Q

"MG ZS ดีไหม 2564"

MG ZS รุ่นปี 2021 เป็น SUV ขนาดกะทัดรัดที่ได้รับความนิยมในตลาดไทย ด้วยดีไซน์ที่ดู年轻และสดใส พร้อมด้วยการตกแต่งภายในที่ใช้งานได้จริง เหมาะสำหรับการขับขี่ในเมืองและการใช้งานในครอบครัว มาพร้อมเครื่องยนต์ 1.5L แบบ自然吸气 ที่ให้พลังขับเคลื่อนที่เน้นความนุ่มนวลและประหยัดน้ำมัน เหมาะสำหรับการเดินทางประจำวัน นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชั่นใช้งานได้จริง เช่น จอสัมผัส 8 นิ้ว กล้องถอยหลัง ทำให้มีจุดเด่นในด้านความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับรุ่นอื่นๆ ในระดับเดียวกัน ในสภาพอากาศร้อนของไทย ระบบแอร์และความสบายของเบาะก็ทำงานได้ดี ส่วนระบบช่วงล่างถูกปรับให้เน้นความนุ่มนวล ช่วยให้รับมือกับสภาพถนนที่หลากหลายได้ดี สำหรับคนที่งบประมาณจำกัดแต่ต้องการพื้นที่แบบ SUV แล้ว MG ZS ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ แต่ถ้าต้องการพลังที่มากขึ้น ลองมองหารุ่นเทอร์โบชาร์จในระดับเดียวกัน เช่น Honda HR-V หรือ Toyota Corolla Cross ซึ่งแต่ละรุ่นมีจุดเด่นต่างกัน แนะนำให้ทดลองขับดูก่อนตัดสินใจค่ะ
ข้อความพิเศษ: เนื้อหานี้โพสต์โดยผู้ใช้ และไม่ได้แสดงถึงมุมมองและจุดยืนของ PCauto

Q&A เกี่ยวข้อง

Q
ข้อเสียของ MG ZS มีอะไรบ้าง?
MG ZS เป็น SUV ขนาดกะทัดรัดที่ขายดีในตลาดไทย แม้จะมีความสมดุลในหลายด้าน แต่ก็มีข้อด้อยบางจุดที่ควรรู้ไว้ เช่น ในสภาพอากาศร้อนของไทย บางผู้ใช้รายงานว่าประสิทธิภาพระบบแอร์อาจไม่แรงพอเมื่อใช้งานหนัก โดยเฉพาะเวลาติดอยู่ในรถนานๆ อาจต้องใช้เวลานานกว่าจะเย็นสบาย ส่วนเครื่องยนต์ 1.5L แบบดูดธรรมดา แม้จะประหยัดน้ำมันแต่เมื่อต้องลากเต็มคันหรือขับขึ้นเขาในพื้นที่ต่างจังหวัดอาจรู้สึกได้ว่ากำลังไม่ค่อยพอ เวลาแซงจึงต้องเผื่อระยะมากขึ้น สำหรับวัสดุภายในรถ แม้จะทนทานแต่ใช้พลาสติกแข็งค่อนข้างเย็น ซึ่งอาจไม่ตอบโจทย์คนที่ชอบความรู้สึกพรีเมียมเท่าไร ต้องบอกว่าคนไทยให้ความสำคัญกับความทนทานและบริการหลังการขายค่อนข้างมาก แนะนำว่าควรไปทดลองขับที่ตัวแทนจำหน่ายจริงๆ โดยเฉพาะระบบแอร์และการออกตัวบนทางชัน เพื่อความชัวร์ และลองเปรียบเทียบกับรุ่นอื่นๆ ในระดับเดียวกันอย่าง Honda HR-V หรือ Toyota Corolla Cross ที่อาจมีจุดเด่นด้านการตั้งเครื่องยนต์หรือประสิทธิภาพแอร์ที่ต่างออกไป แล้วเลือกรถที่ตอบโจทย์การใช้งานในไทยได้ดีที่สุด
Q
MG ZS อยู่ในกลุ่ม Segment ไหน
MG ZS เป็นรุ่นที่อยู่ในระดับ C-Segment ซึ่งโดยทั่วไปก็จัดอยู่ในกลุ่มรถ SUV ขนาดเล็กได้เช่นกัน การแบ่งระดับของรถยนต์จะพิจารณาจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นระยะฐานล้อ ขนาดตัวถัง ระบบแต่งเติม รวมถึงกำลังเครื่อง เป็นต้น สำหรับ MG ZS แล้วมีระยะฐานล้อ 2585 มม. ความยาว 4323 มม. ความกว้าง 1809 มม. และความสูงอยู่ระหว่าง 1628-1653 มม. จากขนาดตัวถังเหล่านี้ก็ถือว่าเข้าข่าย SUV ขนาดเล็กพอดี โดยทั่วไปแล้ว SUV ขนาดเล็กแบบนี้เหมาะกับการใช้งานในเมืองเป็นหลัก เพราะจอดง่าย ขับเคลื่อนคล่องตัว ด้วยตำแหน่งระดับนี้ MG ZS จึงตอบโจทย์การเดินทางในเมืองได้ดี มีพื้นที่ภายในรถที่เพียงพอสำหรับครอบครัวทั่วไปหรือการใช้งานส่วนตัว ทำให้มีผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยที่สนใจรถประเภทนี้ในตลาด
Q
MG ZS ขายต่อได้ราคาเท่าไหร่? หรือ MG ZS ราคาตกไหม?
MG ZS ในตลาดรถมือสองของไทยถือว่ามีอัตราการขายต่อในระดับปานกลางถึงค่อนข้างดี โดยมูลค่าขายต่อจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น อายุการใช้งาน ระยะทาง รุ่นย่อย และประวัติการดูแลรักษารถ โดยทั่วไปแล้ว รถที่มีอายุประมาณ 3 ปี จะมีมูลค่าคงเหลืออยู่ที่ประมาณ 50%-60% ของราคารถใหม่ ซึ่งถือว่าสูงกว่ารถญี่ปุ่นบางรุ่นในระดับเดียวกัน แต่ยังต่ำกว่ายี่ห้อที่มีชื่อเสียงเรื่องการขายต่ออย่าง Toyota ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อราคาขายต่อของ MG ZS ได้แก่ การที่ผู้บริโภคชาวไทยเริ่มยอมรับแบรนด์ MG มากขึ้น รวมถึงต้นทุนการผลิตที่ต่ำจากการประกอบภายในประเทศ ขณะที่รุ่น ZS EV แบบไฟฟ้าล้วนมีอัตราการลดราคาที่เร็วกว่ารุ่นเบนซิน เนื่องจากเทคโนโลยีแบตเตอรี่เปลี่ยนแปลงค่อนข้างเร็ว นอกจากนี้ ตลาดรถมือสองในไทยยังให้ความสำคัญกับประวัติการเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการ (4S) และการใช้ชิ้นส่วนแท้จากโรงงาน ดังนั้นผู้ใช้ควรเก็บเอกสารการซ่อมบำรุงให้ครบถ้วน รุ่นไฮบริดและไฟฟ้ามีโอกาสขายต่อได้ราคาดีกว่ารุ่นน้ำมันในบางกรณี จากนโยบายสนับสนุนของภาครัฐ แต่ควรตรวจสอบสุขภาพของแบตเตอรี่ เนื่องจากกลายเป็นปัจจัยใหม่ในการประเมินราคารถมือสองในไทย ปัจจุบันเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายของ MG ขยายตัวอย่างต่อเนื่องในไทย ซึ่งช่วยเพิ่มความมั่นใจในการดูแลรักษารถและส่งผลดีต่อมูลค่าขายต่อโดยรวมอีกด้วย
Q
รถ MG ZS มีกี่ CC?
MG ZS ถือเป็นรถ SUV ขนาดกะทัดรัดที่ได้รับความนิยมในตลาดประเทศไทย โดยในแต่ละรุ่นย่อยจะมีขนาดเครื่องยนต์แตกต่างกันเล็กน้อย รุ่นหลักที่วางจำหน่ายคือเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร แบบไม่มีเทอร์โบ ความจุจริงอยู่ที่ 1,498 ซีซี มาพร้อมเกียร์ธรรมดา 5 สปีด หรือเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด เหมาะกับการขับขี่ในเมืองและใช้งานในชีวิตประจำวัน ด้วยสมรรถนะที่เพียงพอและประหยัดน้ำมันในระดับดี ในบางรุ่นอาจมีการนำเครื่องยนต์ 1.3 ลิตร เทอร์โบ (ความจุจริง 1,349 ซีซี) เข้ามาจำหน่ายเพิ่มเติม เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการกำลังเครื่องยนต์ที่แรงขึ้น ในขณะที่ยังคงประหยัดเชื้อเพลิง MG ZS ได้รับการออกแบบให้ผ่านมาตรฐานการปล่อยมลพิษของไทย ซึ่งมีความเข้มงวดมากขึ้นในช่วงหลัง อีกทั้งในสภาพอากาศร้อนของประเทศไทย แนะนำให้เจ้าของรถหมั่นตรวจสอบระบบระบายความร้อนและระดับน้ำมันเครื่องเป็นประจำ เพื่อให้เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว นอกจากนี้ รถที่มีเครื่องยนต์ความจุ 1.5 ลิตร ยังอยู่ในช่วงอัตราภาษีที่ค่อนข้างประหยัดเมื่อเทียบกับรถที่มีความจุมากกว่านี้ จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ MG ZS มีราคาคุ้มค่าและแข่งขันในตลาดได้ดี สำหรับผู้บริโภคชาวไทยที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและการใช้งานจริง การรู้ขนาดเครื่องยนต์จะช่วยในการประเมินสมรรถนะและต้นทุนการดูแลรักษาในระยะยาว ดังนั้นก่อนตัดสินใจซื้อ แนะนำให้ทดลองขับเพื่อสัมผัสประสบการณ์ขับขี่จริงด้วยตัวเอง
Q
MG ZS ใช้เครื่องยนต์อะไร?
MG ZS มาพร้อมกับเครื่องยนต์แบบ 1.5L แนตเชอรัลลีแอสพายเรชัน รูปแบบการจ่ายอากาศเป็นแบบแนตเชอรัลลีแอสพายเรชัน มีความจุกระบอกสูบ 1498mL ให้กำลังสูงสุด 114 แรงม้า กำลังสูงสุด 84kW ที่ 6000rpm แรงบิดสูงสุด 150N·m ที่ 4500rpm เครื่องยนต์นี้ให้ความรู้สึกเร่งที่ลื่นไหลและนุ่มนวล เหมาะกับการใช้งานในเมืองเพราะให้กำลังพอดี ไม่ว่าจะเจอสภาพการจราจรติดขัดก็ขับได้อย่างสบายๆ ระบบเกียร์เป็นแบบ CVT ที่ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์เรียบขึ้น เพิ่มความสบายในการขับขี่ นอกจากนี้เครื่องยนต์ยังประหยัดน้ำมันดี อัตราสิ้นเปลืองตามมาตรฐานอยู่ที่ 6.4L/100km ช่วยให้เจ้าของประหยัดค่าใช้จ่ายได้อีกด้วย
Q
MG ZS มีเกียร์อะไรบ้าง? หรือ MG ZS ใช้เกียร์แบบไหน?
MG ZS มาพร้อมกับเกียร์ CVT ที่ทำงานแบบไร้ขั้น ซึ่งเทคโนโลยีเกียร์แบบนี้ได้รับการพัฒนามาอย่างดีแล้ว มีความน่าเชื่อถือสูง ระบบเปลี่ยนเกียร์ทำงานลื่นไหลจนแทบไม่รู้สึก ทำให้การขับขี่นุ่มนวลตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้เป็นอย่างดี เวลาขับจริงๆก็รู้สึกว่าเกียร์ตอบสนองดี แม้จะเกิดอาการลื่นไปก็ยังควบคุมได้ง่าย ไม่มีอาการปัดท้ายน่ากลัวอย่างที่คิด ถึงแม้แต่ละรุ่นจะมีความแตกต่างในเรื่องอุปกรณ์เสริมบ้าง แต่ทุกรุ่นล้วนใช้เกียร์ตัวนี้เหมือนกัน ซึ่งช่วยเพิ่มทั้งประสิทธิภาพด้านกำลังและความลื่นไหลในการขับขี่ได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้เกียร์ CVT ยังทำงานประสานกับเครื่องยนต์ได้อย่างลงตัว ระบบเปลี่ยนเกียร์เข้าใจง่าย มีแรงตอบสนองที่ดี ทำให้ผู้ขับรู้สึกสบายมือเวลาขับ และยังช่วยประหยัดน้ำมันได้อีกด้วย เหมาะกับการใช้งานในเมืองเป็นประจำ
Q
ล้อ MG ZS ใช้ PCD เท่าไหร่?
ขนาด PCD (Pitch Circle Diameter) ของล้อ MG ZS คือ 5x114.3 มิลลิเมตร ซึ่งถือว่าเป็นขนาดที่พบได้บ่อยในรถยนต์ที่จำหน่ายในประเทศไทย โดยเฉพาะรถญี่ปุ่นหลายรุ่น เช่น Honda และ Toyota ทำให้ผู้ใช้ MG ZS สามารถเลือกเปลี่ยนหรืออัปเกรดล้อแม็กได้ง่ายขึ้น ด้วยล้อที่มีขนาดตรงกันในท้องตลาด PCD เป็นค่าที่สำคัญสำหรับการติดตั้งล้อ หากเลือกขนาดไม่ตรง อาจส่งผลให้เกิดการสั่นหรือการสึกหรอของช่วงล่าง ซึ่งอาจส่งผลต่อความปลอดภัยในการขับขี่ โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนและมีฝนตกบ่อยแบบประเทศไทย ที่ต้องใส่ใจเรื่องความทนทานของล้อและยางเป็นพิเศษ แนะนำให้ผู้ที่ต้องการเปลี่ยนล้อแม็ก เลือกล้อที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน และตรวจสอบความแน่นของน็อตล้อเป็นประจำ หากไม่แน่ใจในสเปกล้อของรถ ควรอ้างอิงจากคู่มือรถหรือสอบถามจากศูนย์บริการ MG ที่ได้รับการแต่งตั้ง เพื่อความมั่นใจในการใช้งานและความปลอดภัยสูงสุดขณะขับขี่
Q
MG ZS รองรับ Apple CarPlay หรือไม่?
MG ZS ในตลาดไทยมีการติดตั้งระบบ Apple CarPlay ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้ iPhone เชื่อมต่อกับระบบในรถได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยสามารถใช้งานฟังก์ชันพื้นฐานอย่างการนำทาง ฟังเพลง หรือโทรศัพท์ผ่านหน้าจอกลางรถได้โดยตรง เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนไทยทั้งการเดินทางในเมืองหรือทริปยาวๆ อีกทั้งในสภาพอากาศที่ร้อนชื้นของไทย ฟีเจอร์นี้ยังช่วยลดความเสี่ยงจากการใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ ทำให้การเดินทางปลอดภัยขึ้น นอกจาก Apple CarPlay แล้ว MG ZS ยังรองรับ Android Auto ด้วย จึงตอบโจทย์ทั้งผู้ใช้สมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการต่างกัน โดยทั่วไปรุ่นที่ขายในไทยจะมาพร้อมหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว ที่มีการออกแบบอินเทอร์เฟซเรียบง่าย ใช้งานลื่นไหล พร้อมฟังก์ชันควบคุมด้วยเสียงที่ช่วยอำนวยความสะดวกขณะขับขี่ อย่างไรก็ตามฟังก์ชันอาจแตกต่างกันไปในแต่ละปีหรือรุ่นย่อย แนะนำให้สอบถามรายละเอียดกับตัวแทนจำหน่ายก่อนตัดสินใจซื้อ ด้วยความที่เทคโนโลยีเชื่อมต่อในรถกำลังพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว Apple CarPlay กำลังกลายเป็นฟีเจอร์มาตรฐานของรถรุ่นใหม่ๆ และอาจมีอัปเดตเพิ่มเติมผ่านระบบ OTA ในอนาคต
Q
MG ZS ใช้ยี่ห้อยางอะไร
ยางที่ติดตั้งมาจากโรงงานสำหรับ MG ZS ในตลาดไทยอาจแตกต่างกันไปตามปีรุ่นและระดับการแต่งเครื่อง ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นแบรนด์ดังระดับโลกอย่าง Continental, Bridgestone หรือ Goodyear ที่ให้ประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนและความทนทานได้ดีในสภาพอากาศร้อนชื้นของไทย สำหรับการเปลี่ยนยางใหม่ นอกจากจะเลือกใช้แบรนด์เดิมแล้ว คนไทยยังนิยมใช้ยางคุณภาพดีอย่าง Michelin หรือ Dunlop ที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับถนนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในเรื่องส่วนผสมยางและร่องดอกยางที่ช่วยระบายน้ำได้ดี แนะนำให้ตรวจสอบลมยางและสภาพดอกยางเป็นประจำ โดยเฉพาะก่อนเข้าฤดูฝนของไทยที่ต้องมั่นใจว่าดอกยางยังเหลือความลึกเพียงพอ ตามกฎหมายไทยกำหนดว่าดอกยางต้องมีความลึกไม่ต่ำกว่า 1.6 มม. หากต้องการเปลี่ยนยางสามารถไปที่ศูนย์บริการทางการของ MG หรือร้านยางมาตรฐาน พวกเขาจะช่วยแนะนำยางที่เหมาะกับการใช้งานและงบประมาณของคุณได้ ไม่ว่าจะเป็นยางที่เน้นความเงียบสบายหรือยางที่เน้นความทนทานเป็นพิเศษ
Q
รถ MG ZS เป็นรถที่ดีหรือไม่? เรียนรู้ข้อดีและข้อเสียที่นี่
MG ZS เป็น SUV ขนาดกะทัดรัดที่ได้รับความนิยมในตลาดไทย ด้วยจุดเด่นที่การออกแบบภายนอกที่ทันสมัย ฟีเจอร์ครบครัน และราคาที่เข้าถึงง่าย เหมาะสมกับการใช้งานในเมืองและครอบครัวไทยเป็นอย่างดี ภายในรถมีพื้นที่กว้างขวาง รวมถึงกระโปรงหลังที่จุของได้เพียงพอต่อความต้องการประจำวัน ระบบขับเคลื่อนที่ใช้เครื่องยนต์ 1.5L แบบธรรมชาติร่วมกับเกียร์ CVT ให้ประหยัดน้ำมัน ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการของคนไทยที่มองหารถประหยัดน้ำมัน นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชั่นอำนวยความสะดวกอย่างหน้าจอสัมผัส 8 นิ้ว และกล้องถอยหลัง เพิ่มความสะดวกสบายในการขับขี่ แต่ข้อเสียคือแรงเครื่องค่อนข้างเรียบเนิบ เหมาะสำหรับการขับขี่ทั่วไปมากกว่าการขับแบบสปอร์ต ส่วนระบบกันเสียงอาจไม่ได้ดีนักเมื่อขับความเร็วสูง แต่เมื่อเทียบกับราคาก็ถือว่ายอมรับได้ MG ZS ยังให้บริการรับประกัน 5 ปีหรือ 150,000 กิโลเมตร ซึ่งเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้บริโภค โดยรวมแล้วหากคุณมีงบจำกัดแต่ต้องการความคุ้มค่า MG ZS ก็เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ สำหรับสภาพอากาศร้อนของไทย แนะนำให้เลือกรุ่นสูงเพื่อระบบแอร์และอุปกรณ์บังแดดที่ทำงานได้ดีขึ้น
  • รถยอดนิยม

  • รุ่นปีรถยนต์

  • เปรียบเทียบรถยนต์

  • รูปภาพรถ

ข้อดี

คุณภาพการขับขี่ปราณีต
ราคาเทียบเท่ากับรถที่ทำงานด้วยน้ำมันเชื้อเพลิงทางเลือกแต่รูปแบบมากกว่า พร้อมขายรุ่นท็อป 79.9 หมื่นบาท พื้นที่มากขึ้น และพื้นที่สําหรับกระเป๋าสุด
การปรับปรุงภายนอกที่ชัดเจน โดยใช้หน้าต่างและไฟหน้าใหม่ ดูเยาวชนนัก
อุปกรณ์ภายนอจดี ทำให้ความสามารถของระบบนอกตัวถูกปรับปรุง
การตกแต่งภายในสองสีหรูหรา มีจอแสดงผลสําหรับคนขับขี่ขนาด 7 นิ้ว และจอควบคุม 10 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อหลากหลาย
ระบบพลังงานใหม่ที่ลื่นไหลมากขึ้น ใช้เครื่องเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติ CVT8 พร้อมกับเครื่องยนต์น้ำมันสูบ 1.5 ลิตร การส่งกำลังที่นุ่มนวลขึ้น
ชาญิสัยที่ยอดเยี่ยม การปรับแต่งชาญิสัยแบบยุโรป มี 3 โหมดการปรับแต่งเพลิเทรน
มีความลึกลับเพียบ มีเบรกไฟฟ้า ระบบป้องกันรถลื่น กล้องระยะไกล 360 องศา การเตือนถอยหลัง ไฟนำทางหลังการกางเกยเครื่องยนต์ และแบนเพลิเทรนแบบ 6

ข้อเสีย

ภายในรถดูล้าสมัย
ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ไม่ดี, 1.5 ลิตร 114 แรงม้า, สำหรับรถที่มีน้ำหนัก 1.2 ตัน ไม่เพียงพอที่จะทำงานอย่างคล่องแคล่ว, การตอบสนองไม่ดีเท่าคู่แข่ง
ฉากกั้นเสียงภายในรถไม่ดี, การออกแบบรูปร่างสี่เหลี่ยมทำให้เกิดเสียงลมที่ความเร็วปานกลางและสูง, เสียงจากชุดล่างรถก็มาก
มีปัญหาเกี่ยวกับการบริการหลังการขาย, เมื่อเทียบกับคู่แข่ง, ศูนย์บริการจำเป็นต้องปรับปรุง, เทคนิคภาพไม่เพียงพอ, รอรับชิ้นส่วนยาวนาน

Q&A ล่าสุด

Q
น้ำมันเครื่อง 5W-30 สามารถใช้กับรถยนต์ประเภทใดได้บ้าง?
น้ำมันเครื่อง 5W-30 เหมาะสำหรับรถยนต์รุ่นเครื่องยนต์สูงความแม่นยำและช่องว่างเล็กน้อย ได้แก่ รถยนต์แบรนด์ญี่ปุ่นและเกาหลี (เช่น รถยนต์บ้านทั่วไปอย่าง โตโยต้า โครวรา, ฮอนด้า ซีวิ, และรถ SUV อย่าง โตโยต้า RAV4, ฮอนด้า CRV), รถยนต์แบรนด์อเมริกัน (เช่น เชเวร์เลต ครูซ, ฟอร์ด ฟ็อกซ์ เป็นต้น) นอกจากนี้ยังสามารถใช้ได้กับรถยนต์บางรุ่นยุโรปที่มีเครื่องยนต์ไทม์ไลน์ความแรงต่ำ (เช่น วอลก์สวาเกน 1.4T, ปีโอ 1.6T) และรถ SUV ในประเทศ (เช่น ฮาวอ์ H6, ฉ่างอัน CS75 PLUS) นอกจากนี้ การใช้น้ำมันเครื่องนี้ในรถใหม่หรือรถที่มีสภาพดีสามารถรักษาความสามารถในการประหยัดเชื้อเพลิงและป้องกันการสึกหรอได้พร้อมกัน สภาพไหลในอุณหภูมิต่ำสามารถรับมือกับสภาพแวดล้อมที่อุณหภูมิต่ำถึง -30 องศาเซลเซียส เหมาะสำหรับรถที่วิ่งในพื้นที่อุณหภูมิต่ำ และความเสถียรในอุณหภูมิสูงยังสามารถให้การหล่อลื่นอย่างน่าเชื่อถือแก่เครื่องยนต์ในสภาพอากาศร้อน น้ำมันเครื่องนี้สมดุลระหว่างการเริ่มต้นในอุณหภูมิต่ำและการป้องกันในอุณหภูมิสูง เป็นทางเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับรถยนต์บ้านทั่วไป มีขนาดหุ้นใหญ่ในตลาน้ำมันเครื่องรถยนต์ผู้โดยสาร และยี่ห้อสินค้าน้ำมันเครื่องหลักส่วนใหญ่ยังนำมันมาเป็นผลิตภัณฑ์ความหนืดหลัก สามารถตอบสนองความต้องการในการเดินทางประจำวันและสถานการณ์การขับขี่ส่วนใหญ่
Q
ขนาดของน็อตถ่ายน้ำมันเครื่องสำหรับ Honda City คืออะไร?
น็อตถ่ายน้ำมันเครื่องของ Honda City มีเส้นผ่านศูนย์กลางหัว 17 มม. และเส้นผ่านศูนย์กลางเกลียว 14 มม. สามารถถอดออกได้โดยใช้ประแจขนาด 17 มม. เมื่อทำการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง แนะนำให้จอดรถบนพื้นราบและตรวจสอบให้แน่ใจว่าเครื่องยนต์เย็นลงแล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกน้ำมันร้อนลวก เมื่อถอดน็อตถ่ายน้ำมันเครื่อง ให้กระจายแรงอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันความเสียหายต่อน็อตหรืออ่างน้ำมันเครื่อง หลังจากเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องแล้ว ให้ขันน็อตถ่ายน้ำมันเครื่องให้แน่นตามแรงบิดที่กำหนด เพื่อให้แน่ใจว่าปิดสนิทและป้องกันการรั่วซึมของน้ำมันที่อาจส่งผลต่อการทำงานปกติของรถ
Q
Honda City ต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่องทุกกี่กิโลเมตร?
ระยะเวลาการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องสำหรับ Honda City ขึ้นอยู่กับชนิดของน้ำมันเครื่อง พฤติกรรมการขับขี่ และสภาพการใช้งานของรถยนต์ หากใช้น้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์ OW-20 ที่เติมมาจากโรงงาน (กระป๋องสีเขียว) ควรเปลี่ยนถ่ายทุกๆ 7,500 กิโลเมตร หรือ 9 เดือน หากใช้น้ำมันเครื่องสังเคราะห์แท้ ระยะเวลาการเปลี่ยนถ่ายสามารถยืดออกไปได้ถึง 8,000-10,000 กิโลเมตร หรือหนึ่งปี (แม้ว่าจะยังไม่ถึงระยะทางดังกล่าว ก็ควรเปลี่ยนถ่ายหลังจากหนึ่งปี) นอกจากนี้ พฤติกรรมการขับขี่และสถานการณ์การใช้งานก็มีผลต่อระยะเวลาการเปลี่ยนถ่ายเช่นกัน: สำหรับการขับขี่ด้วยความเร็วสูงบ่อยๆ แนะนำให้เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องประมาณ 8,000 กิโลเมตร; สำหรับการขับขี่ระยะทางน้อยในแต่ละวัน เปลี่ยนปีละครั้งก็เพียงพอ; สำหรับการขับขี่บ่อยและระยะทางสูง เปลี่ยนทุกๆ 10,000 กิโลเมตรก็เป็นที่ยอมรับได้ หากรถยนต์มีอายุมากกว่า 6 ปี หรือวิ่งเกิน 100,000 กิโลเมตร ควรพิจารณาเปลี่ยนไปใช้น้ำมันเครื่องที่มีความหนืดสูงกว่า (เช่น 5W-30) เพื่อลดการสึกหรอของน้ำมันและเสียงเครื่องยนต์ เจ้าของรถควรปฏิบัติตามคำแนะนำในคู่มือการใช้งานรถ และเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องอย่างสม่ำเสมอตามสภาพการใช้งานจริง เพื่อให้มั่นใจว่ารถยังคงมีประสิทธิภาพที่ดี
Q
รถฮอนด้า HR-V ใช้น้ำมันเครื่องกี่ลิตร?
ตามข้อมูลสเปคทางเทคนิคอย่างเป็นทางการของ Honda HR-V ปริมาณน้ำมันเครื่องปกติจะอยู่ที่ประมาณ 3.7 ถึง 4.2 ลิตร ซึ่งตัวเลขที่แน่นอนขึ้นอยู่กับรุ่นเครื่องยนต์และปีที่ผลิต เช่น รุ่นเครื่องยนต์ 1.5L แบบธรรมดาจะใช้น้ำมันเครื่องประมาณ 3.7 ลิตร ส่วนรุ่นเทอร์โบ 1.5L อาจจะต้องการใกล้เคียง 4.2 ลิตร แนะนำให้เจ้าของรถตรวจสอบคู่มือรถหรือระบบตรวจสอบอายุการใช้งานน้ำมันเครื่องผ่านหน้าปัดรถเพื่อความแน่ชัด สิ่งที่ต้องระวังคือควรเลือกประเภทน้ำมันเครื่องที่ตรงตามมาตรฐานโรงงานของ Honda คือน้ำมันสังเคราะห์ 0W-20 หรือ 5W-30 เพราะน้ำมันประเภทนี้จะทำงานได้ดีในสภาพอากาศร้อนแบบเมืองไทย และยังช่วยรักษาประสิทธิภาพการหล่อลื่นของเครื่องยนต์รวมถึงประหยัดน้ำมันได้อีกด้วย เวลาบำรุงรักษาตามระยะ นอกจากจะต้องเช็คปริมาณน้ำมันเครื่องแล้ว ควรตรวจสอบด้วยว่าตัวกรองน้ำมันเครื่องได้ถูกเปลี่ยนไปพร้อมกันหรือไม่ เพราะถ้าใช้ตัวกรองคุณภาพต่ำอาจทำให้เกิดปัญหาเรื่องความดันน้ำมันเครื่องผิดปกติหรือมีสิ่งสกปรกตกค้างได้ ถ้ารถใช้งานบ่อยในสภาพการจราจรติดขัดหรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่อุณหภูมิสูง แนะนำให้ลดระยะการบำรุงรักษาลงเหลือทุก 5,000 กิโลเมตร แต่ถ้าใช้งานในสภาพปกติก็สามารถทำตามคำแนะนำมาตรฐานคือทุก 10,000 กิโลเมตรหรือทุก 6 เดือน สุดท้ายนี้ แนะนำให้ซื้อน้ำมันเครื่องแท้จากตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ Honda เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการสึกหรอของเครื่องยนต์หรือข้อโต้แย้งเรื่องการรับประทานที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้น้ำมันเครื่องที่ไม่ได้มาตรฐาน
Q
“2019 Nissan Almera ใช้น้ำมันเครื่องกี่ลิตร?”
ปริมาณน้ำมันเครื่องของรถนิสสันอัลเมร่า รุ่น 2019 ในตลาดไทยมีความแตกต่างเล็กน้อยขึ้นอยู่กับรุ่นเครื่องยนต์ โดยรุ่นที่ติดตั้งเครื่องยนต์ HR12DE 3 สูบ 1.2 ลิตร (รวมการเปลี่ยนฟิลเตอร์น้ำมันเครื่อง) ต้องการประมาณ 3.2 ลิตร และรุ่นเครื่องยนต์ HR15DE 4 สูบ 1.5 ลิตร ต้องการประมาณ 3.5 ลิตร เมื่อเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง แนะนำให้เติมน้ำมันใกล้เคียงปริมาณที่แนะนำก่อน จากนั้นเปิดเครื่องรันในสภาวะ idle 1-2 นาที ปิดเครื่องแล้วรอประมาณ 5 นาที แล้วตรวจเช็คระดับน้ำมันด้วยไม้ชี้ระดับ เพื่อให้แน่ใจว่าระดับอยู่ระหว่างขีดบนและล่างของสเกล นอกจากนี้จำเป็นต้องเลือกน้ำมันเครื่องที่สอดคล้องข้อกำหนดทางการของนิสสัน เช่น เกรด API SN หรือสูงกว่า สำหรับความหนืด พิจารณาจากสภาพอากาศเขตร้อนของไทย 5W-30 เป็นตัวเลือกทั่วไป และบางรุ่นใช้ 0W-20 ได้เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง การเปลี่ยนน้ำมันและฟิลเตอร์เป็นประจำตามช่วงบำรุงรักษาที่แนะนำในคู่มือทางการ (โดยปกติ 5,000 กิโลเมตร หรือ 6 เดือน ใช้ตามที่เกิดก่อน) สามารถปกป้องชิ้นส่วนเครื่องยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรักษาสภาพการทำงานที่เสถียร
ดูเพิ่มเติม