Q

ค่าเบี้ยประกันของ Mazda 3 คือเท่าไร?

ค่าเบี้ยประกันรถยนต์มาสด้า 3 จะแตกต่างกันไปตามปีรุ่นรถ, ขนาดเครื่องยนต์, ประเภทประกัน และบริษัทประกันที่เลือก โดยทั่วไปแล้ว ประกันชั้น 1 (ประกันเต็ม) จะมีค่าเบี้ยอยู่ที่ประมาณ 15,000-25,000 บาทต่อปี ส่วนประกันชั้น 2 (ประกันพ.ร.บ.) จะถูกกว่า ค่าเบี้ยประมาณ 5,000-10,000 บาท แต่ราคาจริงอาจขึ้นอยู่กับประวัติการขับขี่ของผู้เอาประกัน, การใช้งานรถ และโปรโมชั่นส่วนลดจากบริษัทประกันด้วย แนะนำให้เปรียบเทียบราคาจากหลายๆบริษัทก่อนตัดสินใจซื้อประกัน และควรอ่านเงื่อนไขให้ดี โดยเฉพาะเรื่องความคุ้มครองและค่าเสียหายส่วนแรกที่ต้องรับผิดชอบเอง นอกจากนี้ บางบริษัทอาจมีบริการเสริมเช่นช่วยเหลือฉุกเฉินบนถนนหรือส่วนลดค่าซ่อม ซึ่งก็เป็นปัจจัยที่ควรพิจารณาเมื่อเลือกซื้อประกันรถยนต์ การศึกษารายละเอียดเหล่านี้ไม่เพียงช่วยให้คุณประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ยังทำให้ได้รับความคุ้มครองที่เหมาะสมเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้นอีกด้วย
ข้อความพิเศษ: เนื้อหานี้โพสต์โดยผู้ใช้ และไม่ได้แสดงถึงมุมมองและจุดยืนของ PCauto

Q&A เกี่ยวข้อง

Q
รถ MAZDA3 ปี 2022 ต้องการน้ำมันเบนซินเกรดพรีเมียมหรือไม่?
รถ Mazda 3 รุ่นปี 2022 นั้น ทางผู้ผลิตแนะนำให้ใช้เบนซินหมายเลข 91 หรือสูงกว่านั้นเพื่อประสิทธิภาพที่ดีที่สุด แต่ไม่ได้บังคับว่าต้องใช้เบนซินระดับพรีเมียมเสมอไป จะใช้เบนซินธรรมดาหมายเลข 87 ก็ได้ตามปกติ แต่เครื่องยนต์อาจจะตอบสนองได้ไม่เต็มที่และประหยัดน้ำมันน้อยลงเล็กน้อย สาเหตุเป็นเพราะเครื่องยนต์ Skyactiv-G ของ Mazda ออกแบบมาให้มีอัตราส่วนการอัดสูง การใช้เบนซินคุณภาพสูงจะช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงการน็อค โดยเฉพาะเวลาอากาศร้อนหรือเมื่อขับทางไกลบ่อยๆ แต่ถ้าใช้รถแค่ในเมืองเป็นหลัก การเติมเบนซินธรรมดาก็ไม่เป็นไร ไม่ทำลายเครื่องยนต์ แค่ถ้าจะขับทางไกลหรืออยากได้ความรู้สึกในการขับที่ดีขึ้น แนะนำให้อัพเกรดเป็นเบนซินคุณภาพสูงจะดีกว่า อย่างไรก็ตาม ต้องระวังเรื่องคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิงด้วย เพราะแต่ละปั๊มอาจแตกต่างกัน แนะนำให้เลือกเติมปั๊มใหญ่ที่น่าเชื่อถือ เพื่อป้องกันปัญหาเครื่องยนต์ที่อาจเกิดจากน้ำมันคุณภาพต่ำ เวลานำรถเข้าศูนย์บริการก็ให้ช่างตรวจสอบการสะสมคาร์บอนในเครื่องยนต์ด้วย จะได้ปรับเลือกใช้เบนซินให้เหมาะกับการใช้งานจริงของเรา
Q
อัตราการประหยัดน้ำมันของ Mazda 3 รุ่นปี 2022 คือเท่าไร?
Mazda 3 รุ่นปี 2022 ให้ประสิทธิภาพด้านประหยัดน้ำมันที่ดีมาก โดยข้อมูลจะแตกต่างกันไปตามรุ่นและระบบขับเคลื่อน สำหรับรุ่นที่ใช้เครื่องยนต์ Skyactiv-G ขนาด 2.0 ลิตร จะสิ้นเปลืองน้ำมันประมาณ 7.8 ลิตร/100 กม. ในเมือง และ 5.6 ลิตร/100 กม. บนทางหลวง ส่วนค่าเฉลี่ยรวมอยู่ที่ประมาณ 6.5 ลิตร/100 กม. ส่วนรุ่นที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 1.5 ลิตร จะประหยัดยิ่งกว่า ด้วยอัตราสิ้นเปลืองรวมต่ำถึง 4.5 ลิตร/100 กม. เหมาะมากสำหรับคนที่ขับทางไกลบ่อยหรือเน้นเรื่องประหยัดน้ำมัน เทคโนโลยี Skyactiv ของ Mazda ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันได้อย่างชัดเจน ด้วยการปรับแต่งเครื่องยนต์ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ลดน้ำหนักตัวรถ และปรับเกียร์ให้เหมาะสม โดยยังคงความรู้สึกในการขับที่สนุกเหมือนเดิม สำหรับในเมืองไทยที่การจราจรค่อนข้างติดขัด แนะนำให้เลือกรุ่นที่มีระบบ i-stop ที่จะช่วยดับเครื่องยนต์อัตโนมัติเมื่อจอดรถไฟแดงหรือหยุดแป๊บๆ ช่วยประหยัดน้ำมันได้อีกเยอะ Mazda 3 ยังมีโหมดขับขี่ให้เลือกหลายแบบ เช่น โหมดประหยัดหรือโหมดสปอร์ต ให้ปรับใช้ตามถนนและความชอบส่วนตัว เพื่อบาลานซ์ระหว่างสมรรถนะกับความประหยัด ถ้าอยากประหยัดน้ำมันยิ่งกว่านี้ก็อาจมองหารถไฮบริดหรือรถไฟฟ้า แต่ Mazda 3 รุ่นเครื่องยนต์ทั่วไปยังคงมีความเหนือกว่าในด้านการตอบสนองและความสนุกในการขับขี่ เหมาะสำหรับคนที่ชอบความรู้สึกของการขับรถจริงๆ
Q
รถ Mazda 3 รุ่นปี 2022 จำเป็นต้องใช้แก๊สโซฮอล์พรีเมียมหรือไม่?
คู่มือทางการของ Mazda 3 รุ่นปี 2022 แนะนำให้ใช้เชื้อเพลิงที่มีออกเทน 91 ขึ้นไปเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด แต่ไม่ได้บังคับว่าต้องใช้เท่านั้น ถ้าเติมน้ำมันธรรมดาอย่างเบนซิน 91 ลงไปเครื่องยนต์ก็สามารถปรับจังหวะการจุดระเบิดให้เหมาะสมได้ แต่กำลังเครื่องและประหยัดน้ำมันอาจลดลงนิดหน่อย เทคโนโลยี Skyactiv-G ของ Mazda ออกแบบมาให้สมดุลระหว่างประหยัดน้ำมันและกำลังส่ง แก๊สโซฮอล์ออกเทนสูงจะช่วยให้เครื่องยนต์อัตราส่วนอัดสูงทำงานได้เต็มที่ โดยเฉพาะเวลาอากาศร้อนหรือขับขึ้นเขา บรรเทาปัญหาการน็อคของเครื่องยนต์และช่วยให้เครื่องทำงานเรียบขึ้น ถ้าใช้รถแค่ในเมืองและอยากประหยัด ก็เติมน้ำมันธรรมดาได้ไม่มีปัญหา แต่ถ้าต้องขับทางไกลหรืออยากได้สมรรถนะการขับขี่เต็มที่ แนะนำให้เลือกน้ำมันออกเทนสูงไว้ก่อน ข้อควรระวังคือน้ำมันแต่ละปั๊มคุณภาพไม่เหมือนกัน ควรเลือกปั๊มที่ไว้ใจได้ และอย่าลืมเติมน้ำยาทำความสะอาดระบบเชื้อเพลิงตามที่ผู้ผลิตแนะนำเป็นประจำ เพื่อดูแลหัวฉีดและห้องเผาไหม้ ส่วนรถเทอร์โบมักจะอ่อนไหวกับเลขออกเทนมากกว่า แต่ Mazda 3 ปี 2022 ทุกรุ่นเป็นเครื่องยนต์แบบแอทโมสเฟียร์ เลยปรับตัวได้ดีกว่า
Q
เครื่องยนต์อะไรที่อยู่ใน Mazda 3 ปี 2022?
รุ่น Mazda 3 ปี 2022 มาพร้อมกับตัวเลือกเครื่องยนต์ Skyactiv-Technology 2 แบบ ให้เลือกตามสไตล์การขับขี่ เครื่องยนต์แรกเป็นแบบ 2.0 ลิตร 4 สูบ แบบดูดธรรมดา (กำลังสูงสุด 155 แรงม้า แรงบิดสูง 200 นิวตันเมตร) ส่วนอีกรุ่นเป็น 2.5 ลิตร 4 สูบ (กำลังสูงสุด 186 แรงม้า แรงบิดสูง 252 นิวตันเมตร) ทั้งคู่ใช้เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด และบางรุ่นมีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อให้เลือกด้วย เครื่องยนต์ทั้งสองแบบนี้ถูกออกแบบให้มีอัตราส่วนอัดสูง ช่วยประหยัดน้ำมันในเมืองแต่ยังเร่งฉิวเวลาแซง ส่วนใครที่ชอบขับทางไกล แนะนำรุ่น 2.5 ลิตรเลย เพราะแรงกว่านิดนึงเหมาะกับทางหลวง ส่วนรุ่น 2.0 ลิตรก็เพอร์เฟกต์สำหรับขับรถไปทำงานประจำวัน สิ่งที่น่าสนใจคือ Mazda 3 ทุกรุ่นไม่ใช้เทอร์โบ แต่ใช้เทคโนโลยีปรับระบบไอดี-ไอเสียและหัวฉีดน้ำมันให้ทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้เวลาเจออากาศร้อนๆ เครื่องยังคงเสถียรและดูแลรักษาไม่ยาก แถมเติมน้ำมันแค่เบนซิน 91 ก็พอแล้ว หาเติมตามปั้มทั่วไปได้สบายๆ ใช้ไปนานๆ ก็ประหยัดค่าเชื้อเพลิงได้ดีเลยทีเดียว
Q
2022 Mazda 3 ผลิตที่ไหน?
รถ Mazda 3 รุ่นปี 2022 ส่วนใหญ่ผลิตที่ประเทศญี่ปุ่น เม็กซิโก และไทย โดยรุ่นที่ขายในไทยบางส่วนถูกประกอบที่โรงงานอาเซียนในจังหวัดชลบุรี โรงงานนี้ทำงานตามมาตรฐานคุณภาพระดับโลกของมาสด้าทุกขั้นตอน เพื่อให้รถยนต์มีคุณภาพเทียบเท่ารุ่นที่ผลิตในญี่ปุ่นเลยทีเดียว เครื่องยนต์สกายแอคทีฟและดีไซน์โคโดะที่มาพร้อมในรุ่นนี้เป็นที่นิยมมากในตลาดไทย เพราะประหยัดน้ำมันและขับเคลื่อนคล่องตัวเหมาะกับสภาพถนนในเมืองเป็นพิเศษ ที่น่าสนใจคือโรงงานอาเซียนแห่งนี้ไม่เพียงแต่ผลิตรถพวงมาลัยขวาเพื่อจำหน่ายในประเทศเท่านั้น แต่ยังส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย แสดงให้เห็นถึงความสามารถด้านการผลิตที่ได้รับการยอมรับในวงกว้าง สำหรับผู้บริโภคแล้ว การเลือกรถที่ประกอบในประเทศจะได้รถเร็วขึ้นและได้รับบริการหลังการขายที่คุ้มค่ากว่า ในขณะที่รุ่นนำเข้าจะมีตัวเลือกอุปกรณ์สูงให้เลือกมากกว่า แนะนำให้เลือกตามความต้องการจริงๆ ของคุณจะดีที่สุด
Q
รถ Mazda3 ปี 2022 จะมีอายุการใช้งานได้นานแค่ไหน
รถ Mazda 3 รุ่นปี 2022 ในสภาพการใช้งานและการดูแลรักษาปกติ คาดว่าจะวิ่งได้เกิน 2 แสนถึง 3 แสนกิโลเมตร แต่อายุการใช้งานจริงขึ้นอยู่กับนิสัยการขับ ขั้นตอนการดูแลรักษา และปัจจัยสภาพแวดล้อมในพื้นที่ รถรุ่นนี้ใช้เทคโนโลยี Skyactiv ที่ให้ประสิทธิภาพความทนทานของเครื่องยนต์และเกียร์ในระดับดี รวมถึงการป้องกันสนิมตัวถังที่เหมาะกับสภาพอากาศชื้น แนะนำให้เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ และตรวจสอบระบบเบรกอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญ นอกจากนี้ในเขตอากาศร้อนควรระวังเรื่องความร้อนที่อาจทำให้แบตเตอรี่และชิ้นส่วนยางเสื่อมสภาพเร็วขึ้น แนะนำให้ตรวจสอบระบบระบายความร้อนและแอร์ทุก 6 เดือน สำหรับเจ้าของที่ต้องการใช้รถยาวนาน การเลือกอะไหล่แท้จากศูนย์และการปฏิบัติตามคู่มือการดูแลรักษาของผู้ผลิตจะช่วยยืดอายุการใช้งานได้มากที่สุด เทคโนโลยี Skyactiv ของ Mazda ไม่เพียงช่วยประหยัดน้ำมัน แต่ยังเพิ่มความทนทานด้วยโครงสร้างตัวถังแข็งแรงพิเศษ ซึ่งเป็นจุดสำคัญสำหรับการใช้งานในเมืองที่การจราจรหนาแน่นหรือการขับบนถนนชนบทผสมกัน
Q
ปัญหาทั่วไปของ Mazda3 ปี 2022 มีอะไรบ้าง?
รถ Mazda 3 รุ่นปี 2022 ในตลาดบ้านเรานั้นถือว่าทนทานพอสมควร แต่ก็มีปัญหาบางจุดที่ควรระวัง เช่น มีเจ้าของรถบางรายรายงานว่าหม้อแบตเตอรี่ 12V อาจเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติในสภาพอากาศร้อนชื้น แนะนำให้ตรวจสอบขั้วแบตเตอรี่เป็นประจำว่ามีการกัดกร่อนหรือไม่ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศแบบร้อนชื้น นอกจากนี้ระบบ idle stop ของเครื่องยนต์ Skyactiv-G อาจเพิ่มภาระให้แบตเตอรี่เมื่อต้องเจอกับการจราจรที่ติดขัดบ่อยๆ สามารถปิดชั่วคราวเพื่อยืดอายุการใช้งานได้ ส่วนระบบมัลติมีเดียอาจมีปัญหาการเชื่อมต่อ CarPlay ไม่เสถียรบ้าง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วการอัปเดตระบบให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดก็สามารถแก้ไขได้ แล้วยังมีเรื่องสีรถแบบ Soul Red ที่ถึงจะสวยงามแต่ค่าซ่อมแซมค่อนข้างสูง แนะนำให้ทำประกันสีรถจากศูนย์จะดีกว่า ที่น่าสนใจคือเทคโนโลยี Skyactiv ของรถรุ่นนี้เหมาะมากสำหรับการขับบนเส้นทางขึ้นเขา เนื่องจากเครื่องยนต์อัตราส่วนกำลังอัดสูงช่วยประหยัดน้ำมันได้ดีแม้ในพื้นที่ภูเขาอย่างเชียงใหม่ และระบบ GVC ยังช่วยเพิ่มความมั่นคงบนถนนลื่นๆ ขอแนะนำให้ใช้ยางที่แนะนำโดยโรงงานเดิมเมื่อขับรถในฤดูฝน การจัดแนวล้อสี่ล้อเป็นประจำสามารถหลีกเลี่ยงปัญหาการบดเบี่ยงเบนได้
Q
มูลค่าขายต่อของ Mazda 3 ปี 2022 คือเท่าไร?
ในตลาดมือสองท้องถิ่น รถ Mazda 3 รุ่นปี 2022 มีอัตราการรักษามูลค่าค่อนข้างคงที่ โดยขึ้นอยู่กับสภาพรถ ระยะทาง และระดับอุปกรณ์ ส่วนใหญ่จะรักษามูลค่าได้ประมาณ 65%-75% ของราคารถใหม่ โดยเฉพาะรุ่นระดับกลางถึงสูงที่ติดตั้งเครื่องยนต์ Skyactiv-G 2.0L อย่างรุ่น Carbon Edition นั้นเป็นที่นิยมมากกว่า เพราะมีอุปกรณ์มาตรฐานเช่น ไฟ LED พวงมาลัยหนัง ทำให้เวลาขายต่อจะเสียมูลค่าน้อยกว่ารุ่นพื้นฐานประมาณ 5%-8% สีแดง Soul Red Crystal แม้จะต้องจ่ายเพิ่มตอนซื้อรถใหม่ แต่เวลาขายมือสองจะรักษามูลค่าได้มากกว่าสีอื่นประมาณ 3%-5% ปัจจัยสำคัญที่ช่วยรักษามูลค่าคือการมีประวัติการบริการจากตัวแทนจำหน่ายอย่างสม่ำเสมอ และการติดตั้งอุปกรณ์ความปลอดภัยจากโรงงานเช่น ระบบช่วยเบรกฉุกเฉิน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความน่าสนใจเวลาขายต่อได้มาก เมื่อเทียบกับรถระดับเดียวกัน Mazda 3 ได้รับความนิยมในตลาดมือสองอย่างต่อเนื่องเนื่องจากเทคโนโลยี Skyactiv ที่ช่วยให้ประหยัดน้ำมันและขับเคลื่อนดี แนะนำว่าก่อนขายควรเปรียบเทียบราคาในแพลตฟอร์มขายมือสองชั้นนำ และเตรียมประวัติการซ่อมบำรุงให้ครบถ้วนเพื่อให้ได้ราคาดีที่สุด
Q
Mazda 3 รุ่นปี 2022 ควรใช้น้ำมันชนิดใด
สำหรับ Mazda 3 รุ่นปี 2022 ทางผู้ผลิตแนะนำให้ใช้น้ำมันเครื่องเกรดความหนืด SAE 0W-20 ซึ่งเป็นน้ำมันเครื่องความหนืดต่ำที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันเครื่องยนต์ขณะสตาร์ทเครื่องตอนเย็นและประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้ดี เหมาะสมเป็นพิเศษกับการขับขี่ในสภาพอากาศร้อนที่มีการสตาร์ทเครื่องบ่อยครั้ง แต่หากรถของคุณมีระยะทางใช้งานเกิน 80,000 กิโลเมตรหรือพบปัญหาน้ำมันเครื่องลดลงเล็กน้อย อาจพิจารณาอัพเกรดไปใช้เกรด 5W-30 เพื่อเพิ่มการป้องกันเครื่องยนต์ในอุณหภูมิสูง แนะนำให้เลือกน้ำมันเครื่องสังเคราะห์ (ทั้งแบบเต็มสังเคราะห์และกึ่งสังเคราะห์) เนื่องจากทนทานต่อการเกิดออกซิเดชันในอุณหภูมิสูงได้ดีกว่าน้ำมันเครื่องแร่ ควรเลือกน้ำมันเครื่องคุณภาพสูงที่ได้การรับรองมาตรฐาน API SP หรือ ILSAC GF-6 ยี่ห้อที่หาซื้อได้ทั่วไปในประเทศไทยเช่น เชลล์ เฮลิกซ์ อัลตรา มอบบิล 1 หรืออิเดมิตสึ ZEPRO ก็เป็นตัวเลือกที่เหมาะสม ระยะเวลาการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องควรอยู่ที่ทุก 10,000 กิโลเมตรหรือทุก 12 เดือน (แล้วแต่อย่างไหนมาถึงก่อน) แต่หากขับขี่ในสภาพรถติดนานหรือขับแบบอัดอาจลดระยะเหลือ 8,000 กิโลเมตร ควรตรวจสอบระดับน้ำมันเครื่องเป็นประจำและหากพบสัญญาณไฟเตือนสีเหลืองที่หน้าปัดควรรีบเติมน้ำมันเครื่องทันที เมื่อทำการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ควรเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่องแบบเดิมของผู้ผลิตไปพร้อมกันเพื่อประสิทธิภาพการกรองที่ดีที่สุด และไม่ควรผสมน้ำมันเครื่องต่างยี่ห้อกัน หากต้องการเปลี่ยนยี่ห้อควรล้างระบบน้ำมันเครื่องให้สะอาดก่อนเสมอ
Q
รถ Mazda 3 ปี 2022 มีความน่าเชื่อถือไหม?
รถ Mazda 3 รุ่นปี 2022 นี่เรื่องความน่าเชื่อถือถือว่าทำงานได้ดีเลยครับ เครื่องยนต์ Skyactiv-G และระบบเกียร์ Skyactiv-Drive ที่ผ่านการทดสอบจากตลาดมานั้นให้ความมั่นใจได้เรื่องความเสถียร แถมยังเจอปัญหาน้อยเวลาขับขี่ประจำวัน โดยเฉพาะการใช้งานในเมืองหรือเดินทางไกล โครงสร้างตัวรถใช้เหล็กความแข็งแรงสูง เรื่องความปลอดภัยถือว่าอยู่ในระดับดีเมื่อเทียบกับรุ่นอื่นๆ ในคลาสเดียวกัน แถมยังออกแบบมาให้ทนต่อสภาพอากาศและความชื้นในไทยได้เป็นอย่างดี ภายในห้องโดยสารทำออกมาได้ละเอียดและครบเครื่อง พร้อมระบบ i-Activsense ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยเวลาขับขี่ แต่อย่างไรก็ตามค่าบำรุงรักษาของมาสด้าจะสูงกว่ารถญี่ปุ่นบางยี่ห้ออยู่หน่อย แต่ถ้าเข้าศูนย์บริการตามกำหนดก็ช่วยให้รถสภาพดีได้ในระยะยาว ส่วนเรื่องค่าซื้อขายต่อนั้น Mazda 3 ในตลาดบ้านเราค่อนข้างทรงตัว ถ้าเป็นรถอายุ 3 ปีจะอยู่ที่ประมาณ 60% ของราคาใหม่ สำหรับคนที่ชอบความสนุกในการขับและต้องการความน่าเชื่อถือด้วย รุ่นนี้นับเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ แนะนำให้ลองทดลองขับดูก่อนตัดสินใจ เพราะระบบบังคับเลี้ยวที่แม่นยำของมันนี่แหละที่ทำให้การขับขี่สนุกมาก
  • รถยอดนิยม

  • รุ่นปีรถยนต์

  • เปรียบเทียบรถยนต์

  • รูปภาพรถ

ข้อดี

ภายในรถมีการตกแต่งที่ดี ด้วยโทนสีดำที่เรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยสปอร์ตหรู คุณภาพของวัสดุภายในรถดี การออกแบบทำให้รถดูหรูหราและขั้นสูง การจัดวางแผงอุปกรณ์สะดวกในการใช้งาน
ที่นั่งสบาย การออกแบบที่นั่งตรงกับร่างกาย รองรับด้านข้างที่ดีสำหรับคนขับและผู้โดยสาร สามารถนั่งนานๆ โดยไม่รู้สึกเหนื่อย และที่นั่งขับสามารถปรับได้ 10 ทิศทางโดยใช้ไฟฟ้า
ฟังก์ชันและคุณสมบัติที่ดี มีจอภาพที่คนขับสามารถดูได้ สามารถแสดงความเร็วในการเร่งและการใช้น้ำมัน มีกล้องทั่วรถที่ติดตั้งอย่างดี
สมรรถนะทางการจับคืนดินเป็นอย่างดี ระบบความแข็งแรงกับที่อยู่ใต้รถดีเยี่ยม สมรรถนะทางการจับคืนดินสูงในระหว่างการเลี้ยวหรือในส่วนที่อยู่ใต้รถที่เดินทาง ขับเคลื่อนไม่อย่างรวดเร็ว การเร่งและหมุนกำลังไม่เปลี่ยนแปลงมากจากรุ่นก่อนหน้านี้ น้ำหนักของรถเพิ่มขึ้น

ข้อเสีย

การปรับเปลี่ยนคุณลักษณะของที่นั่งคนขับและที่นั่งผู้โดยสารไม่ตรงกัน ที่นั่งของคนขับสามารถปรับได้ 10 ทิศทาง แต่ที่นั่งของผู้โดยสารไม่สามารถเติมเต็ม 10 ทิศทาง ฟีเจอร์ที่นั่งไม่ได้ตอบสนองความต้องการอย่างเต็มที่
แต่ฟังก์ชั่นของระบบควบคุมการท่องเที่ยวไม่เพียงพอ แม้ว่าจะสามารถเพิ่มหรือลดความเร็วของรถและตามรถที่อยู่ด้านหน้าผ่านเส้นทางที่กว้าง แต่ไม่มีฟังก์ชั่น Stop-and-go
พื้นที่ภายในรถไม่สะกดกว่าผลิตภัณฑ์ที่แข่งขัน มาสด้ามักมีข้อเสียด้านพื้นที่ที่นั่งด้านหลังในแทบทุกรุ่น แต่รุ่น Mazda 3 Sedan ปี 2019 กว้างขึ้นเล็กน้อยกว่าที่ผ่านมา แต่ยังไม่ตรงกับผลิตภัณฑ์ที่แข่งขัน
ความสบายของชานเส้นไม่ตรงกับผลิตภัณฑ์ที่แข่งขัน เมื่อขับขี่บนถนนที่ไม่ราบหรือถนนที่มีลูกรัง คุณจะรู้สึกถึงการสั่น โดยมีความรู้สึกว่ามีการสั่นสะเทือนจากพื้นผิวที่ยางกระทบ

Q&A ล่าสุด

Q
ควรเปลี่ยนยางเมื่อใช้งานถึง 50,000 กม. หรือไม่?
ยางจะต้องเปลี่ยนเมื่อใช้งานถึง 50,000 กิโลเมตรหรือไม่นั้นไม่ใช่เรื่องแน่นอน แต่ต้องพิจารณาจากหลายปัจจัยรวมกัน ได้แก่ ระดับการสึกหรอ ระยะเวลาการใช้งาน และสภาพความเสียหาย ประการแรก ที่ก้นร่องลายดอกยางจะมีสัญลักษณ์บ่งชี้การสึกหรอ (สูง 1.6 มิลลิเมตร) หากดอกยางสึกหรอจนถึงระดับสัญลักษณ์นี้ ไม่ว่าจะใช้งานมาแล้วกี่กิโลเมตรก็ต้องเปลี่ยนยางทันที มิฉะนั้นความสามารถในการระบายน้ำบนถนนเปียกลดลง อาจทำให้ควบคุมรถได้ยาก ประการที่สอง วัสดุยางจะเสื่อมสภาพตามธรรมชาติ แม้จะขับขี่ไม่ถึง 50,000 กิโลเมตร แต่ยางที่ใช้งานมานานกว่า 3 ปีอาจเกิดอาการเสื่อมสภาพ เช่น แข็งตัว มีรอยแตก ยางลดความยืดหยุ่น และเพิ่มความเสี่ยงยางระเบิด จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนยางทันเวลา นอกจากนี้ หากยางมีสภาพเสียหาย เช่น ยางป่อง ขอบยางเสียหาย ยางรั่วบ่อยครั้ง หรือมีการซ่อมยางหลายครั้งเกินไป แม้จะใช้งานไม่ถึง 50,000 กิโลเมตรก็ต้องเปลี่ยนยาง เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น ในทางปฏิบัติ นิสัยการขับขี่ สภาพถนน และสภาพอากาศมีผลต่ออายุการใช้งานยาง การเร่งเครื่องหรือเบรกกระทันหัน หรือการขับบ่อยบนถนนขรุขระจะทำให้ยางสึกหรอเร็วขึ้น ส่วนสภาพอากาศร้อนจะเร่งการเสื่อมสภาพของยางและทำให้อายุการใช้งานสั้นลง จึงแนะนำให้ตรวจสอบสภาพยางเป็นประจำ เน้นที่สัญลักษณ์บ่งชี้การสึกหรอ อาการเสื่อมสภาพ และความเสียหายของยาง ไม่ควรพิจารณาเพียงระยะทางที่ใช้งานเพื่อตัดสินใจเปลี่ยนยาง เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่
Q
ยางอะไหล่สามารถใช้งานได้หลังจากครบ 10 ปีหรือไม่?
ไม่แนะนำให้ใช้ยางอะไหล่ที่ใช้งานมานานเกินสิบปี ยางเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำจากยางธรรมชาติ มีวงจรการเสื่อมสภาพตามธรรมชาติ โดยปกติจะอยู่ที่ 3 ถึง 5 ปี หลังจากระยะเวลานี้ ยางจะค่อยๆ สูญเสียความยืดหยุ่นและความสามารถในการยืดตัว เกิดอาการแข็งตัว รอยแตก ทำให้ความแข็งแรงของโครงสร้างลดลง เสี่ยงต่อการระเบิดขณะขับขี่ และไม่สามารถรองรับน้ำหนักรถได้อย่างปลอดภัย ยางอะไหล่ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับเหตุฉุกเฉินเมื่อยางหลักเกิดปัญหาเท่านั้น ไม่ใช่สำหรับใช้งานระยะยาว แม้จะเป็นยางอะไหล่ขนาดเต็มก็ตาม หลังการเปลี่ยนควรไปที่อู่ซ่อมเพื่อเปลี่ยนเป็นยางปกติโดยเร็วที่สุด และต้องระมัดระวังไม่ขับขี่ด้วยความเร็วเกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือระยะทางเกิน 100 กิโลเมตร สำหรับยางอะไหล่ที่ไม่ใช่ขนาดเต็ม จะมีข้อจำกัดมากกว่า โดยปกติความเร็วไม่ควรเกิน 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และควรควบคุมระยะทางการขับขี่ไม่เกิน 60 กิโลเมตร การบำรุงรักษายางอะไหล่ในชีวิตประจำวันก็มีความสำคัญมาก ต้องตรวจสอบความดันลมยางเป็นประจำ (รักษาไว้ที่ประมาณ 2.7 MPa) หลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดดโดยตรง สภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูง และสารกัดกร่อน เช่น น้ำมัน เพื่อชะลอการเสื่อมสภาพ แต่ถึงแม้จะบำรุงรักษาเป็นอย่างดี ยางอะไหล่ที่เก็บไว้นานเกินสิบปีก็ควรเปลี่ยนใหม่เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่
Q
"ใช้เวลากี่นาทีในการเปลี่ยนยางทั้ง 4 เส้น?"
เวลาเปลี่ยนยางสี่เส้นจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสถานการณ์การทำงานและความชำนาญ ในร้านซ่อมรถมืออาชีพหรือศูนย์บริการ 4S ด้วยทักษะการทำงานของช่างมืออาชีพและอุปกรณ์ที่ครบครัน มักจะสามารถดำเนินการเสร็จสิ้นภายในเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง หากเลือกเปลี่ยนเอง เนื่องจากขาดอุปกรณ์และประสบการณ์ การเปลี่ยนยางแต่ละเส้นอาจใช้เวลาประมาณ 20 นาที ส่วนการเปลี่ยนทั้งสี่เส้นอาจใช้เวลา 1 ถึง 2 ชั่วโมง นอกจากนี้ ควรพิจารณาช่วงเวลาในการเปลี่ยนยางโดยอ้างอิงจากระยะทางที่ขับขี่และอายุการใช้งาน โดยทั่วไปเมื่อรถวิ่งได้ 30,000 ถึง 50,000 กิโลเมตร หรือใช้งานมาแล้ว 3 ถึง 5 ปี ควรเปลี่ยนยางใหม่ ด้านข้างของยางจะมีระบุวันที่ผลิต ควรจำกัดอายุการใช้งานไม่เกิน 4 ปี เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหายางเสื่อมสภาพซึ่งส่งผลต่อความปลอดภัย เมื่อเปลี่ยนยางเอง ต้องระมัดระวังโดยจอดรถบนพื้นผิวที่แข็งและเรียบ เปิดไฟฉุกเฉิน และวางป้ายเตือนสามเหลี่ยมด้านหลังรถในระยะ 150 เมตร ปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างถูกต้องเพื่อความปลอดภัย
Q
สามารถใช้ยางอายุ 7 ปีได้หรือไม่?
ยางรถที่ใช้มาแล้ว 7 ปีไม่แนะนำให้ใช้ต่อไป ระยะเวลาการใช้ยางรถที่แนะนำโดยปกติคือ 3 ถึง 5 ปี การใช้เกิน 7 ปีถือว่านานเกินระยะเวลาการใช้งานปกติ ยางจะค่อยๆ เสื่อมสภาพและสูญเสียความยืดหยุ่น แม้ว่าพื้นผิวจะไม่มีรอยแตกชัดเจน แต่โครงสร้างภายในอาจเสื่อมสภาพได้ การใช้งานต่อไปอาจเพิ่มความเสี่ยงยางระเบิดและเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยในการขับขี่ นอกจากอายุการใช้งานแล้ว ควรเปลี่ยนยางทันทีในกรณีต่อไปนี้: - ดอกยางสึกถึงแนวความปลอดภัยในร่องดอกยาง (ความลึก 1.6 มม.) - มีรอยแตกจากอายุการใช้งานที่พื้นผิวหรือด้านข้างยาง (โดยเฉพาะด้านข้าง) - พื้นผิวยางบิดเบี้ยวหรือขอบยางเสียหาย - ยางมีอาการโป่งพอง สำหรับการบำรุงรักษาประจำวัน ควร: - ตรวจสอบความดันลมยางสม่ำเสมอ (ตามค่าที่ผู้ผลิตกำหนด) - ทำความสะอาดสิ่งแปลกปลอมในร่องดอกยาง - สลับตำแหน่งล้อทุกๆ ระยะทางที่กำหนดเพื่อให้สึกหรอเท่าๆ กัน - หลีกเลี่ยงการขับทับขอบถนนหรือหลุมบ่อเพื่อป้องกันการฉีกขาดของโครงสร้างด้านข้าง แม้จะใช้งานน้อย แต่หากยางมีอายุเกิน 5 ปี ควรตรวจสอบการเสื่อมสภาพเป็นประจำและเปลี่ยนเมื่อจำเป็นเพื่อความปลอดภัย
Q
"วิธีการกำหนดว่ายางสามารถรองรับน้ำหนักได้มากเท่าไร
ในการระบุน้ำหนักที่ยางรถสามารถบรรทุกได้ สิ่งแรกที่ทำได้คือตรวจดูดัชนีน้ำหนักบรรทุกในข้อมูลสเปคที่พิมพ์ไว้ด้านข้างของยาง เช่น "91" ใน "225/45R17 91W" เป็นดัชนีน้ำหนักบรรทุก โดยอ้างอิงจากตารางที่สอดคล้องจะได้ทราบว่าน้ำหนักบรรทุกสูงสุดของยางแต่ละเส้นประมาณ 615 กิโลกรัม ความดันลมยางมีผลต่อความสามารถในการบรรทุกอย่างมีนัยสำคัญ จึงต้องเติมลมตามค่ามาตรฐานที่ระบุไว้บนรถ หากความดันสูงเกินไปจะทำให้พื้นที่สัมผัสกับพื้นถนนลดลง และเพิ่มความเสี่ยงยางระเบิด ในขณะที่ความดันต่ำเกินไปจะทำให้ยางบิดตัวเสียรูป ทั้งสองกรณีนี้จะลดประสิทธิภาพในการบรรทุก ยางที่สึกหรออย่างรุนแรงเนื่องจากยางบางลงและความแข็งแรงของโครงสร้างลดลง ความสามารถในการบรรทุกจะลดลงตามไปด้วย จึงต้องเปลี่ยนยางโดยเร็ว ประเภทรถต่างๆ มีข้อกำหนดเกี่ยวกับน้ำหนักบรรทุกของยางที่แตกต่างกัน รถบรรทุกต้องเลือกยางที่มีดัชนีน้ำหนักบรรทุกสูงกว่า ส่วนรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเนื่องจากมีน้ำหนักแบตเตอรี่มาก เมื่อเปลี่ยนยางควรให้แน่ใจว่าดัชนีน้ำหนักบรรทุกไม่ต่ำกว่าสเปคเดิม น้ำหนักบรรทุกสูงสุดของรถทั้งคันสามารถคำนวณได้โดยการคูณน้ำหนักบรรทุกสูงสุดของยางแต่ละเส้นด้วย 4 ในการใช้งานประจำวันต้องหลีกเลี่ยงการบรรทุกเกินพิกัด และตรวจสอบความดันลมและสภาพสึกหรอของยางเป็นประจำ เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่
ดูเพิ่มเติม