Q

deepal s07 มีแรงม้าเท่าไหร่

ดีปาล์ เอส07 ในฐานะรถ SUV ไฟฟ้ารุ่นใหม่มาแรง มีให้เลือกสองแบบตามความต้องการของผู้ขับขี่ แบบมอเตอร์เดี่ยวให้กำลังสูงสุด 218 แรงม้า (160 กิโลวัตต์) ส่วนแบบทวิมอเตอร์ขับเคลื่อนสี่ล้อจะให้กำลังรวมสูงถึง 435 แรงม้า (320 กิโลวัตต์) ซึ่งแรงขนาดนี้ทั้งขับในเมืองไทยหรือขึ้นเขาลงห้วยก็ไร้ปัญหา โดยเฉพาะรุ่นทวิมอเตอร์ที่ให้ความแรงเวลาตอนขึ้นทางชันหรือต้องการเร่งแซงจริงจัง อีกเรื่องที่คนไทยต้องสนใจคือระยะทางต่อการชาร์จหนึ่งครั้งของดีปาล์ เอส07 ที่ทำได้เกิน 500 กิโลเมตรตามมาตรฐาน NEDC แบบนี้จะขับจากกรุงเทพไปพัทยาแบบไปเช้าเย็นกลับก็ยังไหว แถมตอนนี้รัฐบาลไทยยังมีนโยบายสนับสนุนรถ EV ทั้งลดภาษีนำเข้าและสนับสนุนการติดตั้งสถานีชาร์จ ทำให้รถไฟฟ้าแบบดีปาล์ เอส07 น่าสนใจยิ่งขึ้น พิเศษไปกว่านั้น ดีปาล์ เอส07 ยังมาพร้อมระบบจัดการความร้อนแบตเตอรี่แบบใช้น้ำหล่อเย็น ที่ช่วยให้แบตเตอรี่ทำงานได้เสถียรและอายุยาวขึ้นแม้ในสภาพอากาศร้อนแบบไทยๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่คนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องให้ความสำคัญเมื่อคิดจะซื้อรถไฟฟ้า
ข้อความพิเศษ: เนื้อหานี้โพสต์โดยผู้ใช้ และไม่ได้แสดงถึงมุมมองและจุดยืนของ PCauto

Q&A เกี่ยวข้อง

Q
deepal s07 ผลิตที่ไหน
Deepal S07 เป็นรถ SUV ไฟฟ้าจากแบรนด์ Deepal ซึ่งเป็นแบรนด์รถพลังงานใหม่ของ Changan Automobile จากประเทศจีน รุ่นนี้ผลิตที่ฐานการผลิตของ Changan ในเมืองฉงชิ่ง ถือเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์สำคัญของ Changan ในด้านยานยนต์ไฟฟ้า โดยใช้แพลตฟอร์มรถไฟฟ้าที่ทันสมัย พร้อมระบบแบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูงและฟังก์ชันช่วยขับขี่อัจฉริยะ ตอนนี้รถรุ่นนี้เน้นขายในตลาดจีนเป็นหลัก และยังไม่เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย แต่ด้วยนโยบายส่งเสริมรถพลังงานสะอาดของรัฐบาลไทย รวมถึงการพัฒนาสถานีชาร์จที่มากขึ้น คาดว่าในอนาคตอาจจะมีรถไฟฟ้าจากแบรนด์จีนเข้ามาในตลาดไทยมากขึ้น รวมถึงรุ่นอย่าง Deepal S07 ด้วย คนไทยเริ่มให้ความสนใจรถไฟฟ้ามากขึ้นเรื่อยๆ ถ้า Deepal S07 เข้ามาในไทย อาจดึงดูดผู้บริโภคด้วยดีไซน์สวยๆ ระยะขับขี่ที่ยาว และเทคโนโลยีอัจฉริยะ แข่งขันกับรถไฟฟ้ายี่ห้ออื่นๆ ในตลาด และเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคไทยได้อีกเยอะ
Q
deepal s07 ถูกเปิดตัวที่ไหน
ปัจจุบัน Deepal S07 ยังเปิดตัวในตลาดจีนเป็นหลัก และยังไม่ได้วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย แต่เมื่อพิจารณาว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดรถยนต์ที่สำคัญของอาเซียน รวมถึงนโยบายสนับสนุนรถยนต์พลังงานสะอาดในปีที่ผ่านมา มีความเป็นไปได้ที่ Deepal S07 จะเข้ามาในตลาดไทยในอนาคต รุ่นนี้เป็น SUV ไฟฟ้าล้วนที่มาพร้อมกับระยะขับขี่ที่ยาวไกลและระบบช่วยขับอัจฉริยะที่ทันสมัย ตอบโจทย์ความต้องการของคนไทยที่ใส่ใจทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยี ในประเทศไทย ความนิยมรถไฟฟ้ากำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ รัฐบาลยังมีมาตรการสนับสนุนทั้งส่วนลดและสิทธิประโยชน์ทางภาษี ซึ่งสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับรถไฟฟ้าเช่น Deepal S07 หากในอนาคตรุ่นนี้เข้ามาในไทย ผู้บริโภคควรสังเกตเรื่องการปรับตัวให้เข้ากับตลาดท้องถิ่น เช่น ความเข้ากันได้กับเครือข่ายสถานีการบริการหลังการขาย และการปรับแต่งแบตเตอรี่สำหรับสภาพอากาศร้อนชื้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่คนไทยต้องคำนึงถึงเมื่อเลือกซื้อรถไฟฟ้า
Q
Deepal S07 วิ่งได้กี่กิโล
Deepal S07 ในฐานะรถ SUV ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ มีระยะขับขี่สูงสุดประมาณ 520 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน CLTC) แต่ในสภาพอากาศร้อนและการจราจรติดขัดของไทย ระยะขับขี่จริงอาจลดลงเล็กน้อย แต่ก็ยังตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันและการเดินทางช่วงวันหยุดได้อย่างดี ผู้ใช้ในไทยควรทราบว่าอุณหภูมิสูงอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพแบตเตอรี่บ้าง แนะนำให้จอดรถในที่ร่มหรือใช้ระบบจองการชาร์จ (เช่น หลีกเลี่ยงการชาร์จในช่วงเที่ยงที่การใช้ไฟฟ้าสูงสุด) สำหรับรถไฟฟ้าแล้ว ระยะขับขี่ยังขึ้นอยู่กับสไตล์การขับขี่ด้วย การเร่งเครื่องอย่างนุ่มนวลและการใช้ระบบกักเก็บพลังงานเมื่อเบรกจะช่วยเพิ่มระยะทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันไทยกำลังเร่งพัฒนาสถานีชาร์จรถไฟฟ้า โดยรถรุ่นที่รองรับการชาร์จเร็วแบบ Deepal S07 (ชาร์จ 30 นาทีได้ 80%) สามารถหาชาร์จได้สะดวกตามศูนย์การค้าใหญ่ๆเช่น CentralWorld หรือปั๊มน้ำมัน PTT เมื่อเทียบกับรถน้ำมันทั่วไป รถไฟฟ้าในไทยได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและค่าใช้จ่ายระยะยาวที่ถูกกว่า แต่แนะนำให้ตรวจสอบแผนที่สถานีชาร์จล่าสุดทางเว็บไซต์แบรนด์ก่อนซื้อ และควรเลือกรุ่นที่มีระบบจัดการอุณหภูมิแบตเตอรี่เพื่อเหมาะสมกับสภาพอากาศร้อนของไทย
Q
deepal s07 มีสีอะไรบ้าง
รถ Deepal S07 ในตอนนี้มีหลายสีสันให้เลือกตามสไตล์ที่คุณชอบ ไม่ว่าจะเป็นสีดำคล้ายดวงดาว (Nebula Black), สีขาวไข่มุก (Pearl White) หรือสีน้ำเงินลึก (Deep Blue) แต่สีที่เลือกได้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละตลาดและรุ่นแบบ ทางที่ดีควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดกับตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยหรือเว็บไซต์ทางการโดยตรง สำหรับสภาพอากาศร้อนชื้นของไทย แนะนำให้เลือกโทนสีอ่อนอย่างสีขาวไข่มุกหรือสีเงิน เพราะนอกจากจะช่วยสะท้อนแสงแดด ลดความร้อนภายในรถแล้ว ยังดูแลรักษาง่ายและไม่แสดงคราบสกปรกมากนัก สีรถไม่เพียงแต่ส่งผลต่อความสวยงาม แต่ยังเกี่ยวข้องกับมูลค่าขายต่อในอนาคตด้วย โดยทั่วไปตลาดไทยมักนิยมสีโทนกลางๆ อย่างสีขาว สีเงิน หรือสีเทา เพราะสีเหล่านี้มักจะขายต่อได้ง่ายกว่า หากคุณต้องการสีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากขึ้น ลองสอบถามตัวแทนจำหน่ายเกี่ยวกับบริการสีพิเศษ โดยบางรุ่นอาจมีตัวเลือกสีพิเศษให้เลือก แต่ต้องเตรียมตัวเรื่องค่าใช้จ่ายเพิ่มและเวลารอนานขึ้นเล็กน้อย ไม่ว่าคุณจะเลือกสีไหน ควรล้างรถและเคลือบแว็กซ์เป็นประจำ โดยเฉพาะหากอยู่ใกล้ชายทะเลในไทย เพื่อป้องกันคราบเกลือที่อาจทำลายสีรถได้
Q
deepal s07 มีที่นั่งกี่ที่
Deepal S07 เป็น SUV ขนาดกลางที่ออกแบบมาสำหรับครอบครัวโดยเฉพาะ ในรูปแบบมาตรฐานเป็นแบบ 5 ที่นั่ง ซึ่งตอบโจทย์ครอบครัวใหญ่ในไทยได้เป็นอย่างดี ด้วยพื้นที่เบาะหลังที่กว้างขวางและการออกแบบเบาะปรับระดับได้ ช่วยให้สบายแม้ต้องนั่งนานๆ ในสภาพการจราจรติดขัดของกรุงเทพฯ ที่พิเศษไปกว่านั้นคือการออกแบบประตูหลังเปิดกว้าง ทำให้สะดวกต่อการขนส่งสิ่งของขนาดใหญ่ที่พบได้บ่อยในตลาดไทย เช่น ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์หรือของใช้ในงานเทศกาลแบบดั้งเดิม สำหรับสภาพอากาศร้อนของไทย ระบบปรับอากาศด้านหลังและระบบระบายอากาศบนเบาะที่นั่งที่มาพร้อมในรุ่นมาตรฐาน ถือเป็นจุดเด่นที่ออกแบบมาเพื่อผู้ใช้งานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะ เมื่อเทียบกับรถในระดับเดียวกัน Deepal S07 ใช้ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำสำหรับแบตเตอรี่ ซึ่งช่วยเพิ่มความเสถียรในสภาพแวดล้อมที่ทั้งร้อนและชื้นของไทย แบตเตอรี่ให้ระยะทางสูงสุดถึง 500 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน NEDC) เพียงพอสำหรับการเดินทางไปกลับระหว่างกรุงเทพฯ-พัทยา หรือเส้นทางท่องเที่ยวยอดนิยมอื่นๆ นอกจากนี้ยังรองรับระบบชาร์จเร็ว ซึ่งเป็นประโยชน์กับโครงข่ายสถานีชาร์จที่กำลังขยายตัวในไทย
Q
deepal s07 วิธีการเปิดประตู
ในฐานะรถยนต์พลังงานใหม่รุ่นใหม่ในตลาดไทย Deepal S07 มีวิธีเปิดประตูแตกต่างจากรถยนต์น้ำมันทั่วไป ติดตั้งมือจับประตูแบบซ่อนที่กำลังได้รับความนิยม ซึ่งช่วยลดปัญหาฝุ่นเกาะในสภาพอากาศร้อนของไทย การใช้งานเพียงแตะบริเวณเซ็นเซอร์ด้านในของมือจับ ประตูจะเด้งออกอัตโนมัติและดึงเปิดได้ หากแบตเตอรี่รีโมทมีปัญหา สามารถใช้กุญแจเชิงกลเปิดฉุกเฉินได้ (ช่องกุญแจมักซ่อนอยู่ใต้มือจับฝั่งคนขับ) เนื่องจากไทยมีฝนตกหนักบ่อยในฤดูฝน แนะนำให้เจ้าของตรวจสอบความแน่นของโมดูลเซ็นเซอร์ประตูเป็นประจำเพื่อป้องกันน้ำฝนซึมเข้าและส่งผลต่อความไวในการทำงาน นอกจากนี้ ระบบเปิดประตูแบบไม่สัมผัสยังสะดวกมากเมื่อถือของสองมือ เหมาะกับลานจอดรถในห้างสรรพสินค้าที่พบได้ทั่วไปในไทย ควรสังเกตว่าผู้ใช้ไทยบางส่วนเมื่อเจอการออกแบบนี้ครั้งแรกอาจไม่คุ้นเคย แต่ส่วนใหญ่สามารถปรับตัวได้ภายในประมาณหนึ่งสัปดาห์ การออกแบบนี้ช่วยปรับปรุงสมรรถนะอากาศพลศาสตร์ของรถและทำให้เส้นสายตัวรถลื่นไหลสวยงาม ปัจจุบันกลายเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรถไฟฟ้ายอดนิยมหลายรุ่น
Q
deepal s07 ทำในประเทศใด
รถยนต์ไฟฟ้า Deepal S07 เป็นรถที่ผลิตในประเทศจีน โดยแบรนด์ Deepal ซึ่งเป็นแบรนด์รถพลังงานใหม่ภายใต้กลุ่มบริษัท Changan Automobile ของจีน แบรนด์นี้เน้นการวิจัยและพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ โดย S07 เป็นหนึ่งในรุ่นสำคัญที่ได้รับความสนใจในตลาดจีนด้วยดีไซน์ที่ทันสมัย ระบบอัจฉริยะ และประสิทธิภาพการขับขี่ที่เหนือชั้น สำหรับผู้บริโภคไทย แม้ว่าปัจจุบัน Deepal ยังไม่ได้เข้ามาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย แต่แบรนด์รถไฟฟ้าจากจีนเริ่มขยายตัวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น เช่น BYD และ Great Wall Motors ที่เข้ามาในไทยทั้งแบบนำเข้าและผลิตในประเทศ ในอนาคต Deepal อาจพิจารณาเข้าสู่ตลาดไทยเพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค รัฐบาลไทยเองก็ส่งเสริมอุตสาหกรรมรถไฟฟ้าอย่างแข็งขัน ทั้งลดภาษีนำเข้าและให้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยให้รถไฟฟ้าจากจีนได้รับความนิยมมากขึ้น คนไทยสามารถคาดหวังรถไฟฟ้าราคาจับต้องได้และเทคโนโลยีทันสมัยที่จะเข้ามาในตลาดเราในอนาคตอันใกล้นี้
Q
deepal s07 คือประเทศอะไร
Deepal S07 เป็นรถ SUV ไฟฟ้ารุ่นแรกของแบรนด์ Deepal สังกัดบริษัท Changan Auto ของจีน ตอนนี้วางขายในตลาดจีนเป็นหลัก และยังไม่ได้เข้ามาอย่างเป็นทางการในไทย รุ่นนี้เป็น SUV ไฟฟ้าขนาดกลาง ใช้เทคโนโลยีแพลตฟอร์ม EPA1 ของ Changan ที่ให้ระยะขับขี่สูงสุดถึง 620 กม. (มาตรฐาน CLTC) พร้อมระบบช่วยขับอัจฉริยะระดับ L2+ ในตลาดไทยตอนนี้มีรถไฟฟ้าแนวเดียวกันอย่างAtto 3 และ MG ZS EV ถ้าคนไทยสนใจ Deepal S07 อาจต้องติดตามข่าวการส่งออกในอนาคต เพราะตอนนี้รัฐบาลไทยกำลังผลักดันอุตสาหกรรม EV อย่างหนัก ทั้งลดภาษีนำเข้าและให้สิทธิประโยชน์ส่วนลดซื้อรถ ถ้าเป็นไปได้ในอนาคตอาจมีแบรนด์ EV จากจีนเข้ามาเพิ่มอีก แนะนำให้เปรียบเทียบเรื่องระยะทาง สถานีชาร์จ และบริการหลังการขายก่อนตัดสินใจซื้อรถสักคันนะครับ
  • รถยอดนิยม

  • รุ่นปีรถยนต์

  • เปรียบเทียบรถยนต์

  • รูปภาพรถ

ข้อดี

การออกแบบภายนอกที่น่าสนใจทำให้ดึงดูดความสนใจ
แบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูงให้ระยะทางการขับรถไกล
ระบบอัจฉริยะขั้นสูงเพื่อการขับรถที่ดีขึ้น

ข้อเสีย

พื้นที่ภายในอาจรู้สึกแคบเล็กน้อย
ผู้ใช้บางคนคิดว่าราคาประกอบด้วยราคาที่สูงเล็กน้อย
เครือข่ายบริการหลังการขายจำเป็นต้องขยายขอบเขต

Q&A ล่าสุด

Q
“ค่าเชื้อเพลิงต่อกิโลเมตรในปี 2024 เป็นกี่บาท?”
ต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต่อกิโลเมตรในประเทศไทยปี 2024 จะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับรุ่นรถ อัตราการใช้น้ำมัน และการผันผวนของราคาน้ำมัน ยกตัวอย่างรุ่นรถ SUV ทั่วไป อัตราการใช้น้ำมันประมาณ 9 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร ราคาน้ำมันเบนซินปี 2024 ยังคงอยู่ในช่วง 35-42 บาท/ลิตร ดังนั้นต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต่อกิโลเมตรประมาณ 3.15-3.78 บาท ถ้าใช้รถเก๋งประหยัดน้ำมัน (อัตราการใช้น้ำมัน 6 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร) ต้นทุนต่อกิโลเมตรจะประมาณ 2.1-2.52 บาท นอกจากนี้นิสัยขับขี่และสภาพถนนยังส่งผลต่อต้นทุนด้วย เช่น การขับขี่อย่างนุ่มนวล ใช้โหมด eco สามารถลดการใช้น้ำมันได้ สภาพถนนทางหลวง (ความเร็วเฉลี่ย 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง) มักใช้น้ำมันน้อยกว่าสภาพถนนในเมืองที่ติดขัด (ความเร็วเฉลี่ย 30-40 กิโลเมตร/ชั่วโมง) ควรระวังว่าพารามิเตอร์ฮาร์ดแวร์ของรถแต่ละรุ่น (เช่น น้ำหนักรถ ปริมาตรเครื่องยนต์) ยังส่งผลต่อการใช้น้ำมันได้อีกด้วย ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต่อกิโลเมตรเปลี่ยนแปลงไป
Q
เครื่องยนต์ขนาด 3000cc ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงกี่ลิตร?
อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงของเครื่องยนต์ 3000 ซีซี ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น รุ่นรถ พฤติกรรมการขับขี่ และสภาพถนน โดยทั่วไปแล้วจะอยู่ที่ประมาณ 10-15 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตรในเขตเมือง และอาจลดลงเหลือประมาณ 8-12 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตรบนทางหลวง สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือ ขนาดเครื่องยนต์เป็นเพียงปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่ออัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเท่านั้น น้ำหนักรถ ประเภทเกียร์ คุณสมบัติของยาง และการใช้เครื่องปรับอากาศก็มีผลต่ออัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงจริงเช่นกัน ในสภาพอากาศเขตร้อน เนื่องจากมีการใช้เครื่องปรับอากาศบ่อยขึ้น อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงอาจเพิ่มขึ้น 10-15% เมื่อเทียบกับเขตภูมิอากาศอบอุ่น เทคโนโลยีไฮบริดหรือเทอร์โบชาร์จสามารถช่วยประหยัดน้ำมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่น เครื่องยนต์ 3000 ซีซี เทอร์โบชาร์จบางรุ่นอาจมีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงใกล้เคียงกับเครื่องยนต์ 2500 ซีซี แบบดูดอากาศปกติ การบำรุงรักษารถยนต์อย่างสม่ำเสมอ การรักษาระดับแรงดันลมยางให้เหมาะสม และการหลีกเลี่ยงการเร่งและเบรกอย่างรวดเร็ว ล้วนเป็นพฤติกรรมการขับขี่ที่ดีที่ช่วยลดการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงได้ ด้วยการพัฒนาของเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า ผู้บริโภคจำนวนมากจึงเริ่มพิจารณารถยนต์ไฮบริดแบบเสียบปลั๊กหรือรถยนต์ไฟฟ้าล้วนเป็นทางเลือกแทนรถยนต์เบนซินขนาดใหญ่
Q
“คุณสามารถขับรถได้กี่กิโลเมตรด้วยน้ำมัน 1 ลิตร?”
ระยะทางที่รถแต่ละรุ่นสามารถวิ่งได้ต่อลิตรน้ำมันมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งขึ้นอยู่กับประเภทรถ ระบบขับเคลื่อน และสภาพการขับขี่ ตัวอย่างเช่น รถยนต์ไฮบริดอย่าง Toyota Yaris Ativ HEV (Vios HEV) มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันตามข้อมูลทางการสูงถึง 29.4 กิโลเมตรต่อลิตร ส่วนรุ่น Yaris Hybrid ภายใต้สภาพการทดสอบ WLTP มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันอยู่ที่ 26.3 กิโลเมตรต่อลิตร สำหรับรถกระบะดีเซล อย่าง Hilux อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันจริงอยู่ที่ประมาณ 7.0-7.5 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร (หรือประมาณ 13.3-14.3 กิโลเมตรต่อลิตร) เหมาะสำหรับการเดินทางไกลบนทางหลวงและการบรรทุก ในส่วนของรถจักรยานยนต์ Honda CM500 มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันประหยัดที่ 3.44 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร (ประมาณ 29.1 กิโลเมตรต่อลิตร) นอกจากนี้ รถไฮบริดมักมีประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงที่ดีกว่าในสภาพการจราจรติดขัดในเมือง ขณะที่รถดีเซลมีประสิทธิภาพคงที่ในการขับขี่ด้วยความเร็วสูงบนทางหลวงและเมื่อมีการบรรทุก ผู้บริโภคจึงสามารถเลือกรถที่เหมาะสมตามความต้องการการใช้งานของตนเอง
Q
รถ Honda City ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเท่าไร?
ประสิทธิภาพการใช้น้ำมันของ Honda City ขึ้นอยู่กับรุ่นและเวอร์ชันของรถ รุ่น City Hatchback ที่ปรับโฉมใหม่สำหรับตลาดไทย รุ่นเชื้อเพลิงด้วยเครื่องยนต์ 1.0 ลิตร VTEC ทอร์โบ มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน 23.3 กม./ลิตร ส่วนรุ่น e:HEV ไฮบริดน้ำมัน-ไฟฟ้า 1.5 ลิตร มีประสิทธิภาพดีกว่า ที่ 27.8 กม./ลิตร นอกจากนี้ รุ่นเบนซินเกียร์อัตโนมัติปี 2018 มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันตามมาตรฐานประมาณ 5.4-5.8 ลิตร/100 กม. ส่วนรุ่นเกียร์ธรรมดามีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันต่ำกว่า ประมาณ 4-5 ลิตร/100 กม. รุ่นไฮบริดด้วยการช่วยเหลือจากมอเตอร์ไฟฟ้า สามารถลดการสิ้นเปลืองน้ำมันได้มากขึ้นในสภาพการจราจรที่ติดขัด ในบางการทดสอบ อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันของรุ่นไฮบริดต่ำกว่า 3 ลิตร/100 กม. ปัจจัยที่ส่งผลต่อการสิ้นเปลืองน้ำมัน ได้แก่ นิสัยการขับขี่ สภาพถนน และการบำรุงรักษารถ การขับขี่อย่างนุ่มนวล หลีกเลี่ยงการเร่งหรือเบรกกระทันหัน การบำรุงรักษารถอย่างสม่ำเสมอ การใช้เครื่องปรับอากาศและโหมด ECON อย่างเหมาะสม ล้วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันได้ ความแตกต่างของอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันระหว่างรุ่นที่ใช้พลังงานต่างกัน แสดงถึงการพัฒนาประสิทธิภาพจากเทคโนโลยีที่ทันสมัย ผู้บริโภคสามารถเลือกรุ่นที่เหมาะสมตามการใช้งานประจำวัน โดยรุ่นเชื้อเพลิงเหมาะสำหรับผู้ที่เน้นการตอบสนองของกำลังขับ ส่วนรุ่นไฮบริดเหมาะสำหรับผู้ที่สัญจรในเมืองบ่อยครั้ง ช่วยรักษากำลังขับในขณะที่ประหยัดน้ำมันมากขึ้น
Q
วิธีการคำนวณราคาน้ำมันมีอะไรบ้าง?
การคำนวณค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับเชื้อเพลิงในประเทศไทยส่วนใหญ่ประกอบด้วยสองส่วนคือ ค่าเชื้อเพลิงโดยตรง และค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิง สำหรับการคำนวณค่าเชื้อเพลิงโดยตรง โดยใช้แก๊สโซฮอล 95# เป็นตัวอย่าง ราคาปัจจุบันประมาณ 50 บาท/ลิตร ค่าเชื้อเพลิงต่อกิโลเมตรของรถสามารถคำนวณได้จากสูตร "ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง × อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันต่อ 100 กิโลเมตร ÷ 100" เช่น รถบ้าน (RV) ที่มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน 12 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร ค่าเชื้อเพลิงต่อกิโลเมตรจะเป็น 50 × 12 ÷ 100 = 6 บาท สำหรับการคำนวณค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงในสถานการณ์ขนส่ง จำเป็นต้องยืนยันอัตราค่าธรรมเนียมของเดือนนั้นก่อน (อัตรานี้จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ของแต่ละเดือน และอัปเดตเป็นรายเดือน โดยอ้างอิงจากราคาน้ำมันเครื่องบินต่อแกลลอนในอ่าวเม็กซิโกของสหรัฐอเมริกาในช่วง 2 เดือนก่อนหน้านี้ที่ประกาศโดยกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ) จากนั้นนำค่าขนส่งพื้นฐานมาคูณกับอัตราค่าธรรมเนียมเพื่อได้ค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม ค่าใช้จ่ายรวมคือค่าขนส่งพื้นฐานบวกกับค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม เช่น เมื่อค่าขนส่งพื้นฐานเป็น 100 บาท และอัตราค่าธรรมเนียมเป็น 13% ค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจะเป็น 13 บาท และค่าใช้จ่ายรวมจะเป็น 113 บาท นอกจากนี้ สำหรับการเดินทางด้วยรถส่วนตัว สามารถตรวจสอบตำแหน่งสถานีบริการน้ำมันในประเทศไทย (มีสถานีบริการทุก 50-100 กิโลเมตร) ร่วมกับอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันของรถเพื่อวางแผนจุดเติมน้ำมันล่วงหน้า และควบคุมค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงระหว่างเดินทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ สถานีบริการน้ำมันส่วนใหญ่ในประเทศไทยเป็นระบบบริการตนเองทั้งหมด ซึ่งช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเติมน้ำมันได้อย่างสะดวก
ดูเพิ่มเติม