Q

Toyota มีรุ่นไหนที่มี 5 ประตูบ้าง

ในตลาดไทย Toyota มีรถแบบ 5 ประตูให้เลือกหลายรุ่น ทั้งรถเก๋งเหมาะสำหรับขับขี่ในเมืองอย่าง Toyota Yaris Ativ (เก๋ง 4 ประตู + ประตูหลัง) Toyota Corolla Altis (เก๋ง 4 ประตู + ประตูหลัง) และรถ SUV ใช้งานได้หลากหลายอย่าง Toyota Corolla Cross (SUV 5 ประตู) และ Toyota Fortuner (SUV ขนาดใหญ่ 5 ประตู) รุ่นเหล่านี้ได้รับความนิยมในไทยโดยเฉพาะ Corolla Cross ที่มาพร้อมระบบไฮบริดและการออกแบบพื้นที่ภายในที่ตอบโจทย์ ทำให้เป็นตัวเลือกยอดฮิตสำหรับครอบครัว การออกแบบ 5 ประตูในไทยถือว่าคุ้มค่ามาก เพราะทั้งใช้งานในชีวิตประจำวันได้สะดวก และยังเหมาะกับการขนของโดยเฉพาะไลฟ์สไตล์คนไทยที่ชอบท่องเที่ยวแบบขับรถเอง สิ่งที่น่าสนใจคือ Toyota มีฐานการผลิตในไทยทำให้สามารถส่งรถเข้าตลาดได้รวดเร็ว และยังมีการปรับแต่งเฉพาะสำหรับสภาพอากาศและถนนไทย เช่น ระบบแอร์ที่แรงขึ้นและการป้องกันสนิมใต้ท้องรถ นอกจากนี้เครือข่ายบริการหลังการขายของโตโยต้าในไทยก็ครอบคลุมทั่วประเทศ มีศูนย์บริการมืออาชีพให้การดูแล ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่คนไทยนิยมเลือกใช้รถ Toyota
ข้อความพิเศษ: เนื้อหานี้โพสต์โดยผู้ใช้ และไม่ได้แสดงถึงมุมมองและจุดยืนของ PCauto
  • รถยอดนิยม

  • รุ่นปีรถยนต์

  • เปรียบเทียบรถยนต์

  • รูปภาพรถ

Q&A ล่าสุด

Q
หน้าที่ของผ้าเบรกคืออะไร?
ผ้าเบรกเป็นส่วนประกอบหลักของระบบเบรกในรถยนต์ หน้าที่หลักของมันคือการเปลี่ยนพลังงานจลน์ของรถให้เป็นพลังงานความร้อนผ่านแรงเสียดทานกับจานเบรกหรือดรัมเบรก ทำให้รถชะลอความเร็วหรือหยุดลง เมื่อผู้ขับขี่เหยียบแป้นเบรก ระบบไฮดรอลิกจะดันผ้าเบรกไปหนีบจานเบรกที่กำลังหมุน แรงต้านที่เกิดจากวัสดุเสียดทานจะลดความเร็วของล้อ กระบวนการนี้ต้องการผ้าเบรกที่มีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานที่คงที่ ทนต่ออุณหภูมิสูง (เพื่อป้องกันการเบรกเฟดจากความร้อน) และทนต่อการสึกหรอ ปัจจุบัน ผ้าเบรกที่ใช้กันทั่วไปแบ่งออกเป็นสามประเภท ได้แก่ ผ้าเบรกแบบอินทรีย์ ผ้าเบรกแบบกึ่งโลหะ และผ้าเบรกเซรามิก ผ้าเบรกแบบอินทรีย์ทำจากวัสดุคอมโพสิตที่มีเรซินเป็นส่วนประกอบ ให้การเบรกที่นุ่มนวลและเสียงรบกวนต่ำ เหมาะสำหรับรถยนต์ใช้งานประจำวัน ผ้าเบรกแบบกึ่งโลหะมีเส้นใยโลหะ ให้ความทนทานต่ออุณหภูมิสูงได้ดี แต่อาจทำให้เกิดฝุ่นเบรกมากขึ้น ผ้าเบรกเซรามิกผสมผสานความทนทานต่ออุณหภูมิสูงและคุณสมบัติการสึกหรอต่ำ มักพบในรถยนต์สมรรถนะสูง แต่มีราคาแพงกว่า สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือ ควรเปลี่ยนผ้าเบรกทันทีเมื่อความหนาเหลือน้อยกว่า 3 มม. มิฉะนั้นจะทำให้ระยะเบรกเพิ่มขึ้นหรืออาจทำให้จานเบรกเสียหายได้ แนะนำให้ตรวจสอบทุกๆ 40,000-50,000 กิโลเมตร หรือเมื่อได้ยินเสียงเตือนเป็นโลหะ ผ้าเบรกคุณภาพสูงช่วยให้แรงเบรกสม่ำเสมอและเชื่อถือได้ในระหว่างการเบรกฉุกเฉิน ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในสภาพการจราจรติดขัดในเขตร้อน เมื่อเลือกผ้าเบรก ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรอง TISI เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยในท้องถิ่น
Q
สิ่งที่ก่อให้เกิดการเบรกอย่างรุนแรงคืออะไร?
สาเหตุหลักที่ทำให้เบรกรถยนต์เสียหายกะทันหัน ได้แก่ การบำรุงรักษาระบบเบรกไม่เพียงพอ การใช้งานไม่ถูกต้อง ความเสียหายทางกลไก และปัจจัยรบกวนภายนอก การสะสมของสิ่งสกปรกในกระบอกสูบเบรกหลักหรือซีลไม่แน่นจะทำให้ระบบไฮดรอลิกทำงานล้มเหลว การผสมน้ำมันเบรกต่างชนิดกันอาจทำให้เกิดปฏิกิริยาเคมีที่กัดกร่อนท่อ จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนน้ำมันเบรกตามมาตรฐานและทำความสะอาดระบบเป็นประจำ การเหยียบเบรกติดต่อกันเป็นเวลานานขณะลงเขาจะทำให้ผ้าเบรกร้อนจัดจนเสื่อมสภาพ ควรใช้เกียร์ต่ำเพื่อช่วยในการเบรก การบรรทุกเกินกำหนดจะเพิ่มแรงเฉื่อยมากเกินกว่าที่ระบบเบรกออกแบบมา จึงต้องปฏิบัติตามข้อจำกัดการบรรทุกอย่างเคร่งครัด ชิ้นส่วนทางกลไกที่ชำรุด เช่น กระบอกสูบเบรกรั่ว ปั๊มเสริมแรงเบรกเสีย ต้องเปลี่ยนทันที เมื่อผ้าเบรกสึกถึงขีดจำกัด (โดยทั่วไปความหนาน้อยกว่า 3 มม.) ต้องเปลี่ยนใหม่ นอกจากนี้ ยังต้องระวังสิ่งกีดขวางที่อาจติดอยู่ใต้แป้นเบรก หรือการออกแบบแผ่นปูพื้นที่ไม่เหมาะสม ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าแป้นเบรกสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ หากเกิดกรณีเบรกเสียกะทันหัน ให้ลองเหยียบเบรกซ้ำหลายครั้งเพื่อฟื้นฟูแรงดัน สำหรับรถเกียร์ธรรมดาให้ลดเกียร์ตามลำดับและใช้เบรกมืออย่างนุ่มนวล เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียควบคุม สำหรับมาตรการป้องกัน ควรเปลี่ยนน้ำมันเบรกทุก 2 ปีหรือทุก 40,000 กม. ตรวจสอบความหนาผ้าเบรกและความแน่นหนาของท่อเป็นประจำ หลังขับรถในพื้นที่ภูเขาควรระบายความร้อนให้ระบบเบรก ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาประมาณ 500-2,000 บาทต่อครั้ง ซึ่งต่ำกว่าความเสียหายจากอุบัติเหตุมาก และเป็นการลงทุนที่สำคัญเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่
Q
ยาง 265/50R20 คืออะไร?
ตัวเลขและตัวอักษรในขนาดยาง 265/50R20 แทนพารามิเตอร์เฉพาะ โดย 265 หมายถึงความกว้างของหน้าตัดยางเท่ากับ 265 มิลลิเมตร 50 คืออัตราส่วนส่วนสูงของยางต่อความกว้างหน้าตัดยางเป็น 50% R แทนโครงสร้างเรเดียล (ชั้นผ้าใบเรียงตัวในแนวรัศมีเพื่อเพิ่มความทนทาน) และ 20 ตรงกับเส้นผ่านศูนย์กลางของล้อเท่ากับ 20 นิ้ว ยางขนาดใหญ่ที่มีหน้าสัมผัสกว้างและอัตราส่วนส่วนสูงต่ำประเภทนี้มักใช้กับรถยนต์ SUV ขนาดกลางถึงใหญ่หรือรถยนต์หรู เช่น โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ฮอนด้า ซีอาร์-วี หรือบีเอ็มดับเบิลยู เอ็กซ์ไฟว์ เป็นต้น สามารถให้แรงยึดเกาะถนนและความมั่นคงในการขับขี่ด้วยความเร็วสูงได้ดี พร้อมทั้งยังให้ความสบายในระดับหนึ่ง ควรระวังว่าเลขดัชนีน้ำหนักบรรทุก (เช่น 96 หมายถึงน้ำหนักสูงสุดที่ยางสามารถรับได้ต่อเส้นเท่ากับ 710 กิโลกรัม) และระดับความเร็ว (เช่น V หมายถึงความเร็วสูงสุด 240 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ต้องตรงกับข้อกำหนดของรถยนต์ เมื่อเปลี่ยนยางควรเลือกยางขนาดเดียวกันเป็นอันดับแรกเพื่อความปลอดภัย ราคาจะแตกต่างกันไปตามแบรนด์และสมรรถนะ โดยยางขนาดเดียวกันจากแบรนด์หลัก เช่น บริดจสโตน หรือ มิชลิน มีราคาประมาณ 15,000 ถึง 25,000 บาท
Q
ขนาดยาง 130/70 ขอบ 13 หมายความว่าอย่างไร?
ตัวเลขในขนาดยาง 130/70-13 แทนพารามิเตอร์ต่างๆ โดย 130 หมายถึงความกว้างหน้ายางเป็น 130 มิลลิเมตร 70 หมายถึงอัตราส่วนความสูงของแก้มยางต่อความกว้างหน้ายางเป็น 70% และ 13 หมายถึงเส้นผ่านศูนย์กลางของกระทะล้อที่เหมาะสมเป็น 13 นิ้ว ขนาดนี้พบทั่วไปในล้อหลังรถสกูตเตอร์ ซึ่งมีลักษณะหน้ายางกว้างและแก้มยางสูง ช่วยให้การดูดซับแรงกระแทกดีขึ้น แต่อัตราส่วนแก้มยางสูงกว่าระดับ 55-65 ที่พบทั่วไปในรถยนต์ซีดาน ควรทราบว่าความกว้างใช้หน่วยเมตริก ส่วนเส้นผ่านศูนย์กลางกระทะล้อยังใช้หน่วยอังกฤษ ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล หากกระทะล้อมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 13 นิ้ว แม้จะมีระยะห่างรูยึด (PCD) และออฟเซ็ตต่างกัน ก็สามารถติดตั้งยางขนาดนี้ได้ แต่ควรตรวจสอบคู่มือรถเพื่อยืนยันความเข้ากันได้ก่อนเปลี่ยนจริง
Q
ฉันสามารถใช้ยางขนาดต่างกันที่ล้อหน้าและล้อหลังได้หรือไม่?
ในตลาดไทย การใช้ขนาดยางล้อหน้าและหลังที่แตกต่างกันได้รับอนุญาตภายใต้เงื่อนไขบางประการ แต่จำเป็นต้องปฏิบัติตามมาตรฐานทางเทคนิคอย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ ตามมาตรฐานความปลอดภัยทางเทคนิคของยานยนต์ ยางบนเพลาเดียวกัน (เช่น เพลาหน้าหรือเพลาหลัง) ต้องมีขนาด ร่องยาง และยี่ห้อตรงกันทุกประการ เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียการควบคุมหรือการสึกหรอของดิฟเฟอเรนเชียลมากเกินไปเนื่องจากความแตกต่างของแรงยึดเกาะ สำหรับรถขับเคลื่อนล้อหลังหรือรถสมรรถนะสูง การใช้ยางล้อหลังที่กว้างกว่าเป็นการออกแบบที่สมเหตุสมผล เช่น ยางล้อหลังของรถหรูบางรุ่นอาจกว้างกว่ายางล้อหน้า 10-20% เพื่อเพิ่มแรงยึดเกาะขณะเร่ง (ตัวอย่างเช่น ยางหลัง 255 มม. เทียบกับยางหน้า 225 มม.) แต่ควรระวังว่าการใช้ยางขนาดผสมที่ไม่ได้ออกแบบมาจากโรงงานอาจทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนของมาตรวัดความเร็ว (ความแตกต่างของเส้นผ่านศูนย์กลางทุก 1% ทำให้ความเร็วคลาดเคลื่อนประมาณ 1.6 กม./ชม.) และทำให้ระบบ ABS/ESP ทำงานผิดพลาด แนะนำให้ผู้บริโภคปฏิบัติตามข้อกำหนดยางในคู่มือรถ หากต้องการเปลี่ยน ควรรักษาความแตกต่างของเส้นผ่านศูนย์กลางยางหน้า-หลังไม่เกิน 3% และเลือกยางที่มีระดับความเร็ว (เช่น ระดับ V 240 กม./ชม.) และดัชนีน้ำหนักบรรทุกเดียวกัน สำหรับรถขับเคลื่อนสี่ล้อต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะความแตกต่างของขนาดยางอาจทำให้เกียร์ถ่ายกำลังร้อนเกินได้ ในสภาพอากาศร้อนของไทย ยังต้องคำนึงว่าความแตกต่างของค่าความทนความร้อนระหว่างยางต่างยี่ห้ออาจทำให้ยางสึกหรอไม่สม่ำเสมอยิ่งขึ้น
ดูเพิ่มเติม