Q

มีรุ่นของ Mazda 2 กี่รุ่น?

รถ Mazda 2 มีหลายรุ่นให้เลือกครับ จากข้อมูลที่เห็นจะมีรุ่นปีต่างๆ เช่น ปี 2020, 2022, 2023 และ 2025 แบ่งตามระดับอุปกรณ์ก็จะมีแบบนี้ครับ - รุ่นปี 2025 มี Mazda 2 1.3 Prime, 1.3 Ultra, 1.3 Signature และ 1.5 XDL Signature ส่วนปี 2023 ก็จะมี 1.3 C AT, 1.3 S AT, 1.5 Turbo XD AT, 1.3 SP AT กับ 1.5 Turbo XDL AT สำหรับปี 2022 มีแค่รุ่น 1.3 E AT เท่านั้น ส่วนปี 2020 จะมีรุ่น Sedan 1.3 E, 1.3 C, 1.3 S, 1.3 S Leather, 1.3 SP, 1.5 XD และ 1.5 XDL เป็นต้น แต่ละรุ่นจะแตกต่างกันทั้งราคาและสเปคครับ โดยเฉพาะในส่วนของระบบความปลอดภัย อุปกรณ์มัลติมีเดียต่างๆ ผู้ซื้อสามารถเลือกรุ่นที่เหมาะกับความต้องการและงบประมาณได้เลยครับ
ข้อความพิเศษ: เนื้อหานี้โพสต์โดยผู้ใช้ และไม่ได้แสดงถึงมุมมองและจุดยืนของ PCauto

Q&A เกี่ยวข้อง

Q
รถ Mazda 2 ใหญ่พอไหม
มาสด้า 2 เป็นรถเก๋งคอมแพคต์ที่เหมาะกับชีวิตในเมืองไทยโดยเฉพาะ ถนนในกรุงเทพฯรถติดขนาดนี้ แต่มาสด้า 2 ขับง่าย จอดสะดวก เพราะตัวรถไม่ใหญ่เกินไป มีทั้งรุ่นเครื่องยนต์ 1.3 และ 1.5 ลิตร ที่ประหยัดน้ำมันมากๆ เหมาะกับการขับรถไปทำงานประจำวันจริงๆ ถึงแม้ว่าที่นั่งแถวหลังอาจจะคับไปหน่อยสำหรับคนตัวสูง แต่สำหรับคนโสดหรือครอบครัวเล็กๆ ก็เพียงพอแล้ว ส่วนกระโปรงหลังเก็บของได้พอใช้ ไม่ใหญ่ไม่เล็กเกินไป จะไปจ่ายตลาดหรือไปเที่ยวใกล้ๆ ก็เอาอยู่ แถมดีไซน์ยังสวยโดนด้วยสไตล์ KODO ที่เป็นลายเซ็นของมาสด้า ภายในห้องโดยสารก็ทำออกมาได้เนี๊ยบมาก ในเรื่องความปลอดภัยก็มี ABS, EBD ให้ ส่วนรุ่นท็อปๆ อาจจะมีกล้องถอยหลังให้อีกต่างหาก ที่สำคัญค่าซ่อมบำรุงในไทยก็ไม่แรง อะไหล่ก็หาง่าย สรุปแล้วถ้าคุณใช้รถแค่ในเมือง บางทีก็ไปเที่ยวใกล้ๆ มาสด้า 2 นี่แหละใช่เลย แต่ถ้าจะต้องมีผู้โดยสารเยอะหรือขนของบ่อยๆ อาจจะต้องมองรถตัวใหญ่ขึ้นหน่อย เช่น มาสด้า 3 หรือ CX-3 จะเหมาะกว่า
Q
รถ Mazda 2 มีเบรกดรัมหรือไม่?
รุ่น Mazda 2 บางรุ่นมีการติดตั้งเบรกแบบดรัมไว้ที่ล้อหลัง อย่างเช่นในข้อมูลรุ่นปี 2023 อย่าง Mazda 2 1.3 C AT, Mazda 2 1.3 S AT, Mazda 2 1.5 Turbo XD AT, Mazda 2 1.3 SP AT และ Mazda 2 1.5 Turbo XDL AT ล้วนใช้เบรกล้อหลังเป็นแบบดรัม ส่วนรุ่นปี 2025 อย่าง Mazda 2 1.3 Prime, Mazda 2 1.3 Ultra และ Mazda 2 1.3 Signature ก็ยังใช้เบรกแบบดรัมที่ล้อหลังเหมือนกัน แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกรุ่นของ Mazda 2 จะเป็นแบบนี้ เพราะอย่างรุ่นปี 2025 อย่าง Mazda 2 1.5 XDL Signature นั้นใช้เบรกทั้งล้อหน้าและล้อหลังเป็นแบบดิสก์ทั้งหมด เบรกแบบดรัมทำงานโดยใช้ผ้าเบรกเสียดสีกับดรัมเพื่อสร้างแรงหยุด มีโครงสร้างไม่ซับซ้อนและต้นทุนต่ำ แต่ประสิทธิภาพในการระบายความร้อนและด้านอื่นๆ จะสู้เบรกแบบดิสก์ไม่ได้
Q
ฉันจำเป็นต้องเปลี่ยนผ้าเบรกหลังหรือไม่?
การจะเปลี่ยนผ้าเบรกหลังหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญหลายอย่าง เริ่มจากระดับการสึกหรอของผ้าเบรก โดยปกติถ้าความหนาน้อยกว่า 3 มม. ก็ควรเปลี่ยนแล้ว ในไทยที่มีภูมิประเทศเป็นภูเขาและการขับขี่ในเมืองที่ต้องหยุดบ่อยๆ จะเร่งให้ผ้าเบรกสึกเร็วขึ้น แนะนำให้ตรวจเช็คทุก 10,000 กม. คุณสามารถสังเกตได้จากเสียงดังเอี๊ยดของแผ่นเตือนโลหะหรือไฟเตือนบนแผงหน้าปัด บางรุ่นยังสามารถมองเห็นความหนาที่เหลือผ่านช่องล้อได้ ในสภาพอากาศร้อนชื้นของไทย ผ้าเบรกมักจะเกิดการกัดกร่อน แม้ความหนายังพอใช้แต่ถ้ามีการแข็งตัวหรือร้าวก็ควรเปลี่ยน ผ้าเบรกหลังมักจะใช้งานได้นานกว่าผ้าเบรกหน้าประมาณ 30% เพราะแรงเบรกส่วนใหญ่จะไปที่ล้อหน้า แต่การจราจรติดขัดในกรุงเทพฯ จะเพิ่มการใช้งานผ้าเบรกหลังมากขึ้น เวลาเปลี่ยนแนะนำให้เลือกวัสดุเซรามิกหรือกึ่งโลหะที่เหมาะกับอากาศร้อน เพราะทนความสูงและมีฝุ่นน้อย ข้อควรระวังคือรถบางรุ่นที่ใช้เบรกมือแบบอิเล็กทรอนิกส์可能需要ต้องใช้อุปกรณ์พิเศษในการรีเซ็ต ควรไปที่อู่มืออาชีพจะดีกว่า การตรวจสอบระดับน้ำมันเบรกและสภาพท่อเบรกเป็นประจำก็สำคัญ เพราะความชื้นในฤดูฝนของไทยอาจทำให้น้ำมันเบรกดูดความชื้นและเสื่อมสภาพเร็ว ถ้ารู้สึกว่าระยะเบรกยาวขึ้นหรือแป้นเบรกนิ่มลง แม้ผ้าเบรกยังไม่หมดอายุก็ควรตรวจสอบระบบเบรกทั้งหมด
Q
มาสด้า 2 มีสายพานหรือโซ่
รถมาสด้า 2 ที่ขายในตลาดไทยส่วนใหญ่ใช้ระบบไทม์มิ่งแบบขับเคลื่อนด้วยโซ่ ซึ่งออกแบบมาให้ทนทานกว่าการใช้สายพานแบบเดิมๆ และแทบไม่ต้องบำรุงรักษา เหมาะสมกับสภาพอากาศร้อนและมีฝุ่นของประเทศไทย เพราะโซ่ไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากความร้อนสูงหรือฝุ่นที่ทำให้เสื่อมสภาพง่าย ในสภาพการขับขี่ที่ต้องสตาร์ทและหยุดบ่อยในเมืองไทย ระบบโซ่ช่วยรักษาประสิทธิภาพให้คงที่มากขึ้น และยังลดค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนสายพานตามระยะให้เจ้าของรถอีกด้วย ที่สำคัญต้องระวังว่าแม้โซ่จะมีอายุการใช้งานยาวนาน แต่เจ้าของรถก็ยังต้องตรวจสอบความตึงของโซ่และสภาพรอกตามคำแนะนำของผู้ผลิต โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนตลอดปีของไทย คุณภาพน้ำมันหล่อลื่นจะมีผลโดยตรงต่ออายุการใช้งานของโซ่ สำหรับคนไทยที่กำลังมองหาซื้อรถมาสด้า 2 มือสอง แนะนำให้ตรวจสอบระบบไทม์มิ่งของเครื่องยนต์เป็นพิเศษว่ามีเสียงผิดปกติหรือไม่ จะช่วยหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายซ่อมแซมสูงในภายหลังได้ โดยทั่วไปศูนย์บริการมาสด้าในไทยจะมีบริการตรวจเช็คระบบไทม์มิ่งแบบเฉพาะทาง ลองขอให้ช่างตรวจสอบอย่างละเอียดเวลานำรถเข้าบำรุงรักษาตามระยะจะดีกว่า เพราะการบำรุงรักษาเพื่อป้องกันย่อมประหยัดกว่าการซ่อมแซมหลังจากเกิดปัญหาแล้ว
Q
วิธีเปิดเครื่อง Mazda 2 ด้วยกุญแจ
ก่อนจะสตาร์ทรถ Mazda 2 ที่ใช้กุญแจแบบธรรมดา ต้องเช็คให้แน่ใจว่าเกียร์อยู่ที่ตำแหน่ง P (สำหรับเกียร์ออโต้) หรือเกียร์ว่าง (สำหรับเกียร์มือ) เสียก่อน จากนั้นสอดกุญแจเข้าไปในตัวสตาร์ทที่ด้านขวาของพวงมาลัย แล้วหมุนตามเข็มนาฬิกาไปที่ตำแหน่ง "ON" เพื่อให้ระบบไฟฟ้าของรถทำงาน พอไฟหน้าปัดหยุดกระพริบแล้ว ให้หมุนกุญแจต่อไปถึงตำแหน่ง "START" เพื่อสตาร์ทเครื่องยนต์ พอเครื่องติดแล้วกุญแจจะเด้งกลับไปที่ตำแหน่ง "ON" อัตโนมัติ ในสภาพอากาศร้อนๆ แบบเมืองไทย แนะนำว่าให้รอสัก 30 วินาทีหลังสตาร์ท เพื่อให้น้ำมันเครื่องไหลเวียนเต็มที่ก่อนออกรถ จะช่วยถนอมเครื่องยนต์ได้ดีนะ ถ้าเกิดอาการกุญแจหมุนยาก อาจเป็นเพราะความชื้นหรือฝุ่นเกาะในตัวสตาร์ท ลองขยับพวงมาลัยซ้ายขวาเบาๆ เพื่อปลดล็อกพวงมาลัยดู ถ้าไม่ดีขึ้นก็ไปที่ศูนย์ Mazda ที่ไทยได้เลย เขามีบริการจารบีตัวสตาร์ทให้ฟรีๆ ส่วนเวลาปกติ ควรใช้ผ้านุ่มๆ เช็ดกุญแจให้แห้งอยู่เสมอ ระวังอย่าให้ความชื้นหรือทรายเข้าไปในตัวสตาร์ท จะได้ใช้งานได้นานๆ
Q
ช่วงระยะทางของรถ Mazda 2 เมื่อเติมน้ำมันเต็มถังคือเท่าไหร่
รถมาสด้า 2 ที่ขายในตลาดไทยมีความจุถังน้ำมันประมาณ 44 ลิตร ถ้าขับในสภาพจริงจะวิ่งได้ประมาณ 500-700 กิโลเมตรต่อหนึ่งถังเต็ม ขึ้นอยู่กับสภาพถนน นิสัยการขับขี่ และรุ่นย่อยของรถ เช่น ถ้าติดไฟแดงบ่อยๆในกรุงเทพฯ จะกินน้ำมันมากหน่อย แต่ถ้าขับทางไกลบนทางด่วนจะประหยัดกว่า สำหรับคนไทยที่สนใจ รุ่นที่ขายในประเทศอาจติดตั้งเครื่องยนต์ 1.3 ลิตรหรือ 1.5 ลิตร พร้อมเทคโนโลยี Skyactiv ของมาสด้าที่ช่วยเรื่องประหยัดน้ำมัน แนะนำให้บริการรักษารถตามกำหนดเพื่อประสิทธิภาพที่ดีที่สุด และอย่าลืมว่าอากาศเมืองไทยร้อน แอร์ทำงานหนักก็ทำให้น้ำมันหมดไวเหมือนกัน แค่วางแผนเส้นทางดีๆ ขับขี่อย่างมีสติ ก็ช่วยเพิ่มระยะวิ่งได้เยอะนะ
Q
รถ Mazda 2 มีระบบตรวจจับจุดบอดหรือไม่
รถยนต์มาสด้า 2 ในรุ่นท็อปหรือรุ่นกลางสูงบางรุ่นนั้น มีระบบ Blind Spot Monitoring (BSM) ซึ่งเป็นระบบตรวจสอบจุดบอด โดยใช้เซ็นเซอร์เรดาร์ที่ติดตั้งอยู่ตรงกันชนหลัง ทำหน้าที่ตรวจจับรถที่อยู่ในจุดบอดด้านข้างและด้านหลังของรถ เมื่อมีรถเข้าไปอยู่ในจุดบอด ไฟเตือนที่กระจกข้างจะสว่างขึ้นเพื่อแจ้งเตือนผู้ขับขี่ ในตลาดไทย ระบบนี้มักจะพบได้ในรุ่นท็อปหรือรุ่นกลางสูงเท่านั้น แต่แนะนำให้ตรวจสอบกับตัวแทนจำหน่ายอีกครั้งเพื่อความแน่ชัด เพราะอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละรุ่น สำหรับคนไทยที่ต้องขับรถในสภาพการจราจรติดขัดในกรุงเทพฯ หรือบนทางด่วน ระบบ BSM ถือว่ามีประโยชน์มาก ช่วยเพิ่มความปลอดภัยเวลาจะเปลี่ยนเลน โดยเฉพาะในสภาพถนนที่มีรถมอเตอร์ไซค์เยอะๆ นอกจากระบบ BSM แล้ว มาสด้า 2 ยังอาจมีระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่อื่นๆ เช่น กล้องถอยหลัง หรือระบบเตือนรถตัดหลังเวลาถอย ซึ่งระบบพวกนี้ช่วยให้ขับรถในสภาพอากาศร้อนและฝนตกของไทยได้ง่ายขึ้น ถ้าสนใจระบบนี้จริงๆ แนะนำให้ตรวจสอบรายละเอียดกับตัวแทนจำหน่ายให้ดีๆ ก่อนซื้อ หรือจะเปรียบเทียบกับระบบความปลอดภัยในรถรุ่นอื่นๆ ในระดับเดียวกันก็ได้ เพื่อเลือกรุ่นที่เหมาะกับตัวเองที่สุด
Q
ถังน้ำมันของ Mazda 2 มีขนาดใหญ่แค่ไหน?
รถมาสด้า 2 ในตลาดไทยมีความจุถังน้ำมันประมาณ 44 ลิตร ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับรถขนาดเล็กรุ่นอื่นๆ ในตลาดเดียวกัน เหมาะสมกับการใช้งานในเมืองและการเดินทางใกล้ๆ โดยเฉพาะในสภาพการจราจรติดขัดแบบไทยๆ ที่เราคุ้นเคย ถังน้ำมันขนาดนี้จะช่วยให้วิ่งได้ประมาณ 500-600 กิโลเมตรต่อการเติมหนึ่งครั้ง ลดความยุ่งยากในการต้องแวะเติมน้ำมันบ่อยๆ แต่ด้วยอากาศร้อนของประเทศไทย ควรตรวจสอบความแน่นของฝาถังน้ำมันเป็นประจำเพื่อป้องกันการระเหยของน้ำมันเชื้อเพลิง และควรเติมน้ำมันคุณภาพดีจากปั๊มมาตรฐานเพื่อรักษาสภาพเครื่องยนต์และระบบเชื้อเพลิง ข้อควรรู้คือ รุ่นมาสด้า 2 ที่ขายในไทยอาจมีการปรับเปลี่ยนระบบเชื้อเพลิงเล็กน้อยตามกฎหมายหรือความต้องการของตลาดท้องถิ่น ดังนั้นควรตรวจสอบข้อมูลที่แน่นอนจากคู่มือรถจะดีที่สุด ส่วนเรื่องการขับขี่ ถ้าขับอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น เร่งเครื่องเบาๆ และหลีกเลี่ยงการเบรกกระทันหัน จะช่วยประหยัดน้ำมันได้มากขึ้น โดยเฉพาะในเมืองอย่างกรุงเทพฯ ที่รถติดเป็นเรื่องปกติ
Q
รถ Mazda 2 มีล้ออะไหล่หรือไม่?
จากข้อมูลที่ปรากฏ รุ่น Mazda 2 ในตลาดไทยบางรุ่นมีการติดตั้งยางอะไหล่สำรองไว้ด้วย แต่ขึ้นอยู่กับว่ารุ่นและอุปกรณ์ที่เลือก เช่น รุ่นท็อปอาจจะไม่มียางอะไหล่แบบเต็มขนาด แต่จะให้ชุดซ่อมยางแทน แนะนำให้สอบถามรายละเอียดกับตัวแทนจำหน่ายอีกครั้งก่อนตัดสินใจซื้อ ในไทยเนี่ยะ ถนนบางเส้นสภาพไม่ค่อยดี บวกกับต้องขับทางไกลบ่อยๆ การมียางอะไหล่ติดรถไว้จะช่วยแก้ไขสถานการณ์ยางแตกได้ดีเลย โดยเฉพาะถ้าคุณต้องเดินทางไปต่างจังหวัดหรือพื้นที่ห่างไกลบ่อยๆ แต่อย่าลืมว่ายางอะไหล่มักจะมีข้อจำกัดเรื่องความเร็วและระยะทาง ควรใช้แค่ในกรณีฉุกเฉินเท่านั้น แล้วรีบเปลี่ยนเป็นยางปกติให้เร็วที่สุด นอกจากนี้สภาพอากาศไทยที่ทั้งร้อนและชื้น แนะนำให้ตรวจสอบลมยางและสภาพยางอะไหล่เป็นประจำ เพื่อให้มั่นใจว่ายังใช้การได้ดี ถ้าคุณกำลังคิดจะซื้อ Mazda 2 ลองศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยี Skyactiv ที่ช่วยเรื่องประหยัดน้ำมันและการควบคุมรถได้ดี เหมาะมากกับการขับขี่ในเมืองไทยทั้งในเมืองและสภาพการจราจรที่ต้องหยุด-บ่อยๆ
Q
รถ Mazda 2 มีระบบนำทางหรือไม่?
รถ Mazda 2 ที่จะวางจำหน่ายในตลาดไทยนั้น บางรุ่นอาจมีระบบนำทางในตัวขึ้นอยู่กับระดับเครื่องและปีที่ผลิต โดยรุ่นท็อปส่วนใหญ่มักมาพร้อมระบบนำทางจากโรงงาน แต่รุ่นพื้นฐานอาจต้องสั่งเพิ่มหรือใช้ผ่านการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน (เช่น Apple CarPlay/Android Auto) เพื่อใช้งานนำทาง ลูกค้าในไทยสามารถสอบถามรายละเอียดการจัดสรรุ่นปัจจุบันกับตัวแทนจำหน่ายท้องถิ่นได้ เพราะบางปีอาจมีการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์เทคโนโลยีในรถ สำหรับกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ของไทยที่ถนนซับซ้อนและป้ายจราจรเป็นภาษาไทย แนะนำให้เลือกระบบนำทางที่มีเสียงบอกทางภาษาไทย ถ้าระบบนำทางเดิมไม่รองรับ การใช้แอปมือถือเช่น Google Maps หรือแอปนำทางของไทยอาจสะดวกกว่า นอกจากนี้ระบบความบันเทิงใน Mazda 2 มักอัพเกรดง่าย บางร้านแต่งรถก็มีบริการติดตั้งระบบนำทางที่เหมาะกับสภาพถนนไทย แต่ควรตรวจสอบเงื่อนไขการรับประกันจากโรงงานด้วยนะครับ
  • รถยอดนิยม

  • รุ่นปีรถยนต์

  • เปรียบเทียบรถยนต์

  • รูปภาพรถ

ข้อดี

Skyactive-G 1.3 ลิตรน้ำมันเบนซินสามารถใช้เบนซินน้ำตาลหรือ 95 E10 และ E20 แอลกอฮอล์เบนซิน Skyactive-D 1.5 ลิตรเครื่องยนต์ดีเซลเลือก
ติดตั้งระบบ GVC-Plus เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมยานพาหนะ เพิ่มความเสถียร ทำให้เลี้ยวง่าย มีความยึดเกาะดี ทำให้ขับขี่มั่นใจมากขึ้น
วัสดุตกแต่งภายในคุณภาพดี การยัดนุ่มทุกที่ ประทับหนังดีมีความรู้สึกทางประสบการณ์ รอยเย็บสวยงาม การออกแบบอุปกรณ์ใช้งานง่าย มีความรู้สึกแบบพรีเมี่ยม
ติดตั้งเกียร์อัตโนมัติ CVT 6 ความเร็วแบบมือ สามารถสลับได้ด้วยเหยียบคันเร่งหรือคันควบคุมเพลาสลับเกียร์ ระยะสลับเกียร์ที้ดี ขับขี่น่าสนใจ
รถยนต์เบนซินพื้นฐานมีการใช้น้ำมันต่ำ สามารถได้ถึง 23.3 กิโลเมตร/ลิตร ดีเซลสามารถได้ถึง 26.3 กิโลเมตร/ลิตรการขับขี่ที่ความเร็วคงที่ระหว่าง 80 - 90 กิโลเมตร/ชั่วโมง สามารถประหยัดน้ำมันได้ถึง 30 กิโลเมตร/ลิตร

ข้อเสีย

ที่นั่งด้านหลังมีพื้นที่เ narrowคสมากความสะดวกในการขนส่งไม่ค่อยดีเลยด้วยเฉพาะเมื่อมน 4 - 5 คน
คุณภาพการเร่งความเร็วของเครื่องยนต์ patrol นั้นเฉยๆ การตอบสนองไม่ผล เเละความรูปแบบไม่ดีเท่ากับรุ่นดีเซล
ทรงรถที่กุณาบกับที่แล้วไม่ค่อยคุณหน่อยเฉพาะเจาะจงกว่าคู่แข่ง
ส่วนของอะไหล่แพงบางครั้งต้องรออะไหล่ครนเวลานาน
รุ่นเครื่องยนต์ดีเซลมีราคาสูงกว่าคู่แข่ง patrol 1.3 ลิตร Skyactiv-G รุ่นเริ่มต้นที่ 546,000 บาท ดีเซล 1.5 ลิตร Skyactiv-D รุ่นเริ่มต้นที่ 782,000 บาท

Q&A ล่าสุด

Q
รถยนต์ใช้น้ำมันกี่ลิตรในการวิ่ง 1 กิโลเมตร?
ปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงที่รถยนต์ใช้ในการวิ่งหนึ่งกิโลเมตรไม่มีค่าคงที่ แต่ต้องพิจารณาจากหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น รุ่นรถ ขนาดเครื่องยนต์ นิสัยการขับขี่ และสภาพถนน เป็นต้น ตัวอย่างเช่น รถยนต์ขนาดเล็ก (เช่น โตโยต้า YARiS, ฮอนด้า Fit) ใช้น้ำมันประมาณ 0.05 ถึง 0.08 ลิตรต่อกิโลเมตร; รถ SUV ขนาดกะทัดรัด (เช่น โตโยต้า RAV4 Rongfang) เนื่องจากน้ำหนักรถและแรงต้านอากาศมากกว่า จึงใช้น้ำมันประมาณ 0.08 ถึง 0.13 ลิตรต่อกิโลเมตร; รถไฮบริด (เช่น โตโยต้า Corolla Hybrid) ด้วยเทคโนโลยีผสมผสานระหว่างน้ำมันและไฟฟ้า สามารถใช้น้ำมันเพียง 0.04 ถึง 0.06 ลิตรต่อกิโลเมตร นอกจากนี้ นิสัยการขับขี่มีผลอย่างมากต่อการใช้น้ำมัน การเร่งเครื่องเร็วและการเบรกบ่อยครั้งจะทำให้การใช้น้ำมันต่อกิโลเมตรเพิ่มขึ้น; ในสภาพการจราจรติดขัดในเมืองที่ต้องหยุดและเริ่มบ่อยครั้ง การใช้น้ำมันต่อกิโลเมตรจะมากกว่าประมาณ 0.02 ถึง 0.05 ลิตรเมื่อเทียบกับการขับบนทางหลวงที่โล่ง; การบรรทุกน้ำหนักเกิน การลมยางไม่เพียงพอ หรือไม่เปลี่ยนน้ำมันเครื่องเป็นเวลานาน จะเพิ่มแรงต้านของเครื่องยนต์ ส่งผลให้การใช้น้ำมันต่อกิโลเมตรเพิ่มขึ้น หากต้องการลดการใช้น้ำมัน สามารถขับด้วยความเร็วคงที่ (ความเร็วประหยัด 60-90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) บำรุงรักษารถเป็นประจำ (เช่น ตรวจสอบเครื่องกรองอากาศ หัวเทียน) และลดน้ำหนักบรรทุกที่ไม่จำเป็น มาตรการเหล่านี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงและลดการใช้น้ำมันต่อกิโลเมตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Q
ฉันยังสามารถวิ่งได้อีกกี่กิโลเมตรเมื่อไม่มีน้ำมันเหลืออยู่?
เมื่อไฟเตือนปริมาณน้ำมันรถสว่างขึ้น โดยปกติจะเหลือน้ำมันประมาณ 5 ถึง 10 ลิตรในถัง ระยะทางที่ขับต่อได้ขึ้นอยู่กับรุ่นรถ สภาพถนน ขนาดเครื่องยนต์ และพฤติกรรมการขับขี่ รถแต่ละรุ่นจะมีปริมาณน้ำมันที่เหลือต่างกัน โดยทั่วไปรถขับเคลื่อนล้อหน้าจะเหลือน้ำมันประมาณ 7 ลิตร ส่วนรถขับเคลื่อนสี่ล้อจะเหลือประมาณ 5 ลิตร ในด้านสภาพถนน การขับบนทางหลวงจะสามารถขับต่อได้ประมาณ 120 ถึง 160 กิโลเมตร ในสภาพถนนทั่วไปจะอยู่ที่ 80 ถึง 120 กิโลเมตร ส่วนในสภาพการจราจรติดขัดจะลดลงเหลือเพียง 30 ถึง 60 กิโลเมตร ขนาดเครื่องยนต์ก็ส่งผลต่อประสิทธิภาพการใช้น้ำมัน โดยรถที่มีขนาดเครื่องยนต์ 1.3 ถึง 1.8 ลิตร จะมีอัตราเร็วที่ประหยัดน้ำมันที่สุดที่ 45 ถึง 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนรถเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร (แรงม้าสูง) จะประหยัดน้ำมันที่สุดที่ความเร็ว 55 ถึง 75 กิโลเมตรต่อชั่วโมง การรักษาความเร็วที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มระยะทางขับขี่ได้ หากมาตรวัดน้ำมันแสดงค่า 0 ทางทฤษฎียังสามารถขับต่อไปได้อีก 20 ถึง 50 กิโลเมตร แต่ไม่แนะนำให้ทำเช่นนั้น เนื่องจากการขับขี่ด้วยปริมาณน้ำมันน้อยเป็นเวลานานอาจทำให้ปั๊มน้ำมันและเซ็นเซอร์วัดปริมาณน้ำมันเสียหายได้ จึงแนะนำให้เจ้าของรถไม่ควรรอจนกว่าไฟเตือนจะสว่างจึงเติมน้ำมัน แต่ควรศึกษาปริมาณน้ำมันที่เหลือของรถจากคู่มือการใช้รถ และควรวางแผนการเติมน้ำมันล่วงหน้าในการขับขี่ประจำวัน เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่และรักษาสภาพรถให้ดีอยู่เสมอ
Q
"น้ำมันที่เหลืออยู่ใน 1 ไลน์มีอยู่กี่ลิตร?"
การคำนวณปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงที่เหลือในสายการผลิตต้องพิจารณาจากความจุถังน้ำมัน ค่าที่แสดงบนมาตรวัด และข้อมูลการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงล่าสุด ตัวอย่างเช่นรถที่มีความจุถังน้ำมัน 50 ลิตร หากมาตรวัดแสดงว่ามีน้ำมันเหลือ 1/4 และอัตราการใช้น้ำมันล่าสุดอยู่ที่ 8 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร ปริมาณน้ำมันที่เหลือจะอยู่ที่ประมาณ 12.5 ลิตร แต่ค่าจริงอาจแตกต่างไปบ้างขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการขับขี่ การใช้เครื่องปรับอากาศ หรือสภาพการจราจรที่ติดขัดในกรุงเทพฯ แนะนำให้ตรวจสอบมาตรวัดน้ำมันเป็นประจำ ก่อนเดินทางไกลสามารถใช้คอมพิวเตอร์ในรถเพื่อประเมินระยะทางที่เหลือได้ รถบางรุ่น尤其是แบบไฮบริดอาจแสดงข้อมูลการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงรวมเมื่อมีการใช้พลังงานไฟฟ้าร่วมด้วย ปั๊มน้ำมันในไทยมีให้บริการอย่างหนาแน่น ยี่ห้อที่พบเห็นบ่อยเช่น PTT หรือบางจาก ซึ่งเปิดบริการ 24 ชั่วโมง ชำระเงินได้ทั้งแบบสดและผ่านแอปพลิเคชัน QR Code ควรสังเกตว่าการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเลขออกเทนต่างกัน (เช่น 91/95/E20) อาจส่งผลต่อสมรรถนะของเครื่องยนต์ หากไฟเตือนระดับน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้น ควรเติมน้ำมันทันทีเพื่อป้องกันความเสียหายจากความร้อนสูงต่อปั๊มน้ำมัน
Q
คุณสามารถขับรถได้กี่กิโลเมตรด้วยน้ำมันเบนซิน 95%?
การที่รถจะวิ่งได้กี่กิโลเมตรเมื่อใช้แก๊สโซฮอล์ 95 นั้นขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันและความจุถังน้ำมันของรถ โดยทั่วไปรถเก๋งทั่วไปจะมีถังน้ำมันขนาด 40-60 ลิตร และสิ้นเปลืองน้ำมันประมาณ 6-8 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร ดังนั้นเมื่อเติมแก๊สโซฮอล์ 95 เต็มถังก็จะวิ่งได้ประมาณ 500-800 กิโลเมตร แต่ว่าระยะทางจริงจะขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการขับขี่ สภาพถนน และการดูแลรักษารถด้วย เช่น การขับในกรุงเทพฯ ที่ต้องเร่งและหยุดบ่อยๆ จะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้น ในขณะที่การขับด้วยความเร็วคงที่บนทางด่วนจะช่วยประหยัดน้ำมันได้มากกว่า ข้อสำคัญคือแก๊สโซฮอล์ 95 มีค่าออกเทนสูงกว่า 91 จึงช่วยป้องกันการน็อคของเครื่องยนต์ได้ดีกว่า โดยเฉพาะกับรถที่ใช้เครื่องยนต์เทอร์โบหรือเครื่องยนต์ประสิทธิภาพสูง การใช้น้ำมันที่มีค่าออกเทนเหมาะสมเป็นประจำจะช่วยรักษาความสะอาดและสมรรถนะของเครื่องยนต์ แนะนำให้เจ้าของรถศึกษาคู่มือรถเพื่อดูค่าออกเทนที่ผู้ผลิตแนะนำ และควรบำรุงรักษาระบบน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างสม่ำเสมอ เช่น การเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันและทำความสะอาดหัวฉีด เพื่อให้รถมีประสิทธิภาพการใช้น้ำมันที่ดีที่สุดและวิ่งได้ไกลที่สุด
Q
"รถวีโก้สามารถวิ่งได้กี่กิโลเมตรต่อ 1 ลิตรของน้ำมันเบนซิน?"
ประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงของรถยนต์รุ่น Vigo นั้นจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับขนาดเครื่องยนต์ ระบบขับเคลื่อน (เช่น ขับเคลื่อนสองล้อหรือสี่ล้อ) และสภาพการขับขี่จริง โดยทั่วไปแล้วรุ่นที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 2.4L หรือ 2.8L จะสามารถวิ่งได้ประมาณ 10-12 กิโลเมตรต่อลิตรเมื่อขับในเมือง และอาจสูงถึง 13-15 กิโลเมตรต่อลิตรเมื่อขับบนทางหลวง แต่ตัวเลขจริงอาจเปลี่ยนแปลงได้จากปัจจัยต่างๆ เช่น น้ำหนักบรรทุก การใช้เครื่องปรับอากาศ และพฤติกรรมการขับขี่ เพื่อให้ประหยัดน้ำมันมากขึ้น แนะนำให้บริการรักษารถอย่างสม่ำเสมอ เช่น การเปลี่ยนไส้กรองอากาศและน้ำมันเครื่อง รักษาความดันลมยางให้ได้มาตรฐาน รวมถึงหลีกเลี่ยงการเร่งหรือเบรกกระทันหัน นอกจากนี้การเลือกใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเสริมที่เหมาะสมก็สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ได้ ปัจจุบันรถปิคอัพหลายรุ่นรวมถึง Vigo ได้รับการติดตั้งเทคโนโลยีประหยัดพลังงานอัจฉริยะ เช่น ระบบ Start-Stop อัตโนมัติและยางแบบลดแรงต้านทาน ซึ่งช่วยลดการสิ้นเปลืองน้ำมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ขับขี่สามารถตรวจสอบข้อมูลการใช้น้ำมันแบบเรียลไทม์ผ่านคอมพิวเตอร์ในรถ และปรับเปลี่ยนสไตล์การขับขี่เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงที่ดีที่สุด
ดูเพิ่มเติม