการของรถยนต์
Q
คุณสมบัติเด่นของน้ำมันแต่ละประเภทคืออะไร?
น้ำมันเครื่องประเภทต่างๆ มีคุณสมบัติที่แตกต่างกันเพื่อให้เหมาะกับความต้องการของเครื่องยนต์แต่ละประเภท ยกตัวอย่างเช่น น้ำมันเครื่องเบนซิน Platinum Energy 3000 เป็นน้ำมันเครื่องเบนซินแบบมัลติเกรด มีความหนืดตามมาตรฐาน SAE เช่น 5W-30 และ 10W-40 ผลิตจากน้ำมันพื้นฐานคุณภาพสูงและสารเติมแต่งที่คัดสรรมาอย่างดี ผ่านมาตรฐานคุณภาพ API SL มีเสถียรภาพต่อการออกซิเดชันที่ดีเยี่ยม ทนต่ออุณหภูมิสูง และกระจายตะกอนได้ดีในอุณหภูมิต่ำ ช่วยรักษาประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องยนต์ ยืดอายุการใช้งาน ลดการสึกหรอและการกัดกร่อน ลดการสิ้นเปลืองพลังงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง สูตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมช่วยปกป้องตัวแปลงไอเสียแบบสามทาง ทำให้เหมาะสำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลรุ่นใหม่ โดยเฉพาะเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จหรือเครื่องยนต์ดูดอากาศตามธรรมชาติ เครื่องยนต์ฉีดตรง และระบบวาล์วที่มีจังหวะการเปิด-ปิดวาล์วแปรผันและตัวดันวาล์วไฮดรอลิก สำหรับน้ำมันเครื่องดีเซล Titanium Energy CH-4 SAE 15W-40 เหมาะสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล ให้การหล่อลื่นที่เสถียร น้ำมันเครื่องสำหรับรถจักรยานยนต์นั้นรวมถึงผลิตภัณฑ์สังเคราะห์แท้ 4 จังหวะที่นำเข้าโดยตรงจากประเทศไทย เหมาะสำหรับรุ่นต่างๆ เช่น CB400 และ Forsa 350 น้ำมันเหล่านี้มีคุณสมบัติป้องกันการสึกหรอสูง ทนต่ออุณหภูมิสูง และป้องกันการสะสมของคาร์บอน ให้การปกป้องเครื่องยนต์รถจักรยานยนต์ได้อย่างน่าเชื่อถือ นอกจากนี้ น้ำมันเครื่องนำเข้าโดยทั่วไปยังมีประสิทธิภาพที่เหนือกว่า เช่น คุณสมบัติป้องกันการสึกหรอที่แข็งแกร่ง คุ้มค่า และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถเลือกประเภทและความหนืดของน้ำมันที่เหมาะสมได้ตามประเภทของรถและสถานการณ์การใช้งาน
Q
"1 ลิตรของดีเซลวิ่งได้กี่กิโลเมตร?"
ระยะทางที่รถดีเซลสามารถวิ่งได้ต่อ 1 ลิตร ขึ้นอยู่กับรุ่นรถ สถานการณ์การใช้งาน และสภาพถนนที่แตกต่างกัน ตัวอย่างรถดีเซลทั่วไปในตลาดไทย: - รถ Great Wall Tank 300 รุ่นดีเซล อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันตามประกาศคือ 7.8 ลิตร/100 กิโลเมตร เมื่อคำนวณแล้ว น้ำมันดีเซล 1 ลิตรสามารถวิ่งได้ประมาณ 12.8 กิโลเมตร - รถ Ford Everest 2.0T รุ่นดีเซล อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันจริงประมาณ 9.2 ลิตร/100 กิโลเมตร น้ำมันดีเซล 1 ลิตรวิ่งได้ประมาณ 10.9 กิโลเมตร - รถ Toyota Fortuner รุ่นดีเซล อัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน 8.5 ลิตร/100 กิโลเมตร น้ำมันดีเซล 1 ลิตรวิ่งได้ประมาณ 11.8 กิโลเมตร - รถ Toyota Hilux ดีเซล ในการใช้งานจริง อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่แสดงบนหน้าปัดต่ำถึง 7.0 ลิตร/100 กิโลเมตร (น้ำมันดีเซล 1 ลิตรวิ่งได้ประมาณ 14.3 กิโลเมตร) ในกรณีขับทางหลวงระยะไกล อัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน 7.3 ลิตร/100 กิโลเมตร น้ำมันดีเซล 1 ลิตรวิ่งได้ประมาณ 13.7 กิโลเมตร รถดีเซลมีลักษณะความเร็วรอบต่ำแต่แรงบิดสูง ซึ่งเหมาะกับภูมิประเทศภูเขาทางภาคเหนือของไทยและความต้องการขับออฟโรด จึงเป็นที่นิยมในตลาดท้องถิ่น อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันจะได้รับผลกระทบจากปัจจัยต่างๆ เช่น ความจุกระบอกสูบของเครื่องยนต์ น้ำหนักรถ พฤติกรรมการขับขี่ และสภาพถนน (การจราจรติดขัดในเมือง การขับทางหลวง ถนนลูกรัง) โดยทั่วไป รถดีเซลจะมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันต่ำกว่าในสถานการณ์ขับทางหลวงหรือบรรทุกเบา และระยะทางที่วิ่งได้ต่อน้ำมันดีเซล 1 ลิตรก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ดูเพิ่มเติม