Q
BYD Shark 6 มีเกียร์หรือไม่?
BYD Shark 6 เป็นรถปิกอัพแบบปลั๊กอินไฮบริดที่มาพร้อมกับเกียร์จริงๆ แต่เป็นระบบ E-CVT ที่พัฒนาโดยไบเอ็ดเอง ซึ่งระบบแบบนี้เป็นที่นิยมในรถไฮบริด เพราะช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์ลื่นไหล ไม่สะดุด แถมยังประหยัดน้ำมันและขับขี่สบายด้วย สำหรับคนไทยแล้ว ระบบขับเคลื่อนของ Shark 6 นี่เหมาะมากกับสภาพถนนทั้งในเมืองและนอกเมืองที่หลากหลาย แม้แต่ทางออฟโรดก็เอาอยู่ แถมยังช่วยประหยัดค่าน้ำมันได้ดี ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญเพราะราคานํ้ามันที่ไทยค่อนข้างสูง จุดเด่นของ E-CVT คือโครงสร้างต่างจากเกียร์ทั่วไป มันบรรลุความเร็วตัวแปรโดยชุดเกียร์ดาวเคราะห์และมอเตอร์ทำงานร่วมกัน ทำให้เสียกำลังน้อยและไม่ต้องบำรุงรักษาบ่อย ซึ่งเหมาะกับอากาศร้อนชื้นของไทยที่มักสร้างปัญหาให้เกียร์ธรรมดาในเรื่องการหล่อลื่นและการระบายความร้อน ยิ่งตอนนี้รัฐบาลไทยกำลังส่งเสริมรถพลังงานสะอาด รุ่นแบบ Shark 6 ยังได้สิทธิ์ลดภาษีและสวัสดิการอื่นๆ ด้วย นับเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนไทยที่ชอบคำนวณค่าใช้จ่ายอย่างละเอียด
ข้อความพิเศษ: เนื้อหานี้โพสต์โดยผู้ใช้ และไม่ได้แสดงถึงมุมมองและจุดยืนของ PCauto
Q&A เกี่ยวข้อง
Q
ระยะทางที่ BYD Shark 6 สามารถวิ่งได้คือเท่าไหร่?
BYD Shark 6 เป็นรถปิกอัพแบบปลั๊กอินไฮบริดที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าแบบ 100% ได้ระยะทางประมาณ 100 กิโลเมตร เหมาะกับการใช้ชีวิตประจำวันในเมืองไทยแบบชิลๆ แต่ถ้าเปิดโหมดไฮบริดเมื่อไหร่ รับรองว่าระยะทางรวมพุ่งไปเกิน 800 กิโลเมตร แน่นอนว่าเพียงพอสำหรับการเดินทางไกล แบบจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ก็ยังไหว เพราะรถคันนี้มาพร้อมเทคโนโลยี DM-i Super Hybrid ที่ล้ำสมัยจาก BYD นอกจากจะประหยัดน้ำมันแล้ว ยังมั่นใจได้ว่าแบตเตอรี่จะทำงานได้อย่างเสถียรแม้อากาศเมืองไทยจะร้อนแค่ไหนก็ตาม สำหรับคนไทยแล้ว รูปแบบปลั๊กอินไฮบริดแบบนี้ได้เปรียบทั้งเรื่องค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่าของรถไฟฟ้า แถมยังไม่ต้องกังวลกับสถานีชาร์จที่อาจยังไม่เพียงพอในบางพื้นที่ ถือเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตจริงๆ นอกจากนี้ รัฐบาลไทยยังสนับสนุนรถพลังงานสะอาดอย่างเต็มที่ ถ้าซื้อ BYD Shark 6 ก็จะได้ประโยชน์ด้านภาษีด้วย ใครที่สนใจ แนะนำให้ไปทดลองขับที่ตัวแทนจำหน่ายใกล้บ้านดูเลย จะได้สัมผัสทั้งระยะทางและสมรรถนะการขับขี่แบบเต็มๆ
Q
ระบบขับเคลื่อนของ Shark 6 คืออะไร?
ระบบขับเคลื่อนของ Shark 6 นั้นส่วนใหญ่ออกแบบด้วยระบบขับเคลื่อนล้อหน้า (FF) ซึ่งการออกแบบนี้ตอบโจทย์การใช้งานบนถนนในเมืองและสภาพถนนลื่นในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี ทั้งให้ความมั่นคงในการควบคุมและยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พื้นที่ภายในรถ ทำให้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับพื้นที่การจราจรหนาแน่นอย่างกรุงเทพฯ นอกจากนี้ในรุ่นท็อปบางรุ่นยังอาจติดตั้งระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ (4WD) เพื่อเพิ่มความสามารถในการขับขี่บนถนนลื่นช่วงฤดูฝนหรือเส้นทางขรุขระ ซึ่งตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้ใช้ในไทย พูดถึงตลาดไทยแล้ว ความสนใจเรื่องระบบขับเคลื่อนของรถปิกอัพและ SUV ค่อนข้างสูง เนื่องจากยานพาหนะประเภทนี้มักต้องรับมือกับพื้นผิวถนนที่ไม่ได้ปูทางในชนบทหรือภูมิประเทศที่เป็นภูเขา และการออกแบบระบบขับเคลื่อนของ Shark 6 บังเอิญทำให้เกิดความสมดุลระหว่างประหยัดเชื้อเพลิงและประโยชน์ใช้สอย การตรวจเช็กสถานะของเหลวในเพลาเกียร์ เฟืองท้าย และน้ำมันเกียร์อย่างสม่ำเสมอคือหัวใจสำคัญที่ช่วยยืดอายุการใช้งานของระบบขับเคลื่อนสำหรับผู้บริโภคชาวไทยที่เน้นความทนทาน โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนชื้นแบบไทยๆ การบำรุงรักษาอะไหล่เหล่านี้ยิ่งต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
Q
สีใหม่ของ BYD Shark 6 คืออะไร?
BYD Shark 6 เป็นรถกระบะไฟฟ้าที่กำลังเป็นที่จับตามากในตลาดไทย ด้วยการเสนอโทนสีใหม่ที่ทั้งสวยและใช้งานได้จริง ไม่ว่าจะเป็นสีน้ำเงินทะเลลึก สีส้มทะเลทรายสดใส สีขาวขั้วโลกคลาสสิก และสีดำออบซิเดียนเรียบหรู โทนสีเหล่านี้ไม่เพียงตอบโจทย์ความชอบของคนไทยที่ชอบความโดดเด่น แต่ยังเหมาะกับสภาพอากาศและถนนหลากแบบในไทย เช่น สีน้ำเงินและสีส้มที่เด่นมากใต้แสงแดดเมืองร้อน ส่วนสีขาวและสีดำนั้นดูแลง่ายและไม่แสดงคราบสกปรก นอกจากเรื่องสีแล้ว BYD Shark 6 ยังมาพร้อมเทคโนโลยีไฟฟ้าล้ำสมัยและระบบช่วยขับอัจฉริยะ ที่ตอบโจทย์ทั้งการขับขี่ในเมืองและการท่องเที่ยวในต่างจังหวัด ด้วยระยะล่างสูงและโครงสร้างแข็งแรงที่รับมือกับเส้นทางหลากหลายในไทยได้สบายๆ สำหรับคนไทยที่กำลังเลือกสี ขอแนะนำว่าไม่ควรคิดแค่เรื่องความชอบส่วนตัว แต่ลองดูสภาพอากาศและสถานที่ใช้งานด้วย เช่น ในพื้นที่ร้อน สีอ่อนอาจช่วยลดความร้อนสะสม ในขณะที่สีเข้มเหมาะกับสายธุรกิจที่ต้องการความคลาสสิกดูน่าเชื่อถือ
Q
“BYD Shark 6 เป็นรถปลั๊กอินไฮบริดหรือไม่?”
BYD Shark 6 เป็นรถกระบะแบบปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ที่รวมระบบขับเคลื่อนสองแบบทั้งเครื่องยนต์เชื้อเพลิงและมอเตอร์ไฟฟ้าเข้าด้วยกัน ทำให้สามารถขับเคลื่อนในโหมดไฟฟ้าล้วนสำหรับการเดินทางระยะสั้น หรือใช้เครื่องยนต์เชื้อเพลิงสำหรับการเดินทางไกลได้ ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของคนไทย ทั้งการเดินทางในเมืองและการขนส่งระยะไกล รุ่นนี้ยังประหยัดน้ำมันและลดการปล่อยมลพิษได้ดี ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายส่งเสริมยานยนต์รักษ์สิ่งแวดล้อมของรัฐบาลไทย ในตลาดไทย รถปลั๊กอินไฮบริดกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเพราะช่วยลดการใช้น้ำมันและแก้ปัญหาเรื่องระยะทางแบบรถไฟฟ้าล้วนได้ การมาของ BYD Shark 6 ทำให้ผู้บริโภคไทยมีตัวเลือกมากขึ้น โดยเฉพาะคนที่มองหารถกระบะที่ทั้งใช้งานได้จริงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้เทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดกำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่องทั่วโลก และมีหลายแบรนด์ที่กำลังเปิดตัวรุ่นคล้ายๆ กัน ทำให้ในอนาคตตลาดไทยอาจจะมีคู่แข่งเพิ่มขึ้นอีก
Q
ถังน้ำมันของ Shark 6 มีขนาดใหญ่เท่าไหร่?
จากข้อมูลที่ปรากฏ ถังน้ำมันของ Shark 6 มีความจุประมาณ 50 ลิตร ซึ่งการออกแบบนี้ตอบโจทย์ทั้งการเดินทางในชีวิตประจำวันและการขับขี่ระยะไกลได้เป็นอย่างดี เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนไทยที่ชอบท่องเที่ยวแบบขับรถเอง โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนของประเทศไทย แนะนำให้เจ้าของรถตรวจสอบถังน้ำมันและระบบเชื้อเพลิงเป็นประจำ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำมันระเหยหรือท่อน้ำมันอุดตันจากความร้อนสูง การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงคุณภาพดีก็ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความทนทานให้เครื่องยนต์ได้เช่นกัน สำหรับตลาดไทยแล้ว การใช้งานรถปิกอัพต้องเน้นความประโยชน์ ถังน้ำมันขนาด 50 ลิตรของ Shark 6 นับว่าอยู่ในระดับกลางถึงค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับรุ่นอื่นๆ ในคลาสเดียวกัน ทำให้ได้ทั้งระยะทางและสมดุลน้ำหนักตัวรถ ที่สำคัญในไทยมีปั๊มน้ำมันกระจายอยู่ค่อนข้างหนาแน่น ความจุถัง 50 ลิตรนี้จึงเพียงพอต่อการใช้งานส่วนใหญ่โดยไม่ต้องเติมน้ำมันบ่อยๆ อย่างไรก็ตาม ความจุจริงที่ใช้งานได้อาจน้อยกว่าที่ระบุเล็กน้อย ซึ่งเป็นเรื่องปกติของการออกแบบเพื่อป้องกันการขยายตัวของน้ำมันและรักษาช่องว่างความปลอดภัย
Q
รถ BYD Shark 6 มาพร้อมกับชุดลากจูงหรือไม่?
สำหรับรถกระบะ BYD Shark 6 ที่เน้นประโยชน์ใช้สอยในตลาดไทย นั้นมีตัวเลือกติดตั้ง tow bar หรือตะขอพ่วงรถให้เลือกใช้ ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานไทยที่ต้องการพ่วงเรือยอร์ช รถมอเตอร์ไซค์ หรืออุปกรณ์กางเต็นท์ โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ชายทะเลหรือคนที่ชอบทำกิจกรรมกลางแจ้ง เวลาซื้อรถลูกค้าสามารถตรวจสอบรายละเอียดในสเปคของแต่ละรุ่นหรือสอบถามตัวแทนจำหน่ายได้ว่า tow bar นี้มากับรถแบบมาตรฐานหรือต้องสั่งเพิ่มเติม พร้อมกันนี้ก็ต้องคำนึงถึงกฎหมายท้องถิ่นเกี่ยวกับน้ำหนักที่พ่วงได้และระบบไฟสัญญาณด้วย ถ้าจะพูดเพิ่มเติม การใช้ tow bar ในไทยควรดูเรื่องสมรรถนะเครื่องยนต์ด้วย ระบบไฮบริดของ Shark 6 ที่ให้แรงบิดสูงในรอบต่ำเหมาะสำหรับการลากจูงของหนัก แต่แนะนำให้ผู้ใช้เลือกโหมดการพ่วงให้เหมาะสมกับงานและตรวจสอบความแน่นของ tow bar เป็นประจำเพื่อความปลอดภัย ส่วนสภาพอากาศไทยที่ทั้งร้อนและฝนชุกก็อาจส่งผลต่อการเกิดสนิม ดังนั้นควรเลือกวัสดุที่ผ่านการป้องกันสนิมหรือบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ
Q
BYD Shark 6 มีเครื่องยนต์อะไรบ้าง
BYD Shark 6 เป็นรถกระบะที่ออกแบบมาสำหรับตลาดโลก พร้อมระบบขับเคลื่อนแบบปลั๊กอินไฮบริดล่าสุดจาก BYD โดยใช้เทคโนโลยี DM-o ที่ผสานระหว่างเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จ 1.5T กับมอเตอร์ไฟฟ้า ระบบนี้ไม่เพียงให้กำลังขับเคลื่อนที่แข็งแกร่ง แต่ยังประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง เหมาะสมกับสภาพถนนหลากหลายแบบในไทย ทั้งการขับขี่ในเมืองหรือการเดินทางไกล ในตลาดไทย รถไฮบริดกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเพราะช่วยลดทั้งค่าน้ำมันและการปล่อยมลพิษ สอดคล้องกับเทรนด์รักษ์สิ่งแวดล้อม นอกจากนี้เทคโนโลยีไฮบริดของ BYD ยังได้รับการยอมรับในระดับโลก มีความน่าเชื่อถือและทนทานผ่านการทดสอบมานานปี สำหรับคนไทยนี่คือตัวเลือกที่น่าจับตามอง ถ้าสนใจเทคโนโลยีไฮบริด ลองศึกษาระบบอื่นๆ เช่น Hybrid ของ Toyota หรือ e-POWER ของ Nissan แต่จุดเด่นของ BYD Shark 6 คือระยะทางไฟฟ้าล้วนที่ไกลกว่าและประหยัดน้ำมันมากกว่า ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบในไทยที่ราคาน้ำมันค่อนข้างสูง
Q
BYD Shark 6 เป็นรถไฮบริดหรือไม่?
BYD Shark 6 เป็นรถปิกอัพแบบปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ที่รวมพลังจากทั้งเครื่องยนต์สันดาปและมอเตอร์ไฟฟ้าเข้าด้วยกัน เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนไทยที่ทั้งต้องขับทางไกลและยังต้องการประหยัดน้ำมัน โหมดไฟฟ้าล้วนใช้ได้ในชีวิตประจำวันสำหรับการเดินทางใกล้ๆ ส่วนโหมดไฮบริดจะเพิ่มพลังและระยะทางให้มากขึ้น ตอนนี้ตลาดไทยกำลังนิยมรถไฮบริดมากขึ้น โดยเฉพาะรถปิกอัพที่เน้นใช้งานจริง เพราะคนไทยเริ่มหันมาสนใจรถที่ประหยัดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แทนที่รถปิกอัพเดิมๆ ที่กินน้ำมันหนักๆ เทคโนโลยีไฮบริดของ BYD Shark 6 จึงตอบโจทย์เทรนด์นี้ได้ดี แถมรัฐบาลไทยยังสนับสนุนรถพลังงานสะอาดผ่านมาตรการลดภาษี ทำให้ต้นทุนการซื้อและใช้รถไฮบริดหรือไฟฟ้าคุ้มค่าขึ้น BYD ที่เป็นแบรนด์รถพลังงานสะอาดระดับโลก มีเทคโนโลยีไฮบริดที่ทั้งเสถียรและประสิทธิภาพสูง การมาของ Shark 6 จะเพิ่มทางเลือกให้คนไทยโดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการรถปิกอัพสำหรับทั้งงานและชีวิตประจำวัน
Q
“ถังน้ำมันของ BYD Shark 6 มีความจุเท่าไหร่?”
รถกระบะ BYD Shark 6 ที่ออกแบบมาสำหรับตลาดโลก มีความจุถังน้ำมัน 60 ลิตร ซึ่งตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวันและการเดินทางไกล เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนไทยที่ใช้งานหลากหลายสถานการณ์ ทั้งขับขี่ในเมืองหรือทริปข้ามจังหวัด แถมยังได้เปรียบจากนโยบายลดภาษีรถกระบะของไทย ทำให้ราคาจับต้องง่ายขึ้น แถมยังมาพร้อมเทคโนโลยีไฮบริดที่ช่วยประหยัดน้ำมัน ซึ่งเป็นจุดแข็งในสภาวะน้ำมันราคาแกว่งแบบบ้านเรา ส่วนเรื่องการใช้งาน รถกระบะในไทยนิยมใช้ทั้งขนของและพาครอบครัวเที่ยว ถังน้ำมัน 60 ลิตรนี้วิ่งได้ไกลพอสมควร ลดปัญหาหยุดเติมน้ำมันบ่อยๆ ถ้าอยากได้รถที่ประหยัดยิ่งขึ้น ลองดูระบบไฮบริดของ BYD ที่ช่วยจัดการการใช้น้ำมันให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกขั้น
Q
วิธีชาร์จ BYD Shark 6 ที่บ้าน
การชาร์จ BYD Shark 6 ที่บ้านนั้นง่ายมาก ก่อนอื่นคุณต้องตรวจสอบว่าบ้านของคุณมีเต้ารับไฟฟ้าที่ได้มาตรฐานของไทย (220V) แนะนำให้ติดตั้ง Wallbox หรือเครื่องชาร์จแบบติดผนังที่ BYD จัดเตรียมไว้ให้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการชาร์จ ในประเทศไทยคอนโดหรือหมู่บ้านใหม่ๆ หลายแห่งมีจุดชาร์จรถ EV ให้อยู่แล้ว แต่ถ้ายังไม่มี คุณสามารถติดต่อช่างไฟฟ้าท้องถิ่นเพื่อจัดให้ได้ เวลาชาร์จก็แค่เสียบหัวชาร์จที่มากับรถเข้ากับพอร์ตชาร์จ จากนั้นตั้งเวลาได้ผ่านระบบในรถหรือแอปมือถือ (ค่าไฟไทยจะถูกกว่าในเวลาที่ไม่ใช่ช่วงพีค) นอกจากนี้ BYD Shark 6 ยังรองรับการชาร์จแบบเร็วและแบบช้า โดยการชาร์จที่บ้านส่วนใหญ่จะใช้แบบช้า ใช้เวลาประมาณ 6-8 ชั่วโมงถึงจะเต็ม เหมาะกับการชาร์จตอนกลางคืน เพื่อยืดอายุแบตเตอรี่ แนะนำให้ตรวจสอบอุปกรณ์ชาร์จเป็นประจำ และหลีกเลี่ยงการชาร์จในที่ที่ร้อนจัดหรือชื้นเกินไป รัฐบาลไทยตอนนี้มีนโยบายสนับสนุนรถ EV หลายอย่าง เช่น ลดภาษีนำเข้าและค่าธรรมเนียมจดทะเบียน รวมถึงอาจได้เงินสนับสนุนส่วนหนึ่งในการติดตั้งเครื่องชาร์จที่บ้าน คุณสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ตัวแทนจำหน่ายในพื้นที่ของคุณ
รถยอดนิยม
รุ่นปีรถยนต์
เปรียบเทียบรถยนต์
รูปภาพรถ
Q&A ล่าสุด
Q
รถคันไหนมีกำลังแรงม้าที่สูงที่สุด?
ยานพาหนะที่มีแรงม้าสูงสุดในตลาดในปัจจุบันคือ Zeekr 009 AWD ซึ่งติดตั้งมอเตอร์คู่และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อตลอดเวลา โดยมีการส่งกำลังสูงสุดถึง 612 ps และแรงบิดสูงสุด 693 Nm เร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 4.5 วินาที และมีความเร็วสูงสุด 230 กม./ชม.
รถคันนี้ใช้แบตเตอรี่ NMC ความจุ 116 kWh ให้ระยะทางวิ่ง 582 กม. ตามมาตรฐาน WLTP และรองรับระบบชาร์จเร็ว DC 310 kW ที่มีประสิทธิภาพสูง
ในฐานะรถ MPV ระดับหรู Zeekr 009 ยังโดดเด่นในเรื่องพื้นที่และการตกแต่ง เช่น มีหน้าจอแสดงผลขนาด 10.25 นิ้ว หน้าจอกลางขนาด 15.05 นิ้ว ระบบเสียง Yamaha 30 ลำโพง และเบาะหนัง Nappa พร้อมให้เลือก 3 สีตัวถัง
เมื่อเทียบกับรถสมรรถนะสูงอื่นๆ เช่น Toyota GR Yaris (304 ps) หรือ WEY G9 (487 ps) แล้ว พารามิเตอร์ด้านกำลังของ Zeekr 009 ยังคงเหนือกว่า
ควรระวังว่าข้อมูลแรงม้าอาจเปลี่ยนแปลงตามการอัปเดตรุ่น ดังนั้นก่อนซื้อควรตรวจสอบข้อมูลประสิทธิภาพล่าสุดจากผู้ผลิต
Q
แบรนด์รถสปอร์ตที่น่าเชื่อถือที่สุดคืออะไร?
ในตลาดไทย MG และ BMW เป็นแบรนด์รถสปอร์ตที่ได้รับความไว้วางใจมากที่สุด MG คว้ารางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2024 อีกครั้ง ด้วยเทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง MG3 HYBRID+ และ MG4 EV แสดงให้เห็นถึงจุดแข็งของแบรนด์ทั้งในด้านรถยนต์แบบดั้งเดิมและรถยนต์ไฟฟ้า และนโยบาย "การรับประกันตลอดอายุการใช้งานสำหรับชิ้นส่วนไฟฟ้าหลัก 3 ชิ้น" ยิ่งเสริมสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ในขณะเดียวกัน BMW ครองตลาดระดับไฮเอนด์ด้วยสมรรถนะที่เหนือกว่าและประสบการณ์ที่หรูหรา ผลิตภัณฑ์ของ BMW ครอบคลุมทั้งรถสปอร์ตและ SUV ทำให้เป็นที่นิยมในหมู่ผู้บริโภคที่แสวงหาความสุขในการขับขี่ นอกจากนี้ รถซูเปอร์คาร์ T63 ของแบรนด์ท้องถิ่นที่กำลังเติบโตอย่าง Tera S Motor ซึ่งติดตั้งเครื่องยนต์ Civic Type R แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของการผลิตของไทยด้วยการออกแบบที่น้ำหนักเบาและดีเอ็นเอแห่งการแข่งขัน การลงทุนอย่างต่อเนื่องของแบรนด์เหล่านี้ในด้านสมรรถนะ เทคโนโลยี และบริการ ทำให้พวกเขากลายเป็นตัวเลือกที่น่าเชื่อถือในกลุ่มรถสปอร์ต
Q
"กีฬาแบบหรูหรา คือกีฬาอะไร?"
รถสปอร์ตหรูในประเทศไทยมักหมายถึงรถยนต์ที่ผสมผสานระหว่างสมรรถนะสูงและประสบการณ์ความหรูหรา โดยมีลักษณะหลักประกอบด้วยพลังขับเคลื่อนอันทรงพลัง งานฝีมืออันประณีต และเทคโนโลยีล้ำสมัย ตัวอย่างเช่น Bizzarrini 5300 GT Strada ที่ใช้เครื่องยนต์ V12 ขนาด 5.3 ลิตร ด้วยการออกแบบสไตล์อิตาเลียนและสมรรถนะทางกลอันยอดเยี่ยม ได้กลายเป็นรถสปอร์ตคลาสสิกที่ชนชั้นสูงชาวไทยนิยมชมชอบ โดยมีเส้นสายตัวรถที่ดูทรงพลัง และห้องโดยสารที่ใช้วัสดุหนังคุณภาพสูงร่วมกับแผงหน้าปัดที่ผสมผสานระหว่างสไตล์คลาสสิกและโมเดิร์น ราคามักสูงกว่า 3 ล้านบาท นอกจากนี้ รถสปอร์ตประสิทธิภาพสูงจากเยอรมนี เช่น BMW M Series และ Mercedes-AMG ก็ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง โดยใช้เทคโนโลยีเช่นระบบช่วงล่างปรับได้และระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างสมรรถนะบนสนามแข่งและความสะดวกสบายในการใช้งานประจำวัน สิ่งสำคัญคือ ความหมายของรถสปอร์ตหรูในตลาดไทยให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์ของแบรนด์และการยอมรับในสังคม เช่น เสียงเครื่องยนต์ V10 ของ Lamborghini หรือดีเอ็นเอแห่งสนามแข่งของ Porsche 911 ที่ถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์แสดงสถานะ ในปีที่ผ่านมา แนวโน้มการใช้พลังงานไฟฟ้าเริ่มมีผลต่อกลุ่มรถประเภทนี้ โดยมีรถ SUV สมรรถนะสูงบางรุ่นเริ่มนำเสนอรุ่นไฮบริด แต่อย่างไรก็ตาม รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในขนาดใหญ่ยังคงเป็นที่นิยมหลัก สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญทั้งสมรรถนะทางกลและความหรูหรา
Q
รถสปอร์ตที่เสียงดีที่สุดคืออะไร?
ในตลาดไทย Dodge Hellcat Redeye ยอดนิยมเป็นอย่างยิ่งด้วยเสียงเครื่องที่ตะลุยหัวใจ โดยติดตั้งเครื่องยนต์ V8 6.2 ลิตร Supercharged ที่ให้กำลังขับ 797 แรงม้า ร่วมกับระบบแคลนเสียงแบบตรงไปตรงมา สามารถสร้างเสียงเครื่องที่แรงและสูงระดับ 96-105 เดซิเบล โดยเสียงกรอกต่ำและเสียงร้องดังสูงเรียงติดกัน ทำให้มีลักษณะที่จำได้ชัดเจน
Porsche 718 Boxster ใช้เครื่องยนต์ Turbocharged แกนสี่ตัวแบบ Boxer โดยเสียงเครื่องมีลักษณะเสียงสูงและตื่นเต้นมากขึ้น ระดับเสียงที่วัดจริงถึง 96-105 dB เหมาะสำหรับผู้ขับขี่ที่ต้องการความตื่นเต้น
ถ้าคุณชอบเสียงที่สง่างาม BMW Z4 กับเครื่องยนต์ Turbocharged แกนหกตัวแบบ Inline สามารถให้เสียงที่ต่ำและนุ่มนวลระดับ 86-95 เดซิเบล เหมือนเสียง Opera Aria
สิ่งที่ควรทราบคือ Lexus LFA แม้จะไม่ได้ขายอย่างเป็นทางการในไทย แต่เสียงเครื่องยนต์ V10 ที่มีลักษณะเหมือนเพลง Rock ถูกยอมรับกันว่าเป็นมาตรฐานในอุตสาหกรรม ในขณะที่เสียงร้องที่เป็นเอกลักษณ์ของ Maserati GTS ก็ยอดเยี่ยมและน่าดึงดูดเช่นกัน
เมื่อเลือกใช้งานต้องพิจารณาร่วมกันระหว่างความชอบส่วนตัวและกฎหมายในท้องถิ่น บางรุ่นต้องติดตั้งแคลนเสียงแบบกีฬาเพิ่มเติมเพื่อปลดปล่อยลักษณะเสียงเครื่องที่สมบูรณ์ และต้องระมัดระวังการควบคุมเสียงรบกวนเมื่อขับขี่ในเมือง
Q
รถฟอร์มูลาวันราคาสูงที่สุดคือรุ่นใด?
รถแข่ง F1 ที่แพงที่สุดที่รู้จักกันในปัจจุบันคือรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ W 196 R รุ่นปี 1954 ซึ่งขายในงานประมูลที่เมืองสตุตการ์ท ประเทศเยอรมนี ในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ด้วยราคา 46.5 ล้านยูโร (ประมาณ 185 ล้านบาท) และเมื่อรวมภาษีแล้วผู้ซื้อจ่ายจริง 51.55 ล้านยูโร (ประมาณ 205 ล้านบาท)
รถคันนี้ติดตั้งเครื่องยนต์ 2.5 ลิตร แบบแถวเรียง 8 สูบ สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยเคยถูกขับโดยนักแข่งตำนาน ฮวน มานูเอล ฟังจิโอ ผู้ชนะการแข่งขันกรังด์ปรีซ์บัวโนสไอเรสปี 1955 การออกแบบแบบสตรีมไลน์และความสำคัญทางประวัติศาสตร์ทำให้มันกลายเป็นสัญลักษณ์ของยุคทองของ F1
ที่น่าสนใจคือ W 196 R "Monza" Streamliner รุ่นเดียวกันอีกคันถูกขายในงานประมูลช่วงเวลาเดียวกันด้วยราคา 51.155 ล้านยูโร (ประมาณ 204 ล้านบาท) การซื้อขายทั้งสองครั้งนี้ทำลายสถิติการประมูลรถแข่ง
มูลค่าการสะสมรถ F1 ขึ้นอยู่กับความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ความเป็นตัวแทนของเทคโนโลยี และความเกี่ยวข้องกับนักแข่งชื่อดัง โดยรถรุ่นคลาสสิกเหล่านี้มักเป็นที่ต้องการของนักสะสมเนื่องจากความหายากและสภาพการเก็บรักษาที่สมบูรณ์
ดูเพิ่มเติมข่าวที่เกี่ยวข้อง

Toyota Hilux BEV และ BYD Shark อันไหนใช้งานได้จริงมากกว่ากัน?
AshleyNov 17, 2025

ตำรวจเม็กซิโกจัดซื้อ BYD Shark เพื่อใช้เป็นรถลาดตระเวนในสถานการณ์ที่อาจเกิดความขัดแย้ง
สุรเดชJun 9, 2025

BYD Seal 5 DM-i 2026 รุ่นปรับโฉม มุ่งตีตลาดส่วนแบ่งรถไฮบริด Yaris Ativ/City
Kevin WongFeb 27, 2026

ซื้อ BYD Seal ง่าย ๆ กับโปรไฟแนนซ์สุดพิเศษ! ปลดล็อกประสบการณ์ EV ล้ำสมัยวันนี้เลย
ธนวัฒน์Feb 24, 2026

ผ่อนเพียงเดือนละ 8,XXX บาท ครอบครอง BYD Seal 5 DM-i รถพลังงานสะอาดประสิทธิภาพสูง!
พงศธรFeb 24, 2026
ดูเพิ่มเติม


ข้อดี
ข้อเสีย