Q
Honda City มีรุ่นอะไรบ้าง
ฮอนด้าซิตี้เป็นรถเก๋งคอมแพ็คที่ได้รับความนิยมสูงในตลาดประเทศไทย ปัจจุบันมีหลายรุ่นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ทั้งรุ่นเครื่องยนต์เบนซินและรุ่นไฮบริด e HEV รุ่นเบนซินมีทั้งเครื่องยนต์เทอร์โบ 1.0 ลิตรและเครื่องยนต์สูบนอน 1.5 ลิตร ส่วนรุ่น e HEV ใช้เครื่องยนต์อะตกินสันไซเคิล 1.5 ลิตรร่วมกับระบบไฮบริดสองมอเตอร์ คงความประหยัดน้ำมันและสมรรถนะดี นอกจากนี้ยังมีรุ่น RS สปอร์ต ดีไซน์ภายนอกโดดเด่นและอุปกรณ์เฉพาะ รุ่น Honda City ในไทยได้รับความนิยมทั้งในครอบครัวและผู้บริโภควัยรุ่นด้วยความน่าเชื่อถือ ความกว้างภายในและเทคโนโลยีครบครัน เช่น หน้าจอสัมผัส 8 นิ้ว ระบบความปลอดภัย Honda SENSING รุ่นไฮบริดยังสอดคล้องกับนโยบายส่งเสริมรถยนต์รักษ์โลกของรัฐบาลและได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี สำหรับผู้สนใจซื้อแนะนำเลือกตามการใช้งานและงบประมาณ รุ่นเบนซินเหมาะกับผู้เน้นความคุ้มค่า รุ่น e HEV เหมาะกับผู้ใส่ใจการประหยัดน้ำมันระยะยาวและสิ่งแวดล้อม พร้อมติดตามโปรโมชั่นล่าสุดจากผู้จำหน่ายในไทย
ข้อความพิเศษ: เนื้อหานี้โพสต์โดยผู้ใช้ และไม่ได้แสดงถึงมุมมองและจุดยืนของ PCauto
Q&A เกี่ยวข้อง
Q
Honda City มี CarPlay ไหม?
รุ่นล่าสุดของ Honda City ในตลาดไทยตอนนี้ มีฟีเจอร์ Apple CarPlay มาให้ใช้กันแล้ว ทำให้ผู้ขับขี่สามารถใช้งานแอปพลิเคชันบน iPhone อย่างเช่น แผนที่การนำทาง เพลง หรือแอปติดต่อสื่อสารต่างๆ ผ่านหน้าจอในรถได้สะดวกขึ้น ช่วยอัพเกรดประสบการณ์การขับขี่โดยเฉพาะในเมืองอย่างกรุงเทพฯ ที่การจราจรค่อนข้างติดขัด ฟังก์ชันนำทางแบบเรียลไทม์ของ CarPlay ถือว่ามีประโยชน์มากๆ อย่างไรก็ตาม ต้องระวังนิดนึงว่า CarPlay อาจจะไม่ได้มีในทุกรุ่นหรือทุกปีผลิตนะครับ แนะนำให้สอบถามรายละเอียดกับทางโชว์รูมอีกครั้งก่อนตัดสินใจซื้อ นอกจาก CarPlay แล้ว Honda City ยังรองรับ Android Auto สำหรับผู้ใช้สมาร์ทโฟนระบบ Android ด้วยนะ ถือว่าให้ประสบการณ์การเชื่อมต่อที่คล้ายกัน ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เทคโนโลยีการเชื่อมต่อในรถกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่คนไทยให้ความสำคัญเวลาซื้อรถ ยี่ห้อต่างๆ จึงพยายามอัพเกรดฟีเจอร์ส่วนนี้เพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านความสะดวกและความอัจฉริยะของผู้บริโภค Honda City ในฐานะรถซีดานคอมแพคต์ยอดนิยมของตลาดไทย การที่ Honda คอยอัปเดตฟีเจอร์เทคโนโลยีแบบนี้ ก็แสดงให้เห็นว่าฮอนด้าให้ความสำคัญกับความต้องการของคนไทยจริงๆ ครับ
Q
วิธีสตาร์ทรถ Honda City ด้วยกุญแจ
ก่อนจะสตาร์ทรถ Honda City ต้องแน่ใจว่าเกียร์อยู่ตำแหน่ง P แล้ว จากนั้นใส่กุญแจเข้าไปในช่องสตาร์ท เหยียบแป้นเบรกสำหรับเกียร์ออโต้ หรือแป้นคลัทช์สำหรับเกียร์ธรรมดา แล้วบิดกุญแจตามเข็มนาฬิกาไปที่ตำแหน่ง "START" พอเครื่องยนต์ติดก็ปล่อยกุญแจได้เลย ในสภาพอากาศร้อนของไทย แนะนำให้วอร์มเครื่องสัก 30 วินาทีให้น้ำมันเครื่องไหลเวียนก่อนออกรถ จะช่วยถนอมเครื่องดีครับ ถ้าเป็นรุ่นที่ใช้สมาร์ทคีย์ แค่ถือกุญแจเข้าไปในรถ แล้วเหยียบเบรกกดปุ่มสตาร์ทเครื่องก็ได้แล้ว ใส่ใจกับการตรวจสอบระดับแบตเตอรี่ที่สำคัญอย่างสม่ำเสมอในการใช้งานประจำวันเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในการเริ่มต้นเนื่องจากไฟฟ้าต่ำ ในฤดูฝนของประเทศไทย หากพบระบบจุดระเบิดที่ชื้นและไม่สามารถสตาร์ทได้ คุณสามารถลองใช้ฟังก์ชั่นกุญแจรีโมทเพื่อปลดล็อก/ล็อกประตูหลายครั้งก่อนเพื่อให้ระบบจดจําสัญญาณใหม่ นอกจากนี้ยังแนะนำให้ตรวจสอบหน้าสัมผัสสวิตช์จุดระเบิดทุก 2 ปีสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นสูงเช่นกรุงเทพมหานครมีแนวโน้มที่จะทำให้เกิดการเกิดออกซิเดชันของหน้าสัมผัสส่งผลกระทบต่อความไวในการเริ่มต้น
Q
ยางรถยนต์สำหรับ Honda City รุ่นปี 2021 มีขนาดเท่าไหร่?
ยางมาตรฐานของ Honda City รุ่นปี 2021 ในตลาดไทยมีขนาด 185/55 R16 ซึ่งเป็นขนาดที่ตอบโจทย์ทั้งความนุ่มสบายและความคล่องตัว เหมาะสมกับสภาพถนนทั้งในเมืองและชานเมืองของไทย โดยตัวเลข 185 หมายถึงความกว้างของยางมีหน่วยเป็นมิลลิเมตร ส่วน 55 คืออัตราส่วนความสูงของแก้มยางต่อความกว้างยาง (ร้อยละ 55) และ R16 หมายถึงล้อแม็กซ์ขนาด 16 นิ้ว สำหรับสภาพอากาศไทยที่ทั้งร้อนและฝนชุก แนะนำให้เลือกยางแบรนด์ดังอย่างบริจสโตนหรือมิชลินที่มีคุณสมบัติการรีดน้ำดีและทนความร้อนสูง ซึ่งทั้งสองแบรนด์มีรุ่นที่เหมาะกับซิตี้โดยเฉพาะ ข้อควรระวังคือแม้การอัพเกรดไปใช้ยางที่กว้างขึ้นจะช่วยเพิ่มแรงยึดเกาะแต่ก็อาจทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้นและอาจส่งผลต่อความแม่นยำของมาตรวัดระยะทาง ดังนั้นควรปรึกษาช่างผู้ชำนาญก่อนตัดสินใจเปลี่ยน นอกจากนี้กฎหมายไทยกำหนดให้ดอกยางต้องมีความลึกไม่ต่ำกว่า 1.6 มม. และควรตรวจสอบสภาพดอกยางกับความดันลมยางเป็นประจำ (ปกติลมยางหน้าอยู่ที่ 32 psi ลมยางหลัง 30 psi) โดยเฉพาะก่อนเดินทางไกลหรือช่วงเข้าหน้าฝนเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่
Q
Honda City 2021 ประหยัดน้ำมันหรือไม่?
รถ Honda City รุ่นปี 2021 ถือว่าประหยัดน้ำมันมากๆ โดยเฉพาะเหมาะกับสภาพการจราจรติดขัดในเมืองไทยและการขับขี่ระยะไกล รุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร i-VTEC แบบ CVT นั้นวิ่งได้เฉลี่ย 17-18 กิโลเมตรต่อลิตร ส่วนรุ่นไฮบริด e:HEV นั้นยิ่งประหยัดขึ้นไปอีก ทำได้ถึง 27-28 กิโลเมตรต่อลิตร ช่วยลดค่าน้ำมันได้อย่างชัดเจน รถรุ่นนี้ขายดีในไทยไม่ใช่แค่เพราะความประหยัด แต่ยังเพราะขนาดตัวรถที่กำลังดี ขับลุยในซอยแคบๆ ในกรุงเทพหรือจอดก็ง่าย แถมความทนทานของ Honda ก็ผ่านการทดสอบในสภาพอากาศร้อนชื้นของไทยมานานแล้ว ที่สำคัญอย่าลืมว่าตัวเลขประหยัดน้ำมันที่ทางบริษัทประกาศอาจแตกต่างจากการใช้งานจริง ซึ่งขึ้นอยู่กับสไตล์การขับ การเปิดแอร์ และสภาพถนนด้วย แนะนำให้คนไทยหมั่นดูแลรถตามกำหนดและขับขี่อย่างนุ่มนวลเพื่อรักษาประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมัน ส่วนเรื่องบริการหลังการขายก็ไม่ต้องห่วง เพราะ Honda มีเครือข่ายบริการครอบคลุมทั่วไทย พร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างมืออาชีพ
Q
คะแนนความปลอดภัยของ Honda City 2021 คือเท่าไหร่?
รถ Honda City รุ่นปี 2021 ในตลาดไทยทำคะแนนด้านความปลอดภัยได้ดีมาก โดยเวอร์ชันผลิตไทยผ่านการทดสอบชนจากอาเซียน NCAP และได้คะแนนเต็ม 5 ดาว ส่วนหนึ่งมาจากระบบ Honda SENSING ที่มาพร้อมฟีเจอร์ช่วยเหลือผู้ขับขี่อย่างระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติและระบบช่วยรักษาระยะเลนรถ รวมถึงถุงลมนิรภัย 6 ใบ ระบบควบคุมเสถียรภาพรถ ที่ออกแบบมาเพื่อรับมือกับสภาพถนนทั้งในเมืองและชนบทของไทยที่ค่อนข้างซับซ้อน ต้องบอกว่ามาตรฐานการทดสอบของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ NCAP นั้นใกล้เคียงกับสภาพการจราจรจริงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีการเพิ่มการประเมินกรณีชนกับรถจักรยานยนต์ซึ่งสำคัญมากสำหรับไทยที่มีรถมอเตอร์ไซค์หนาแน่น เวลาเลือกซื้อรถนอกจากดูเรตติ้งดาวแล้ว ควรพิจารณาว่าฟีเจอร์ปลอดภัยไหนตรงกับความต้องการใช้งาน เช่น ถ้าขับทางไกลบ่อยก็เน้นระบบช่วยเหลือผู้ขับ ขณะที่ขับในเมืองอาจดูผลทดสอบการชนความเร็วต่ำ ส่วนสภาพอากาศไทยที่ทั้งร้อนและฝนชุกก็ส่งผลต่อความปลอดภัย ควรตรวจสอบยางและระบบเบรกเป็นประจำเพื่อให้ระบบความปลอดภัยทำงานได้เต็มประสิทธิภาพตลอดเวลา
Q
เครื่องยนต์ของ Honda City 2021 คืออะไร?
รถยนต์ Honda City รุ่นปี 2021 ที่วางขายในตลาดไทยมาพร้อมกับตัวเลือกเครื่องยนต์ 2 แบบ ได้แก่ เครื่องยนต์ 1.0 ลิตร VTEC Turbo 3 สูบเทอร์โบชาร์จ และเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร i-VTEC 4 สูบแบบอัตโนมัติ รุ่น 1.0T ให้กำลังสูงสุด 122 แรงม้า คู่กับเกียร์ CVT ที่เน้นประหยัดน้ำมันสุดๆ ส่วนรุ่น 1.5L ยังคงใช้เทคโนโลยี i-VTEC แบบคลาสสิกของ Honda เหมาะกับคนที่ชอบความลื่นไหลและดูแลง่าย ในสภาพอากาศร้อนๆ และถนนซับซ้อนของไทย เครื่องยนต์ทั้งสองแบบถูกปรับแต่งมาเฉพาะให้การระบายความร้อนและการทนอุณหภูมิสูงทำได้ดีเยี่ยม พร้อมผ่านมาตรฐานไอเสีย Euro 5 ที่เป็นไปตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมไทย ที่น่าสนใจคือเครื่องยนต์ของ Honda City ใช้เทคโนโลยีลดแรงเสียดทาน ช่วยลดการกินน้ำมันได้ชัดเจน โดยเฉพาะเวลาติดรถติดบนถนนไทยที่เจอกันบ่อยๆ แถมยังมีโหมด ECON ช่วยประหยัดน้ำมันได้อีกขึ้นไป ทำให้รถรุ่นนี้ยังคงความโดดเด่นในตลาดรถเก๋งคอมแพคต์ของไทย เหมาะทั้งขับขี่ในเมืองและใช้เป็นรถครอบครัว
Q
ฮอนด้าซิตี้ 2024 มีความจุซีซีเท่าไหร่
รถฮอนด้าซิตี้รุ่นปี 2024 ในตลาดไทยมาพร้อมกับตัวเลือกเครื่องยนต์ 2 แบบ คือเครื่องยนต์เทอร์โบ 1.0 ลิตรและเครื่องยนต์แบบธรรมดา 1.5 ลิตร โดยเครื่องเทอร์โบ 1.0 ลิตรมีความจุกระบอกสูบ 998 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 122 แรงม้า ส่วนเครื่องยนต์ 1.5 ลิตรแบบธรรมดามีความจุ 1,498 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 121 แรงม้า เครื่องยนต์ทั้งสองแบบถูกออกแบบมาให้สมดุลระหว่างประหยัดน้ำมันและสมรรถนะการขับขี่ เหมาะกับทั้งการใช้งานในเมืองและการเดินทางไกลในไทย ฮอนด้าซิตี้เป็นที่นิยมในตลาดไทยเสมอมาด้วยความน่าเชื่อถือ ค่าซ่อมบำรุงไม่แพง และประหยัดน้ำมัน ส่วนรุ่นปี 2024 ยังเพิ่มเทคโนโลยีความปลอดภัย Honda SENSING เข้ามา ทำให้ยิ่งโดดเด่นขึ้น สำหรับลูกค้าชาวไทยที่กำลังตัดสินใจเลือกเครื่องยนต์ แนะนำว่าเครื่องเทอร์โบ 1.0 ลิตรเหมาะกับคนที่เน้นประหยัดน้ำมันและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในขณะที่เครื่อง 1.5 ลิตรแบบธรรมดาจะให้ความรู้สึกการขับขี่ที่ลื่นไหลมากกว่า ทั้งสองแบบตอบโจทย์การใช้งานทั่วไปได้ดีอยู่แล้ว แค่เลือกให้เหมาะกับสไตล์การขับและงบประมาณของคุณก็พอ
Q
คะแนนความปลอดภัยของ Honda City 2024 คืออะไร
รถฮอนด้าซิตี้รุ่นปี 2024 ในตลาดไทยแสดงผลงานด้านความปลอดภัยได้ดีเยี่ยม ด้วยระบบ Honda SENSING ที่มาพร้อมฟังก์ชั่นช่วยเหลือผู้ขับขี่อย่างครบครัน ทั้งระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ระบบช่วยรักษาเลน และระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังติดตั้งอุปกรณ์ความปลอดภัยแบบพาสซีฟที่ครบถ้วน เช่น ถุงลมนิรภัย 6 จุด ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว และระบบเบรก ABS ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้ทำให้รถรุ่นนี้มีความโดดเด่นในกลุ่มรถระดับเดียวกัน จากการทดสอบตามมาตรฐาน NCAP ของไทย คาดว่ารถรุ่นนี้จะได้คะแนนความปลอดภัยระดับ 5 ดาว เหมาะสมกับสภาพถนนทั้งในเมืองและชนบทของไทยที่หลากหลาย สำหรับผู้บริโภคชาวไทย นอกจากเรื่องความปลอดภัยแล้ว ยังควรพิจารณาค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและค่าประกันรถด้วย เพราะเครือข่ายบริการหลังการขายของฮอนด้าในไทยมีความพร้อมสูง มีอะไหล่ครบครัน ทำให้ค่าใช้จ่ายในการใช้งานระยะยาวค่อนข้างต่ำ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่คนไทยมักคำนึงถึงเมื่อเลือกซื้อรถเช่นกัน
Q
วิธีเปิดส่วนหน้าของรถ Honda Civic 2024
ก่อนจะเปิดฝากระโปรงหน้ารุ่นฮอนด้าซิวิค 2024 สิ่งแรกที่ต้องทำคือนั่งในที่นั่งคนขับ แล้วมองหาคันปลดล็อกฝากระโปรงหน้า ซึ่งจะมีสัญลักษณ์รูปเครื่องยนต์อยู่ด้านล่างซ้ายของพวงมาลัย ดึงคันนี้เบาๆจนได้ยินเสียงฝากระโปรงหน้ายกขึ้น จากนั้นเดินไปที่หน้าตัวรถ ใช้มือสอดเข้าไปในช่องกลางฝากระโปรง แล้วหาล็อกนิรภัยตัวที่สองให้เจอ ให้ดันล็อกนี้ไปทางซ้ายหรือขวาพร้อมกับยกฝากระโปรงขึ้น สำหรับสภาพอากาศร้อนชื้นของไทย แนะนำให้ตรวจสอบระดับน้ำหล่อเย็นและน้ำมันเบรกในห้องเครื่องเป็นประจำ เพื่อให้รถทำงานได้ปกติ และควรทำความสะอาดห้องเครื่องด้วย ระวังอย่าให้ใบไม้หรือเศษอุดตันท่อระบายน้ำ ถ้าต้องขับในพื้นที่ติดขัดอย่างกรุงเทพฯ บ่อยๆ ควรเช็กด้วยว่าฟิลเตอร์อากาศอุดตันฝุ่นหรือไม่ เพราะจะช่วยรักษาสมรรถนะเครื่องยนต์และประหยัดน้ำมันได้ ส่วนเวลาปลดล็อกฝากระโปรงถ้าได้ยินเสียงเฮียกที่บานพับ ให้ทาจาระบีเล็กน้อย และเนื่องจากอากาศไทยร้อนจัดทำให้ยางซีลเสื่อมสภาพเร็ว ควรตรวจสอบความแน่นของซีลทุกๆครึ่งปี
Q
ความจุของกระโปรงท้ายรถฮอนด้าซิตี้ 2024 คือเท่าไร
รถฮอนด้า ซิตี้ รุ่นปี 2024 ที่วางขายในตลาดไทยมีปริมาตรกระโปรงหลังขนาด 536 ลิตร ซึ่งถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันของครอบครัวหรือการท่องเที่ยวในวันหยุดสุดสัปดาห์ สามารถบรรจุกระเป๋าเดินทางหลายใบหรือของช้อปปิ้งได้อย่างสบายๆ เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนไทยที่ชอบเดินทางท่องเที่ยวด้วยตัวเองหรือช้อปปิ้งบ่อยๆ การออกแบบกระโปรงหลังทำได้อย่างสมเหตุสมผล มีช่องเปิดที่กว้าง ทำให้สะดวกในการลำเลียงสิ่งของ นอกจากนี้เบาะหลังยังสามารถพับลงได้ตามสัดส่วน ช่วยเพิ่มพื้นที่เก็บของให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ในสภาพอากาศของไทยที่ทั้งร้อนและฝนชุก กระโปรงหลังของซิตี้ยังมีการป้องกันการรั่วซึมที่ดี ช่วยปกป้องสิ่งของจากความชื้นหรือความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อเทียบกับรถในระดับเดียวกันแล้ว ปริมาตรกระโปรงหลังขนาดนี้จัดอยู่ในระดับกลางถึงดี และเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งอย่างโตโยต้า ยาริส แอททีฟแล้วยังได้เปรียบอยู่บ้าง สำหรับผู้ใช้งานไทยที่มักต้องพกพาสิ่งของจำนวนมาก พื้นที่กระโปรงหลังของซิตี้ก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่值得พิจารณา แนะนำให้ไปทดลองบรรจุของที่ตัวแทนจำหน่ายด้วยตัวเองเพื่อความสะดวก และควรเปรียบเทียบกับการออกแบบกระโปรงหลังของรถรุ่นอื่นๆ ในราคาใกล้เคียงกัน เพื่อเลือกรถที่ตอบโจทย์การใช้งานได้ดีที่สุด
รถยอดนิยม
รุ่นปีรถยนต์
เปรียบเทียบรถยนต์
รูปภาพรถ
Q&A ล่าสุด
Q
“ต้องใช้น้ำมันกี่ลิตรในการเดินทาง 300 กิโลเมตร?”
อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงในการเดินทาง 300 กิโลเมตรนั้นแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับรุ่นรถ สภาพถนน และพฤติกรรมการขับขี่ หากขับขี่บนทางหลวงตลอดเส้นทาง อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงโดยทั่วไปจะอยู่ที่ 7-8 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร ดังนั้นจึงต้องใช้ประมาณ 21-24 ลิตรสำหรับระยะทาง 300 กิโลเมตร ในเขตเมือง การขับขี่แบบหยุดๆ ไปๆ มาๆ บ่อยครั้งจะทำให้อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นเป็น 10-12 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร ดังนั้นจึงต้องใช้ 30-36 ลิตรสำหรับระยะทาง 300 กิโลเมตร ในสภาพการขับขี่แบบผสมผสาน (ครึ่งหนึ่งบนทางหลวงและครึ่งหนึ่งในเมือง) อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงโดยรวมจะอยู่ที่ประมาณ 8-10 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร ดังนั้นจึงต้องใช้ 24-30 ลิตรสำหรับระยะทาง 300 กิโลเมตร อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงยังแตกต่างกันไปตามรุ่นรถด้วย รถเก๋งประหยัดน้ำมัน (เช่น เครื่องยนต์ 1.6 ลิตร) มีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงโดยรวมประมาณ 7-8 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร ดังนั้นจึงต้องใช้ 21-24 ลิตรสำหรับระยะทาง 300 กิโลเมตร รถยนต์ประเภท SUV หรือรถยนต์ที่มีขนาดเครื่องยนต์ใหญ่ (เช่น เครื่องยนต์ 2.0T) มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงโดยเฉลี่ยประมาณ 10-12 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร และต้องใช้ 30-36 ลิตรสำหรับระยะทาง 300 กิโลเมตร การขับขี่อย่างนุ่มนวล (เช่น การรักษาระดับความเร็วที่ประหยัด และลดการเร่งและเบรกกะทันหัน) และการบำรุงรักษารถยนต์อย่างสม่ำเสมอ สามารถช่วยลดอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงได้อีกด้วย
Q
น้ำมันเบนซิน 95 จำนวน 1 ลิตร มีน้ำหนักกี่กิโลกรัม?
น้ำมันเบนซินชนิด 95 ปริมาตร 1 ลิตร มักมีน้ำหนักประมาณ 0.72 ถึง 0.75 กิโลกรัม ค่าที่แน่นอนจะได้รับอิทธิพลจากปัจจัยต่างๆ เช่น อุณหภูมิ ส่วนประกอบของน้ำมัน ฯลฯ ในสภาพอุณหภูมิห้อง (25 องศาเซลเซียส) ความหนาแน่นของน้ำมันเบนซิน 95 นั้นประมาณ 0.737 กรัมต่อมิลลิลิตร ดังนั้นน้ำหนักของน้ำมันเบนซินชนิดนี้ 1 ลิตรจึงประมาณ 0.737 กิโลกรัม
เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น ความหนาแน่นของน้ำมันเบนซินจะลดลงเล็กน้อย และน้ำหนักก็จะลดลงตามไปด้วย ในขณะที่อุณหภูมิลดลง ความหนาแน่นจะเพิ่มขึ้น และน้ำหนักก็จะเพิ่มขึ้นตามลำดับ
นอกจากนี้ ความแตกต่างเล็กน้อยในกระบวนการกลั่นน้ำมันหรือส่วนผสมของสารเติมแต่งต่างๆ ก็อาจทำให้เกิดการผันผวนเล็กน้อยในความหนาแน่นได้ แต่ช่วงค่าทั้งหมดยังคงอยู่ในช่วง 0.72 ถึง 0.75 กิโลกรัม
ถังเก็บน้ำมันของสถานีบริการน้ำมันส่วนใหญ่ถูกฝังใต้ดิน และท่อใช้วัสดุพิเศษ ซึ่งสามารถลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิต่อปริมาตรของน้ำมันเบนซินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นในการเติมน้ำมันในชีวิตประจำวันจึงไม่จำเป็นต้องกังวลมากเกินไปเกี่ยวกับความแตกต่างของน้ำหนักที่เกิดจากอุณหภูมิ
Q
คุณสามารถขับรถได้กี่กิโลเมตรด้วยน้ำมัน 5 ลิตร?
จำนวนกิโลเมตรที่สามารถขับเคลื่อนได้ด้วยน้ำมันเบนซิน 5 ลิตรขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น รุ่นรถและสภาพถนน เป็นต้น ตัวอย่างเช่น รถแทงค์ 300 รุ่นไฮบริดน้ำมันเบนซิน มีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันจริงในสภาพเมืองประมาณ 11.5 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร จากการคำนวณนี้ น้ำมันเบนซิน 5 ลิตรสามารถขับเคลื่อนได้ประมาณ 43.5 กิโลเมตร (วิธีคำนวณ: 5 ลิตร ÷ 11.5 ลิตร/100 กิโลเมตร × 100 กิโลเมตร ≈ 43.5 กิโลเมตร)
อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันของรถรุ่นต่างๆ มีความแตกต่างกันมาก โดยรถ SUV ออฟโรดเนื่องจากน้ำหนักตัวรถและความต้องการกำลัง มักสิ้นเปลืองน้ำมันมากกว่ารถยนต์ขนาดเล็กหรือรุ่นประหยัดพลังงาน นอกจากนี้ นิสัยการขับขี่และสภาพถนน (เช่น การจราจรติดขัดในเมืองหรือการขับบนทางหลวงด้วยความเร็วคงที่) ก็ส่งผลต่อระยะทางที่ขับเคลื่อนได้จริง
ควรสังเกตว่ารถยนต์ดีเซลและรถยนต์เบนซินมีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันที่แตกต่างกัน เช่น รถแทงค์ 300 รุ่นดีเซลมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันทางการที่ 7.8 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร แต่ข้อมูลนี้เป็นสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล ไม่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเบนซิน
Q
วิธีการคำนวณการใช้เชื้อเพลิงมีอะไรบ้าง?
วิธีการคำนวณการใช้เชื้อเพลิงส่วนใหญ่ ได้แก่วิธีการวัดจากการทดลองขับรถบนถนน วิธีการคำนวณด้วยมือ วิธีการคำนวณด้วยคอมพิวเตอร์ในรถ และวิธีการคำนวณด้วยสูตรมืออาชีพ เป็นต้น
ในวิธีการวัดจากการทดลองขับรถบนถนน การทดลองการใช้เชื้อเพลิงต่อ 100 กิโลเมตรในการขับรถด้วยความเร็วคงที่นิยมใช้มากที่สุด ซึ่งต้องดำเนินการบนถนนลาดยางที่เรียบและแห้ง ภายใต้สภาพอากาศที่เหมาะสม โดยรถต้องรักษาน้ำหนักบรรทุกตามที่กำหนด เริ่มทดสอบที่ความเร็ว 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมงด้วยเกียร์สูงสุด แล้วทำการทดสอบการขับขี่ด้วยความเร็วคงที่โดยเพิ่มความเร็วขึ้นทุกๆ 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ต้องวัดอย่างน้อย 5 จุดความเร็ว และสำหรับแต่ละความเร็วต้องขับไปและกลับสองครั้งเพื่อคำนวณการใช้เชื้อเพลิงต่อ 100 กิโลเมตร
วิธีการคำนวณด้วยมือเป็นวิธีที่เจ้าของรถใช้กันทั่วไปในชีวิตประจำวัน โดยบันทึกปริมาณเชื้อเพลิงที่เติมและระยะทางที่ขับรถไป แล้วใช้สูตร "การใช้เชื้อเพลิง (ลิตร/100 กิโลเมตร) = ปริมาณเชื้อเพลิงที่เติม (ลิตร) ÷ ระยะทางที่ขับรถไป (กิโลเมตร) × 100" เพื่อคำนวณ เพื่อเพิ่มความถูกต้อง ต้องบันทึกข้อมูลอย่างต่อเนื่อง พิจารณาสภาพถนนที่แตกต่างกัน (การจราจรติดขัดในเมือง ทางหลวง ชานเมือง) สภาพการบรรทุก (บรรทุกเต็ม/ไม่บรรทุก) และสภาพการบำรุงรักษารถ นอกจากนี้ยังสามารถคำนวณผ่านค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงได้ โดยนำค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงหารด้วยราคาเชื้อเพลิงเพื่อได้ปริมาณเชื้อเพลิงทั้งหมด แล้วนำไปคำนวณร่วมกับระยะทางเพื่อหาการใช้เชื้อเพลิงต่อ 100 กิโลเมตร
วิธีการคำนวณด้วยคอมพิวเตอร์ในรถจะแสดงข้อมูลการใช้เชื้อเพลิงโดยตรงผ่านหน้าปัดรถหรือหน้าจอข้อมูล ซึ่งสะดวกแต่อาจมีข้อผิดพลาดเล็กน้อย
การคำนวณด้วยสูตรมืออาชีพ ได้แก่ อัตราการใช้เชื้อเพลิงที่มีประสิทธิภาพ (ปริมาณเชื้อเพลิงที่ใช้ต่อหน่วยเวลาหารด้วยกำลังที่มีประสิทธิภาพ แล้วคูณด้วย 1000 หน่วยเป็นกรัม/กิโลวัตต์-ชั่วโมง) และการคำนวณปริมาณเชื้อเพลิงที่ควรใช้ของรถใช้งาน (โดยใช้สูตรที่รวมอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเมื่อไม่บรรทุก การสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเพิ่มเนื่องจากน้ำหนักบรรทุก และระยะทางที่ขับรถไป) วิธีการประเภทนี้มักใช้สำหรับการวิเคราะห์ทางเทคนิคในอุตสาหกรรมหรือการคำนวณต้นทุนการดำเนินงาน
วิธีการต่างๆ เหมาะสมกับสถานการณ์ที่แตกต่างกัน เจ้าของรถสามารถเลือกใช้ตามความต้องการ เมื่อใช้ในชีวิตประจำวัน ควรให้ความสำคัญกับความถูกต้องของการบันทึกข้อมูลและการพิจารณาปัจจัยสถานการณ์ต่างๆ เพื่อให้สามารถเข้าใจสภาพการใช้เชื้อเพลิงของรถได้อย่างแม่นยำมากขึ้น
Q
น้ำมัน 1 ลิตร เท่ากับระยะทางกี่กิโลเมตรในรถยนต์?
ระยะทางที่รถยนต์แต่ละรุ่นสามารถวิ่งได้ด้วยน้ำมันเบนซิน 1 ลิตรมีความแตกต่างกัน โดยตัวอย่างเช่น โตโยต้า YARIS ATIV Hybrid ที่มีสมรรถนะการประหยัดน้ำมันที่โดดเด่น จากการทดสอบพบว่าน้ำมัน 1 ลิตรสามารถขับเคลื่อนรถได้ไกล 26.3 ถึง 29.4 กิโลเมตร รุ่นนี้ติดตั้งระบบไฮบริด 1.5 ลิตร มีกำลังรวม 111 แรงม้า การส่งกำลังตอบสนองความต้องการการเดินทางประจำวันและการขับขี่ในเมือง และยังรองรับการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ E20 ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการใช้พลังงานของท้องถิ่น นอกจากนี้ รถยนต์ไฮบริดยังได้รับความนิยมจากผู้บริโภคในตลาดท้องถิ่น โดยยอดขายรถไฮบริดในประเทศไทยช่วงครึ่งแรกของปี 2568 เพิ่มขึ้น 30% ทำให้รถรุ่นที่มีประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันสูงเช่นนี้กลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกยอดนิยมของตลาด
ดูเพิ่มเติมข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตารางผ่อนชำระล่าสุดของ Honda City รถเก๋งที่ประหยัดน้ำมันเหมาะสุดสำหรับใช้ในครอบครัว
วิรุฬห์Oct 30, 2025

ไม่ควรพลาดรถยนต์เกโรของญี่ปุ่น, รุ่น Honda City ใดคุ้มค่าที่สุดในการเลือก?
ณัฐวุฒิNov 6, 2024

Honda City e:HEV ลดราคา THB40,000! มาราธอน 800km, ประหยัดน้ำมันและสบาย!
AshleyAug 5, 2024

Honda city vs Nissan Almeria ถ้ามีงบ 600,000 บาท คุณจะเลือกรุ่นไหนดี?
AshleyJul 13, 2024

Honda City VS Toyota Yaris ativ รถญี่ปุ่น 2 รุ่นนี้ ถ้ามีงบ 600,000 บาท คุณจะเลือกรุ่นไหนดี?
AshleyJul 9, 2024
ดูเพิ่มเติม


รุ่นรถ
ข้อดี
ข้อเสีย