Q

ฮอนด้า CR-V 2023 ใช้เชื้อเพลิงกี่ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร

รถฮอนด้า CR-V รุ่นปี 2023 ในประเทศไทยมีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันที่แตกต่างกันไปตามรุ่นเครื่องยนต์ โดยรุ่นเบนซินทั่วไปจะกินน้ำมันเฉลี่ยประมาณ 7.5-8.2 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร ส่วนรุ่นไฮบริดนั้นประหยัดกว่าคืออยู่ที่ประมาณ 5.0-5.5 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร แต่อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับสไตล์การขับขี่ สภาพถนน และการใช้แอร์ด้วยนะ โดยเฉพาะในไทยที่อากาศร้อนและถนนในกรุงเทพก็ติดขัดบ่อย ถ้าอยากประหยัดน้ำมันจริงๆ แนะนำให้ขับแบบเนียนๆ ไม่เร่งกระชาก แล้วก็คาดการณ์สถานการณ์ล่วงหน้า จะช่วยลดการสิ้นเปลืองได้ ส่วนการดูแลรักษาเครื่องยนต์อย่างสม่ำเสมอ เช่น เปลี่ยนฟิลเตอร์อากาศและน้ำมันเครื่อง ก็ช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานมีประสิทธิภาพดีขึ้น ที่สำคัญ รัฐบาลไทยมีนโยบายลดภาษีให้รถไฮบริด ทำให้ CR-V รุ่นไฮบริดประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาวกว่า แถมระบบ i-MMD ของฮอนด้ายังเหมาะกับการขับขี่ในเมืองที่ต้องหยุด-เดินบ่อยๆ ช่วยลดการกินน้ำมันได้ดีเลย สำหรับคนที่กำลังมองหารถ SUV ในไทย นอกจากจะดูตัวเลข油耗จากแคตาล็อกแล้ว ควรดูด้วยว่าวันๆ ขับในเมืองมากหรือขับทางไกลบังคับ เพราะถ้าขับทางไกล ความแตกต่างของอัตราสิ้นเปลืองระหว่างรุ่นเบนซินกับไฮบริดจะลดลงนะ
ข้อความพิเศษ: เนื้อหานี้โพสต์โดยผู้ใช้ และไม่ได้แสดงถึงมุมมองและจุดยืนของ PCauto

Q&A เกี่ยวข้อง

Q
Honda CR-V ปี 2020 มีเครื่องยนต์อะไรบ้าง?
รุ่น Honda CR-V ปี 2020 มีตัวเลือกเครื่องยนต์ให้เลือกหลากหลาย แบบแรกเป็นเครื่องยนต์ขนาด 2,356 ซีซี หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า 2.4L ใช้ในรุ่นย่อยอย่าง 2.4 S 2.4 E 2.4 ES 4WD และ 2.4 EL 4WD เครื่องยนต์แบบนี้เป็นแบบ 4 สูบ ทำงานคู่กับเกียร์ CVT และระบบขับเคลื่อนล้อหลัง ส่วนอีกแบบเป็นเครื่องยนต์ขนาด 1,597 ซีซี หรือ 1.6L ที่ใช้ในรุ่น 1.6 DT-EL 4WD โดยเครื่องยนต์นี้ใช้เกียร์อัตโนมัติธรรมดา มีที่นั่ง 7 ที่นั่ง และอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันตามมาตรฐานอยู่ที่ 5.6 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร ด้วยตัวเลือกเครื่องยนต์ที่แตกต่างกันนี้ ทำให้ลูกค้าสามารถเลือกรุ่นที่ตอบโจทย์ความต้องการได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เน้นความแรงของเครื่องยนต์หรือต้องการประหยัดน้ำมันมากกว่า
Q
ฉันสามารถใช้น้ำมันเครื่อง 0w30 มาแทน 0w20 ได้ไหม?
ปกติแล้วไม่แนะนำให้ใช้น้ำมันเครื่อง 0W30 แทน 0W20 เพราะถึงแม้ว่าน้ำมันทั้งสองชนิดจะมีความคล่องตัวในอุณหภูมิต่ำใกล้เคียงกัน แต่ความหนืดของ 0W30 ในอุณหภูมิสูงจะมากกว่า 0W20 ทำให้มีฟิล์มน้ำมันที่หนากว่า ส่วน 0W20 นั้นมีความหนืดต่ำกว่า เหมาะกับเครื่องยนต์ที่มีความละเอียดสูง ช่วยลดการสิ้นเปลืองน้ำมัน และยังไหลได้ดีในสภาพอากาศเย็น เหมาะสำหรับรถใหม่หรือคนที่ขับขี่ในเมืองด้วยความเร็วปกติ ส่วน 0W30 นั้นให้การปกป้องในอุณหภูมิสูงได้ดีกว่า เหมาะกับการใช้งานหนักหรือการขับขี่แบบสปอร์ต รวมถึงเครื่องยนต์ที่มีช่องว่างระหว่างชิ้นส่วนใหญ่ขึ้นเล็กน้อย ถ้าหากใช้ 0W30 แทน 0W20 อาจทำให้การไหลเวียนของน้ำมันเครื่องช้าลงเมื่อสตาร์ทเครื่องในอุณหภูมิต่ำ ส่งผลให้เกิดการสึกหรอมากขึ้นในช่วงสตาร์ท และอาจทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้น นอกจากนี้ยังไม่เป็นไปตามข้อกำหนดของผู้ผลิตรถยนต์ ซึ่งอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพและความเสถียรของเครื่องยนต์ในระยะยาว หรืออาจทำให้การรับประกันสิ้นสุดลง แต่ถ้าหากรถมีอายุการใช้งานมานานแล้วและชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์มีช่องว่างมากขึ้น อาจพิจารณาใช้ 0W30 ได้หลังจากปรึกษาผู้ผลิตหรือช่างผู้เชี่ยวชาญแล้ว
Q
"ควรเปลี่ยนน้ำมันเครื่องสำหรับ Honda CR-V 2020 บ่อยแค่ไหน"
สำหรับการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง Honda CR-V รุ่นปี 2020 แนะนำให้เปลี่ยนทุกๆ 10,000 กิโลเมตร หรือทุก 12 เดือน (แล้วแต่อย่างไหนถึงก่อน) ในกรณีที่ใช้น้ำมันเครื่องสังเคราะห์เต็มรูปแบบที่ทางโรงงานแนะนำ แต่ถ้าใช้น้ำมันเครื่องแร่ธรรมดาต้องเปลี่ยนบ่อยขึ้นเป็นทุก 5,000 กิโลเมตร หรือทุก 6 เดือน เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนชื้น เอนจิ้นมักทำงานหนักและร้อนเป็นเวลานาน แนะนำให้ตรวจสอบระดับน้ำมันเครื่องเป็นประจำ สังเกตสีและความหนืดของน้ำมัน ถ้าเห็นว่าน้ำมันเริ่มดำหรือมีสิ่งเจือปนมากเกินไปก็ควรเปลี่ยนก่อนกำหนดได้ สิ่งที่ต้องระวังคือการขับรถระยะสั้นบ่อยๆ การเดินเบานานๆ หรือการลากของหนัก จะทำให้น้ำมันเครื่องเสื่อมสภาพเร็วขึ้น ถ้าเจอสภาพการขับแบบนี้ให้ถือว่าเป็นการใช้งานหนัก (อาจต้องลดระยะเปลี่ยนน้ำมันลง 20%-30%) รถสมัยใหม่จะมีระบบตรวจสอบสภาพน้ำมันเครื่อง (ถ้ามี) ที่ช่วยบอกเวลาการเปลี่ยนได้แม่นยำขึ้น แต่ก็อย่าไว้ใจระบบนี้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ยังต้องดูสภาพรถจริงควบคู่ไปด้วย น้ำมันเครื่องสังเคราะห์เต็มรูปแบบยี่ห้อต่างๆ คุณภาพไม่ต่างกันมาก สำคัญคือต้องได้มาตรฐาน API SP หรือ ILSAC GF-6 และควรเลือกความหนืด 0W-20 เพื่อให้ประหยัดน้ำมันและป้องกันความร้อนได้ดี เวลาเปลี่ยนน้ำมันเครื่องควรเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่องไปด้วย ไส้กรองคุณภาพต่ำจะทำให้สิ่งสกปรกหมุนเวียนในระบบและทำให้ชิ้นส่วนสึกหรอเร็วขึ้น ไส้กรองของทางโรงงานจะมีการกรองที่ดีกว่าและน่าเชื่อถือมากกว่า
Q
รถ Honda CR-V 2020 เป็นรถที่ดีหรือไม่?
รถ Honda CR-V รุ่นปี 2020 นี่ถือเป็นตัวเลือกที่ดีเลย ด้วยความที่ตัวรถมีความยาว 4,571 มม. และระยะฐานล้อ 2,660 มม. ทำให้ภายในห้องโดยสารกว้างขวางมาก รุ่น 5 ที่นั่งเหมาะสำหรับครอบครัว ส่วนรุ่น 7 ที่นั่งก็ตอบโจทย์เวลาต้องมีผู้โดยสารเพิ่มบ้าง แล้วยังมีพื้นที่เก็บสัมภาระถึง 150 ลิตร ช่วยให้ขนของสะดวกขึ้น ในส่วนของเครื่องยนต์ก็มีหลายรุ่นให้เลือก เช่น เครื่อง 2.4 ลิตร ที่ให้กำลังดี แรงพอสำหรับการขับขี่ทั่วไปและแซงรถคันอื่น ระบบเกียร์ CVT ก็ช่วยให้การขับเคลื่อนลื่นไหล นั่งขับสบายๆ เรื่องความปลอดภัยก็ครบครัน มีระบบแจ้งเตือนเมื่อไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัย ถุงลมนิรภัยหลายจุด บางรุ่นยังมีถุงลมนิรภัยด้านหน้าหัวและหลังหัว ช่วยป้องกันผู้โดยสารได้ดีเวลาฉุกเฉิน แต่ก็มีจุดที่ควรรู้ เช่น เทคโนโลยีอาจจะไม่ทันสมัยเท่ารถรุ่นใหม่ บางคนอาจรู้สึกว่าการกันเสียงและวัสดุภายในยังมีพื้นที่ให้พัฒนาได้ แต่โดยรวมแล้ว ถ้าคุณมองหารถที่เน้นความกว้างขวาง แรงเครื่อง และความปลอดภัยในงบประมาณไม่สูงเกินไป CR-V รุ่นนี้ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ
Q
"ความจุของน้ำมันเครื่อง Honda CRV 2020 อยู่ที่เท่าไหร่"
ปริมาณน้ำมันเครื่องของ Honda CR-V รุ่นปี 2020 จะแตกต่างกันไปตามประเภทของเครื่องยนต์ โดยเครื่องยนต์เทอร์โบ 1.5 ลิตร (รหัส L15B) ต้องการน้ำมันเครื่องประมาณ 3.7 ลิตรเมื่อเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง (รวมตลับกรองน้ำมันเครื่อง) ส่วนรุ่นไฮบริด 2.0 ลิตร ต้องการประมาณ 4.3 ลิตร อย่างไรก็ตามควรยึดตามมาตรฐานที่ระบุในคู่มือผู้ใช้หรือที่ศูนย์บริการทางการแนะนำ ควรใช้น้ำมันเครื่องสังเคราะห์เต็มรูปแบบความหนืด 0W-20 ที่ผู้ผลิตแนะนำ เพราะน้ำมันเครื่องความหนืดต่ำแบบนี้เหมาะกับสภาพอากาศร้อน ช่วยประหยัดน้ำมันและปกป้องเครื่องยนต์ได้ดีกว่า การเปลี่ยนน้ำมันเครื่องเป็นประจำเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับการรักษาสภาพเครื่องยนต์ โดยทั่วไปควรเปลี่ยนทุก 10,000 กิโลเมตรหรือทุก 6 เดือน แต่หากขับบ่อยในสภาพการจราจรติดขัดในเมือง อาจต้องเปลี่ยนบ่อยขึ้นเล็กน้อย ข้อควรระวังคือเวลาเติมน้ำมันเครื่องต้องตรวจสอบระดับน้ำมันด้วยก้านวัดให้อยู่ระหว่างขีด MIN และ MAX เพราะถ้าเติมมากเกินไปอาจทำให้พลังงานลดลงหรือแม้กระทั่งความเสียหายต่อตัวเร่งปฏิกิริยาแบบไตรภาคี ศูนย์บริการ Honda 4S ในพื้นที่จะให้บริการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องอย่างมืออาชีพ พวกเขาใช้อะไหล่แท้จากผู้ผลิตและจะรีเซ็ตระบบเตือนการบำรุงรักษาเพื่อให้รถของคุณอยู่ในสภาพที่ดีที่สุดเสมอ
Q
ความจุถังน้ำมันของ Honda CR-V ปี 2020 คือเท่าไหร่?
รถ Honda CR-V รุ่นปี 2020 มีความจุถังน้ำมันอยู่ที่ 57 ลิตร ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับรถ SUV ในระดับเดียวกัน ทำให้ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวันและการเดินทางไกลได้เป็นอย่างดี สำหรับคนที่ต้องเดินทางบ่อยระหว่างกรุงเทพฯ และปริมณฑล ถังน้ำมันขนาดนี้ช่วยลดจำนวนครั้งที่ต้องเติมน้ำมันลงได้ เพิ่มความสะดวกสบายให้กับการใช้งาน ส่วนตัวรถ Honda CR-V ที่เป็น SUV ยอดนิยมนั้นยังมีจุดเด่นในเรื่องประหยัดน้ำมัน โดยเครื่องยนต์เทอร์โบ 1.5T สามารถรักษาอัตราสิ้นเปลืองให้ต่ำได้ทั้งในเมืองและบนทางหลวง เมื่อรวมกับถังน้ำมัน 57 ลิตรแล้ว การเติมแต่ละครั้งสามารถวิ่งได้เกิน 600 กิโลเมตรอย่างสบายๆ อีกทั้งการออกแบบถังน้ำมันยังคำนึงถึงความปลอดภัยและความทนทาน ใช้วัสดุป้องกันการกัดกร่อนและเทคโนโลยีป้องกันการรั่วไหล เพื่อให้ทำงานได้อย่างมีเสถียรภาพในทุกสภาพถนน ถ้าหากต้องการประสิทธิภาพด้านน้ำมันที่ดียิ่งขึ้น ก็สามารถเลือกรุ่น Hybrid ที่มีความจุถังน้ำมันเท่ากัน แต่ประหยัดน้ำมันกว่า เหมาะสมมากสำหรับการใช้งานในเมืองที่การจราจรหนาแน่น
Q
ฉันควรจ่ายเท่าไรสำหรับรถ 2020 CRV?
ราคารถมือสอง Honda CR-V รุ่นปี 2020 จะแตกต่างกันไปตามสภาพรถ ระยะไมล์ใช้งาน รุ่นย่อย และพื้นที่ที่ขาย โดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 800,000 - 1,200,000 บาท แต่ต้องดูรายละเอียดเพิ่มเติมว่ายังเหลือประกันศูนย์อยู่ไหม มีประวัติการซ่อมบำรุงครบถ้วนหรือไม่ รวมถึงสภาพภายนอกและภายในว่ามีการสึกหรอมากน้อยแค่ไหน แนะนำว่าก่อนซื้อควรตรวจสอบประวัติรถผ่านช่องทางที่น่าเชื่อถือ เช่น เคยประสบอุบัติเหตุหรือน้ำท่วมหรือไม่ และควรให้ช่างผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบสภาพรถอย่างละเอียดเพื่อความมั่นใจ นอกจากนี้ลองเปรียบเทียบกับรุ่นอื่นๆ ในระดับเดียวกันอย่าง Toyota RAV4 หรือ Mazda CX-5 ก็ได้ เพราะรถเหล่านี้ก็มีอัตราการครองสูงและเป็นที่นิยมในตลาด แต่จุดเด่นของ CR-V คือความกว้างขวางของห้องโดยสารและประหยัดน้ำมันกว่า เหมาะสำหรับการใช้เป็นรถครอบครัว ถ้าซื้อผ่านโชว์รูมอาจลองต่อรองบริการเสริมเช่นบริการเช็คระยะฟรีหรือขยายระยะประกันเพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยเพิ่มความคุ้มค่าในการซื้อรถได้อีกด้วย
Q
ข้อร้องเรียนที่พบบ่อยสำหรับ Honda CR-V 2020 คืออะไร
สำหรับรถยนต์ Honda CR-V รุ่นปี 2020 จากเสียงสะท้อนของผู้ใช้งาน พบว่าปัญหาที่มักถูกพูดถึงบ่อยๆ จะมุ่งเน้นไปที่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ในรถที่อาจมีปัญหาบ้างเป็นครั้งคราว เช่น หน้าจอควบคุมกลางติดขัดหรือการเชื่อมต่อ Bluetooth ไม่เสถียร ซึ่งปัญหาเหล่านี้ส่วนใหญ่สามารถแก้ไขได้ด้วยการอัปเดตซอฟต์แวร์ นอกจากนี้ยังมีเจ้าของรถบางรายรายงานว่าเครื่องยนต์ 1.5L เทอร์โบอาจมีอาการตอบสนองช้าเล็กน้อยเมื่อสตาร์ทรถเย็นในสภาพอากาศร้อนชื้น แต่หลังจากการวอร์มเครื่องแล้วจะทำงานปกติ ซึ่งนี่เป็นลักษณะเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศในเขตร้อน ส่วนในรุ่นไฮบริดนั้น มีข้อสังเกตเกี่ยวกับระบบระบายความร้อนของแบตเตอรี่ในสภาพการจราจรติดขัดเป็นเวลานาน แต่อย่างไรก็ตาม Honda ได้ออกแบบระบบระบายความร้อนใหม่ให้เหมาะสมกับตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว ในแง่ของพื้นที่ภายในรถ แม้ว่า CR-V จะมีพื้นที่สำหรับขาที่หลังรถกว้างขวาง แต่ก็มีผู้ใช้บางส่วนรู้สึกว่าเบาะนั่งค่อนข้างแข็ง ส่งผลให้ความสบายในการเดินทางไกลอาจสู้รุ่นคู่แข่งบางรุ่นไม่ได้ หากพูดถึงการเลือกซื้อรถมือสอง แนะนำให้ตรวจสอบสภาพการทำงานของคอมเพรสเซอร์แอร์และประวัติการเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ CVT เป็นพิเศษ เพราะสองส่วนนี้จะสึกหรอเร็วขึ้นเมื่อใช้งานในภูมิอากาศร้อน การใช้น้ำมันหล่อเย็นและน้ำมันเกียร์ของทางโรงงานอย่างสม่ำเสมอจะช่วยยืดอายุการใช้งานได้มาก โดยรวมแล้ว CR-V ยังคงมีความน่าเชื่อถือในอัตราการเสียบต่ำ และเป็นรุ่นที่ครองตำแหน่งด้านการรักษามูลค่าในตลาดท้องถิ่นได้ดีมาก
Q
ทำไม Honda CRV ปี 2023 ของฉันถึงไม่สตาร์ท
รถฮอนด้า CR-V รุ่นปี 2023 ของคุณที่สตาร์ทไม่ติดอาจเกิดจากหลายสาเหตุ โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทยที่ต้องระวังเรื่องแบตเตอรี่เป็นพิเศษ อากาศร้อนนานๆ อาจทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็วหรือขั้วแบตเตอรี่กัดกร่อน แนะนำให้ตรวจเช็คแรงดันแบตเตอรี่ก่อนว่าต่ำกว่า 12.4 โวลต์หรือไม่ หรือขั้วแบตเตอรี่มีผงสีขาวเกาะหรือเปล่า นอกจากนี้ความชื้นในฤดูฝนของไทยอาจทำให้ระบบจุดระเบิดชื้นได้ ลองใช้ไดร์เป่าผมไล่ความชื้นรอบๆ หัวเทียนดู ส่วนระบบเชื้อเพลิงก็สำคัญ น้ำมันแก๊สโซฮอล์ในบางพื้นที่ของไทยถ้าปล่อยทิ้งไว้นานอาจเกิดคราบกาวอุดตันหัวฉีด ถ้าเก็บรถเกิน 2 สัปดาห์แนะนำให้เติมสารรักษาความคงตัวของน้ำมันเชื้อเพลิง ส่วนระบบกุญแจอัจฉริยะในที่ร้อนๆ อาจมีสัญญาณรบกวน ลองใช้กุญแจธรรมดาสตาร์ทหรือเปลี่ยนแบตเตอรี่กุญแจดู พูดกันจริงๆ แล้ว เจ้าของรถในไทยควรหมั่นตรวจเช็คเป็นประจำ เช่น ทำความสะอาดขั้วแบตเตอรี่ทุกเดือน ตรวจสอบไส้กรองอากาศทุก 5,000 กม. (โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ หรือพื้นที่ฝุ่นเยอะควรตรวจบ่อยกว่านั้น) และใช้น้ำมันเชื้อเพลิงคุณภาพดีที่ได้มาตรฐาน E20 ถ้าลองทำตามนี้แล้วยังไม่หายสตาร์ทไม่ติด แนะนำให้ติดต่อศูนย์บริการฮอนด้าอนุญาตของไทย เพราะเครื่องยนต์ Earth Dreams และเกียร์ CVT ในรุ่นปี 2023 มีระบบอิเล็กทรอนิกส์ควบคุมที่ซับซ้อน ต้องใช้อุปกรณ์診断พิเศษเพื่ออ่านค่าผิดปกติ
Q
วิธีการเริ่มต้นกระโดดรถ CRV 2023
ก่อนจะเริ่มการติดตั้งแบตเตอรี่สำหรับรถฮอนด้า CR-V รุ่นปี 2023 ต้องมั่นใจว่ารถทั้งสองคันดับเครื่องยนต์เรียบร้อยแล้ว เตรียมสายจัมเปอร์มาตรฐานให้พร้อม ในสภาพอากาศร้อนของไทยแนะนำให้สวมถุงมือฉนวนป้องกันกรดจากแบตเตอรี่ เริ่มโดยต่อสายแดงที่ขั้วบวก (+) ของแบตเตอรี่รถ CR-V ที่ไฟหมด แล้วต่ออีกด้านหนึ่งไปที่ขั้วบวกของแบตเตอรี่รถช่วยเหลือ สายดำให้หนีบที่ขั้วลบ (-) ของแบตเตอรี่รถช่วยเหลือก่อน สุดท้ายหนีบสายดำเส้นที่เหลือเข้ากับส่วนที่เป็นโลหะไม่มีสีบนตัวเครื่องยนต์หรือสลักช่วงล่างของรถ CR-V เพื่อเป็นกราวด์ ระวังว่าแบตเตอรี่ของ CR-V ที่ขายในไทยอาจอยู่ด้านซ้ายของห้องเครื่องหรือในช่องอะไหล่สำรอง ดูตำแหน่งให้ชัดเจนในคู่มือเจ้าของรถ จากนั้นสตาร์ทรถช่วยเหลือและเร่งเครื่องอยู่ที่ 2,000 รอบ/นาที ประมาณ 2-3 นาที ก่อนลองสตาร์ท CR-V เมื่อติดตั้งสำเร็จ ให้ถอดสายออกตามลำดับย้อนกลับ แนะนำให้ปล่อยให้เครื่องยนต์ทำงานต่ออีก 20 นาทีเพื่อชาร์จแบตเตอรี่ โดยเฉพาะช่วงฤดูฝนของไทยต้องตรวจสอบขั้วแบตเตอรี่ว่ามีรอยออกซิไดซ์หรือไม่ สามารถทำความสะอาดขั้วแบตเตอรี่ด้วยน้ำโซดาเป็นประจำ หากพบว่าแบตเตอรี่หมดบ่อย แนะนำให้ไปตรวจสุขภาพแบตเตอรี่ที่ศูนย์บริการฮอนด้าในกรุงเทพหรือเชียงใหม่ สำหรับรุ่นไฮบริดต้องระวังเป็นพิเศษ ห้ามทำงานกับแบตเตอรี่แรงสูงโดยตรงหากแบตเตอรี่ 12V เสีย
  • รถยอดนิยม

  • รุ่นปีรถยนต์

  • เปรียบเทียบรถยนต์

  • รูปภาพรถ

ข้อดี

ใช้เครื่องยนต์ดีเซล Turbo 1.6 ลิตรใหม่ที่พร้อมกับระบบเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติ 9 ความเร็ว นี่คือความก้าวหน้าที่มากความประหยัดน้ำมันและความแรง
7 ที่นั่ง พื้นที่ขยายเพิ่ม สามารถโหลดผู้โดยสารและสินค้า แถวหลังมีระบบปรับอากาศแยกจากกัน
ระบบความปลอดภัยครบครัน ถุงลมนิรภัย 6 อัน หลากหลายระบบช่วยสนับสนุนการขับขี่
การป้องกันเสียงของรถยนต์ยอดเยี่ยม ควบคุมเสียงเครื่องยนต์ที่ดี ผลิตภัณฑ์ในรถยนต์เงียบมาก

ข้อเสีย

ฮอนด้าคาดว่าจะต้องอัปเดตรถคันนี้หลังจากที่มันวางขายในตลาดสักพักเพื่อรักษาความสดใหม่
ในตลาด, มาสด้า CX-5 และนิสสัน X-Trail เป็นตัวเลือกที่ดีกว่าหรือมีความคุ้มค่าแค่ไหน, ผู้บริโภคควรพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนซื้อ

Q&A ล่าสุด

Q
"รถที่มีราคาสูงที่สุดในโลกในปี 2024 คืออะไร?"
ในปี 2024 รถยนต์ที่แพงที่สุดในโลกคงหนีไม่พ้น Rolls-Royce Boat Tail รุ่นคัสตอมสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ราคาพุ่งไป 28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากเรือยอร์ชโบราณ ตัวถังทาสีเมทัลลิกที่ขัดมืออย่างประณีต ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยอุปกรณ์สุดหรูเช่น ตู้เย็นเก็บแฮมพาร์มาและชุดเครื่องเงินสำหรับคาเวียร์ ตามมาติดๆ คือ Bugatti La Voiture Noire รถซุปเปอร์คาร์สัญชาติฝรั่งเศสที่ราคา 18.5 ล้านดอลลาร์ มาพร้อมเครื่องยนต์ W16 8.0 ลิตร ที่ทำความเร็วสูงสุดได้ 420 กม./ชม. สำหรับในตลาดรถไทย เราอาจจะเคยเห็น Rolls-Royce Phantom หรือ Lamborghini รุ่นลิมิเต็ดเอดิชันวิ่งอยู่แถวกรุงเทพฯบ้าง ซึ่งรถระดับนี้มักจะมีระบบป้องกันฝุ่นพิเศษ สําหรับผู้ที่ชื่นชอบการสะสมรถยนต์ นอกจากการให้ความสําคัญกับราคาแล้ว ควรเข้าใจศักยภาพในการรักษามูลค่าของรถยนต์เหล่านี้มากขึ้น เช่น ราคาของ Ferrari 250 GTO ในการประมูลเพิ่มขึ้นจาก 35 ล้านเป็น 70 ล้านเหรียญสหรัฐในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ความขาดแคลนนี้จึงเป็นคุณค่าหลักของรถยนต์หรูหราชั้นนํา
Q
อะไรทำให้ Revuelto มีราคาแพงขนาดนี้?
ราคาสูงลิ่วของ Lamborghini Revuelto เกิดจากการลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูงในฐานะซูเปอร์คาร์ไฮบริดแบบปลั๊กอินรุ่นแรกของแบรนด์ พร้อมด้วยคุณสมบัติการผลิตแบบลิมิเต็ดเอดิชัน ที่มาพร้อมระบบไฮบริดซึ่งประกอบด้วยเครื่องยนต์ 6.5 ลิตร V12 แบบดูดธรรมชาติและมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว ให้กำลังสูงถึง 1,015 แรงม้า เร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 2.5 วินาที สมรรถนะระดับนี้ต้องพึ่งพาวัสดุลดน้ำหนักจากคาร์บอนไฟเบอร์และระบบช่วงล่างที่ปรับแต่งมาในระดับมาตรฐานการบิน เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถขับเคลื่อนอย่างเต็มประสิทธิภาพแม้ในสภาพอากาศร้อนระอุของประเทศไทย ระบบระบายความร้อนอัจฉริยะและจานเบรกเซรามิกจะช่วยรักษาความเสถียรระหว่างขับขี่แบบสุดเหวี่ยง ส่วนกรรมวิธีการผลิตแบบทำมือในอิตาลีทำให้ผลผลิตต่อเดือนไม่ถึง 100 คัน ความหายากนี้เองที่ดันราคาให้สูงขึ้น ซูเปอร์คาร์ระดับนี้ส่วนใหญ่จะผลิตแบบออร์เดอร์เมด (สั่งทำตามใบสั่ง) โดยบริการปรับแต่งพิเศษเช่นสีรถเฉพาะหรือหนังหุ้มเบาะภายในย่อมเพิ่มต้นทุนเข้าไปอีก ในขณะที่ระบบไฮบริดซึ่งซับซ้อนกว่าซูเปอร์คาร์ทั่วไปก็ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาระยะยาวด้วย ที่น่าสนใจคือ ไฮเปอร์คาร์ในระดับราคานี้มักมาพร้อมเทคโนโลยีระดับสนามแข่ง อย่างระบบแอคทีฟแอโรไดนามิกส์หรือระบบกระจายแรงบิด (Torque Vectoring) ซึ่งต้นทุนการวิจัยและพัฒนาที่สูงลิบเหล่านี้จะถูกเฉลี่ยเข้ากับแต่ละคันที่ผลิต ทำให้รถสมรรถนะขั้นสุดแบบนี้กลายเป็นสินค้าเฉพาะกลุ่มโดยธรรมชาติ
Q
มียอดขายรถ Lamborghini ในปี 2024 จำนวนเท่าไร?
ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับยอดขายทั่วโลกของ Lamborghini ในปี 2024 แต่จากผลงานในปีที่ผ่านมาของแบรนด์นี้ พบว่ายอดขายต่อปีมักจะอยู่ที่ประมาณ 8,000 ถึง 10,000 คัน โดยรุ่น Urus เป็นตัวหลักที่ทำยอดขายเกิน 60% ของทั้งหมด ในตลาดท้องถิ่น Lamborghini มีเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายครอบคลุมเมืองใหญ่ๆ พร้อมเสนอผลิตภัณฑ์ครบทุกรุ่นทั้ง Huracán Aventador รุ่นต่อเนื่อง และ Urus ซึ่งรุ่น Urus นั้นได้รับความนิยมเป็นพิเศษเพราะตอบโจทย์ทั้งความแรงและความประหยัดพื้นที่ ที่น่าสนใจคือแบรนด์ซูเปอร์คาร์ในยุคนี้กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้า Lamborghini เองก็ประกาศแล้วว่าจะเปิดตัว Revuelto รุ่นไฮบริดแรก ซึ่งนับเป็นการเริ่มปรับตัวตามเทรนด์พลังงานสะอาด แต่ยังคงรักษาลักษณะเฉพาะของเครื่องยนต์ความจุสูงไว้ แนวทางนี้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าในท้องถิ่นที่อยากได้ทั้งสมรรถนะสูงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สำหรับผู้ที่สนใจซื้อ นอกจากจะดูตัวเลขยอดขายแล้ว ควรให้ความสำคัญกับระยะเวลารอคอยและการบริการปรับแต่งเฉพาะตัวของรุ่นลิมิเต็ดเอดิชันเหล่านี้ ซึ่งปกติต้องติดต่อล่วงหน้ากับตัวแทนจำหน่ายอย่างน้อยหลายเดือนเพื่อกำหนดสเปค
Q
รถยนต์ที่ขายเร็วที่สุดในปี 2024 คือรุ่นใด
รถยนต์ที่ขายดีที่สุดในปี 2024 คือ Toyota Hilux Revo ซึ่งเป็นรถปิคอัพที่ครองใจผู้บริโภคด้วยความทนทาน ประหยัดน้ำมัน และความสามารถในการขับขี่บนทุกสภาพถนน โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่ต้องขนของหรือเดินทางไกลบ่อยๆ Hilux Revo ไม่เพียงแต่มีโครงสร้างแข็งแรงและระบบเครื่องยนต์อันล้ำสมัย แต่ยังมาพร้อมฟีเจอร์ช่วยขับขี่อัจฉริยะ ที่ช่วยเพิ่มทั้งความปลอดภัยและความสะดวกสบายให้ผู้ขับขี่ นอกจากรถปิคอัพแล้ว รถไฟฟ้าอย่าง BYD ATTO 3 ก็มาแรงไม่แพ้กัน ด้วยราคาคุ้มค่าและค่าใช้จ่ายในการใช้งานที่ต่ำ ดึงดูดผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงปีที่ผ่านมา ยอดขายรถไฮบริดและรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นชัดเจน สะท้อนให้เห็นว่าตลาดเริ่มยอมรับเทคโนโลยีประหยัดพลังงานมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ที่ใช้น้ำมันแบบเดิมหรือรถพลังงานใหม่ สิ่งที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญเวลาซื้อรถคือความคุ้มค่า ความทนทาน และค่าบำรุงรักษา ขณะที่การบริการหลังการขายและการจัดหาอุปกรณ์เสริมที่แปลเป็นภาษาท้องถิ่นก็เป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อ
Q
รถที่เป็นที่ต้องการมากที่สุดในปี 2024 คืออะไร?
คาดว่าในปี 2024 รถยนต์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดจะเป็นรุ่นไฮบริดและไฟฟ้าเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะ Toyota bZ4X และ BYD ATTO 3 ที่ผสมผสานระหว่างความใช้งานได้จริงกับเทคโนโลยีรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งดึงดูดผู้บริโภคจำนวนมากด้วยต้นทุนการประหยัดพลังงานและนโยบายสนับสนุนจากรัฐบาล ส่วนรถปิกอัพอย่าง Toyota Hilux Revo และ Isuzu D-MAX ยังคงเป็นที่นิยมสูงเนื่องจากความทนทานและความหลากหลายในการใช้งานที่เหมาะกับสภาพถนนและไลฟ์สไตล์ของคนไทย นอกจากนี้รถหรูแบรนด์ดังอย่าง Mercedes-Benz EQ Series และ BMW iX ก็ยังครองใจกลุ่มตลาดบนด้วยภาพลักษณ์แบรนด์และเทคโนโลยีล้ำสมัย ด้วยการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จไฟและการเพิ่มความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมของผู้บริโภคตลาดรถยนต์ไฟฟ้ามีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญในขณะที่ยานพาหนะเชื้อเพลิงแบบดั้งเดิมยังคงสามารถแข่งขันได้ด้วยเทคโนโลยีไฮบริด แนะนำให้ทดลองขับรถและเปรียบเทียบค่าบำรุงรักษาและประสิทธิภาพความทนทานของพลังงานประเภทต่าง ๆ ก่อนที่จะซื้อรถเพื่อให้เหมาะกับความต้องการส่วนบุคคล
ดูเพิ่มเติม