Q
McLaren 540C ราคาเท่าไหร่
McLaren 540C มีราคาจำหน่าย 19.8 ล้านบาท เป็นรถสปอร์ตสมรรถนะสูงที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ V8 ขนาด 3.8 ลิตร ความเร็วสูงสุด 320 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เร่งจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในเวลาเพียง 3.4 วินาที ใช้น้ำมันเบนซิน อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 11.1 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร เกียร์ดูอัลคลัตช์ (DCT) พร้อมระบบความปลอดภัยมาตรฐาน เช่น สัญญาณเตือนคาดเข็มขัดนิรภัย และถุงลมนิรภัยสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ตัวรถออกแบบอย่างประณีต ความยาว 4530 มิลลิเมตร กว้าง 2095 มิลลิเมตร สูง 1202 มิลลิเมตร น้ำหนัก 1311 กิโลกรัม มีประตู 2 บาน และที่นั่ง 2 ที่ ให้ประสบการณ์ขับขี่เร้าใจแก่ผู้ที่เป็นเจ้าของ
ข้อความพิเศษ: เนื้อหานี้โพสต์โดยผู้ใช้ และไม่ได้แสดงถึงมุมมองและจุดยืนของ PCauto
Q&A เกี่ยวข้อง
Q
แมคลาเรน 540C น้ำหนักเท่าไหร่
McLaren 540C มีน้ำหนักตัวรถ 1311 กิโลกรัม น้ำหนักที่ค่อนข้างเบานี้เป็นผลมาจากการใช้วัสดุขั้นสูงและแนวคิดการออกแบบของแบรนด์ McLaren ที่มักเลือกใช้วัสดุเบาอย่างคาร์บอนไฟเบอร์ ซึ่งช่วยลดน้ำหนักรวมของรถและเพิ่มสมรรถนะโดยรวม รถที่เบากว่าจะเร่งได้เร็ว เบรกได้มีประสิทธิภาพ และควบคุมได้ดียิ่งขึ้นทั้งบนถนนและในสนามแข่ง น้ำหนัก 1311 กิโลกรัมของ McLaren 540C ส่งผลให้มีตัวเลขสมรรถนะที่น่าประทับใจ เช่น ความเร็วสูงสุด 320 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเร่งจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในเวลาเพียง 3.4 วินาที ยังช่วยให้เกิดอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักที่สมดุล ไม่ว่าจะขับขี่บนถนนหรือท้าทายความเร็วในสนาม ก็สามารถมอบประสบการณ์ที่เร้าใจได้เต็มที่
Q
McLaren 540 มีแรงม้ากี่แรง
คุณอาจต้องการทราบข้อมูลของรถรุ่น 2020 McLaren 540C 3.8L V8 ซึ่งมีกำลังสูงสุด 540 แรงม้า รถคันนี้ให้พละกำลังที่โดดเด่น โดยสามารถเร่งจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายในเวลาเพียง 3.4 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 320 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใช้เครื่องยนต์ V8 ขนาด 3799 ซีซี จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติคลัตช์คู่ ที่ให้การเปลี่ยนเกียร์ที่รวดเร็วและราบรื่น นอกจากสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมแล้ว ยังมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยอยู่ที่ 11.1 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร สำหรับผู้ที่ชื่นชอบรถสปอร์ตสมรรถนะสูง การจัดวางกำลังและระบบขับเคลื่อนเช่นนี้มอบประสบการณ์ขับขี่ที่เร้าใจและเร่งเร้าอารมณ์ความเร็วได้อย่างเต็มที่
Q
ความเร็วสูงสุดของ McLaren 540C คือเท่าไหร่
McLaren 540C ทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 320 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นรถสปอร์ตสมรรถนะสูงที่บรรลุความเร็วระดับนี้จากปัจจัยหลายด้านร่วมกัน เครื่องยนต์ V8 ขนาด 3.8 ลิตร ให้พลังงานเพียงพอในการขับเคลื่อนไปถึงความเร็วดังกล่าว การออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ เช่น ช่องรับอากาศขนาดใหญ่ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ช่วยลดแรงต้านอากาศในขณะวิ่งที่ความเร็วสูง ส่งผลให้สามารถเร่งและรักษาความเร็วสูงสุดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โครงสร้างตัวถังคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบายังช่วยเพิ่มสมรรถนะโดยรวม การผสมผสานระหว่างเครื่องยนต์ทรงพลัง การออกแบบลู่ลม และวัสดุน้ำหนักเบา ทำให้ McLaren 540C มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจด้วยความเร็วสูงสุดถึง 320 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
Q
McLaren 540C สูงเท่าไหร่
McLaren 540C มีความสูง 1202 มิลลิเมตร รถสปอร์ตแบบสองที่นั่งคันนี้มีความสูงที่เหมาะสมกับการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ ช่วยลดแรงต้านลมและเพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่ ตัวถังที่เตี้ยยังเป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่ทำให้รูปลักษณ์ของรถดูโดดเด่นและสะดุดตา นอกจากนี้ รถยังมีความยาว 4530 มิลลิเมตร และความกว้าง 2095 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นมิติที่ส่งผลดีต่อทั้งสมรรถนะและภาพลักษณ์ของรถ McLaren 540C มีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 19800000 บาทไทย มอบประสบการณ์ด้านสมรรถนะและสไตล์ระดับสูงสำหรับผู้ที่มีกำลังซื้อ
Q
McLaren 540C มีการบริโภคน้ำมันอย่างไร
แมคคลาเรน 540C มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันตามมาตรฐานอยู่ที่ 11.1L/100km สำหรับซูเปอร์คาร์รุ่นนี้ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ V8 3.8L แรงม้าสูงแบบนี้ การสิ้นเปลืองน้ำมันที่มากขึ้นก็เป็นเรื่องปกติเพราะมันให้ประสบการณ์การขับขี่ระดับพรีเมียมอยู่แล้ว แต่ในชีวิตจริง อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันอาจแตกต่างจากค่ามาตรฐานได้จากหลายปัจจัย เช่น สไตล์การขับของคุณเอง ถ้าชอบเหยียบกระแทกๆ เบรคกะทันหันบ่อยๆ น้ำมันก็จะหมดเร็ว แต่ถ้าขับเรียบๆ สบายๆ ก็จะช่วยประหยัดน้ำมันได้มากขึ้น ส่วนสภาพถนนก็สำคัญเหมือนกัน ถ้าติดไฟแดงบ่อยๆ หรือต้องขับในที่การจราจรหนาแน่น น้ำมันก็จะหมดไว แต่ถ้าเป็นทางหลวงโล่งๆ อัตราสิ้นเปลืองก็จะดีขึ้น ดังนั้นอย่าแปลกใจถ้าตัวเลขในชีวิตจริงไม่ตรงกับค่ามาตรฐานที่ผู้ผลิตบอกไว้
Q
แรงม้าของ McLaren 540C มีกี่แรงม้า
McLaren 540C มีกำลัง 540 แรงม้า ใช้เครื่องยนต์เบนซิน V8 ขนาด 3.8 ลิตร ทวินเทอร์โบ รหัส M838TE ให้กำลังสูงสุด 397 กิโลวัตต์ หรือ 540 แรงม้า ที่ 7500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 540 นิวตันเมตร ที่ช่วง 3500 ถึง 6500 รอบต่อนาที เทคโนโลยีทวินเทอร์โบช่วยลดอาการรอรอบของเทอร์โบ ส่งกำลังได้ราบรื่นต่อเนื่อง จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติคลัตช์คู่ 7 จังหวะ ที่เปลี่ยนเกียร์ได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง ชุดระบบขับเคลื่อนนี้ทำให้ McLaren 540C เร่งจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 3.4 วินาที แสดงให้เห็นถึงสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมบนถนน
Q
McLaren 540C วิ่งเร็วเท่าไหร่?
McLaren 540C ทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 320 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รถสปอร์ตแบบสองที่นั่งคันนี้มาพร้อมเครื่องยนต์ V8 ขนาด 3.8 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 540 แรงม้า เร่งจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 3.4 วินาที โครงสร้างน้ำหนักเบาและการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ช่วยเสริมสมรรถนะขณะใช้ความเร็วสูง ระบบเกียร์อัตโนมัติคลัตช์คู่ 7 จังหวะ ช่วยให้เปลี่ยนเกียร์ได้อย่างรวดเร็วและราบรื่น ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ McLaren 540C จึงเป็นรถสปอร์ตสมรรถนะสูงที่เร้าใจบนท้องถนน
Q
ปีอะไรเป็น McLaren 540C
McLaren 540C มีหลายรุ่นตามปีที่วางจำหน่าย โดยรุ่นปี 2020 คือ McLaren 540C 3.8L V8 ราคา 19800000 บาทไทย ความเร็วสูงสุด 320 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราเร่ง 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายใน 3.4 วินาที อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 11.1 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร ใช้น้ำมันเบนซิน จัดอยู่ในกลุ่มรถสปอร์ต เครื่องยนต์วางกลางแบบ V8 พร้อมโครงสร้างตัวถังคาร์บอนไฟเบอร์ MonoCell II ให้สัดส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักที่โดดเด่นในระดับเดียวกัน ตัวรถยาว 4530 มิลลิเมตร กว้าง 2095 มิลลิเมตร สูง 1202 มิลลิเมตร น้ำหนักรถ 1311 กิโลกรัม มี 2 ประตู 2 ที่นั่ง ระบบเกียร์ DCT ยางหน้าขนาด 225/35 R19 มาพร้อมระบบเตือนคาดเข็มขัดนิรภัย ถุงลมนิรภัยฝั่งคนขับและผู้โดยสาร
Q
ความแตกต่างระหว่าง McLaren 570S และ 540C คืออะไร?
McLaren 570S และ 540C มีความแตกต่างกันในหลายด้าน 570S มีราคาประมาณ 2658000 ถึง 2948000 บาท ส่วน 540C ราคาอยู่ที่ 19800000 บาท 570S มีราคาสูงกว่า ในด้านสมรรถนะ 570S ใช้เครื่องยนต์ V8 ขนาด 38 ลิตร ทวินเทอร์โบ กำลังสูงสุด 419 กิโลวัตต์ หรือ 570 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตร อัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 32 วินาที ขณะที่ 540C มีกำลังสูงสุด 397 กิโลวัตต์ หรือ 540 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 540 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 35 วินาที 570S จึงมีกำลังมากกว่าและเร่งได้เร็วกว่า ด้านการออกแบบ 570S ใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์มากขึ้น ตัวรถจึงเบากว่าและมีดีไซน์ที่โดดเด่น แม้ทั้งสองรุ่นจะมีประตูแบบปีกผีเสื้อแต่รายละเอียดด้านท้ายรถต่างกัน ในด้านอุปกรณ์ 570S มีระบบปรับช่วงล่างที่ 540C ไม่มี ช่วยเพิ่มความสามารถในการปรับตัวตามสภาพถนนและตอบสนองความต้องการของผู้ขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น มอบประสบการณ์ที่มั่นคงและสบายกว่า
รถยอดนิยม
รุ่นปีรถยนต์
เปรียบเทียบรถยนต์
รูปภาพรถ
Q&A ล่าสุด
Q
ใครเป็นผู้คิดค้นระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control)?
ผู้คิดค้นระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control) คือ ราล์ฟ ทีเตอร์ นักประดิษฐ์ชาวอเมริกันตาบอด ในปี 1945 เขาได้พัฒนาระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติที่ใช้งานได้จริงเป็นครั้งแรกของโลก ระบบนี้คำนวณความเร็วของรถโดยอิงจากความเร็วของเครื่องยนต์ และใช้โซลินอยด์แม่เหล็กไฟฟ้าในการปรับคันเร่งเพื่อควบคุมความเร็ว การนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ในเชิงพาณิชย์เริ่มต้นในปี 1958 กับรถยนต์ไครสเลอร์ อิมพีเรียล ซึ่งในขณะนั้นเรียกว่าฟังก์ชัน "ออโต้ไพลอต" เป็นที่น่าสังเกตว่าแนวคิดของระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติสามารถสืบย้อนไปถึงตัวควบคุมแรงเหวี่ยงของเครื่องยนต์ไอน้ำที่บริษัท Peerless Motor Company ใช้ในปี 1910 แต่สิ่งประดิษฐ์ของทีเตอร์นั้นทำให้การควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์มีความแม่นยำอย่างแท้จริง ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบปรับได้ (Adaptive Cruise Control หรือ ACC) ในปัจจุบันได้รับการพัฒนาโดยวิลเลียม ชุนดริก และพาเมลา ลาบูห์น ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 โดยต่อยอดจากพื้นฐานนี้และเพิ่มเซ็นเซอร์ เช่น เรดาร์หรือกล้อง เพื่อให้สามารถติดตามรถคันอื่นได้ ปัจจุบัน รถยนต์รุ่นยอดนิยมในตลาดไทย เช่น โตโยต้า โคโรลลา ครอส และฮอนด้า HR-V ต่างติดตั้งระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบปรับได้รุ่นใหม่ โดยมีราคาอยู่ระหว่างประมาณ 800,000 ถึง 1,500,000 บาท เทคโนโลยีนี้ช่วยลดความเหนื่อยล้าจากการขับขี่ทางไกลและเพิ่มความปลอดภัยได้อย่างมาก
Q
ความเสี่ยงของการใช้ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control) คืออะไร?
แม้ว่าระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control) จะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการขับขี่และประหยัดน้ำมันได้ แต่ก็มีความเสี่ยงบางประการที่ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ ระบบนี้จะรักษาระดับความเร็วคงที่ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ แต่ในสภาพถนนที่ซับซ้อน อาจส่งผลต่อความปลอดภัยในการขับขี่ ตัวอย่างเช่น เมื่อขับรถบนทางโค้ง ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติอาจทำให้แรงบังคับเลี้ยวไม่เพียงพอ ทำให้ควบคุมรถได้ยากขึ้น บนถนนเปียกหรือมีหิมะ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติอาจไม่สามารถปรับความเร็วได้ทันท่วงที ทำให้รถลื่นไถลได้ นอกจากนี้ ในสภาพการจราจรติดขัดหรือพื้นที่ที่มีผู้คนหนาแน่น ระบบไม่สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างยืดหยุ่นเท่ากับคนขับ ทำให้เสี่ยงต่อการชนท้าย การใช้ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติบนทางลาดชันอาจทำให้สูญเสียการควบคุมความเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทางลงเขาที่ยาว ซึ่งระบบอาจเร่งความเร็วอย่างต่อเนื่อง การพึ่งพาระบบนี้มากเกินไปโดยผู้ขับขี่บางคนอาจนำไปสู่การลดความสนใจและการตอบสนองที่ล่าช้าในกรณีฉุกเฉิน ขอแนะนำให้ใช้เฉพาะบนถนนที่ได้รับการดูแลอย่างดีและปิดการจราจร เช่น ทางหลวง และควรควบคุมรถอย่างกระตือรือร้น เตรียมพร้อมที่จะควบคุมการขับขี่ได้ทุกเมื่อ หลักการทำงานของระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติจะแตกต่างกันไปในแต่ละรุ่นรถ ก่อนใช้งาน โปรดอ่านคู่มือรถอย่างละเอียดเพื่อให้แน่ใจว่าคุ้นเคยกับวิธีการเปิดใช้งานและปิดใช้งานสำหรับแต่ละฟังก์ชัน
Q
ระบบควบคุมความเร็วคงที่ (Cruise Control) มีฟังก์ชันเบรกอัตโนมัติหรือไม่?
ระบบควบคุมการขับขี่ครูซ (Cruise Control) มักมีฟังก์ชันพื้นฐานในการรักษาความเร็วให้คงที่ แต่ระบบรุ่นมาตรฐานไม่รวมฟังก์ชันเบรกอัตโนมัติ หลักการทำงานคือการปรับองศาการเปิดของปีกผีเสื้อหรือเกียร์ผ่านหน่วยควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ (ECU) เพื่อรักษาความเร็วที่ตั้งไว้ อย่างไรก็ตาม ด้วยการพัฒนาของเทคโนโลยี รถรุ่นสูงหรือรุ่นที่ติดตั้งระบบครูซปรับอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control, ACC) บางรุ่นจะมีการรวมเรดาร์คลื่นมิลลิเมตรหรือกล้อง เพื่อให้สามารถติดตามรถข้างหน้าและเบรกฉุกเฉินได้ ระบบประเภทนี้สามารถปรับความเร็วอัตโนมัติตามระยะห่างจากรถข้างหน้า และสามารถเบรกจนรถหยุดสนิทได้
ควรทราบว่า การทำงานของฟังก์ชันเบรกอัตโนมัติขึ้นอยู่กับความแม่นยำของเซ็นเซอร์ในการตรวจจับสิ่งกีดขวางด้านหน้า และแต่ละแบรนด์มีแนวทางทางเทคโนโลยีที่แตกต่างกัน เช่น ระบบ Safety Sense ของโตโยต้าหรือระบบ Sensing ของฮอนด้า ที่ใช้กลยุทธ์การรวมข้อมูลจากเซ็นเซอร์หลายชนิด
หากต้องการยืนยันว่ารถรุ่นใดรุ่นหนึ่งมีฟังก์ชันนี้หรือไม่ แนะนำให้ตรวจสอบคู่มือผู้ใช้รถหรือสอบถามตัวแทนจำหน่ายเพื่อขอข้อมูลรายละเอียดทางเทคนิค
Q
การใช้ระบบควบคุมความเร็ว (Cruise Control) เหมาะสำหรับการเดินทางไกลหรือไม่?
ระบบควบคุมการขับเคลื่อนแบบครูซคอนโทรล (Cruise Control) มีข้อดีอย่างเห็นได้ชัดในการขับขี่ทางไกล โดยเฉพาะในสภาพถนนที่มั่นคงและปริมาณรถน้อย เช่น ทางหลวง
ระบบนี้ใช้สัญญาณอิเล็กทรอนิกส์เพื่อรักษาระดับการเปิดปิดของปีกผีเสื้อ (Throttle) และสามารถเปิดใช้งานได้เมื่อความเร็วรถถึง 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป โดยจะรักษาความเร็วที่ตั้งไว้โดยอัตโนมัติ ช่วยลดความเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่
ระบบครูซคอนโทรลแบบปรับตัวขั้นสูง (Adaptive Cruise Control - ACC) ยังมีความสามารถในการรับรู้สภาพแวดล้อม โดยใช้เรดาร์คลื่นมิลลิเมตรและกล้องเพื่อทำหน้าที่ตามรถคันหน้า สามารถปรับความเร็วได้อัตโนมัติในทุกช่วงความเร็ว (0-180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) และช่วยลดความถี่ในการเหยียบแป้นคันเร่งลงประมาณ 40% เมื่อขับบนทางหลวง
เมื่อใช้ระบบนี้ การจ่ายเชื้อเพลิงและกำลังของเครื่องยนต์จะอยู่ในสภาวะที่เหมาะสมที่สุด ช่วยลดการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงประมาณ 5-15% พร้อมทั้งลดการปล่อยก๊าซอันตราย เช่น CO และ HC
อย่างไรก็ตาม ระบบนี้ไม่สามารถแทนที่การตัดสินใจของมนุษย์ได้ จึงควรควบคุมรถด้วยตนเองทันทีเมื่อเข้าโค้ง ขณะฝนตกหรือหิมะตก หรือในสภาพถนนที่ซับซ้อน
ควรทำความสะอาดเซ็นเซอร์เรดาร์และกล้องทุกเดือน เพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งสกปรกส่งผลต่อความแม่นยำของระบบ
รายละเอียดการใช้งานอาจแตกต่างกันในแต่ละรุ่นรถ จึงควรศึกษาจากคู่มือการใช้รถยนต์เกี่ยวกับความเร็วขั้นต่ำที่สามารถเปิดใช้งานและขอบเขตการทำงานของระบบ
Q
ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติทำงานอย่างไรในรถยนต์เกียร์อัตโนมัติ?
ระบบควบคุมความเร็วของเกียร์อัตโนมัติทำงานร่วมกับส่วนประกอบไฮดรอลิกและกลไกผ่าน Electronic Control Unit (ECU) เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนเกียร์อัจฉริยะ
ส่วนประกอบหลักคือคอนเวอร์เตอร์แรงบิด (Torque Converter) ซึ่งมีพัมพ์วีลขับน้ำมันเกียร์ให้หมุนทอร์บิน เพื่อสร้างการเชื่อมต่อแบบยืดหยุ่นระหว่างเครื่องยนต์และเกียร์
เมื่อเริ่มออกตัว สเตเตอร์ (Stator) สามารถขยายแรงบิดได้ และเมื่อขับด้วยความเร็วสูง คลัตช์ล็อค (Lock-up Clutch) จะทำงานเชื่อมต่อโดยตรงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
ชุดเฟืองดาวเคราะห์ (Planetary Gear Set) จะเปลี่ยนอัตราทดผ่านการตรึงชิ้นส่วนที่แตกต่างกัน ได้แก่ ซันเกียร์ (Sun Gear)、 แคร์ริเออร์ (Planet Carrier) หรือ ริงเกียร์ (Ring Gear)
ร่วมกับการควบคุมไฮดรอลิกของคลัตช์แบบหลายแผ่นและเบรก เพื่อสร้างเกียร์เดินหน้าหลายขั้น
ECU จะวิเคราะห์ข้อมูลจากเซ็นเซอร์ความเร็วรถ、 องศาการเปิดปีกผีเสื้อ、 โหลดเครื่องยนต์ ฯลฯ ในเวลาจริง
ผ่านโซลินอยด์วาล์วเพื่อปรับความดันในระบบไฮดรอลิก และเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติในช่วงรอบเครื่องที่เหมาะสมที่สุด
ตัวอย่างเช่น เมื่อเร่งเครื่องอย่างรวดเร็ว จะชะลอการเปลี่ยนเกียร์ขึ้นเพื่อรักษากำลัง
และเมื่อขับด้วยความเร็วคงที่ จะเปลี่ยนเกียร์ขึ้นล่วงหน้าเพื่อลดการสิ้นเปลืองน้ำมัน
เกียร์ CVT จะปรับความกว้างร่องของพูลเลย์ผ่านระบบไฮดรอลิกควบคุมด้วยไฟฟ้า
ทำให้สายพาน (Belt) อยู่ในอัตราทดที่เหมาะสมที่สุดเสมอ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนเกียร์แบบต่อเนื่อง
ระบบนี้จำเป็นต้องเปลี่ยนน้ำมันเกียร์อัตโนมัติเฉพาะ (ATF) เป็นประจำ
โดยปกติจะต้องบำรุงรักษาทุก 40,000-60,000 กิโลเมตร
น้ำมันเกียร์ที่เสื่อมสภาพจะทำให้การเปลี่ยนเกียร์กระตุก หรือชิ้นส่วนสึกหรอผิดปกติ
รถยนต์รุ่นใหม่ยังมีโหมดขับขี่แบบสปอร์ต/ประหยัด ฯลฯ
ผ่านการปรับตรรกะการเปลี่ยนเกียร์ของ ECU เพื่อเปลี่ยนลักษณะการตอบสนองกำลัง
ดูเพิ่มเติม


ข้อดี
ข้อเสีย