รีวิว 2021 Nissan GT-R Premium Luxury





ตลาดรถสปอร์ตของประเทศไทยในปี 2021 ยังคงเป็นสวรรค์สำหรับคนรักความเร็ว รถสปอร์ตที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 3.8L V6 เทอร์โบคู่ ยังคงครองตำแหน่งสำคัญในตลาดย่อย และ Nissan GT-R Premium Luxury ก็คือหนึ่งในตัวเลือกที่โดดเด่นในกลุ่มนี้ ซึ่งรวมเอาสมญานาม "เทพเจ้า" และความหรูหราเข้าไว้ด้วยกัน เป้าหมายหลักสำหรับการทดสอบขับขี่ครั้งนี้ คือการตรวจสอบว่ารถรุ่นนี้ยังคงความโดดเด่นด้านสมรรถนะดั้งเดิมไว้ได้หรือไม่ พร้อมทั้งการเพิ่มฟีเจอร์หรูหรานั้นสามารถทำให้การใช้งานในชีวิตประจำวันสะดวกสบายขึ้นจริงหรือไม่ ทั้งยังตรวจสอบความสามารถในแข่งขันของระบบขับเคลื่อนคลาสสิกที่ติดตั้งมาในตลาดปัจจุบัน
เมื่อมองจากระยะไกล รูปร่างโดยรวมของ 2021 GT-R Premium Luxury ยังคงเน้นลายเส้นล่ำสันที่คุ้นตา ความยาว 4710 มม. และความกว้าง 1895 มม. รูปทรงตัวถังกว้างทำให้รถดูทรงพลังตั้งแต่มองครั้งแรก กระจังหน้าทรง V-motion ยังมีขนาดเท่าเดิม แต่ตกแต่งด้วยลวดลายรังผึ้งสีดำเงา พร้อมไฟหน้า LED ที่คมชัด สร้างเอกลักษณ์ที่โดดเด่น เส้นบนฝากระโปรงสองเส้นที่ยกขึ้นด้านบนจากแนวเสา A ไปจนถึงกระจังหน้า ช่วยเพิ่มความดุดันตามสไตล์รถสปอร์ต เส้นข้างตัวถังทอดยาวจากซุ้มล้อหน้าไปจนถึงท้ายรถ ล้ออัลลอยด์หลายก้านขนาด 20 นิ้ว (พื้นผิวสีเงินพิเศษ) พร้อมคาลิเปอร์เบรกสีแดง ย้ำถึงตัวตนความเป็นรถสมรรถนะสูง ช่องกำบังลมด้านล่างประตูใช้สีเดียวกับตัวถัง ไม่ได้ออกแบบให้ดุดันเหมือนเวอร์ชันสนามแข่ง แต่เข้ากับธีม "Premium Luxury" มากกว่า ส่วนท้ายรถออกแบบช่องไอเสียคู่สองชุดแบบคลาสสิก กลุ่มไฟท้าย LED มีการปรับแต่งด้วยการรมดำ เมื่อเปิดไฟจะเห็นแถบแสงวงกลมที่เป็นเอกลักษณ์ สปอยเลอร์หลังขนาดเล็กรวมกับดิฟฟิวเซอร์ด้านล่าง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์อากาศพลศาสตร์ที่ดีโดยไม่ดูโอเวอร์จนเกินไป
เมื่อเปิดประตู ความเปลี่ยนแปลงภายในห้องโดยสารสามารถสังเกตได้ชัดเจนยิ่งกว่าภายนอก ห้องโดยสารทั้งห้องถูกหุ้มด้วยหนัง Nappa สีดำ เบาะนั่ง พวงมาลัย และด้านในของแผงประตูถูกตัดเย็บด้วยด้ายสีแดง เพิ่มความหรูหราอย่างชัดเจน หน้าจอสัมผัส LCD ขนาด 8 นิ้วที่อยู่ตรงกลาง แม้ขนาดไม่ใหญ่ แต่ก็ลื่นไหลและรองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto ซึ่งถือเป็นการอัปเกรดที่ใช้งานได้สะดวกกว่ารุ่นก่อน ใต้หน้าจอยังคงมีปุ่มกดจริงที่ช่วยให้สามารถปรับระบบแอร์หรือลำโพงได้สะดวกขณะขับขี่ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบสามก้านหุ้มด้วยหนัง ให้ความรู้สึกจับที่แน่นมือ ปุ่มด้านซ้ายควบคุมระบบควบคุมความเร็ว ส่วนด้านขวาสำหรับปรับมัลติมีเดีย แผงหน้าปัดยังคงใช้เข็มแสดงแบบดั้งเดิมควบคู่จอกลาง LCD ขนาด 7 นิ้ว โดยมีมาตรวัดรอบเครื่องยนต์อยู่ในตำแหน่งหลักเพื่อแสดงข้อมูลความเร็ว แรงดันเทอร์โบ อุณหภูมิของน้ำมันเครื่องอย่างชัดเจน ในด้านอุปกรณ์เสริม เบาะหน้ารองรับการปรับไฟฟ้า 12 ทิศทาง พร้อมระบบทำความร้อน ซึ่งนับว่าเป็นประโยชน์ในช่วงฤดูหนาวของประเทศไทย ระบบเสียง BOSE® 11 ลำโพง มีคุณภาพเสียงที่ดีเพียงพอสำหรับการฟังเพลงในชีวิตประจำวัน
ในเรื่องของพื้นที่ใช้สอย 2021 GT-R Premium Luxury ถูกแสดงว่าเป็นรถแบบ 4 ที่นั่ง แต่เบาะหลังเหมาะสำหรับการนั่งระยะสั้นมากกว่า เมื่อตั้งเบาะหน้าในตำแหน่งที่พอดี (คนทดสอบสูง 175 ซม.) พื้นที่ศีรษะส่วนหน้ามีระยะห่างประมาณ 1 กำปั้น พร้อมพื้นที่ขาด้านหน้าที่สบาย แต่สำหรับเบาะหลังพบว่าพื้นที่ขามีระยะเพียง 2 นิ้ว และพื้นที่เหนือศีรษะเพียง 1 นิ้ว ผู้โดยสารผู้ใหญ่หากนั่งเป็นเวลานานอาจรู้สึกอึดอัด แต่สำหรับเด็กหรือการเดินทางระยะสั้นถือว่าเหมาะสมได้ดี ในส่วนของการเก็บของ ช่องเก็บของที่ประตูสามารถใส่ขวดน้ำขนาด 500 มล. ได้ 2 ขวด พื้นที่ภายในที่วางแขนกล่องกลางค่อนข้างตื้น เหมาะสำหรับใส่แค่อุปกรณ์ขนาดเล็กเช่นโทรศัพท์และกุญแจเท่านั้น ส่วนพื้นที่เก็บของท้ายรถจุได้ 315 ลิตร สามารถใส่กระเป๋าเดินทางขนาด 20 นิ้วได้ 2 ใบ เพียงพอสำหรับการใช้ในชีวิตประจำวันหรือการเดินทางระยะสั้น แต่สำหรับการเดินทางไกลอาจจำเป็นต้องติดตั้งราวหลังคาเพิ่มเติม
ในส่วนของขุมพลัง ยังคงใช้เครื่องยนต์ 3.8L V6 ทวินเทอร์โบ ที่มีกำลังสูงสุด 570 แรงม้า (6800rpm) แรงบิดสูงสุด 637N·m (5800rpm) จับคู่กับเกียร์ดูอัลคลัตช์ 6 สปีด เมื่อเปลี่ยนเป็นโหมดปกติ การตอบสนองของคันเร่งจะนุ่มนวลขึ้น ในช่วงเริ่มต้นจะไม่รู้สึกถึงแรงดึงที่รุนแรง การเปลี่ยนเกียร์ราบรื่นกว่าในรุ่นก่อน ช่วยให้การขับขี่ในเมืองในชีวิตประจำวันไม่รู้สึกว่า "ขับยาก" แต่เมื่อเปลี่ยนเป็นโหมดสปอร์ต ความไวของคันเร่งจะเพิ่มขึ้นทันที เมื่อกดคันเร่งลึกลงไป เทอร์โบจะเริ่มทำงานเร็วกว่าปกติที่ประมาณ 2000rpm และสามารถปล่อยแรงบิดสูงสุดได้ที่ 5800rpm อัตราเร่ง 0-100km/h อยู่ที่ประมาณ 3.5 วินาทีตามข้อมูลที่แจ้งไว้ เมื่อเร่งแซงเพียงแค่กดคันเร่ง เกียร์จะถูกลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้กำลังพร้อมเร่งตอบสนองตลอดเวลา ด้านการควบคุม พวงมาลัยมีช่องว่างน้อยมาก การบังคับทิศทางแม่นยำ ขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูงจะให้ความรู้สึกหนักแน่นในมือ สร้างความมั่นใจเต็มเปี่ยม ระบบช่วงล่างใช้โครงสร้างดับเบิลวิชโบนด้านหน้า และมัลติลิงค์ด้านหลัง ในโหมดปกติ สามารถดูดซับแรงกระแทกเล็กน้อยได้โดยมาก เมื่อตกหลุมหรือข้ามหลังเต่าก็ไม่รู้สึกกระเทือนมากนัก แต่ในโหมดสปอร์ต ระบบช่วงล่างจะกระชับขึ้น แรงเหวี่ยงในโค้งถูกควบคุมได้ดี เมื่อรวมกับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ทำให้มีแรงยึดเกาะในโค้งอย่างเต็มที่ แม้จะเปลี่ยนเลนอย่างรวดเร็วก็ไม่เกิดอาการท้ายปัดที่เห็นได้ชัดเจน
ในด้านการประหยัดน้ำมัน สำหรับรถประสิทธิภาพสูง 3.8T คันนี้ เราได้ทำการทดสอบในสภาวะการขับขี่แบบผสม (ในเมือง 30% + ทางหลวง 70%) มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยที่ 12.8L/100km ซึ่งใกล้เคียงกับตัวเลขที่ผู้ผลิตแจ้งมา 12L/100km ในการขับขี่ด้วยความเร็วคงที่บนทางด่วน อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันสามารถลดลงถึง 9L/100km ขณะที่ในเมืองที่มีการจราจรติดขัดอัตราสิ้นเปลืองจะเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 15L/100km ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่อยู่ในเกณฑ์ปกติของรถประสิทธิภาพสูงในระดับเดียวกัน ด้านการควบคุมเสียงรบกวนก็ทำได้ดี เมื่อขับด้วยความเร็ว 120km/h บนทางด่วน เสียงลมและเสียงยางจะถูกลดทอนให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ เบาะหนัง Nappa ให้การรองรับและความกระชับที่ดีเยี่ยม ขับขี่ในระยะเวลานานก็ไม่ทำให้รู้สึกปวดหลังหรือเมื่อยล้า
จากการพิจารณาโดยรวม จุดเด่นของ 2021 Nissan GT-R Premium Luxury มีความชัดเจนดังนี้: อย่างแรก มาพร้อมกับพื้นฐานสมรรถนะที่ยังคงระดับ “เทพเจ้าแห่งความเร็ว” โดยการรวมกันของเครื่องยนต์ 3.8T และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อยังคงมีประสิทธิภาพที่แข็งแกร่ง อย่างที่สอง การเพิ่มอุปกรณ์หรูหราใหม่ (หนัง Nappa, ระบบเสียง BOSE, ที่นั่งพร้อมระบบทำความร้อน) ทำให้มันไม่ใช่แค่ “ของเล่นสนามแข่ง” อีกต่อไป แต่ยังเพิ่มการใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างชัดเจน และอย่างที่สาม เมื่อเปรียบเทียบกับรถคู่แข่งในระดับเดียวกัน (เช่น Porsche 911 Carrera S) ราคาแนะนำ 10.7 ล้านบาทของรถคันนี้ถือว่าคุ้มค่ามาก—ต้องไม่ลืมว่าราคาเริ่มต้นของ 911 Carrera S ใกล้เคียง 12 ล้านบาท และยังมีอุปกรณ์มาตรฐานที่น้อยกว่า GT-R มันเหมาะสำหรับกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน: สำหรับผู้ที่ต้องการรถประสิทธิภาพสูงที่สามารถขับลุยสนามแข่งได้เป็นครั้งคราว แต่ยังต้องการใช้งานได้ในการเดินทางประจำวัน หรือผู้ที่มีความผูกพันกับชื่อ “GT-R” และยังต้องการระดับความหรูหราของรถอยู่ด้วย
สรุปโดยรวมแล้ว 2021 GT-R Premium Luxury ไม่ใช่เพียงแค่รถสปอร์ตสำหรับสนามแข่งที่ดุดัน แต่เป็น “รถประสิทธิภาพสูงที่สามารถใช้งานในชีวิตประจำวันได้” — ด้วยการเพิ่มอุปกรณ์หรูหราเข้ามาช่วยให้สมรรถนะและการใช้งานในชีวิตประจำวันได้รับการสมดุลอย่างลงตัว ทำให้ “เทพเจ้าแห่งความเร็ว” ที่เป็นตำนานนี้มีความสามารถแข่งขันในตลาดปัจจุบันได้อย่างครบถ้วน
Nissan GT-R เปรียบเทียบรถยนต์










