Q

2020 BMW i8 มีความเร็วแค่ไหน?

รถ BMW i8 รุ่นปี 2020 เป็นรถสปอร์ตปลั๊กอินไฮบริดที่เร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้เร็วเพียง 4.4 วินาที ด้วยความเร็วสูงสุดที่ 250 กม./ชม. (เมื่อจำกัดความเร็วด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์) ระบบขับเคลื่อนใช้เครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จ 1.5 ลิตร 3 สูบ คู่กับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังรวมสูงถึง 374 แรงม้า โดยระบบควบคุมอุณหภูมิแบตเตอรี่ได้รับการออกแบบมาเพื่อรักษาประสิทธิภาพแม้ในสภาพอากาศร้อน โครงสร้างตัวถังทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ที่ทั้งเบาและแข็งแรง เหมาะทั้งสำหรับขับในเมืองที่รถติดหรือการล่องเรือความเร็วสูงบนทางหลวง แถมยังช่วยประหยัดน้ำมันในชีวิตประจำวันด้วยเทคโนโลยีไฮบริด จุดเด่นของ i8 เมื่อเทียบกับรถระดับเดียวกันคือการออกแบบประตูปีกผีเสื้อและสไตล์หน้าตาที่ดูเหมือนรถจากอนาคต แม้ว่าระยะทางไฟฟ้าล้วนจะได้แค่ประมาณ 50 กม. แต่โหมดไฮบริดช่วยให้ไม่ต้องกังวลเรื่องแบตเตอรี่หมด ข้อควรรู้คือรถปลั๊กอินไฮบริดแบบนี้แม้จะได้สิทธิประโยชน์จากรัฐบาล แต่เวลาซ่อมบำรุงต้องใช้บริการศูนย์ที่ได้รับอนุญาตด้านระบบไฟฟ้าแรงสูงเท่านั้น ส่วนยางรถก็ควรเลือกแบบที่เหมาะกับสภาพถนนในช่วงฤดูฝนของเมืองร้อนด้วย
ข้อความพิเศษ: เนื้อหานี้โพสต์โดยผู้ใช้ และไม่ได้แสดงถึงมุมมองและจุดยืนของ PCauto

Q&A เกี่ยวข้อง

Q
แบตเตอรี่ของ BMW i8 สามารถใช้งานได้นานเท่าไหร่?
อายุการใช้งานแบตเตอรี่ของ BMW i8 โดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 8-10 ปี ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้งานและการดูแลรักษา สำหรับรถสปอร์ตปลั๊กอินไฮบริดรุ่นนี้ แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนมีความจุ 11.6 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ซึ่งภายใต้สภาวะการใช้งานปกติสามารถรองรับการชาร์จ-放电เต็มได้ประมาณ 500-1,000 ครั้ง โดยยังคงความจุเหลือมากกว่า 80% หากอยู่ในพื้นที่อากาศร้อน แนะนำให้หลีกเลี่ยงการชาร์จเร็วบ่อยครั้งและการจอดตากแดดนานๆ เพื่อยืดอายุแบตเตอรี่ คุณสามารถตรวจสอบสภาพแบตเตอรี่ได้ที่ตัวแทนจำหน่ายท้องถิ่น ซึ่งมีบริการตรวจสอบสุขภาพแบตเตอรี่ให้กับเจ้าของรถ อีกจุดที่น่าสนใจคือ แบตเตอรี่ของรถปลั๊กอินไฮบริดจะเสื่อมสภาพช้ากว่าแบตเตอรี่รถไฟฟ้าเต็มรูปแบบ เนื่องจากแบตเตอรี่ทำงานน้อยกว่า หากพบว่าการใช้งานลดลงอย่างเห็นได้ชัด สามารถไปตรวจเช็คอย่างมืออาชีพผ่านช่องทางทางการของ BMW ได้ โดย BMW ให้การรับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูงเป็นเวลา 8 ปีหรือ 100,000 กิโลเมตร ซึ่งครอบคลุมการใช้งานของเจ้าของรถส่วนใหญ่ สำหรับการใช้งานประจำวัน การรักษาระดับแบตเตอรี่ระหว่าง 30%-80% จะช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่ได้ เมื่อเทียบกับรถไฟฟ้าเต็มรูปแบบ BMW i8 มีต้นทุนการดูแลรักษาแบตเตอรี่ที่ถูกกว่า เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่เล็กกว่าทำให้ได้เปรียบในเรื่องนี้
Q
BMW i8 รุ่นที่แพงที่สุดคือรุ่นอะไร?
รุ่นที่แพงที่สุดในซีรีส์ BMW i8 คือ i8 Roadster Ultimate Sophisto Limited ที่ผลิตเพียง 200 คันทั่วโลก รถสปอร์ตปลั๊กอินไฮบริดคันนี้มีราคาในประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 15 ล้านบาท มาพร้อมกับระบบขับเคลื่อนไฮบริดที่ผสมผสานระหว่างเครื่องยนต์ 1.5T 3 สูบกับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังรวมสูงถึง 374 แรงม้า วิ่งได้ระยะทางประมาณ 55 กิโลเมตรในโหมดไฟฟ้าล้วน และมีการออกแบบหลังคาคาร์บอนไฟเบอร์แบบถอดได้ สามารถเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 4.4 วินาที ในฐานะรุ่นสุดท้ายของตระกูล i8 รุ่นนี้ได้เพิ่มสีพิเศษแบบด้านโซฟิสโตเกรย์ ล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว และดีเทลสีทองแดง ส่วนภายในตกแต่งด้วยหนังแท้พร้อมแผงประดับคาร์บอนไฟเบอร์ ที่น่าสนใจคือ i8 ถือเป็นซูเปอร์คาร์ปลั๊กอินไฮบริดรุ่นแรกของ BMW ที่ผลิตจำนวนมาก มีดีไซน์ประตูแบบปีกผีเสื้อและโครงสร้างคาร์บอนไฟเบอร์ที่โดดเด่นในตลาดรถหรูของไทย แม้ตอนนี้จะหยุดผลิตไปแล้ว แต่ก็ยังเป็นรถสปอร์ตพลังงานใหม่ที่ทรงอิทธิพล โดยสามารถบริการหลังการขายผ่านช่องทางศูนย์บริการเฉพาะระบบไฮบริดที่ได้รับการรับรองจาก BMW พร้อมรับประกันแบตเตอรี่ 8 ปีหรือ 100,000 กิโลเมตร
Q
รถ BMW i8 ปี 2020 มีแรงม้าจำนวนเท่าไหร่?
รถ BMW i8 รุ่นปี 2020 มาพร้อมกับระบบไฮบริดแบบเสียบปลั๊ก ที่ผสมผสานระหว่างเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร เทอร์โบ 3 สูบ กับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังสูงสุดรวมถึง 369 แรงม้า เร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 4.4 วินาที แสดงความสามารถด้านสมรรถนะได้อย่างยอดเยี่ยม ตัวรถใช้โครงสร้างคาร์บอนไฟเบอร์ที่ช่วยลดน้ำหนักและเพิ่มความแข็งแรง พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบเต็มเวลาที่ทำให้การควบคุมทิศทางดีมาก สำหรับคนที่ชอบรถสปอร์ตสมรรถนะสูง i8 ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ โดยเฉพาะในถนนเมืองที่แรงบิดทันทีของมอเตอร์ไฟฟ้าทำให้ออกตัวเร็วปรู๊ด ถึงแม้ว่า i8 จะหยุดผลิตไปแล้ว แต่ในตลาดรถมือสองยังเป็นที่ต้องการ โดยเฉพาะสำหรับคนที่อยากสัมผัสเสน่ห์ของรถสปอร์ตไฮบริด ถ้าคิดจะซื้อ i8 มือสอง แนะนำให้ตรวจสอบสภาพแบตเตอรี่และประวัติการบำรุงรักษาเพราะค่ารักษาระบบไฮบริดอาจสูงหน่อย อีกจุดเด่นที่ทำให้นักเลงรถหลายคนตกหลุมรักคือดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ พร้อมประตูปีกนกที่ดูเท่โคตรๆ ขับไปไหนก็เป็นที่สะดุดตาแน่นอน
Q
ระยะเวลาในการชาร์จรถ BMW i8 รุ่นปี 2020 คือเท่าไหร่?
เวลาชาร์จไฟของ BMW i8 รุ่นปี 2020 นั้นขึ้นอยู่กับประเภทของอุปกรณ์ชาร์จที่ใช้ ถ้าใช้สายชาร์จมาตรฐานที่มากับรถกับปลั๊กบ้านทั่วไป 220V จะใช้เวลาชาร์จเต็มประมาณ 8-10 ชั่วโมง แบบนี้เหมาะสำหรับชาร์จตอนกลางคืนหรือเวลาจอดนานๆ แต่ถ้าใช้สถานีชาร์จสาธารณะแบบติดผนัง 7.4kW จะลดเวลาลงเหลือแค่ประมาณ 4 ชั่วโมง ส่วนถ้าใช้สถานีชาร์จเร็ว DC 50kW จะชาร์จแบตเตอรี่ถึง 80% ในเวลาเพียง 1.5 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม การชาร์จเร็วบ่อยๆ อาจส่งผลต่ออายุการใช้งานแบตเตอรี่ในระยะยาว แนะนำให้เลือกวิธีชาร์จตามความต้องการในการใช้งานประจำวัน ตอนนี้ตามห้างสรรพสินค้าและอาคารสำนักงานในเมืองใหญ่ๆ ก็มีจุดชาร์จให้บริการแล้ว แม้แต่บางปั๊มน้ำมันก็มีบริการชาร์จเร็ว ความสะดวกในการชาร์จนั้นดีขึ้นมากเลย สำหรับการดูแลแบตเตอรี่ของรถไฮบริด แนะนำให้ทำการชาร์จสมดุลเดือนละอย่างน้อย 1 ครั้งโดยชาร์จให้เต็มเพื่อรักษาประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ และควรหลีกเลี่ยงการจอดรถทิ้งไว้ในที่ที่มีอุณหภูมิสูงเป็นเวลานาน เพราะจะช่วยยืดอายุการใช้งานของชุดแบตเตอรี่แรงดันสูงได้ดีขึ้น
Q
อัตราการประหยัดน้ำมันของ BMW i8 ปี 2020 เป็นเท่าไหร่?
รถ BMW i8 รุ่นปี 2020 เป็นรถสปอร์ตแบบปลั๊กอินไฮบริดที่ประหยัดน้ำมันมาก ตัวเลขการบริโภคเชื้อเพลิงแบบผสมอยู่ที่ประมาณ 2.1 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร ส่วนโหมดไฟฟ้าสามารถวิ่งได้ไกลถึง 55 กิโลเมตร เหมาะมากสำหรับการขับขี่ในเมือง รถคันนี้มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร 3 สูบเทอร์โบชาร์จคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังรวมสูงถึง 374 แรงม้า ทั้งแรงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในสภาพการใช้งานจริง ระบบไฮบริดของ i8 ช่วยแก้ปัญหารถติดได้ดี โหมดไฟฟ้าใช้สำหรับเดินทางระยะสั้นในชีวิตประจำวัน ส่วนโหมดผสมเหมาะกับการเดินทางไกล การชาร์จไฟหากใช้ไฟบ้านจะใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงในการชาร์จเต็ม แต่ถ้าใช้โหมดชาร์จเร็วจะใช้เวลาเพียง 2.5 ชั่วโมง ข้อดีของรถปลั๊กอินไฮบริดคือนอกจากจะช่วยประหยัดพลังงานและลดมลพิษแล้ว ยังได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอีกด้วย ทำให้ค่าใช้จ่ายในการใช้งานถูกกว่ารถสปอร์ตทั่วไปมาก สำหรับคนที่อยากรักษ์โลกแต่ไม่อยากเสียสไตล์การขับขี่ i8 ถือเป็นตัวเลือกที่ดี แถมดีไซน์ประตูผีเสื้อและหน้าตาที่ดูล้ำยุคยังช่วยเพิ่มความโดดเด่นให้กับเจ้าของอีกด้วย
Q
“BMW i8 เป็นรถยนต์ไฟฟ้าบริสุทธิ์ไหม
รถ BMW i8 ไม่ใช่รถไฟฟ้า 100% แต่เป็นรถสปอร์ตแบบปลั๊กอินไฮบริดที่มาพร้อมกับระบบขับเคลื่อนทั้งจากเครื่องยนต์ 1.5 เทอร์โบ 3 สูบและมอเตอร์ไฟฟ้า โดยสามารถวิ่งได้ประมาณ 37 กิโลเมตรด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วนๆ เหมาะสำหรับการเดินทางระยะสั้นในชีวิตประจำวัน ส่วนเครื่องยนต์จะช่วยให้ขับขี่ได้ระยะทางที่ไกลขึ้น ในสภาพอากาศร้อนของไทย ระบบควบคุมอุณหภูมิแบตเตอรี่ของ i8 ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และดีไซน์แบบไฮบริดยังช่วยลดความกังวลเรื่องการชาร์จไฟระหว่างเดินทางไกลได้ดี สำหรับคนที่อยากรักษ์โลกแต่ยังไม่อยากเสียความสนุกในการขับขี่ i8 ถือเป็นทางเลือกที่ดี แต่ต้องระวังเรื่องความเข้ากันได้ของสถานีชาร์จ แนะนำให้ใช้อุปกรณ์ชาร์จที่ได้มาตรฐานไฟฟ้าไทย รุ่นอื่นๆ ที่ใช้เทคโนโลยีคล้ายๆ กันก็อย่างเช่น Porsche 918 Spyder ซึ่งรถปลั๊กอินไฮบริดเหล่านี้ตอบโจทย์ทั้งสมรรถนะและสิ่งแวดล้อมในช่วงเปลี่ยนผ่าน และในอนาคตเมื่อโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จพัฒนาเต็มที่ รถสปอร์ตไฟฟ้าล้วนๆ ก็อาจจะได้รับความนิยมมากขึ้น
Q
ราคา i8 เท่าไหร่?
รถ BMW i8 เป็นรถสปอร์ตปลั๊กอินไฮบริดที่ราคาใหม่จะอยู่ที่ประมาณ 14-16 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับอุปกรณ์และตัวเลือกที่ติดตั้งมา ส่วนราคามือสองจะลดลงตามสภาพรถและเลขไมล์ อยู่ที่ประมาณ 8-12 ล้านบาท i8 ดึงดูดความสนใจด้วยดีไซน์ประตูผีเสื้อที่โดดเด่นและโครงสร้างคาร์บอนไฟเบอร์ มาพร้อมเครื่องยนต์ 1.5T 3 สูบคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังรวมสูงถึง 374 แรงม้า เร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 4.4 วินาที แถมยังประหยัดน้ำมัน เหมาะมากสำหรับคนที่ต้องการทั้งความเร็วและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในตลาดบ้านเรา รถรุ่นนี้มักจะพบเห็นได้ที่โชว์รูมรถหรูหรือผู้นำเข้ารถมืออาชีพ แนะนำให้บริการที่ศูนย์บริการอย่างเป็นทางการของ BMW เพื่อความเชี่ยวชาญและได้ใช้อะไหล่แท้จากโรงงาน i8 มาพร้อมเทคโนโลยีสุดล้ำ เช่น หน้าปัดดิจิตอลเต็มรูปแบบและระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ แต่ต้องระวังเรื่องอายุการใช้งานแบตเตอรี่และค่าเปลี่ยนที่ค่อนข้างสูง เพราะเป็นรถไฮบริด อย่างไรก็ตาม BMW ให้ประกันแบตเตอรี่สูงถึง 8 ปีหรือ 100,000 กม. ทำให้เจ้าของรถสบายใจได้ในระยะยาว
Q
BMW i8 ยังมีอยู่ไหม?
รถสปอร์ตปลั๊กอินไฮบริดสุด iconic อย่าง BMW i8 ได้หยุดการผลิตไปแล้วเมื่อเดือนมิถุนายนปี 2020 ตอนนี้ตามโชว์รูมอาจจะยังเหลือสต็อกบางคันหรือไม่ก็รถมือสองเท่านั้น รุ่นนี้เคยสร้างความฮือฮาด้วยดีไซน์ประตูผีเสื้อและโครงสร้างคาร์บอนไฟเบอร์ พร้อมระบบขับเคลื่อนที่ผสมผสานระหว่างเครื่องยนต์ 3 สูบ 1.5T กับมอเตอร์ไฟฟ้า ในตลาดรถมือสองบ้านเรายังพอเจอ BMW i8 รุ่นปี 2014-2020 อยู่บ้าง ราคาอยู่ที่ประมาณ 5-8 ล้านบาท สำหรับคนที่สนใจรถสปอร์ตพลังงานใหม่ตอนนี้สามารถไปดูที่รุ่น i4 และ iX ซีรีส์ล่าสุดของ BMW แทนได้ ซึ่งใช้เทคโนโลยี eDrive รุ่นที่ 5 ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ ให้ระยะทางต่อการชาร์จที่ดีขึ้นมาก เช่นรุ่น i4 M50 ที่ให้กำลังสูงถึง 544 แรงม้าและวิ่งได้ไกลถึง 590 กม. (มาตรฐาน WLTP) ในขณะที่ i8 ในยุคก่อนๆ วิ่งได้แค่ 37 กม. เท่านั้น อย่างไรก็ตาม รถไฮบริดมักจะมีความ sensitive เรื่องการดูแลแบตเตอรี่ในสภาพอากาศร้อน แนะนำให้ตรวจสอบระบบระบายความร้อนเป็นประจำ นอกจากนี้เบี้ยประกันรถสมรรถนะสูงแบบนี้จะแพงกว่ารถไฟฟ้าทั่วไปประมาณ 30-40% ควรสอบถามราคากับบริษัทประกันก่อนซื้อจะดีที่สุด
Q
เครื่องยนต์อะไรที่อยู่ใน i8 2020?
รถ BMW i8 รุ่นปี 2020 มาพร้อมกับระบบไฮบริดปลั๊กอินที่ประกอบด้วยเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 3 สูบ 1.5 ลิตร และมอเตอร์ไฟฟ้า ที่ให้กำลังรวมสูงสุดถึง 374 แรงม้า ระบบขับเคลื่อนนี้ไม่เพียงแต่ให้ความแรงในการเร่งที่ยอดเยี่ยม จาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 4.4 วินาที แต่ยังประหยัดน้ำมันเหมาะกับการขับขี่ในเมืองสุดๆ แถวบ้านเรา รถไฮบริดกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเพราะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและกินน้ำมันน้อย เอกลักษณ์ของ i8 คือตัวถังคาร์บอนไฟเบอร์ที่ช่วยลดน้ำหนักได้อย่างมากและยกระดับการควบคุม แถมดีไซน์ยังดูล้ำยุคจนเป็นที่สะดุดตาเมื่อขับบนถนน สำหรับคนที่ชอบเทคโนโลยีและการเดินทางแบบรักษ์โลก i8 ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ แม้ราคาจะค่อนข้างสูงแต่เมื่อคิดถึงเทคโนโลยีล้ำสมัยและดีไซน์เฉพาะตัว ก็ยังมีคนไม่น้อยที่ยอมจ่าย ในส่วนของระบบไฮบริดถ้าสนใจอาจจะลองดูรุ่นอื่นๆ อย่าง Porsche 918 Spyder หรือ McLaren P1 ที่ก็ใช้ระบบไฮบริดเช่นกัน แต่ i8 อาจจะดูคุ้มค่าและใช้งานในชีวิตประจำวันได้ดีกว่าเมื่อเทียบกัน
Q
2020 i8 ราคาเท่าไหร่?
ราคารถ BMW i8 รุ่นปี 2020 แบบมือสองจะอยู่ที่ประมาณ 3-4 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับสภาพรถ ระยะทาง ออปชั่น และว่ายังอยู่ในระยะประกันหรือเปล่า รุ่นนี้เป็นรถสปอร์ตปลั๊กอินไฮบริดที่โดดเด่นด้วยประตูแบบปีกผีเสื้อและโครงสร้างคาร์บอนไฟเบอร์ มาพร้อมเครื่องยนต์ 1.5T 3 สูบคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังรวมสูงถึง 374 แรงม้า เร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 4.4 วินาที วิ่งได้ประมาณ 50 กม. ในโหมดไฟฟ้าล้วน เหมาะมากสำหรับการขับขี่ในเมือง ในตลาดบ้านเรารถรุ่นนี้ค่อนข้างหายาก เป็นรถเฉพาะกลุ่ม ดังนั้นค่าบำรุงรักษาจะสูงกว่ารถ BMW ทั่วไป แนะนำให้ตรวจสอบประวัติการซ่อมผ่านช่องทางทางการก่อนซื้อ และเลือกรถที่ยังมีประกันตัวแทนจำหน่ายอยู่ดีกว่า เนื่องจากเทคโนโลยีรถพลังงานใหม่พัฒนาเร็วมาก คาดว่ารุ่นต่อจาก i8 น่าจะออกมาในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า แต่ความล้ำสมัยและประสบการณ์การขับขี่ของ i8 รุ่นปัจจุบันยังคงเหนือชั้น โดยเฉพาะการออกแบบน้ำหนักเบาและการควบคุมที่แม่นยำในทางโค้ง ที่สำคัญเวลาซื้อต้องเช็คสภาพแบตเตอรี่ให้ดี เพราะปกติแบตเตอรี่ไฮบริดจะมีอายุการใช้งานประมาณ 8-10 ปี และค่าทดแทนค่อนข้างแพง แนะนำให้ตรวจสอบความจุที่เหลืออยู่กับผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ
  • รถยอดนิยม

  • รุ่นปีรถยนต์

  • เปรียบเทียบรถยนต์

  • รูปภาพรถ

ข้อดี

การออกแบบรถทันสมัยและล้ำสมัย, มีขั้นตอนสามมิติที่สมจริง
การตกแต่งภายในหรูหราและเรียบร้อย, พื้นที่กว้างขวางและสบาย รองเท้ามีรอยสวยงาม, พรมสร้างบรรยากาศที่ดี
การออกแบบพลศาสตร์โดยใช้อากาศยอดเยี่ยม, ทุกส่วนสอดคล้องกับกลศาสตร์ของของไหล
ใช้วัสดุไฟเบอร์คาร์บอนที่มีน้ำหนักเบาและแข็งแกร่ง, รถมีน้ำหนักเบา
มีระบบพลังงานผสม, ม้าแรงขึ้นถึง 374

ข้อเสีย

ไม่เหมาะสำหรับการขับขี่ประจำวัน
พวกเขามีข้อเข้ารถที่ยากยากมากเนื่องจากการออกแบบรถที่ต่ำและที่นั่งที่ลึก
พื้นที่เก็บของน้อย และไม่เหมาะสำหรับการโหลดสินค้าหรือคน
พวกเขามีการบำรุงรักษาที่ยากและต้องการทักษะทางวิชาชีพและอุปกรณ์พิเศษ
พวกเขามีราคาสูง เนื่องจากการออกแบบรถแข่งที่เป็นเอกลักษณ์ ราคาขอบสูงถึงหลายล้าน

Q&A ล่าสุด

Q
คุณจำเป็นต้องเหยียบเบรกเมื่อเปลี่ยนเกียร์จาก D เป็น S หรือไม่?
การเปลี่ยนเกียร์จาก D ไป S ในกรณีปกติไม่จำเป็นต้องกดเบรก เพราะทั้งสองเกียร์เป็นเกียร์หน้า กระบวนการเปลี่ยนเกียร์จะเปลี่ยนเพียงตรรกะการเปลี่ยนเกียร์ของเกียร์อัตโนมัติ (เช่น ทำให้การเปลี่ยนเกียร์ขึ้นช้าลง รักษาความเร็วรอบเครื่องยนต์ให้สูงเพื่อส่งกำลังที่มากขึ้น) ซึ่งจะไม่สร้างแรงกระแทกมากเกินไปต่อระบบส่งกำลังของรถยนต์ หากต้องการกำลังเพิ่มขึ้นขณะขับขี่ (เช่น แซงรถหรือขึ้นเนิน) สามารถเปลี่ยนเกียร์จาก D ไป S ได้โดยตรง แต่เมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูง (เช่น ความเร็วเกิน 80-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ควรปล่อยคันเร่งเพื่อให้ความเร็วรอบเครื่องยนต์ลดลงก่อน หากจำเป็นให้แตะเบรกเบาๆเพื่อลดความเร็วเล็กน้อยก่อนเปลี่ยนเกียร์ เพื่อลดความรู้สึกกระชากจากการเร่งอย่างกะทันหันและเพิ่มความนุ่มนวลในการขับขี่ เกียร์ S เหมาะสำหรับสถานการณ์ที่ต้องการกำลังมาก แต่การใช้เป็นเวลานานจะเพิ่มการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง ส่วนเกียร์ D เหมาะสำหรับการขับขี่ทั่วไปหรือการขับขี่แบบประหยัดน้ำมันเพื่อประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงที่ดีกว่า
Q
"2WD" ย่อมาจาก "Two-Wheel Drive" หมายถึงระบบขับเคลื่อนล้อที่ใช้พลังงานจากเครื่องยนต์ไปยังล้อเพียงสองล้อเท่านั้น โดยทั่วไปจะมีสองลักษณะคือ ขับเคลื่อนล้อหน้า (FWD) และขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD) ระบบ 2WD มักจะใช้ในรถยนต์ทั่วไปที่ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับการขับในสภาพพื้นที่ขรุขระหรือท้าทาย เช่น รถในเมืองหรือรถยนต์นั่งทั่วไป เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาต่ำและประหยัดพลังงานมากกว่าระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ (4WD) หรือขับเคลื่อนทุกล้อ (AWD)
ระบบขับเคลื่อนสองล้อ (2WD) หมายถึงระบบส่งกำลังที่ส่งกำลังจากเครื่องยนต์ไปยังล้อเพียงสองล้อเท่านั้น โดยมีสองประเภทคือ ขับเคลื่อนล้อหน้า (FWD) และขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD) ระบบขับเคลื่อนล้อหน้ามีโครงสร้างที่เรียบง่าย ใช้พื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประหยัดน้ำมัน จึงเหมาะสำหรับรถยนต์ขนาดเล็กและรถยนต์ขนาดกะทัดรัด ส่วนระบบขับเคลื่อนล้อหลังมีความสามารถในการรับน้ำหนักสูงและควบคุมได้ดีเยี่ยม มักใช้ในรถยนต์สมรรถนะสูงหรือรถบรรทุกขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ รถยนต์ 2WD มีค่าบำรุงรักษาต่ำกว่าและเพียงพอสำหรับถนนลาดยางในเมือง ทำให้เป็นระบบขับเคลื่อนที่พบได้ทั่วไปและใช้งานได้จริง ในตลาดไทย รถยนต์ 2WD เป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย ตัวอย่างเช่น ในมาสด้า บีที-50 รุ่นปรับโฉมใหม่ เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 3.0 ลิตร ถูกนำมาใช้ในรุ่น 2WD โดยทุกรุ่นยกเว้นรุ่นท็อปสุดที่เป็นแบบดับเบิ้ลแค็บจะเป็น 2WD นอกจากนี้ รถยนต์มิตซูบิชิ สตราด้า ส่วนใหญ่ก็ใช้ระบบ 2WD เช่น รุ่น GLS 2WD A/T ซึ่งตอบสนองความต้องการในการเดินทางประจำวันและการใช้งานบนทางหลวงทั่วไป แม้ว่ากระแสจะมุ่งไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า แต่รถยนต์ขับเคลื่อนสองล้อ (2WD) ยังคงมีบทบาทสำคัญในรถยนต์เบนซินและรถยนต์ไฮบริดแบบดั้งเดิม ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยในด้านความประหยัดและการใช้งานจริง
Q
ความแตกต่างระหว่าง 4x4 และ 4WD คืออะไร?
4x4 และ 4WD ไม่มีความแตกต่างในลักษณะพื้นฐาน โดยทั้งสองคำนี้หมายถึงระบบขับเคลื่อนสี่ล้อของรถยนต์ นั่นคือล้อหน้าและล้อหลังสามารถรับกำลังขับเคลื่อนได้ โดย 4x4 ใช้สัญลักษณ์ตัวเลข แสดงโดยเลข "4" ก่อน X หมายถึงจำนวนล้อทั้งหมดของรถ และเลข "4" หลัง X หมายถึงจำนวนล้อที่ขับเคลื่อน ส่วน 4WD เป็นคำย่อภาษาอังกฤษของ "Four Wheel Drive" ซึ่งระบุฟังก์ชันขับเคลื่อนสี่ล้อโดยตรง ระบบประเภทนี้สามารถปรับอัตราส่วนการกระจายแรงบิดจากเครื่องยนต์ระหว่างล้อหน้าและล้อหลังตามสภาพพื้นผิวถนน เพื่อเพิ่มความสามารถในการขับผ่านและความมั่นคงของรถในสภาพถนนที่ยากลำบาก เช่น ถนนโคลน ถนนลื่น หรือพื้นทราย เป็นต้น ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อยังสามารถแบ่งย่อยออกเป็น ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อตลอดเวลา (Full-Time 4WD) ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบเลือกได้ (Part-Time 4WD) และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบอัตโนมัติ (On-Demand 4WD) โดยระบบขับเคลื่อนสี่ล้อตลอดเวลาจะรักษาการกระจายกำลังขับเคลื่อนระหว่างล้อหน้าและล้อหลังอย่างต่อเนื่อง โดยทั่วไปมีอัตราส่วนแรงบิดที่ 50:50 ส่วนระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบเลือกได้ต้องให้ผู้ขับเปลี่ยนโหมดระหว่างขับเคลื่อนสองล้อหรือสี่ล้อด้วยตนเอง ขณะที่ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบอัตโนมัติจะตรวจสอบสภาพถนนโดยอัตโนมัติ และจะเปลี่ยนเป็นโหมดขับเคลื่อนสี่ล้อเมื่อล้อขับเคลื่อนเกิดการลื่นไถล รถที่มีสัญลักษณ์ 4x4 หรือ 4WD จะมีแรงยึดเกาะดีกว่ารถขับเคลื่อนสองล้อ เหมาะสำหรับการขับขี่แบบออฟโรด การท่องเที่ยวกลางแจ้ง ฯลฯ แต่จะทำให้รถมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นและสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงมากขึ้นเมื่อเทียบกับรถขับเคลื่อนสองล้อ
Q
มีกี่ประเภทของการขับเคลื่อนรถยนต์?
ตามความแตกต่างของระบบส่งกำลัง รถยนต์สามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก ประเภทแรกคือระบบส่งกำลังแบบกลไก ประกอบด้วยคลัตช์ เกียร์ ระบบส่งกำลังแบบยูนิเวอร์แซล และดริฟท์แอกซ์เซิล มีโครงสร้างแบบคลาสสิกและใช้งานอย่างกว้างขวาง ประเภทที่สองคือระบบส่งกำลังแบบไฮดรอลิก-กลไก ผสมผสานระหว่างตัวแปลงแรงบิดไฮดรอลิกหรือคัปปลิ้งกับเกียร์กล สามารถเริ่มต้นและเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างนุ่มนวล ประเภทที่สามคือระบบส่งกำลังแบบไฮโดรสแตติก ส่งกำลังผ่านปั๊มไฮดรอลิกและมอเตอร์ไฮดรอลิก สามารถควบคุมการส่งกำลังได้อย่างแม่นยำ ประเภทที่สี่คือระบบส่งกำลังแบบไฟฟ้า ใช้เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (หรือใช้พลังงานจากแบตเตอรี่โดยตรง) แล้วส่งกำลังผ่านล้อไฟฟ้า ซึ่งพบได้ทั่วไปในรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ ในตลาดประเทศไทย เมื่อแนวโน้มการใช้พลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้น รถยนต์ระบบส่งกำลังแบบไฟฟ้า (เช่นรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่) และรถยนต์ไฮบริดที่ใช้ระบบส่งกำลังแบบไฮดรอลิก-กลไก กำลังกลายเป็นกระแสหลัก ร่วมกับรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงแบบระบบส่งกำลังกลไกดั้งเดิม ก่อให้เกิดทางเลือกที่หลากหลายในตลาดปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นถึงลักษณะเฉพาะของช่วงเปลี่ยนผ่านจากระบบดั้งเดิมสู่ระบบไฟฟ้าในอุตสาหกรรมยานยนต์ท้องถิ่น
Q
รถ HEV คืออะไร?
HEV เป็นคำย่อของ Hybrid Electric Vehicle ซึ่งหมายถึงรถยนต์ที่ผสานเครื่องยนต์สันดาปภายในแบบดั้งเดิมเข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อสร้างระบบพลังงานคู่ รถยนต์เหล่านี้ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวในช่วงเริ่มต้นและขณะขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ ทำให้การขับขี่เงียบและราบรื่น ในระหว่างการขับขี่ด้วยความเร็วสูงหรือการเร่งความเร็วอย่างรวดเร็ว เครื่องยนต์สันดาปภายในจะเข้ามาทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อจ่ายพลังงาน ในระหว่างการเบรกหรือการปล่อยให้รถไหลไปเอง มอเตอร์ไฟฟ้าจะทำหน้าที่เป็นอุปกรณ์กู้คืนพลังงาน โดยแปลงพลังงานจลน์เป็นพลังงานไฟฟ้าและเก็บไว้ในแบตเตอรี่ แบตเตอรี่ของ HEV ไม่จำเป็นต้องชาร์จจากภายนอก แต่จะได้รับการเติมเต็มผ่านการสร้างพลังงานจากเครื่องยนต์และการกู้คืนพลังงานจลน์ ทำให้หมดกังวลเรื่องระยะทางและต้องการเพียงแค่การเติมน้ำมันเท่านั้น เมื่อเทียบกับเครื่องยนต์สันดาปภายในแบบดั้งเดิม HEV สามารถลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงได้ 20%-30% และลดการปล่อยมลพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพ โครงสร้างของ HEV ประกอบด้วยเครื่องยนต์สันดาปภายใน มอเตอร์ไฟฟ้า ชุดแบตเตอรี่แรงดันสูง และระบบจัดการพลังงานอัจฉริยะที่ปรับการกระจายพลังงานโดยอัตโนมัติตามสภาพการขับขี่ โดยพิจารณาจากอัตราส่วนของพลังงานไฟฟ้าต่อเชื้อเพลิง รถยนต์ไฮบริดสามารถแบ่งออกเป็นประเภทไฮบริดอ่อน ไฮบริดกลาง และไฮบริดสูง ตัวอย่างรุ่นที่โดดเด่น ได้แก่ โตโยต้า โคโรลลา ไฮบริด และฮอนด้า แอคคอร์ด ไฮบริด ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ใช้งานที่ให้ความสำคัญกับความประหยัดน้ำมันและมีข้อจำกัดในการเข้าถึงสถานีชาร์จ
ดูเพิ่มเติม