Q
MG ZS ใช้เครื่องยนต์อะไร?
MG ZS มาพร้อมกับเครื่องยนต์แบบ 1.5L แนตเชอรัลลีแอสพายเรชัน รูปแบบการจ่ายอากาศเป็นแบบแนตเชอรัลลีแอสพายเรชัน มีความจุกระบอกสูบ 1498mL ให้กำลังสูงสุด 114 แรงม้า กำลังสูงสุด 84kW ที่ 6000rpm แรงบิดสูงสุด 150N·m ที่ 4500rpm เครื่องยนต์นี้ให้ความรู้สึกเร่งที่ลื่นไหลและนุ่มนวล เหมาะกับการใช้งานในเมืองเพราะให้กำลังพอดี ไม่ว่าจะเจอสภาพการจราจรติดขัดก็ขับได้อย่างสบายๆ ระบบเกียร์เป็นแบบ CVT ที่ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์เรียบขึ้น เพิ่มความสบายในการขับขี่ นอกจากนี้เครื่องยนต์ยังประหยัดน้ำมันดี อัตราสิ้นเปลืองตามมาตรฐานอยู่ที่ 6.4L/100km ช่วยให้เจ้าของประหยัดค่าใช้จ่ายได้อีกด้วย
ข้อความพิเศษ: เนื้อหานี้โพสต์โดยผู้ใช้ และไม่ได้แสดงถึงมุมมองและจุดยืนของ PCauto
Q&A เกี่ยวข้อง
Q
ข้อเสียของ MG ZS มีอะไรบ้าง?
MG ZS เป็น SUV ขนาดกะทัดรัดที่ขายดีในตลาดไทย แม้จะมีความสมดุลในหลายด้าน แต่ก็มีข้อด้อยบางจุดที่ควรรู้ไว้ เช่น ในสภาพอากาศร้อนของไทย บางผู้ใช้รายงานว่าประสิทธิภาพระบบแอร์อาจไม่แรงพอเมื่อใช้งานหนัก โดยเฉพาะเวลาติดอยู่ในรถนานๆ อาจต้องใช้เวลานานกว่าจะเย็นสบาย ส่วนเครื่องยนต์ 1.5L แบบดูดธรรมดา แม้จะประหยัดน้ำมันแต่เมื่อต้องลากเต็มคันหรือขับขึ้นเขาในพื้นที่ต่างจังหวัดอาจรู้สึกได้ว่ากำลังไม่ค่อยพอ เวลาแซงจึงต้องเผื่อระยะมากขึ้น สำหรับวัสดุภายในรถ แม้จะทนทานแต่ใช้พลาสติกแข็งค่อนข้างเย็น ซึ่งอาจไม่ตอบโจทย์คนที่ชอบความรู้สึกพรีเมียมเท่าไร ต้องบอกว่าคนไทยให้ความสำคัญกับความทนทานและบริการหลังการขายค่อนข้างมาก แนะนำว่าควรไปทดลองขับที่ตัวแทนจำหน่ายจริงๆ โดยเฉพาะระบบแอร์และการออกตัวบนทางชัน เพื่อความชัวร์ และลองเปรียบเทียบกับรุ่นอื่นๆ ในระดับเดียวกันอย่าง Honda HR-V หรือ Toyota Corolla Cross ที่อาจมีจุดเด่นด้านการตั้งเครื่องยนต์หรือประสิทธิภาพแอร์ที่ต่างออกไป แล้วเลือกรถที่ตอบโจทย์การใช้งานในไทยได้ดีที่สุด
Q
MG ZS อยู่ในกลุ่ม Segment ไหน
MG ZS เป็นรุ่นที่อยู่ในระดับ C-Segment ซึ่งโดยทั่วไปก็จัดอยู่ในกลุ่มรถ SUV ขนาดเล็กได้เช่นกัน การแบ่งระดับของรถยนต์จะพิจารณาจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นระยะฐานล้อ ขนาดตัวถัง ระบบแต่งเติม รวมถึงกำลังเครื่อง เป็นต้น สำหรับ MG ZS แล้วมีระยะฐานล้อ 2585 มม. ความยาว 4323 มม. ความกว้าง 1809 มม. และความสูงอยู่ระหว่าง 1628-1653 มม. จากขนาดตัวถังเหล่านี้ก็ถือว่าเข้าข่าย SUV ขนาดเล็กพอดี โดยทั่วไปแล้ว SUV ขนาดเล็กแบบนี้เหมาะกับการใช้งานในเมืองเป็นหลัก เพราะจอดง่าย ขับเคลื่อนคล่องตัว ด้วยตำแหน่งระดับนี้ MG ZS จึงตอบโจทย์การเดินทางในเมืองได้ดี มีพื้นที่ภายในรถที่เพียงพอสำหรับครอบครัวทั่วไปหรือการใช้งานส่วนตัว ทำให้มีผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยที่สนใจรถประเภทนี้ในตลาด
Q
MG ZS ขายต่อได้ราคาเท่าไหร่? หรือ MG ZS ราคาตกไหม?
MG ZS ในตลาดรถมือสองของไทยถือว่ามีอัตราการขายต่อในระดับปานกลางถึงค่อนข้างดี โดยมูลค่าขายต่อจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น อายุการใช้งาน ระยะทาง รุ่นย่อย และประวัติการดูแลรักษารถ โดยทั่วไปแล้ว รถที่มีอายุประมาณ 3 ปี จะมีมูลค่าคงเหลืออยู่ที่ประมาณ 50%-60% ของราคารถใหม่ ซึ่งถือว่าสูงกว่ารถญี่ปุ่นบางรุ่นในระดับเดียวกัน แต่ยังต่ำกว่ายี่ห้อที่มีชื่อเสียงเรื่องการขายต่ออย่าง Toyota
ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อราคาขายต่อของ MG ZS ได้แก่ การที่ผู้บริโภคชาวไทยเริ่มยอมรับแบรนด์ MG มากขึ้น รวมถึงต้นทุนการผลิตที่ต่ำจากการประกอบภายในประเทศ ขณะที่รุ่น ZS EV แบบไฟฟ้าล้วนมีอัตราการลดราคาที่เร็วกว่ารุ่นเบนซิน เนื่องจากเทคโนโลยีแบตเตอรี่เปลี่ยนแปลงค่อนข้างเร็ว
นอกจากนี้ ตลาดรถมือสองในไทยยังให้ความสำคัญกับประวัติการเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการ (4S) และการใช้ชิ้นส่วนแท้จากโรงงาน ดังนั้นผู้ใช้ควรเก็บเอกสารการซ่อมบำรุงให้ครบถ้วน รุ่นไฮบริดและไฟฟ้ามีโอกาสขายต่อได้ราคาดีกว่ารุ่นน้ำมันในบางกรณี จากนโยบายสนับสนุนของภาครัฐ แต่ควรตรวจสอบสุขภาพของแบตเตอรี่ เนื่องจากกลายเป็นปัจจัยใหม่ในการประเมินราคารถมือสองในไทย ปัจจุบันเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายของ MG ขยายตัวอย่างต่อเนื่องในไทย ซึ่งช่วยเพิ่มความมั่นใจในการดูแลรักษารถและส่งผลดีต่อมูลค่าขายต่อโดยรวมอีกด้วย
Q
รถ MG ZS มีกี่ CC?
MG ZS ถือเป็นรถ SUV ขนาดกะทัดรัดที่ได้รับความนิยมในตลาดประเทศไทย โดยในแต่ละรุ่นย่อยจะมีขนาดเครื่องยนต์แตกต่างกันเล็กน้อย รุ่นหลักที่วางจำหน่ายคือเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร แบบไม่มีเทอร์โบ ความจุจริงอยู่ที่ 1,498 ซีซี มาพร้อมเกียร์ธรรมดา 5 สปีด หรือเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด เหมาะกับการขับขี่ในเมืองและใช้งานในชีวิตประจำวัน ด้วยสมรรถนะที่เพียงพอและประหยัดน้ำมันในระดับดี
ในบางรุ่นอาจมีการนำเครื่องยนต์ 1.3 ลิตร เทอร์โบ (ความจุจริง 1,349 ซีซี) เข้ามาจำหน่ายเพิ่มเติม เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการกำลังเครื่องยนต์ที่แรงขึ้น ในขณะที่ยังคงประหยัดเชื้อเพลิง
MG ZS ได้รับการออกแบบให้ผ่านมาตรฐานการปล่อยมลพิษของไทย ซึ่งมีความเข้มงวดมากขึ้นในช่วงหลัง อีกทั้งในสภาพอากาศร้อนของประเทศไทย แนะนำให้เจ้าของรถหมั่นตรวจสอบระบบระบายความร้อนและระดับน้ำมันเครื่องเป็นประจำ เพื่อให้เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว
นอกจากนี้ รถที่มีเครื่องยนต์ความจุ 1.5 ลิตร ยังอยู่ในช่วงอัตราภาษีที่ค่อนข้างประหยัดเมื่อเทียบกับรถที่มีความจุมากกว่านี้ จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ MG ZS มีราคาคุ้มค่าและแข่งขันในตลาดได้ดี สำหรับผู้บริโภคชาวไทยที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและการใช้งานจริง การรู้ขนาดเครื่องยนต์จะช่วยในการประเมินสมรรถนะและต้นทุนการดูแลรักษาในระยะยาว ดังนั้นก่อนตัดสินใจซื้อ แนะนำให้ทดลองขับเพื่อสัมผัสประสบการณ์ขับขี่จริงด้วยตัวเอง
Q
MG ZS มีเกียร์อะไรบ้าง? หรือ MG ZS ใช้เกียร์แบบไหน?
MG ZS มาพร้อมกับเกียร์ CVT ที่ทำงานแบบไร้ขั้น ซึ่งเทคโนโลยีเกียร์แบบนี้ได้รับการพัฒนามาอย่างดีแล้ว มีความน่าเชื่อถือสูง ระบบเปลี่ยนเกียร์ทำงานลื่นไหลจนแทบไม่รู้สึก ทำให้การขับขี่นุ่มนวลตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้เป็นอย่างดี เวลาขับจริงๆก็รู้สึกว่าเกียร์ตอบสนองดี แม้จะเกิดอาการลื่นไปก็ยังควบคุมได้ง่าย ไม่มีอาการปัดท้ายน่ากลัวอย่างที่คิด
ถึงแม้แต่ละรุ่นจะมีความแตกต่างในเรื่องอุปกรณ์เสริมบ้าง แต่ทุกรุ่นล้วนใช้เกียร์ตัวนี้เหมือนกัน ซึ่งช่วยเพิ่มทั้งประสิทธิภาพด้านกำลังและความลื่นไหลในการขับขี่ได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้เกียร์ CVT ยังทำงานประสานกับเครื่องยนต์ได้อย่างลงตัว ระบบเปลี่ยนเกียร์เข้าใจง่าย มีแรงตอบสนองที่ดี ทำให้ผู้ขับรู้สึกสบายมือเวลาขับ และยังช่วยประหยัดน้ำมันได้อีกด้วย เหมาะกับการใช้งานในเมืองเป็นประจำ
Q
ล้อ MG ZS ใช้ PCD เท่าไหร่?
ขนาด PCD (Pitch Circle Diameter) ของล้อ MG ZS คือ 5x114.3 มิลลิเมตร ซึ่งถือว่าเป็นขนาดที่พบได้บ่อยในรถยนต์ที่จำหน่ายในประเทศไทย โดยเฉพาะรถญี่ปุ่นหลายรุ่น เช่น Honda และ Toyota ทำให้ผู้ใช้ MG ZS สามารถเลือกเปลี่ยนหรืออัปเกรดล้อแม็กได้ง่ายขึ้น ด้วยล้อที่มีขนาดตรงกันในท้องตลาด
PCD เป็นค่าที่สำคัญสำหรับการติดตั้งล้อ หากเลือกขนาดไม่ตรง อาจส่งผลให้เกิดการสั่นหรือการสึกหรอของช่วงล่าง ซึ่งอาจส่งผลต่อความปลอดภัยในการขับขี่ โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนและมีฝนตกบ่อยแบบประเทศไทย ที่ต้องใส่ใจเรื่องความทนทานของล้อและยางเป็นพิเศษ
แนะนำให้ผู้ที่ต้องการเปลี่ยนล้อแม็ก เลือกล้อที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน และตรวจสอบความแน่นของน็อตล้อเป็นประจำ หากไม่แน่ใจในสเปกล้อของรถ ควรอ้างอิงจากคู่มือรถหรือสอบถามจากศูนย์บริการ MG ที่ได้รับการแต่งตั้ง เพื่อความมั่นใจในการใช้งานและความปลอดภัยสูงสุดขณะขับขี่
Q
MG ZS รองรับ Apple CarPlay หรือไม่?
MG ZS ในตลาดไทยมีการติดตั้งระบบ Apple CarPlay ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้ iPhone เชื่อมต่อกับระบบในรถได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยสามารถใช้งานฟังก์ชันพื้นฐานอย่างการนำทาง ฟังเพลง หรือโทรศัพท์ผ่านหน้าจอกลางรถได้โดยตรง เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนไทยทั้งการเดินทางในเมืองหรือทริปยาวๆ อีกทั้งในสภาพอากาศที่ร้อนชื้นของไทย ฟีเจอร์นี้ยังช่วยลดความเสี่ยงจากการใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ ทำให้การเดินทางปลอดภัยขึ้น นอกจาก Apple CarPlay แล้ว MG ZS ยังรองรับ Android Auto ด้วย จึงตอบโจทย์ทั้งผู้ใช้สมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการต่างกัน โดยทั่วไปรุ่นที่ขายในไทยจะมาพร้อมหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว ที่มีการออกแบบอินเทอร์เฟซเรียบง่าย ใช้งานลื่นไหล พร้อมฟังก์ชันควบคุมด้วยเสียงที่ช่วยอำนวยความสะดวกขณะขับขี่ อย่างไรก็ตามฟังก์ชันอาจแตกต่างกันไปในแต่ละปีหรือรุ่นย่อย แนะนำให้สอบถามรายละเอียดกับตัวแทนจำหน่ายก่อนตัดสินใจซื้อ ด้วยความที่เทคโนโลยีเชื่อมต่อในรถกำลังพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว Apple CarPlay กำลังกลายเป็นฟีเจอร์มาตรฐานของรถรุ่นใหม่ๆ และอาจมีอัปเดตเพิ่มเติมผ่านระบบ OTA ในอนาคต
Q
MG ZS ใช้ยี่ห้อยางอะไร
ยางที่ติดตั้งมาจากโรงงานสำหรับ MG ZS ในตลาดไทยอาจแตกต่างกันไปตามปีรุ่นและระดับการแต่งเครื่อง ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นแบรนด์ดังระดับโลกอย่าง Continental, Bridgestone หรือ Goodyear ที่ให้ประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนและความทนทานได้ดีในสภาพอากาศร้อนชื้นของไทย สำหรับการเปลี่ยนยางใหม่ นอกจากจะเลือกใช้แบรนด์เดิมแล้ว คนไทยยังนิยมใช้ยางคุณภาพดีอย่าง Michelin หรือ Dunlop ที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับถนนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในเรื่องส่วนผสมยางและร่องดอกยางที่ช่วยระบายน้ำได้ดี แนะนำให้ตรวจสอบลมยางและสภาพดอกยางเป็นประจำ โดยเฉพาะก่อนเข้าฤดูฝนของไทยที่ต้องมั่นใจว่าดอกยางยังเหลือความลึกเพียงพอ ตามกฎหมายไทยกำหนดว่าดอกยางต้องมีความลึกไม่ต่ำกว่า 1.6 มม. หากต้องการเปลี่ยนยางสามารถไปที่ศูนย์บริการทางการของ MG หรือร้านยางมาตรฐาน พวกเขาจะช่วยแนะนำยางที่เหมาะกับการใช้งานและงบประมาณของคุณได้ ไม่ว่าจะเป็นยางที่เน้นความเงียบสบายหรือยางที่เน้นความทนทานเป็นพิเศษ
Q
รถ MG ZS เป็นรถที่ดีหรือไม่? เรียนรู้ข้อดีและข้อเสียที่นี่
MG ZS เป็น SUV ขนาดกะทัดรัดที่ได้รับความนิยมในตลาดไทย ด้วยจุดเด่นที่การออกแบบภายนอกที่ทันสมัย ฟีเจอร์ครบครัน และราคาที่เข้าถึงง่าย เหมาะสมกับการใช้งานในเมืองและครอบครัวไทยเป็นอย่างดี ภายในรถมีพื้นที่กว้างขวาง รวมถึงกระโปรงหลังที่จุของได้เพียงพอต่อความต้องการประจำวัน ระบบขับเคลื่อนที่ใช้เครื่องยนต์ 1.5L แบบธรรมชาติร่วมกับเกียร์ CVT ให้ประหยัดน้ำมัน ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการของคนไทยที่มองหารถประหยัดน้ำมัน นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชั่นอำนวยความสะดวกอย่างหน้าจอสัมผัส 8 นิ้ว และกล้องถอยหลัง เพิ่มความสะดวกสบายในการขับขี่ แต่ข้อเสียคือแรงเครื่องค่อนข้างเรียบเนิบ เหมาะสำหรับการขับขี่ทั่วไปมากกว่าการขับแบบสปอร์ต ส่วนระบบกันเสียงอาจไม่ได้ดีนักเมื่อขับความเร็วสูง แต่เมื่อเทียบกับราคาก็ถือว่ายอมรับได้ MG ZS ยังให้บริการรับประกัน 5 ปีหรือ 150,000 กิโลเมตร ซึ่งเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้บริโภค โดยรวมแล้วหากคุณมีงบจำกัดแต่ต้องการความคุ้มค่า MG ZS ก็เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ สำหรับสภาพอากาศร้อนของไทย แนะนำให้เลือกรุ่นสูงเพื่อระบบแอร์และอุปกรณ์บังแดดที่ทำงานได้ดีขึ้น
Q
MG ZS กว้างกี่เมตร
MG ZS มีความกว้างตัวถังอยู่ที่ 1,809 มิลลิเมตร ซึ่งถือว่าเป็นขนาดที่กำลังดีสำหรับการใช้งานในเมืองไทย ทั้งบนถนนในเมืองและลานจอดรถ ไม่กว้างเกินไปจนขับลำบากในซอยแคบๆ แบบกรุงเทพฯ แต่ก็ยังให้พื้นที่ภายในรถที่สบายๆ พอดีตัว แถมยังนั่งได้ครบ 3 คนที่เบาะหลังแบบไม่เบียดกันเลย สำหรับ SUV ขนาดกะทัดรัดที่ขายดีในไทย อย่าง ZS นี่เค้าออกแบบความกว้างมาเหมาะกับไลฟ์สไตล์คนเอเชียโดยเฉพาะ โดยคิดถึงการใช้รถแบบครอบครัวไทยอยู่แล้ว ที่สำคัญนอกจากตัวเลขความกว้างตัวรถแล้ว เวลาขับจริงต้องระวังระยะกระจกข้างด้วยนะ โดยเฉพาะในสภาพการจราจรที่ค่อนข้างวุ่นวายของไทย ถือว่าเป็นขนาดที่บาลานซ์ได้ดีทั้งเรื่องความมั่นคงบนถนนและประหยัดน้ำมัน แถมยังขับง่ายในชีวิตประจำวัน ทั้งไปทำงานหรือจะขับเที่ยวต่างจังหวัดก็ได้ แม้แต่บนถนนเลียบชายทะเลหรือทางแคบๆ ตามต่างจังหวัดก็ยังไหว ไม่มีสะดุด
รถยอดนิยม
รุ่นปีรถยนต์
เปรียบเทียบรถยนต์
รูปภาพรถ
Q&A ล่าสุด
Q
ความสำคัญของฝาสูบของรถมอเตอร์ไซค์คืออะไร?
หัวกระบอกเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์เป็นหนึ่งในส่วนประกอบหลักของเครื่องยนต์ ความสำคัญของมันส่วนใหญ่แสดงออกในการมีอิทธิพลโดยตรงต่อประสิทธิภาพพลังงาน ประสิทธิภาพเชื้อเพลิงและความทนทาน
หัวกระบอกประกอบด้วยโมดูลต่างๆ เช่น โครงสร้างควบคุมอากาศ ห้องเผาไหม้ ระบบระบายความร้อน ช่องทางไอเสีย และปะเก็นกันรั่ว โดยการควบคุมการแลกเปลี่ยนก๊าซและประสิทธิภาพการเผาไหม้อย่างแม่นยำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการส่งกำลัง
ตัวอย่างเช่น การออกแบบวาล์วสองตัวสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพการไหลเข้าและระบายไอเสีย ซึ่งสามารถเพิ่มกำลังส่งออกได้มากกว่าวาล์วเดี่ยว ในขณะที่การออกแบบที่สัมพันธ์กันระหว่างจำนวนหัวกระบอกและกระบอกสูบ (เช่น ความแตกต่างระหว่างเครื่องยนต์กระบอกเดียวและเครื่องยนต์สี่กระบอก) ก็มีอิทธิพลโดยตรงต่อความสามารถในการปรับตัวของเครื่องยนต์
นอกจากนี้ ระบบระบายความร้อนของหัวกระบอกสามารถจัดการความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันการลดลงของประสิทธิภาพที่เกิดจากการร้อนเกินไป ในขณะที่ระบบหล่อลื่นช่วยลดการเสียดสีของชิ้นส่วนเพื่อยืดอายุการใช้งาน
หากหัวกระบอกเกิดความผิดปกติ (เช่น การรั่วของปะเก็นหรือปรากฏการณ์ลูกสูบชนหัวกระบอก) อาจนำไปสู่การสูญเสียกำลัง การสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น หรือแม้แต่ความเสียหายของเครื่องยนต์
ดังนั้น การตรวจสอบความแน่นหนาของหัวกระบอก ช่องว่างวาล์ว และสภาพน้ำหล่อเย็นจึงเป็นสิ่งสำคัญในการบำรุงรักษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเครื่องยนต์รอบสูงหรือเครื่องยนต์หลายกระบอก
เทคโนโลยีหัวกระบอกยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น การใช้วัสดุน้ำหนักเบาและการออกแบบแบบบูรณาการกำลังเป็นแนวโน้ม เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือให้ดียิ่งขึ้น
Q
เครื่องยนต์ทำจากวัสดุอะไร?
วัสดุหลักในการผลิตเครื่องยนต์ ประกอบด้วย 2 ประเภทหลักคือโลหะและไม่ใช่โลหะ
ในกลุ่มวัสดุโลหะ เหล็กหล่อและอลูมิเนียมคือวัสดุหลัก เหล็กหล่อมักใช้ในชิ้นส่วนต่างๆ เช่น บล็อกกระบอกสูบ ฝาสูบ กระบอกสูบ เป็นต้น ซึ่งมีคุณสมบัติความแข็งแรงสูง ความต้านทานการสึกหรอ และความสามารถดูดซับแรงสั่นสะเทือน สามารถทนต่ออุณหภูมิและความดันสูง แต่มีน้ำหนักมาก
อลูมิเนียมนั้นใช้กันอย่างกว้างขวางในลูกสูบ ฝาสูบ บล็อกกระบอกสูบ เป็นต้น ข้อดีคือน้ำหนักเบาและประสิทธิภาพการระบายความร้อนดี ซึ่งสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดเชื้อเพลิง แต่ความแข็งแรงและความต้านทานการกัดกร่อนด้อยกว่าเหล็กหล่อเล็กน้อย
นอกจากนี้ เพลาข้อเหวี่ยงมักใช้เหล็กกลาคาร์บอนปานกลางหรือเหล็กกล้าผสมทำด้วยการตีขึ้นรูป ก้านสูบทำจากเหล็กกล้าผสมคาร์บอนปานกลางผ่านกระบวนการยิงลูกเหล็กเพื่อเพิ่มความทนทานต่อความล้า แหวนลูกสูบมักใช้เหล็กหล่อคุณภาพสูงหรือเหล็กหล่อผสมและมีการชุบโครเมียมหรือพ่นโมลิบดีนัมบนผิว
วาล์วและเพลาลูกเบี้ยวใช้เหล็กกล้าผสมหรือเหล็กกล้าคาร์บอน
ในด้านวัสดุไม่ใช่โลหะ พลาสติกใช้ในชิ้นส่วนต่างๆ เช่น ท่อน้ำมัน ท่อน้ำ เป็นต้น เพื่อลดน้ำหนักและเพิ่มความต้านทานการกัดกร่อน วัสดุเซรามิกสามารถใช้ในแหวนลูกสูบ ที่นั่งวาล์ว เป็นต้น เพื่อลดการสึกหรอและเพิ่มความสามารถในการอัดแน่น
การเลือกวัสดุสำหรับชิ้นส่วนต่างๆ ขึ้นอยู่กับความต้องการทางหน้าที่ เช่น ชิ้นส่วนที่รับแรงกลสูง จะเน้นวัสดุที่มีความแข็งแรงสูง ชิ้นส่วนที่ต้องการระบายความร้อนดี จะเลือกวัสดุที่มีค่าการนำความร้อนสูง
ด้วยการเลือกใช้วัสดุอย่างเหมาะสม เครื่องยนต์สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมั่นคง
Q
แน่นอน! นี่คือคำแปลภาษาไทย:
ส่วนประกอบของเครื่องยนต์มีอะไรบ้าง?
ชิ้นส่วนหลักของเครื่องยนต์อากาศยาน ได้แก่ ทางเข้าอากาศ พัดลม เครื่องอัดอากาศ ห้องเผาไหม้ กังหัน และท่อไอเสีย ฯลฯ
ทางเข้าอากาศมีหน้าที่นำอากาศปริมาณเพียงพอเข้าสู่ระบบด้วยการสูญเสียการไหลต่ำสุด
พัดลมทำหน้าที่อัดอากาศเบื้องต้นและแบ่งกระแสอากาศไปยังทางไหลภายนอกและภายใน (กระแสอากาศทางไหลภายนอกจะถูกระบายออกโดยตรงเพื่อสร้างแรงขับ)
เครื่องอัดอากาศทำการอัดอากาศเพิ่มเติมผ่านใบพัดเคลื่อนที่/ใบพัดนิ่งหลายชั้น เพื่อเพิ่มความดันและอุณหภูมิของอากาศให้เหมาะสมสำหรับการเผาไหม้
ห้องเผาไหม้ผสมอากาศความดันสูงกับเชื้อเพลิงแล้วเผาไหม้ เพื่อเปลี่ยนเป็นก๊าซร้อนความดันสูง
กังหันใช้พลังงานจากการขยายตัวของก๊าซเพื่อขับเคลื่อนเครื่องอัดอากาศและพัดลม
ท่อไอเสียเร่งการระบายก๊าซเพื่อสร้างแรงขับสุดท้าย
นอกจากนี้ยังมีชิ้นส่วนโครงสร้างอื่นๆ เช่น จานกังหันและจานเครื่องอัดอากาศที่รองรับใบพัด (บางส่วนใช้การออกแบบใบพัดและจานเป็นชิ้นเดียวกันเพื่อลดน้ำหนักและเพิ่มความน่าเชื่อถือ) และโครงสร้างเปลือกที่รับแรง (เช่น เปลือกพัดลม เปลือกห้องเผาไหม้) ฯลฯ
ใบพัดเป็นชิ้นส่วนสำคัญ ใบพัดพัดลม/เครื่องอัดอากาศในส่วนเย็นมักใช้วัสดุไทเทเนียม (น้ำหนักเบา ทนต่อการกัดกร่อน) ส่วนใบพัดกังหันในส่วนร้อนต้องใช้วัสดุผสมทนความร้อนสูง รูปร่างที่ซับซ้อนและกระบวนการผลิตที่ละเอียดแม่นยำของใบพัดส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพและอายุการใช้งานของเครื่องยนต์
Q
วัสดุที่ใช้ในรถยนต์มีอะไรบ้าง?
วัสดุที่ใช้กันทั่วไปในการผลิตรยันต์ครอบคลุมสองหมวดหลักคือวัสดุโลหะและวัสดุไม่ใช่โลหะ
ในด้านวัสดุโลหะ โครงอลูมิเนียมได้รับการใช้อย่างกว้างขวางในส่วนประกอบต่างๆ เช่น โครงรถ แท่นเหยียบขึ้นรถ กรอบสัมภาระบนหลังคา และชิ้นส่วนระบบช่วงล่าง เนื่องจากมีข้อได้เปรียบด้านน้ำหนักเบา โดยเฉพาะในรถยนต์ไฟฟ้าที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังมีเหล็กกล้าแรงสูง โลหะผสมแมกนีเซียม โลหะผสมไทเทเนียม เป็นต้น ที่ใช้ในส่วนประกอบเครื่องยนต์และชิ้นส่วนช่วงล่างที่สำคัญ
วัสดุไม่ใช่โลหะ ได้แก่ พลาสติก (ใช้ในการตกแต่งภายใน พวงมาลัย สวิตช์ ฝาครอบไฟหน้า และกันชน) แก้ว (กระจกหน้าต่างและชิ้นส่วนทางแสง) เซรามิกอุตสาหกรรม (ฉนวนหัวเทียน และวาล์วทนความร้อนสูง) ยาง (ยางรถยนต์ ซีล และท่อ) และหนัง (หุ้มเบาะนั่ง)
ปัจจุบันอุตสาหกรรมยานยนต์มุ่งสู่การลดน้ำหนักและไฟฟ้า การประยุกต์ใช้วัสดุเหล่านี้ได้รับการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการด้านสมรรถนะรถและสิ่งแวดล้อม การแปรรูปวัสดุและงานวิจัยพัฒนาทางเทคโนโลยีก็เป็นแนวทางหลักของการพัฒนาอุตสาหกรรม
Q
"อะไรอยู่ในรถ?" (À-rai yùu nai rót?)
"ในรถมีอะไรบ้าง?" ภาษาอังกฤษแปลว่า "What is in the car?" ในรถโดยทั่วไปประกอบด้วย ส่วนควบคุมและความปลอดภัยในห้องคนขับ เช่น พวงมาลัย แผงหน้าปัด คันเร่ง คันเบรก ที่นั่ง เข็มขัดนิรภัย ส่วนอำนวยความสะดวกสบายในห้องโดยสาร เช่น ที่นั่งหน้า-หลัง พนักพิง ที่วางแขน ช่องเก็บของ ที่วางแก้ว และอุปกรณ์บันเทิงกับระบบปรับสภาพแวดล้อม เช่น เครื่องเสียง ระบบนำทาง ช่องปรับอากาศ พอร์ตชาร์จในรถ รวมถึงอุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัยเช่น ถุงลมนิรภัย ซึ่งทั้งหมดนี้ร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมภายในรถที่สะดวกสบาย ใช้งานได้ดีและปลอดภัย
ดูเพิ่มเติมข่าวที่เกี่ยวข้อง

MG ZS มีราคาตั้งแต่ 599,000 บาท เป็นตัวเลือกประสิทธิภาพค่าใช้จ่ายสูงของผู้บริโภคไม่ซื้อรถไฟฟ้า
Kevin WongMay 15, 2024

2026 MG7เปิดตัวในประเทศจีน,ห้องโดยสารและระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะได้รับการอัปเกรด
สุรเดชJan 7, 2026

MG 5 ขายดีในตลาดไทย โดยรุ่น 1.5L CVT ผ่อนเพียงเดือนละ 6,xxx บาท
พงศธรNov 21, 2025

ตารางผ่อนล่าสุด MG S5 EV เพียง 8,xxx บาทต่องวด
LienNov 12, 2025

รถใหม่ MG4 เปิดตัวในจีนเพียงหนึ่งเดือนมียอดขายถึง 11,790 คัน รถใหม่มีระยะทางวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วนสูงสุดถึง 530 กิโลเมตร
Kevin WongNov 10, 2025
ดูเพิ่มเติม


ข้อดี
ข้อเสีย