รีวิว Porsche Taycan 4 Cross Turismo 2023





ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูงในประเทศไทยกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผู้บริโภคต้องการทั้งความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและความนุ่มนวลของระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเพียวๆ แต่ก็ไม่ต้องการประนีประนอมกับความสนุกในการขับขี่อันเป็นเอกลักษณ์ของ Porsche และ Taycan 4 Cross Turismo 2023 ได้รับการออกแบบมาตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะกลุ่มนี้ อย่างที่เป็นรุ่นครอสโอเวอร์ในตระกูล Taycan, มันยังคงคุณสมบัติระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าล้วนไว้อย่างครบถ้วน พร้อมขยายการใช้งานผ่านความสูงใต้ท้องรถที่เพิ่มขึ้นและพื้นที่ใช้สอยที่กว้างขวางขึ้น ในการทดสอบขับครั้งนี้ เราเน้นการพิสูจน์ว่า Taycan 4 Cross Turismo สามารถสร้างสมดุลระหว่าง “ดีเอ็นเอของรถสปอร์ต” และ “การใช้งานในชีวิตประจำวัน” ได้หรือไม่ และให้คำตอบที่สมเหตุสมผลแก่ผู้ที่ชื่นชอบสมรรถนะรถยนต์ไฟฟ้าแบบอเนกประสงค์
ในส่วนของรูปลักษณ์ภายนอก Taycan 4 Cross Turismo ยังคงรูปลักษณ์ตัวถังลาดเอียงด้านหลังที่เป็นเอกลักษณ์ของตระกูล แต่เส้นหลังคาที่ลดระดับไปยังด้านท้ายจะดูเรียบมากขึ้น พร้อมกับความสูงรถ 1409 มม. เพิ่มความเป็นรถครอสโอเวอร์ให้มากขึ้น ไฟหน้าแบบ LED Daytime Running Light ที่เรียงเป็นจุดสี่จุดช่วยเพิ่มความโดดเด่น ผสานกับกระจังหน้าแบบปิดสนิทได้อย่างลงตัว กันชนหน้าที่อยู่ในตำแหน่งต่ำยังคงมอบความรู้สึกแบบสปอร์ต ด้านข้างของตัวรถมีระยะฐานล้อ 2904 มม. ช่วยให้ดูมีสัดส่วนที่ยาว พร้อมใช้ล้อขนาด 19 นิ้วคู่หน้าและหลัง ซึ่งมาพร้อมยางขนาด 225/55 R19 ที่ช่วยเสริมทั้งแรงยึดเกาะถนนและความสะดวกสบาย ในส่วนของท้ายรถ ไฟท้าย LED แบบเส้นพาดผ่านเมื่อเปิดไฟในตอนกลางคืนให้ความโดดเด่นสะดุดตา แผงกันกระแทกสีดำที่ด้านล่างกันชนท้ายยังช่วยเพิ่มอารมณ์ของรถครอสโอเวอร์อีกด้วย ทั้งหมดนี้ยังคงรูปแบบสปอร์ตของ Porsche แต่ก็นำเสนอความอเนกประสงค์ในแบบของรถทราเวลเลอร์ผ่านการปรับแต่งรายละเอียดเล็กน้อย
เมื่อเข้าสู่ห้องโดยสาร Taycan 4 Cross Turismo ยังคงการออกแบบภายในที่เรียบง่ายและทันสมัยตามสไตล์ของตระกูล แผงควบคุมด้านหน้าประกอบด้วยหน้าจอสามส่วน โดยมีหน้าจอสัมผัสขนาด 10.9 นิ้วเป็นศูนย์กลาง ฝั่งซ้ายเป็นแผงควบคุมระบบปรับอากาศแบบสัมผัส และฝั่งขวาสามารถเลือกติดตั้งหน้าจอสำหรับผู้โดยสารได้ (เดโมที่เราทดสอบครั้งนี้ไม่มี) การใช้งานง่ายและตอบสนองต่อสัมผัสได้อย่างรวดเร็ว วัสดุตกแต่งภายในรถถูกปิดทับด้วยหนังอ่อนนุ่มบนพื้นที่กว้าง ส่วนของแผงประตูและเบาะนั่งยังเพิ่มความสวยงามด้วยงานตะเข็บที่ประณีต ระบบเสียง BOSE พร้อมลำโพง 14 ตัวมาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ให้ความหรูหราอย่างครบถ้วน ด้านการติดตั้งและฟังก์ชันยังมี HUD แสดงผลแบบดิจิทัล มัลติฟังก์ชันสเตียริ่ง และระบบปรับอากาศแยกส่วนสำหรับผู้โดยสารด้านหลังทั้งหมดเป็นมาตรฐาน ในเรื่องของพื้นที่ภายใน เบาะหน้าให้การรองรับอย่างยอดเยี่ยม โดยผู้โดยสารที่มีส่วนสูง 180 ซม. ยังมีช่องว่างระดับศีรษะให้เหลือประมาณหนึ่งกำปั้น ในขณะที่เบาะหลังมีพื้นที่ว่างระหว่างขาอยู่สองกำปั้น แม้ว่าบริเวณศีรษะจะมีพื้นที่จำกัดเล็กน้อยจากดีไซน์ตัวถังลาดเอียง แต่ก็ยังรองรับการเดินทางระยะสั้นของผู้ใหญ่ได้ ห้องเก็บสัมภาระด้านหลังมีพื้นที่จุ 405 ลิตร และสามารถพับเบาะนั่งหลังเพื่อเพิ่มพื้นที่จัดเก็บได้อีก จุของต่างๆ เช่น ถุงกอล์ฟหรือรถเข็นเด็กได้อย่างไม่มีปัญหา นับว่าใช้งานได้หลากหลายกว่าแบบรถสปอร์ตซีดานทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด
ในส่วนของขุมพลัง Taycan 4 Cross Turismo ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าซิงโครนัสแบบแม่เหล็กถาวรทั้งหน้าและหลัง โดยมีกำลังรวมของระบบที่ 320 กิโลวัตต์ (435 แรงม้า) และแรงบิดสูงสุด 610 นิวตันเมตร สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลา 4.7 วินาที ในการทดสอบการขับขี่จริง เมื่อเปลี่ยนไปยังโหมดสปอร์ตและเหยียบคันเร่งอย่างสุดกำลัง พลังงานจะถูกส่งออกมาอย่างทันทีทันใด ความรู้สึกพุ่งพรวดของตัวรถนั้นต่อเนื่องและเรียบเนียน ไม่มีการกระตุกเปลี่ยนเกียร์แบบรถน้ำมันทั่วไป แม้แต่ในโหมดขับขี่แบบสะดวกสบาย ตอบสนองของระบบขับเคลื่อนยังคงเบาคล่องตัว ในการเร่งแซงในชีวิตประจำวันเพียงแค่แตะคันเร่งเบาๆ ก็สามารถทำได้ ด้านการควบคุม Taycan 4 Cross Turismo มาพร้อมระบบกันสะเทือนอิสระ (ด้านหน้าแบบ McPherson และด้านหลังแบบ Multi-link) ซึ่งได้รับการปรับแต่งมาให้เน้นความสปอร์ต พวงมาลัยตอบสนองฉับไวและมีช่วงฟรีน้อยมาก เมื่อต้องเลี้ยวผ่านโค้ง ตัวถังรถจะมีการเอียงในระดับที่ควบคุมได้ดีมาก ซึ่งทำให้แทบไม่รู้สึกว่ารถคันนี้มีน้ำหนักตัวถึง 2291 กก. ขับผ่านถนนที่มีหลุมบ่อในกรุงเทพฯ ช่วงล่างสามารถซับแรงกระแทกเล็กๆ ได้น่าพอใจ และความรู้สึกบนถนนที่เหลืออยู่ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อความสะดวกสบาย นับว่ารถคันนี้สามารถรองรับการขับขี่โดยเน้นทั้งสมรรถนะและการใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างยอดเยี่ยม
ระยะทางและการใช้พลังงานเป็นจุดสำคัญของรถไฟฟ้า Taycan 4 Cross Turismo มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 105kWh ระยะทางขับเคลื่อนไฟฟ้าตามที่กำหนดอยู่ที่ 693 กิโลเมตร ในการทดลองขับครั้งนี้ทั้งหมดระยะทาง 120 กิโลเมตร ซึ่งประกอบด้วยการขับบนทางด่วน 40% และถนนในเมือง 60% ตั้งอุณหภูมิแอร์ไว้ที่ 24℃ โหมดอัตโนมัติ สุดท้ายตัวเลขแสดงระยะทางที่เหลือหายไป 135 กิโลเมตร ซึ่งคิดเป็น 88% ของระยะทางจริงที่ขับได้ แสดงถึงผลลัพธ์ที่สอดคล้องกับคาดหมาย อัตราการบริโภคพลังงานไฟฟ้าต่อ 100 กิโลเมตรจากข้อมูลทางการอยู่ที่ 18.7kWh ในสภาพการขับจริงบนถนนในเมืองอยู่ที่ประมาณ 19kWh และทางด่วนประมาณ 21kWh ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมสำหรับรถในระดับเดียวกัน ด้านการควบคุมเสียงรบกวนที่ความเร็ว 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เสียงลมและเสียงยางไม่ชัดเจน เมื่อเปิดเครื่องเสียงของ BOSE จะสามารถตัดเสียงรบกวนภายนอกออกไปได้เกือบทั้งหมด ระบบการกู้คืนพลังงานมีให้ปรับได้สามระดับ ในระดับสูงสุดเมื่อปล่อยแป้นคันเร่งจะให้ความรู้สึกเหมือนการเบรกรถน้ำมันทั่วไป หลังจากปรับตัวได้แล้วสามารถลดการใช้เบรกในระหว่างการขับขี่ได้ ซึ่งช่วยเพิ่มความราบรื่นในการขับขี่
จากภาพรวม Taycan 4 Cross Turismo 2023 มีจุดเด่นหลักอยู่ที่ความ “อเนกประสงค์”: โดยผสมผสานดีกรีความเป็นสปอร์ตจาก Porsche เช่น การเร่งความเร็ว 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายในเวลา 4.7 วินาที ซึ่งตอบโจทย์ผู้ที่รักในสมรรถนะ อีกทั้งด้วยการออกแบบทรงรถสไตล์แวกอนพร้อมพื้นที่เก็บสัมภาระ 405 ลิตร ทำให้รองรับการใช้งานในครอบครัวได้เป็นอย่างดี เมื่อเปรียบเทียบกับรถไฟฟ้าสไตล์สปอร์ตในระดับเดียวกัน (เช่น Tesla Model S รุ่นแวกอน) Taycan มีสัมผัสการควบคุมที่ละเอียดกว่า อุปกรณ์หรูหราครบครันกว่า และยังสร้างความโดดเด่นในด้านภาพลักษณ์ที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อในตลาดระดับสูง อย่างไรก็ตาม ราคาขายอยู่ที่ 6,850,000 บาท ซึ่งไม่ถือว่าถูก แต่เหมาะกับผู้ที่มีงบประมาณและมองหาความสนุกในการขับขี่ควบคู่กับการใช้ในชีวิตประจำวันได้ เช่น ผู้บริหารรุ่นใหม่ที่ชอบพาครอบครัวออกเที่ยวในวันหยุดสุดสัปดาห์ หรือครอบครัวที่มีลูกสองคนที่ไม่อยากละทิ้งความสมรรถนะของรถ
โดยรวมแล้ว Taycan 4 Cross Turismo 2023 เป็นรถสปอร์ตไฟฟ้าข้ามประเภทที่ “ไม่มีจุดด้อยที่เด่นชัด” มันใช้กำลังไฟฟ้าเพื่อคงความเป็นจิตวิญญาณการขับขี่ในแบบ Porsche และการออกแบบที่เน้นฟังก์ชันทรงแวกอน ช่วยตอบโจทย์ด้านการใช้งานได้เป็นอย่างดี ถือเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าของตลาดรถไฟฟ้าระดับหรูที่ให้ทั้งสมรรถนะและฟังก์ชันหลากหลายได้อย่างลงตัว


