Q
ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดใน Mazda CX-5 ปี 2021 คืออะไร?
ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดใน Mazda CX-5 ปี 2021 ที่เจ้าของบางรายรายงาน คือ แบตเตอรี่ 12V หมด ปัญหานี้ร้ายแรงโดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนชื้น ที่การขับขี่ระยะสั้นบ่อยครั้งอาจทำให้แบตเตอรี่ชาร์จไม่เพียงพอ แนะนำให้ตรวจสอบสภาพแบตเตอรี่เป็นประจำและหลีกเลี่ยงการจอดทิ้งไว้นาน นอกจากนี้ ระบบสตาร์ท-หยุดอัตโนมัติอัจฉริยะอาจทำงานบ่อยครั้งในพื้นที่จราจรติดขัดในเมือง ซึ่งอาจทำให้แบตเตอรี่เสื่อมสภาพเร็วขึ้นหากไม่ได้รับการบำรุงรักษาอย่างเหมาะสม เครื่องยนต์ Skyactiv-G ขึ้นชื่อเรื่องอัตราส่วนการอัดสูง จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนหัวเทียนตามกำหนด (แนะนำทุก 40,000 กม.) และใช้น้ำมันเครื่องความหนืดต่ำมาตรฐาน (เช่น OW-20) เพื่อให้การหล่อลื่นเพียงพอในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูง แนะนำให้ขัดเงาสีรถเป็นประจำเมื่อเจอแสงแดดจัด แม้ว่าระบบเกียร์ Skyactiv-G จะทำงานได้อย่างราบรื่น แต่ควรเปลี่ยนไปใช้โหมดแมนนวลเพื่อรักษาระดับความเร็วของเครื่องยนต์เมื่อขึ้นทางลาดชันในพื้นที่ภูเขา ข้อมูลหลังการขายบ่งชี้ว่าชิ้นส่วนยางของใบปัดน้ำฝนมีแนวโน้มที่จะเสื่อมสภาพก่อนกำหนดในช่วงฤดูฝน การเปลี่ยนไปใช้รุ่นที่มีคุณสมบัติป้องกันรังสียูวีที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่อาจเป็นทางเลือกที่ดี โดยรวมแล้ว ปัญหาเหล่านี้สามารถหลีกเลี่ยงได้ด้วยการบำรุงรักษาที่เหมาะสม และการควบคุมและการขับขี่ที่ปลอดภัยของ CX-5 ยังคงยอดเยี่ยมเมื่อเทียบกับรุ่นอื่นๆ ที่คล้ายคลึงกัน
ข้อความพิเศษ: เนื้อหานี้โพสต์โดยผู้ใช้ และไม่ได้แสดงถึงมุมมองและจุดยืนของ PCauto
Q&A เกี่ยวข้อง
Q
ปัญหาเกี่ยวกับเครื่องยนต์ของ Mazda CX-5 ปี 2021 คืออะไร?
ปัญหาของเครื่องยนต์ในรุ่น Mazda CX-5 ปี 2021 ส่วนใหญ่พบในรถบางคันที่เจ้าของรายงานว่ามีการใช้น้ำมันเครื่องผิดปกติ โดยเฉพาะในกรณีของเครื่องยนต์ 2.5L Skyactiv-G ที่อาจมีระดับน้ำมันเครื่องลดลงค่อนข้างเร็ว ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับการออกแบบลูกสูบหรือช่วงการใช้งานแรกของเครื่องยนต์ แนะนำให้เจ้าของรถตรวจสอบระดับน้ำมันเครื่องด้วยก้านวัดเป็นประจำและปฏิบัติตามระยะเวลาบำรุงรักษาที่ผู้ผลิตกำหนดไว้ ควรสังเกตว่าในสภาพอากาศร้อน เครื่องยนต์จะมีอุณหภูมิการทำงานสูงขึ้นซึ่งอาจทำให้การใช้น้ำมันเครื่องมากขึ้นได้ ดังนั้นการใช้น้ำมันเครื่องความหนืดสูง (เช่น 5W-30) หรือเปลี่ยนถ่ายบ่อยขึ้นจะช่วยเพิ่มความมั่นใจได้ เทคโนโลยี Skyactiv ของมาสด้าโดยตัวมันเองมีชื่อเรื่องความมีประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือ ปัญหาแบบนี้บางครั้งก็พบได้ในเครื่องยนต์เทอร์โบของแบรนด์อื่นๆ หากพบความผิดปกติควรรีบไปที่ศูนย์บริการที่ได้รับอนุญาตเพื่อทำการวินิจฉัย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วสามารถแก้ไขได้ด้วยการอัปเดตซอฟต์แวร์หรือเปลี่ยนชิ้นส่วนที่ได้รับการปรับปรุง สำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาซื้อรถมือสอง แนะนำให้ตรวจสอบประวัติการบำรุงรักษาอย่างละเอียด โดยเฉพาะสภาพเครื่องยนต์และประวัติการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง รวมถึงควรทราบว่ามาตรการรับประกันระบบขับเคลื่อน 5 ปีหรือ 150,000 กิโลเมตรจากผู้ผลิตก็สามารถให้ความคุ้มครองได้อย่างเพียงพอ ในชีวิตประจำวันควรหลีกเลี่ยงการขับด้วยความเร็วสูงเป็นเวลานาน พร้อมทั้งทำความสะอาด throttle body และเปลี่ยนไส้กรองอากาศเป็นประจำ จะช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์ได้ดีขึ้น
Q
สิ่งที่แตกต่างระหว่าง Mazda CX-5 รุ่นปี 2021 และ 2022 คืออะไร?
ความแตกต่างหลักระหว่าง Mazda CX-5 รุ่นปี 2021 และ 2022 อยู่ที่ฟีเจอร์ที่ได้รับการอัพเกรดและการปรับแต่งเล็กน้อย แม้จะยังคงใช้เครื่องยนต์เดิม (เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร/2.5 ลิตร แบบไม่มีระบบอัดอากาศ) แต่รุ่นปี 2022 เพิ่มฟีเจอร์ที่ใช้งานได้จริง เช่น ระบบชาร์จไร้สายและพอร์ต USB-C ในรุ่นสเปคสูงบางรุ่น นอกจากนี้ยังปรับปรุงวัสดุฉนวนกันเสียงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้าน NVH (เสียงและการสั่นสะเทือน) และภายนอกมีการออกแบบล้อใหม่และปรับแต่งกระจังหน้าเล็กน้อยเพื่อเพิ่มความสปอร์ต ทั้งสองรุ่นติดตั้งระบบปรับอากาศที่เหมาะสมกับสภาพอากาศเขตร้อน แต่รุ่นปี 2022 ปรับปรุงประสิทธิภาพการทำความเย็นให้ดียิ่งขึ้น ที่สำคัญคือ Mazda ได้ปรับปรุงประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาด้วยเทคโนโลยี Skyactiv ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ใช้งานที่ต้องเผชิญกับสภาพการจราจรติดขัดบ่อยครั้ง ทั้งสองรุ่นรองรับน้ำมันเบนซิน 95 ออกเทน ซึ่งตรงตามมาตรฐานน้ำมันเชื้อเพลิงทั่วไป หากงบประมาณเอื้ออำนวย รุ่นปี 2022 จะมีการอัพเกรดที่สำคัญกว่า แต่รุ่นปี 2021 จะคุ้มค่ากว่าเมื่อมีส่วนลดมากมาย แนะนำให้พิจารณาตัวเลือกต่างๆ โดยคำนึงถึงความต้องการที่แท้จริงของคุณเป็นหลัก
Q
เครื่องยนต์อะไรอยู่ใน Mazda CX-5 ปี 2021?
Mazda CX-5 ปี 2021 นำเสนอเครื่องยนต์เบนซิน SkyActiv สองแบบให้เลือกในตลาดท้องถิ่น ได้แก่ เครื่องยนต์ 4 สูบ 2.0 ลิตร และ 2.5 ลิตร แบบไม่มีระบบอัดอากาศ ให้กำลัง 165 แรงม้า และ 194 แรงม้า ตามลำดับ จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด เครื่องยนต์เหล่านี้ขึ้นชื่อเรื่องการส่งกำลังที่ราบรื่นและประหยัดน้ำมัน ทำให้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการขับขี่ในเมืองที่มีการจราจรติดขัดและการเดินทางไกล ที่สำคัญ เทคโนโลยี SkyActiv สร้างสมดุลระหว่างกำลังและประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันผ่านอัตราส่วนการอัดสูงและการเผาไหม้ที่เหมาะสม ในขณะที่การออกแบบที่น้ำหนักเบาช่วยเพิ่มการตอบสนองในการควบคุม ไม่มีรุ่นดีเซลให้เลือก แต่รุ่นเบนซินก็เพียงพอต่อความต้องการในการขับขี่ประจำวัน และค่าบำรุงรักษาก็ค่อนข้างสมเหตุสมผล ในขณะที่คู่แข่งในระดับเดียวกัน เช่น Honda CR-V หรือ Toyota RAV4 ส่วนใหญ่ใช้เครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จหรือไฮบริด แต่ CX-5 เลือกใช้เครื่องยนต์แบบไม่มีระบบอัดอากาศและการปรับแต่งเกียร์ที่ราบรื่น ทำให้เหมาะสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการประสบการณ์การขับขี่ที่ประณีตกว่าและไวต่ออาการหน่วงของเทอร์โบ ปัจจุบันเครือข่ายบริการหลังการขายของมาสด้าครอบคลุมเมืองใหญ่ๆ หลายแห่ง และมีอะไหล่พร้อมใช้งาน แนะนำให้ใช้น้ำมันเครื่องที่ผู้ผลิตแนะนำเป็นประจำเพื่อรักษาประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องยนต์ให้อยู่ในระดับสูงสุด
Q
CX-5 รุ่น Sport และ Touring ปี 2021 มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง?
รุ่น 2021 CX-5 Sport กับ Touring ต่างกันที่อุปกรณ์และความสะดวกสบายครับ Sport เป็นรุ่นเริ่มต้น มีล้อ 17 นิ้ว เก้าอี้ผ้า แอร์มือปรับ และระบบเสียงพื้นฐาน ส่วน Touring อัพเกรดมาด้วยล้อ 19 นิ้ว เก้าอี้หนัง แอร์อัตโนมัติ 2 โซน หลังคากระจกเปิดไฟฟ้า และระบบเสียง Bose แถมยังมีฟังก์ชันความปลอดภัยเพิ่มเติม เช่น เตือนจุดบอด เตือนรถตัดหลัง ทั้งสองรุ่นใช้เครื่องยนต์ 2.5 ลิตรแบบดูดธรรมดา คู่กับเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด แต่ Touring จะเหนือกว่าในเรื่องระบบช่วยขับขี่และวัสดุภายในครับ สำหรับคนที่ขับทางไกลบ่อยหรือเน้นความสะดวกสบาย Touring น่าจะตอบโจทย์กว่า เช่น แอร์ 2 โซนช่วยให้สบายขึ้นในวันที่อากาศร้อน ส่วนระบบเสียง Bose ก็เพิ่มความบันเทิง แต่ถ้าเน้นงบประมาณและใช้ฟังก์ชันพื้นฐานก็พอ Sport จะคุ้มค่ากว่า แนะนำให้ลองขับเปรียบเทียบโดยเฉพาะเรื่องการรองรับของเบาะและความเงียบภายในรถ เพราะรายละเอียดพวกนี้มีผลต่อความสบายเวลาเจอรถติดหรือขับบนทางด่วนครับ
Q
รถ Mazda CX-5 รุ่นปี 2021 มีระบบตรวจสอบจุดบอดหรือไม่?
Mazda CX-5 รุ่นปี 2021 มาพร้อมกับระบบตรวจจับจุดบอด (BSM) ระบบนี้ใช้เซ็นเซอร์เรดาร์ที่กันชนหลังเพื่อตรวจจับรถยนต์ที่อยู่ด้านข้างและด้านหลัง เมื่อมีรถเข้ามาในจุดบอด ไฟเตือนที่กระจกมองข้างจะสว่างขึ้นเพื่อแจ้งเตือนผู้ขับขี่ หากเปิดไฟเลี้ยวในขณะนั้น จะมีเสียงเตือนดังขึ้น ซึ่งมีประโยชน์อย่างยิ่งในสภาพการจราจรติดขัดในกรุงเทพฯ ที่มีการเปลี่ยนเลนบ่อยครั้ง รุ่นนี้ยังมาพร้อมกับระบบแจ้งเตือนการจราจรตัดข้าม (RCTA) ซึ่งตรวจจับการจราจรตัดข้ามขณะถอยหลัง ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุได้อีกด้วย เทคโนโลยีตรวจจับจุดบอดปรากฏครั้งแรกในรถยนต์หรูในช่วงปี 2000 และปัจจุบันเป็นคุณสมบัติความปลอดภัยมาตรฐานในรถ SUV ทั่วไปหลายรุ่น แต่ละแบรนด์นำไปใช้แตกต่างกันเล็กน้อย ตัวอย่างเช่น บางรุ่นใช้การสั่นของพวงมาลัยหรือเบาะนั่งเพื่อแจ้งเตือนผู้ขับขี่ ในขณะที่มาสด้าใช้การผสมผสานระหว่างวิธีการมองเห็นและเสียง สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือ ความไวของระบบประเภทนี้อาจลดลงในสภาพอากาศที่รุนแรง เช่น ฝนตกหนัก ดังนั้นผู้ขับขี่ควรฝึกนิสัยหันศีรษะเพื่อตรวจสอบจุดบอดอยู่เสมอ คุณสมบัติที่คล้ายกันนี้มีอยู่ในรุ่นเทียบเคียง เช่น Honda CR-V และ Toyota RAV4 แต่ลักษณะการเตือนและตรรกะการทำงานอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับการปรับแต่งของแต่ละยี่ห้อ
Q
2021 Mazda CX-5 Touring มีซันรูฟไหม?
รุ่น Mazda CX-5 Touring ปี 2021 ในบางสเปกอาจมีหลังคาแบบซันรูฟ (sunroof) ให้เลือก แต่ต้องตรวจสอบกับรายการอุปกรณ์จริงของรถอีกที เพราะแต่ละประเทศอาจมีสเปกแตกต่างกัน แนะนำให้ถามตัวแทนจำหน่ายในพื้นที่เพื่อดูข้อมูลสเปกของรถคันนั้นๆ ซันรูฟไม่เพียงแต่ช่วยให้แสงสว่างเข้ามาในรถมากขึ้น แต่ยังช่วยระบายความร้อนในสภาพอากาศร้อนเมื่อใช้ร่วมกับแอร์ได้ดี แต่อย่าลืมดูแลรางและยางกันน้ำให้ดีเพื่อป้องกันปัญหาน้ำรั่วในช่วงฤดูฝน รุ่นคู่แข่งอย่าง Honda CR-V หรือ Toyota RAV4 ก็มีซันรูฟให้เลือกเหมือนกัน เวลาเลือกซื้อลองเปรียบเทียบรายละเอียดเช่นแบบเปิดปิด (แบบพาโนรามาหรือแบบธรรมดา) และวัสดุม่านบังแดด ถ้าอยู่ในพื้นที่ที่ฝนตกบ่อย ควรตรวจสอบท่อระบายน้ำของซันรูฟให้โล่ง ไม่ให้ใบไม้อุดตันจนน้ำขังเวลาจอดรถทิ้งไว้นานๆ
Q
รถ Mazda CX-5 ปี 2021 เป็นรถที่ดีไหม?
มาสด้า CX-5 รุ่นปี 2021 เป็น SUV ที่ตอบโจทย์การใช้งานรอบด้าน มาพร้อมเครื่องยนต์ 2.0L และ 2.5L แบบธรรมชาติที่ให้กำลังส่งออกอย่างนุ่มลื่น คู่กับเกียร์ออโต้ 6 สปีดที่ขับเคลื่อนได้ลื่นไหลและประหยัดน้ำมัน เหมาะทั้งขับขี่ในเมืองและเดินทางไกล แถมยังมีเครือข่ายบริการหลังการขายทั่วถึง ทำให้การซ่อมบำรุงสะดวกไม่ต้องกังวล ด้านภายในตกแต่งด้วยวัสดุคุณภาพดีและการออกแบบมินิมอล ดูพรีเมียมกว่าแข่งญี่ปุ่นด้วยกัน พร้อมระบบความปลอดภัยครบครัน เช่น เตือนจุดบอด รักษาระยะเลน ช่วยเพิ่มความมั่นใจเวลาขับขี่ ส่วนพื้นที่ด้านหลังอาจไม่กว้างมากแต่ก็เพียงพอต่อการใช้งาน ส่วนท้ายรถจุของใช้ในชีวิตประจำวันได้สบายๆ ที่เด่นคือการควบคุมการขับขี่ที่เหนือชั้น คุ้มค่ากว่าเพื่อนร่วมรุ่นด้วยระบบ GVC ที่ช่วยเพิ่มความมั่นคงในการเข้าโค้ง โดยเฉพาะเส้นทางภูเขา ถ้าคิดจะซื้อมือสองก็ถือว่าค่าตัวยังอยู่ระดับดี แต่ควรตรวจสอบประวัติการดูแลรักษาเครื่องยนต์ Skyactiv ให้ดี ส่วนจุดแข็งเมื่อเทียบกับรถราคาใกล้เคียงคือความรู้สึกขณะขับและดีไซน์สวยหรู แต่ถ้าอยากได้พื้นที่กว้างขวางกว่าอาจต้องมองหาตัวเลือกอื่นอย่าง Honda CR-V
Q
รถ Mazda CX-5 ปี 2021 มี WiFi หรือไม่?
Mazda CX-5 ปี 2021 มีฟังก์ชั่นฮอตสปอต Wi-Fi ในตัวสำหรับรุ่นสเปคสูงบางรุ่น โดยใช้โมดูล 4G LTE ในตัว ทำให้สามารถใช้งานเครือข่ายร่วมกับอุปกรณ์มือถือหลายเครื่องได้ ฟังก์ชั่นนี้ช่วยให้ผู้โดยสารสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้อย่างสะดวกสบายระหว่างการเดินทางไกลหรือการใช้งานประจำวัน สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าการกำหนดค่าอาจแตกต่างกันไปในแต่ละรุ่น ขอแนะนำให้ตรวจสอบรายการการกำหนดค่าของรุ่นเฉพาะกับตัวแทนจำหน่ายก่อนซื้อ โดยปกติแล้ว Wi-Fi ในรถยนต์ต้องใช้ซิมการ์ดหรือแพ็กเกจข้อมูลจากผู้ให้บริการ ผู้ให้บริการรายใหญ่ในท้องถิ่น เช่น AIS, TrueMove H และ Dtac มีแพ็กเกจข้อมูลที่เหมาะสมสำหรับการใช้งานในรถยนต์ ฟังก์ชั่นที่คล้ายกันนี้กำลังปรากฏในรถ SUV ในระดับเดียวกันมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น Honda CR-V และ Toyota RAV4 บางรุ่น แต่มีวิธีการใช้งานที่แตกต่างกันเล็กน้อย บางยี่ห้อใช้เทคโนโลยี eSIM เพื่อไม่ต้องใช้ซิมการ์ดจริง เมื่อใช้ฟังก์ชั่นนี้ โปรดระวังการใช้ข้อมูล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเล่นวิดีโอความละเอียดสูงหรือใช้ระบบนำทางออนไลน์ เนื่องจากสิ่งเหล่านี้ใช้ข้อมูลอย่างรวดเร็ว ขอแนะนำให้เลือกแพ็กเกจที่เหมาะสมกับความต้องการใช้งานจริงของคุณ หากคุณต้องการใช้อินเทอร์เน็ตในรถบ่อยๆ คุณอาจพิจารณาอุปกรณ์ Wi-Fi แบบพกพาเป็นทางเลือกสำรอง อุปกรณ์เหล่านี้หาซื้อได้ง่ายตามร้านขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป
Q
2021 Mazda CX-5 มีระบบนำทางหรือไม่?
รถยนต์ Mazda CX-5 รุ่นปี 2021 บางรุ่นที่มีสเปคสูงกว่า จะมาพร้อมระบบนำทางที่ติดตั้งมาจากโรงงาน ตัวอย่างเช่น รุ่นที่มีหน้าจอสัมผัสขนาด 10.25 นิ้ว จะผสานรวมระบบสาระบันเทิง Mazda Connect ซึ่งรวมถึงระบบนำทางด้วย อย่างไรก็ตาม รุ่นเริ่มต้นอาจต้องซื้อเป็นอุปกรณ์เสริมหรือติดตั้งเพิ่มเติมภายหลัง ในตลาดท้องถิ่น ระบบนำทางจากโรงงานมักรองรับอินเทอร์เฟซภาษาไทยและข้อมูลแผนที่ท้องถิ่น เจ้าของรถหลายคนยังเลือกใช้ Apple CarPlay หรือ Android Auto เพื่อเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนกับแอปนำทางเพื่อรับข้อมูลการจราจรแบบเรียลไทม์มากขึ้น ที่สำคัญคือ แม้ไม่มีระบบนำทางจากโรงงาน รถยนต์ CX-5 ทุกรุ่นก็มาพร้อมกล้องมองหลังและระบบเชื่อมต่อบลูทูธ ซึ่งสะดวกเพียงพอสำหรับการใช้งานประจำวัน หากพิจารณาซื้อ CX-5 มือสอง ควรตรวจสอบว่าแผนที่นำทางได้รับการอัปเดตเป็นเวอร์ชันล่าสุดหรือไม่ เนื่องจากบางรุ่นเก่าอาจต้องเสียค่าใช้จ่ายในการอัปเกรดข้อมูลแผนที่ เมื่อเทียบกับรุ่นอื่นๆ ในระดับเดียวกัน CX-5 มีการควบคุมและการตกแต่งภายในที่เหนือกว่า แต่พื้นที่ภายในอยู่ในระดับปานกลาง ทำให้เหมาะสำหรับผู้ใช้ในเมืองที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์การขับขี่ที่ดี
Q
รถ Mazda CX-5 ปี 2021 มีแอปหรือไม่?
Mazda CX-5 รุ่นปี 2021 มาพร้อมกับแอปพลิเคชันอย่างเป็นทางการชื่อ "My Mazda" ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถตรวจสอบสถานะรถจากระยะไกล (เช่น ระดับน้ำมันเชื้อเพลิงและสถานะการล็อกประตู) วางแผนเส้นทางการนำทางไปยังจุดหมายปลายทางที่กำหนดไว้ล่วงหน้า และแม้กระทั่งสตาร์ทเครื่องยนต์หรือเปิดเครื่องปรับอากาศจากระยะไกลในบางรุ่นที่รองรับ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่มีประโยชน์อย่างยิ่งในสภาพอากาศร้อน สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือ ฟังก์ชันการทำงานของแอปอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับการกำหนดค่าเฉพาะ ตัวอย่างเช่น รุ่นที่มีสเปคต่ำกว่าบางรุ่นอาจรองรับเฉพาะการสอบถามข้อมูลพื้นฐานเท่านั้น แอปนี้จำเป็นต้องจับคู่กับตัวแทนจำหน่ายในพื้นที่เพื่อทำการลงทะเบียนรถให้เสร็จสมบูรณ์ ดังนั้นขอแนะนำให้ตรวจสอบความเข้ากันได้ของระบบโทรศัพท์ของคุณ (iOS/Android) ก่อนดาวน์โหลด คุณสมบัติการเชื่อมต่อรถยนต์ที่คล้ายกันนี้เป็นเรื่องปกติในปัจจุบัน โดยหลายแบรนด์เช่น Toyota และ Honda เสนอบริการควบคุมระยะไกล อย่างไรก็ตาม ตรรกะการทำงานและนโยบายการสมัครสมาชิกจะแตกต่างกันเล็กน้อย ขอแนะนำให้ปรึกษากับที่ปรึกษาการขายเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการใช้งานระยะยาวเมื่อซื้อ หากเกิดปัญหาการเชื่อมต่อ การอัปเดตแอปหรือการรีสตาร์ทระบบสาระบันเทิงมักจะแก้ไขปัญหาได้
รถยอดนิยม
รุ่นปีรถยนต์
เปรียบเทียบรถยนต์
รูปภาพรถ
Q&A ล่าสุด
Q
"จานเบรก (Brake Disc) คืออะไร?"
จานเบรก (หรือที่รู้จักกันในชื่อผ้าเบรกหรือจานเบรก) เป็นส่วนประกอบหลักของระบบเบรกในรถยนต์ โดยทั่วไปแล้วจะเป็นโครงสร้างโลหะรูปทรงกลมที่หมุนไปพร้อมกับล้อ หน้าที่หลักของมันคือการแปลงพลังงานจลน์ของรถให้เป็นพลังงานความร้อนผ่านแรงเสียดทานกับผ้าเบรกที่ยึดไว้ด้วยคาลิเปอร์เบรก ทำให้เกิดการลดความเร็วหรือหยุดรถ โครงสร้างของจานเบรกแบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก ได้แก่ จานเบรกแบบทึบและจานเบรกแบบระบายอากาศ จานเบรกแบบทึบมีราคาถูกกว่าและเหมาะสำหรับการขับขี่ทั่วไป จานเบรกแบบระบายอากาศช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายความร้อนด้วยครีบระบายความร้อนภายในหรือรูพรุนบนพื้นผิว ทำให้เหมาะสำหรับรถยนต์สมรรถนะสูงหรือสถานการณ์ที่ต้องเบรกบ่อยๆ ในแง่ของวัสดุ เหล็กหล่อสีเทาหรือเหล็กหล่ออัลลอยด์เป็นตัวเลือกหลักที่ให้ความสมดุลระหว่างความทนทานต่อการสึกหรอและความทนทานต่อความร้อน รถยนต์ระดับสูงอาจติดตั้งจานเบรกเซรามิก ซึ่งมีข้อดีในด้านการออกแบบที่เบาและทนทานต่อความร้อน แต่มีราคาแพงกว่า จานเบรกต้องทนต่อแรงเสียดทานมหาศาลที่เกิดขึ้นระหว่างการเบรก (แรงบิดในการเบรกในรถยนต์นั่งส่วนบุคคลอาจสูงถึง 2000-3500 นิวตันเมตร) และอุณหภูมิสูง (อุณหภูมิพื้นผิวอาจสูงถึง 600 องศาเซลเซียส) ดังนั้น ประสิทธิภาพของจานเบรกจึงส่งผลโดยตรงต่อเสถียรภาพและความปลอดภัยในการเบรก ตัวอย่างเช่น จานเบรกแบบระบายอากาศสามารถลดอุณหภูมิจาก 600 องศาเซลเซียสเหลือ 200 องศาเซลเซียสได้ในเวลาอันสั้น ช่วยลดความเสี่ยงของอาการเบรกเฟดจากความร้อนได้อย่างมาก นอกจากนี้ ระบบความปลอดภัยอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ เช่น ABS และ EBD อาศัยการหมุนของจานเบรกเพื่อการควบคุมที่แม่นยำ จึงแนะนำให้เลือกใช้จานเบรกแบบระบายอากาศ (เส้นผ่านศูนย์กลางล้อหน้าไม่ควรน้อยกว่า 280 มิลลิเมตร) และระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่เหมาะสมเมื่อเลือกซื้อรถยนต์ และควรตรวจสอบสภาพการสึกหรออย่างสม่ำเสมอเพื่อให้มั่นใจในประสิทธิภาพการเบรก
Q
ฉันเหยียบเบรกแล้วมีเสียงดังครูดๆ มันอันตรายไหม?
เสียงผิดปกติขณะเบรกจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบตามสถานการณ์เฉพาะ สาเหตุทั่วไป ได้แก่: เสียงดังแหลมสั้นๆ ในช่วงแรกของการใช้งานรถใหม่หรือการเปลี่ยนจานเบรกและผ้าเบรกใหม่เป็นเรื่องปกติและจะค่อยๆ หายไปหลังจากใช้งานไป 500-1000 กิโลเมตร; หากจานเบรกเป็นสนิมหลังจากสภาพอากาศชื้นหรือจอดรถเป็นเวลานาน การเบรกครั้งแรกอาจมีเสียงเสียดสีโลหะ ซึ่งจะหายไปหลังจากเบรกซ้ำๆ; เสียง "ปัง" และการเด้งของแป้นเบรกเมื่อระบบ ABS เริ่มทำงานเป็นลักษณะปกติของระบบเบรกป้องกันล้อล็อก อย่างไรก็ตาม หากเสียงดังต่อเนื่องและแรงเบรกลดลง อาจบ่งชี้ว่าผ้าเบรกสึกหรอจนถึงขีดจำกัด (ความหนาน้อยกว่า 3 มม.) ทำให้ไฟเตือนติดขึ้น และต้องเปลี่ยนจานเบรกทันที มิฉะนั้นอาจทำให้ระยะเบรกเพิ่มขึ้นหรือเบรกเสียได้ นอกจากนี้ การหล่อลื่นคาลิเปอร์ไม่เพียงพอ การเสียรูปของจานเบรก หรือสิ่งแปลกปลอม เช่น ทรายและกรวด ก็อาจทำให้เกิดเสียงผิดปกติได้เช่นกัน แนะนำให้ตรวจสอบระบบเบรกทุกๆ 20,000 กิโลเมตร และเมื่อเปลี่ยนผ้าเบรก ควรเลือกใช้ชิ้นส่วนจากผู้ผลิตอุปกรณ์ดั้งเดิม (OEM) เป็นหลัก ผ้าเบรกคุณภาพต่ำ (ราคาต่ำกว่า 800 บาท/คู่) อาจทำให้จานเบรกเสียหายได้เนื่องจากมีปริมาณโลหะมากเกินไป การหลีกเลี่ยงการเบรกและหยุดรถกะทันหันในระหว่างการขับขี่ประจำวันจะช่วยยืดอายุการใช้งานของระบบเบรกได้ หากมีเสียงผิดปกติร่วมกับแป้นเบรกนิ่ม หรือรถดึงไปด้านใดด้านหนึ่ง ควรนำรถไปที่อู่ซ่อมรถมืออาชีพเพื่อตรวจสอบระบบไฮดรอลิกทันที
Q
แบรนด์ไหนของผ้าเบรกหน้าถึงจะดี?
ในตลาดไทย TEXTAR (ทาเมนตัน) และ XinYi (ซินอี้) เป็นยี่ห้อแผ่นเบรคหน้าที่น่าแนะนำ
ทาเมนตันในฐานะยี่ห้อเยอรมันมีประวัติศาสตร์กว่า 100 ปี ผลิตภัณฑ์มีชื่อเสียงในด้านความสะดวกสบายและประสิทธิภาพสิ่งแวดล้อม สามารถติดตั้งกับรถยนต์หลายรุ่นหลักได้ เช่น คาเดลลาคที6 (Cadillac CT6) รถหลุยรูเวอร์ (Land Rover Range Rover) ซีรีส์ แม่เบนซีอีคลาส (Mercedes-Benz E-Class) เป็นต้น การเบรคมีลักษณะเชิงเส้นและฝุ่นน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหมาะสำหรับผู้ใช้ที่ให้ความสำคัญกับความเงียบในการขับขี่
ยี่ห้อซินอี้เน้นที่อัตราส่วนคุณภาพต่อราคาที่ดี แผ่นเบรคหลังแบบดรัมเบรค (drum brake) มีการใช้งานที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพกับรถเชิงพาณิชย์หลายรุ่น เช่น นันจิงอีวีโค (Nanjing Iveco) เป็นต้น ความทนทานได้รับการยืนยันจากตลาด
ในการเลือกซื้อควรระมัดระวังว่า แผ่นเบรคทาเมนตันใช้วัสดุเสียดทานระดับสูง ราคาตลาดเริ่มต้นที่ประมาณ 549.9 บาทไทย (รวมส่วนลด) ในขณะที่ผลิตภัณฑ์ซินอี้เหมาะสำหรับผู้บริโภคที่มีงบประมาณจำกัด
แนะนำให้เลือกตามรุ่นรถ การนิสัยขับขี่ (เช่น ขับขี่ในเมืองบ่อยครั้งหรือขับขี่บนทางหลวง) และงบประมาณอย่างครอบคลุม และควรซื้อผ่านช่องทางที่ถูกต้องเพื่อให้แน่ใจในด้านความเข้ากันได้และความปลอดภัย
Q
“B Quick เจียรจานเบรกหรือไม่?”
B Quick ในฐานะผู้ให้บริการรถยนต์มืออาชีพ มีบริการกลึงจานเบรค (แผ่นเบรค) ด้วยเครื่องกลึง แต่ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมและความปลอดภัย
จานเบรคเป็นชิ้นส่วนความปลอดภัยที่สำคัญ การซ่อมแซมต้องปฏิบัติตามมาตรฐานทางเทคนิคอย่างเคร่งครัด โดยปกติจะทำการกลึงเฉพาะในกรณีที่สึกหรอเล็กน้อยหรือมีร่องบนพื้นผิวเพื่อคืนสภาพความเรียบ และความหนาหลังกลึงต้องเป็นไปตามมาตรฐานของโรงงาน (รถส่วนใหญ่กำหนดให้ความหนาที่เหลือไม่น้อยกว่า 22 มิลลิเมตร)
หากจานเบรคมีรอยร้าว บิดตัวจากความร้อนอย่างรุนแรง หรือความหนาต่ำกว่าค่ามาตรฐานความปลอดภัย จำเป็นต้องเปลี่ยนจานใหม่ โดยปริมาณการกลึงในแต่ละด้านโดยทั่วไปไม่ควรเกิน 1.5 มิลลิเมตร
แนะนำให้เจ้าของรถเลือกใช้ชิ้นส่วนทดแทนที่ได้รับการรับรองจากโรงงานก่อน (เช่น แบรนด์ DBA ที่นิยมใช้ในรถยนต์ญี่ปุ่น ราคาประมาณ 1,500-4,000 บาทต่อคู่) เนื่องจากประสิทธิภาพการระบายความร้อนและความทนทานต่อการล้าของจานเบรคหลังซ่อมจะลดลงประมาณ 15-20% ซึ่งอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพการเบรคในระยะทางไกล
สำหรับจานเบรคแบบมีร่อง/เจาะรูในรถสมรรถนะสูง เนื่องจากโครงสร้างที่ซับซ้อนกว่า มักไม่สามารถซ่อมแซมได้
ทุกครั้งที่ทำการบำรุงรักษาระบบเบรค ควรตรวจสอบปริมาณความชื้นในน้ำมันเบรค (หากเกิน 3% ต้องเปลี่ยนใหม่) และสภาพของกระบอกเบรคร่วมไปด้วย เพื่อให้มั่นใจในความน่าเชื่อถือของระบบโดยรวม
Q
ควรเปลี่ยนผ้าเบรกเมื่อครบกี่กิโลเมตร?
ระยะเวลาการเปลี่ยนผ้าเบรกขึ้นอยู่กับรุ่นรถ พฤติกรรมการขับขี่ และสภาพถนน สำหรับรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์เบนซิน โดยทั่วไปแล้วผ้าเบรกหน้าจะต้องเปลี่ยนทุกๆ 30,000-50,000 กิโลเมตร ในสภาพการจราจรติดขัดในเมือง อาจลดลงเหลือ 20,000-30,000 กิโลเมตร ในขณะที่การขับขี่บนทางหลวงอาจยืดระยะเวลาได้ถึง 50,000-60,000 กิโลเมตร ผ้าเบรกหลังโดยทั่วไปมีอายุการใช้งาน 60,000-100,000 กิโลเมตร เนื่องจากรับแรงกดน้อยกว่า แต่สำหรับรถยนต์ที่มีระบบเบรกมือไฟฟ้า แนะนำให้ลดระยะเวลาการเปลี่ยนผ้าเบรกเหลือ 50,000-60,000 กิโลเมตร รถยนต์พลังงานใหม่ที่ใช้ระบบการกู้คืนพลังงานจลน์ สามารถยืดอายุการใช้งานของผ้าเบรกหน้าได้ถึง 80,000-120,000 กิโลเมตร ในขณะที่ผ้าเบรกหลังมีอายุการใช้งานใกล้เคียงกับรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์เบนซิน ควรเปลี่ยนผ้าเบรกทันทีเมื่อความหนา ≤3 มม. (ประมาณความหนาของขอบเหรียญ) เมื่อมีเสียงเสียดสีโลหะ ระยะเบรกยาวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หรือเมื่อไฟเตือนบนแผงหน้าปัดสว่างขึ้น การขับขี่ในพื้นที่ภูเขา การเบรกอย่างแรงบ่อยครั้ง หรือการบรรทุกหนักจะทำให้ผ้าเบรกสึกหรอเร็วขึ้น จึงควรตรวจสอบก่อนกำหนดที่ 20,000-30,000 กิโลเมตร การตรวจสอบความหนาอย่างสม่ำเสมอ การเลือกใช้วัสดุเซรามิกหรือกึ่งโลหะ และการหลีกเลี่ยงการเบรกอย่างแรงจะช่วยยืดอายุการใช้งานได้ หลังจากเปลี่ยนแล้ว จำเป็นต้องใช้งานให้ครบ 200 กิโลเมตรเพื่อให้ประสิทธิภาพการเบรกคงที่
ดูเพิ่มเติมข่าวที่เกี่ยวข้อง

Mazda CX-5มียอดขายรวมถึง 5 ล้านคัน รุ่นถัดไปจะใช้ระบบไฮบริด
LienJan 30, 2026

Mazdaเปิดตัวทีเซอร์ CX-5 เจเนอเรชันใหม่ รถรุ่นใหม่นี้จะเปิดตัวทั่วโลกในวันที่ 10 กรกฎาคม
ณัฐวุฒิJul 3, 2025

Mazda CX-5 ใหม่ คาดมาพร้อมเครื่องยนต์ Skyactiv-Z และภายในโฉมใหม่
ณัฐวุฒิJun 24, 2025

Mazda CX-5 นำเสนอใน Motor Expo 2024 ในประเทศไทย, รุ่นใหม่อาจจะเปิดตัวในงาน Tokyo Auto Show ในปีหน้า
สุรเดชDec 4, 2024

Mazda CX-5 รุ่นที่สามจะเดบิวต์ในปี 2025! มีการใช้เทคโนโลยีไฮบริดที่พัฒนาด้วยตนเอง
ธนวัฒน์Nov 25, 2024
ดูเพิ่มเติม


ข้อดี
ข้อเสีย