รีวิว Ford Ranger 2023





ในตลาดรถกระบะของประเทศไทย รถที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันพร้อมกับการบรรทุกเบาเป็นทางเลือกหลักมาโดยตลอด Ford Ranger XLS Double Cab 2.0 Turbo 6AT 4×2 รุ่นปี 2023 ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเจาะกลุ่มตลาดนี้โดยเฉพาะ ด้วยกำลัง 170PS การปกป้องครบครันด้วยถุงลมนิรภัย 6 จุด และราคาที่ต่ำกว่า 900,000 บาท ทำให้รถรุ่นนี้มีความคุ้มค่าในกลุ่มรุ่นที่มีราคาใกล้เคียงกัน การทดสอบขับในครั้งนี้ เราเน้นการประเมินสมรรถนะของรถในสถานการณ์ต่างๆ เช่น การขับในเมือง การเดินทางกับครอบครัว และการบรรทุกเบาๆ เพื่อดูว่ารถกระบะที่เน้นการใช้งานจริงนี้สามารถตอบสนองความต้องการในหลากหลายสถานการณ์ได้หรือไม่
ในส่วนของรูปลักษณ์ภายนอก Ranger XLS คันนี้ยังคงรักษาเอกลักษณ์ความแข็งแกร่งของรุ่นไว้ได้ ด้านหน้ามีการใช้กระจังหน้าขนาดใหญ่ พร้อมกับกันชนหน้าที่ตกแต่งด้วยสีดำด้าน ทำให้ดูสุขุมมั่นคง เส้นสายของตัวรถดูเรียบง่ายไม่มีการตกแต่งที่เยอะเกินไป บันไดข้างบริเวณประตูช่วยให้ผู้โดยสารขึ้นลงได้สะดวก ยางในขนาด 255/70 R17 ช่วยให้การขับขี่บนถนนเรียบและทางลูกรังเบาๆ ทำได้ดี ส่วนท้ายออกแบบอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ไฟท้ายแนวตั้งมีเอกลักษณ์ที่ค่อนข้างโดดเด่น แถบสะท้อนแสงใต้กันชนข้างหลังเพิ่มความปลอดภัยยามขับในเวลากลางคืน ระบบไฟมีไฟหน้าปรับอัตโนมัติ ไฟกลางวัน และไฟตัดหมอกด้านหน้าเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน
เมื่อเข้าไปนั่งในห้องโดยสาร การออกแบบเน้นความเรียบง่าย แผงคอนโซลวางในรูปแบบสมดุล มีการใช้วัสดุพลาสติกแข็งในพื้นที่ส่วนใหญ่ แต่รายละเอียดก็ได้รับการดูแลอย่างดี ไม่มีความรู้สึกถึงความถูกในราคา พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นมีขนาดพอดีมือและให้สัมผัสที่นุ่มสบาย ปุ่มควบคุมด้านซ้ายสามารถใช้ปรับระดับเสียง โทรศัพท์บลูทูธ และระบบควบคุมความเร็วได้อย่างสะดวก หน้าจอสัมผัสขนาด 10.1 นิ้ว บนคอนโซลกลางเป็นจุดเด่น อินเทอร์เฟซใช้งานง่ายและตอบสนองได้รวดเร็ว รองรับการเชื่อมต่อบลูทูธและการสะท้อนหน้าจอสมาร์ทโฟนได้ ใช้งานนำทางและฟังเพลงได้สบาย เบาะนั่งใช้วัสดุผ้า ฟองน้ำด้านในหนานุ่ม เบาะคู่หน้ามีการรองรับอย่างดี นั่งขับระยะไกลโดยไม่รู้สึกเหนื่อยมาก
ในด้านพื้นที่ใช้สอย รถรุ่นนี้มีระยะฐานล้อยาวถึง 3,270 มม. พื้นที่นั่งด้านหลังกว้างขวาง ผู้โดยสารที่มีความสูง 175 ซม. นั่งด้านหลังแล้วยังมีที่ว่างบริเวณขาเหลือ 2 กำปั้น และพื้นที่ด้านศีรษะก็เพียงพอ เบาะหลังมีช่องลมแอร์และพอร์ตชาร์จ USB สองช่องให้ผู้โดยสารด้านหลังใช้งานได้สะดวก ด้านพื้นที่เก็บสัมภาระ ช่องเก็บของที่บานประตูหน้าสามารถใส่น้ำดื่มขวดเล็กได้สองขวด ส่วนช่องเก็บของบริเวณที่วางแขนตรงกลางก็มีความจุที่ดี นอกจากนี้ใต้คอนโซลกลางยังมีช่องเก็บของซ่อนอีกช่องที่ใช้เก็บโทรศัพท์หรือกระเป๋าสตางค์ได้ดี แม้ว่าขนาดกระบะท้ายอาจจะไม่ใหญ่เท่ารุ่น Stormtrak แต่ก็เพียงพอต่อการบรรทุกเฟอร์นิเจอร์หรือสัมภาระทั่วไป
ด้านสมรรถนะ เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.0 ลิตร เทอร์โบ มีพลังงานสูงสุด 125 กิโลวัตต์ (170PS) และแรงบิดสูงสุด 405 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด การตอบสนองของกำลังขับเคลื่อนดีตั้งแต่เริ่มต้น แค่แตะคันเร่งเบาๆ ก็สัมผัสแรงดึงได้ชัดเจน การแซงหรือเปลี่ยนเลนในเขตเมืองทำได้อย่างสบายที่ความเร็วกลางถึงสูง เกียร์มีการเปลี่ยนตำแหน่งได้ราบเรียบ ไม่มีอาการกระตุกชัดเจน ที่ความเร็ว 100 กม./ชม. รอบเครื่องยนต์อยู่ที่ประมาณ 2,000 รอบ โดยเสียงเครื่องยนต์ควบคุมได้ดี อัตราการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงแบบทางการอยู่ที่ 7.5 ลิตร/100 กม. ในการทดสอบจริงอัตราการใช้น้ำมันในเขตเมืองอยู่ที่ประมาณ 8.2 ลิตร/100 กม. และที่ความเร็วบนทางหลวงลดลงเหลือประมาณ 6.8 ลิตร/100 กม. การประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงถือว่าทำได้ตามที่คาดหวัง
การควบคุมและระบบช่วงล่าง พวงมาลัยมีความแม่นยำโดยที่ไม่มีช่วงที่ว่างเปล่ามากนัก ทำให้การขับขี่ในชีวิตประจำวันคล่องตัวมาก ช่วงล่างหน้าเป็นประเภทอิสระ และช่วงล่างหลังก็มีโครงสร้างอิสระเช่นกัน ซึ่งพบได้ไม่บ่อยในรถกระบะ การดูดซับแรงกระแทกจากพื้นถนนทำได้ดี ผ่านลูกระนาดหรือลาดถนนขรุขระ รถไม่สะเทือนอย่างเห็นได้ชัด และความสะดวกสบายของผู้โดยสารตอนหลังก็ได้รับการรักษา ระยะต่ำสุดจากพื้น 235 มม. สามารถรับมือกับขอบถนนในเมืองหรือเส้นทางที่ไม่เรียบง่ายได้อย่างเต็มที่ แต่เนื่องจากเป็นรุ่นขับเคลื่อนสองล้อ จึงไม่แนะนำให้ลองขับในเส้นทางออฟโรดที่ซับซ้อน
ในเรื่องความสะดวกสบายในการขับขี่และการโดยสาร ระบบกันเสียงต้องยกนิ้วให้ โดยที่ความเร็วไม่เกิน 80 กม./ชม. เสียงรบกวนในห้องโดยสารส่วนใหญ่มาจากเสียงยางรถ แต่ไม่ได้ทำให้การสนทนาปกติเกิดปัญหา วัสดุเบาะนั่งที่ใช้ผ้าทำให้ระบายอากาศได้ดี ทำให้การนั่งเป็นเวลานานในฤดูร้อนรู้สึกปลอดโปร่ง ระบบกู้คืนพลังงานไม่ได้เกี่ยวข้องกับรุ่นนี้เนื่องจากเป็นรถดีเซล แต่แรงเบรกของแป้นเบรกอยู่ระดับปานกลาง ระยะเบรกก็ถือว่าสอดคล้องกับระดับของรถในกลุ่มเดียวกัน
โดยรวมแล้ว Ford Ranger XLS Double Cab 2.0 Turbo 6AT 4×2 รุ่นปี 2023 มีจุดแข็งที่เด่นอยู่ที่ความคุ้มค่า เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งในช่วงราคาเดียวกัน รถรุ่นนี้มีอุปกรณ์ความปลอดภัยที่ครบครันมากขึ้น เช่น ถุงลมนิรภัย 6 จุด และระบบเตือนการชนด้านหน้าเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน กำลังเครื่องยนต์มีความเพียงพอสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน อีกทั้งยังประหยัดน้ำมันอีกด้วย เมื่อเทียบกับรุ่นสูงกว่าอย่าง Stormtrak ที่มาพร้อมกับระบบเทอร์โบคู่และเกียร์ 10AT แม้ว่าจะขาดสิ่งเหล่านี้ไป แต่ราคาถูกกว่าถึง 4 แสนบาท สำหรับผู้ใช้ที่ไม่ได้ต้องการประสิทธิภาพการขับขี่ที่สูงสุด การประหยัดงบประมาณที่ได้ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีไม่น้อย
รถรุ่นนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรถที่สามารถใช้งานได้ทั้งในชีวิตประจำวันและบางครั้งสามารถขนของได้ เช่น เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กที่สามารถใช้รถส่งของและพาครอบครัวไปเที่ยวในวันหยุด หรือผู้ใช้งานในครอบครัวทั่วไป รถกระบะที่มีพื้นที่กว่าและสามารถขับขี่ผ่านเส้นทางที่หลากหลายได้ดีกว่ารถเก๋ง ทำให้ตอบสนองความต้องการได้ดียิ่งกว่าในสภาพถนนของประเทศไทย
สรุปแล้ว Ford Ranger XLS Double Cab 2.0 Turbo 6AT 4×2 รุ่นปี 2023 เป็นรถกระบะสำหรับสายใช้งานจริง ที่ไม่มีอุปกรณ์เสริมที่หลากหลาย แต่ก็ยังคงมีความสมดุลในด้านความปลอดภัย พื้นที่ และกำลังเครื่องยนต์ ด้วยราคาไม่ถึง 9 แสนบาท ทำให้มันมีความสามารถในการแข่งขันในตลาดรถประเภทเดียวกันได้สูง ถือว่าเป็นรถกระบะอเนกประสงค์ที่คุ้มค่าน่าพิจารณา
