Q

โตโยต้า ยาริสมีกี่รุ่น

ปัจจุบันโตโยต้า Yaris ในตลาดประเทศไทยมีทั้งหมด 4 รุ่นหลัก ได้แก่ Yaris รุ่นเบนซิน 1.2 ลิตร, Yaris Sport, Yaris Premium และรุ่นไฮบริด Yaris Hybrid ทุกรุ่นพัฒนาบนแพลตฟอร์ม DNGA ของโตโยต้า ที่ออกแบบมาเพื่อประหยัดน้ำมันและขับเคลื่อนคล่องตัวเหมาะกับสภาพถนนในเมืองไทย โดย Yaris ทุกรุ่นในไทยมาพร้อมกับฟีเจอร์ครบครัน เช่น จอสัมผัส 9 นิ้ว ระบบกุญแจอัจฉริยะ และชุดความปลอดภัย Toyota Safety Sense ส่วนรุ่นไฮบริดใช้เครื่องยนต์ 1.5 ลิตรคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้า ช่วยประหยัดน้ำมันได้ดี เหมาะสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ Yaris ยังผลิตในประเทศไทยทำให้ราคาจับต้องได้และบริการหลังการขายดี พร้อมได้ประโยชน์จากนโยบายลดภาษีรถยนต์ไฮบริดของรัฐบาลไทย ที่สำคัญ Yaris เป็นรถขายดีในตลาดอาเซียนด้วยความทนทานและค่าบำรุงรักษาต่ำ ได้รับความนิยมจากคนไทยมาอย่างยาวนาน รวมถึงยังมีรุ่นพิเศษที่อัปเดตเป็นระยะๆ เช่น รุ่นสปอร์ตคิท ที่ตอบโจทย์ลูกค้าที่ชอบความแตกต่าง
ข้อความพิเศษ: เนื้อหานี้โพสต์โดยผู้ใช้ และไม่ได้แสดงถึงมุมมองและจุดยืนของ PCauto

Q&A เกี่ยวข้อง

Q
วิธีเปิดฝาถังน้ำมัน Toyota Yaris 2023
สำหรับรถยนต์ Toyota Yaris รุ่นปี 2023 การเปิดฝาถังน้ำมันทำได้ง่ายมาก แค่คุณปลดล็อครถแล้วกดเบาๆ ที่ด้านขวาของฝาถังน้ำมัน มันจะเปิดออกอัตโนมัติเลย ไม่ต้องมานั่งหาปุ่มเปิดในรถให้ยุ่งยาก แบบนี้เหมาะกับสภาพอากาศเมืองไทยทั้งร้อนทั้งชื้น เพราะไม่ต้องกังวลว่าปุ่มอิเล็กทรอนิกส์ในรถจะเสียจากความชื้น แต่ต้องระวังหน่อย เพราะบางปั๊มในไทยต้องให้พนักงานช่วยเติมน้ำมัน แค่บอกเขาไปว่า "กรุณาเติมน้ำมัน" แล้วบอกเลขน้ำมันที่ต้องการ เช่น แก๊สโซฮอล์ 91 หรือ 95 อีกเรื่องที่คนใช้รถในไทยควรจำไว้คือ ต้องคอยตรวจสอบยางซีลของฝาถังน้ำมันบ่อยๆ เพราะความร้อนกับความชื้นในไทยทำให้ยางเสื่อมเร็ว ถ้าเห็นว่ายางเริ่มแตกต้องเปลี่ยนด่วนๆ เลย ไม่งั้นระบบ EVAP จะทำงานผิดปกติได้ และอย่าลืมเรื่องความปลอดภัยเวลาจอดรถเติมน้ำมัน โดยเฉพาะช่วงอากาศแห้งๆ ควรแตะตัวรถโลหะสักหน่อยเพื่อระบายไฟฟ้าสถิตก่อนเติมน้ำมัน ถ้าเกิดฝาถังน้ำมันเปิดไม่ออก ลองเช็คดูว่ารถยังล็อคอยู่หรือเปล่า หรือไม่ก็ดูว่ามีสายดึงฉุกเฉินในห้องสัมภาระไหม เรื่องเล็กน้อยแบบนี้ช่วยให้การใช้รถในไทยสะดวกขึ้นเยอะเลย
Q
รถยนต์ Yaris 2023 มีระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control) หรือไม่?
รถยนต์ Toyota Yaris รุ่นปี 2023 ที่วางขายในตลาดไทยนั้นมีระบบ Cruise Control ให้ใช้งานจริง โดยระบบนี้จะเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรุ่นท็อปของไทย ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถรักษาความเร็วคงที่ได้เมื่อใช้บนทางด่วนหรือเส้นทางที่การจราจรไม่หนาแน่น ลดความเหนื่อยล้าจากการขับทางไกล และยังช่วยประหยัดน้ำมันได้อีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ต้องบอกว่าสภาพการจราจรของไทยค่อนข้างซับซ้อน โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ที่การจราจรติดขัดบ่อยๆ และมีรถมอเตอร์ไซค์สัญจรปนอยู่มาก อาจทำให้โอกาสได้ใช้ระบบนี้มีจำกัด ดังนั้นควรเปิดใช้ระบบตามความเหมาะสมของสภาพถนนจริงด้วย เทคโนโลยี Cruise Control นี้ปรากฏขึ้นครั้งแรกตั้งแต่ยุค 50s พัฒนามาอย่างยาวนานจนตอนนี้มีความเสถียรมาก แม้แต่รถยนต์ระดับเอ็นทรีก็มีระบบนี้ให้ใช้งานแล้ว มักทำงานร่วมกับระบบความปลอดภัยต่างๆ เช่น ระบบเตือนการชน ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่อีกขั้น ในตลาดไทยนอกจาก Yaris แล้ว ยังมีรถรุ่นเดียวกันอย่าง Honda City และ Mazda 2 ที่มีระบบนี้ให้เลือกเช่นกัน ลูกค้าสามารถพิจารณาตามความต้องการและงบประมาณที่มีได้
Q
ใน Toyota Yaris 2023 มีทั้งหมดกี่สูบ?
รถยนต์ Toyota Yaris รุ่นปี 2023 ที่วางขายในตลาดประเทศไทย มาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.2 ลิตร แบบสูบธรรมชาติ (4 สูบ แถวเรียง) ให้กำลังสูงสุดประมาณ 88 แรงม้า คู่กับเกียร์ CVT ที่ออกแบบมาเพื่อประหยัดน้ำมันและให้ความนุ่มนวลในการขับขี่ เหมาะสมกับการใช้งานในเมืองอย่างเช่นสภาพการจราจรติดขัดในกรุงเทพฯ พูดถึงเครื่องยนต์ 4 สูบแล้วต้องบอกว่าเป็นที่นิยมในตลาดรถขนาดเล็กของไทย เพราะให้สมดุลที่ดีและสั่นสะเทือนน้อยเมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ 3 สูบ ซึ่งคู่แข่งอย่าง Honda City ในตลาดไทยก็ใช้เครื่องยนต์ 4 สูบแบบเดียวกัน แสดงให้เห็นว่านี่คือมาตรฐานของรถระดับนี้ นอกจากนี้ Toyota ยังปรับปรุงระบบระบายความร้อนให้เหมาะสมกับสภาพอากาศร้อนในประเทศไทย เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถใช้งานได้อย่างมีเสถียรภาพแม้อากาศร้อนจัด ถ้าคุณเน้นเรื่องค่าบำรุงรักษาต่ำต้องบอกว่าเครื่องยนต์ตัวนี้มีความน่าเชื่อถือในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่แนะนำว่าควรทดลองขับดูก่อนเพื่อเช็คว่ากำลังเครื่องตอบโจทย์ความต้องการของคุณหรือไม่
Q
"Toyota Yaris 2023 ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเท่าไหร่ต่อลิตร?"
รถยนต์ Toyota Yaris รุ่นปี 2023 ในประเทศไทยมีประสิทธิภาพด้านประหยัดน้ำมันที่โดดเด่น โดยอัตราสิ้นเปลืองจริงจะแตกต่างกันไปตามรุ่นและสภาพการขับขี่ ข้อมูลจากทางบริษัทระบุว่ารุ่นเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร แบบดูดธรรมดาที่ติดตั้งเกียร์ CVT จะประหยัดน้ำมันประมาณ 15-17 กม./ลิตรเมื่อขับในเมือง และสามารถทำได้ถึง 20-22 กม./ลิตรเมื่อขับทางไกล ส่วนรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 1.2 ลิตรนั้นประหยัดน้ำมันได้ดีกว่า เหมาะสำหรับการเดินทางระยะยาว แต่ต้องระวังว่าอัตราสิ้นเปลืองจริงในกรุงเทพฯ อาจสูงขึ้นเนื่องจากปัญหารถติด การเปิดแอร์บ่อย หรือพฤติกรรมการขับขี่ของแต่ละคน แนะนำให้บำรุงรักษายางและเครื่องยนต์อย่างสม่ำเสมอเพื่อให้รถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ในกลุ่มรถขนาดเดียวกัน Yaris มีจุดแข็งด้านการประหยัดน้ำมันจากเทคโนโลยี Hybrid ที่พัฒนามาอย่างดีของ Toyota (เช่นบางรุ่นในต่างประเทศที่ติดตั้งระบบ Hybrid) รวมถึงการออกแบบตัวรถที่น้ำหนักเบา ถ้ามีการนำเข้ารุ่น Hybrid มาไทยจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้อีกมาก นอกจากนี้รัฐบาลไทยยังมีมาตรการลดภาษีสำหรับรถประหยัดพลังงาน ก่อนตัดสินใจซื้อสามารถสอบถามโปรโมชั่นและสิทธิประโยชน์ต่างๆ จากตัวแทนจำหน่ายได้โดยตรง
Q
"" ราคา Toyota Yaris Cross 2023 เท่าไหร่? ""
รถยนต์ Toyota Yaris Cross รุ่นปี 2023 ในประเทศไทยมีราคาอยู่ที่ประมาณ 800,000 ถึง 1,200,000 บาท ขึ้นอยู่กับรุ่นและอุปกรณ์เสริมที่เลือก แนะนำให้ลูกค้าติดต่อตัวแทนจำหน่าย Toyota ในพื้นที่เพื่อสอบถามราคาล่าสุดและโปรโมชั่นปัจจุบัน โดย Yaris Cross เป็น SUV ขนาดกะทัดรัดที่พัฒนามาเฉพาะสำหรับตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ใช้เทคโนโลยีแพลตฟอร์ม TNGA ของ Toyota และการออกแบบที่เหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้น เช่น ระบบปรับอากาศที่ได้รับการปรับปรุงและกระบวนการป้องกันสนิม ทำให้เหมาะกับการใช้งานในเมืองและครอบครัวชาวไทยเป็นอย่างดี รถรุ่นนี้มาพร้อมกับตัวเลือกเครื่องยนต์ 2 แบบ คือเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร และระบบไฮบริด ซึ่งแบบไฮบริดช่วยประหยัดน้ำมันได้มากในเมืองที่มีการจราจรหนาแน่นอย่างกรุงเทพฯ ที่สำคัญ Toyota มีเครือข่ายบริการหลังการขายที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ทำให้คนไทยนิยมเลือกใช้แบรนด์นี้ นอกจากราคาแล้ว ลูกค้ายังสามารถสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับบริการผ่อนชำระ แพ็กเกจประกันภัย และบริการเสริมอื่นๆ ได้ที่โชว์รูม Toyota ทั่วประเทศ
Q
"เครื่องยนต์ของ Toyota Yaris 2023 มีปริมาณเท่าไหร่?"
รถยนต์ Toyota Yaris รุ่นปี 2023 ที่วางขายในตลาดไทยมาพร้อมกับตัวเลือกเครื่องยนต์หลัก 2 แบบ คือ เครื่องยนต์เบนซินแบบสูบธรรมชาติขนาด 1.2 ลิตร และ 1.5 ลิตร โดยมีปริมาตรกระบอกสูบ 1,197 ซีซี และ 1,496 ซีซี ตามลำดับ สำหรับเครื่องยนต์ 1.2 ลิตรให้กำลังสูงสุดประมาณ 88 แรงม้า ส่วนเครื่อง 1.5 ลิตรทำกำลังได้ถึง 110 แรงม้า เครื่องยนต์ทั้งสองแบบนี้ขึ้นชื่อในเรื่องความประหยัดน้ำมันและความทนทาน เหมาะสมกับสภาพการขับขี่ในเมืองไทยที่ต้องเร่งและหยุดบ่อยๆ เมื่อจับคู่กับเกียร์ CVT แล้วยังช่วยให้ประหยัดน้ำมันได้มากขึ้นอีกด้วย ที่น่าสนใจคือตลาดไทยมีความต้องการรถขนาดเล็กค่อนข้างสูง และ Yaris ก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกยอดนิยมเพราะมีขนาดกะทัดรัดและขับเคลื่อนคล่องตัว แถมยังได้ประโยชน์จากนโยบายลดภาษีจดทะเบียนครั้งแรกสำหรับรถประหยัดพลังงานของรัฐบาลไทย นอกจากนี้ในสภาพอากาศร้อนแบบประเทศไทย แนะนำให้ตรวจสอบระบบระบายความร้อนและเปลี่ยนไส้กรองแอร์เป็นประจำ เพื่อให้เครื่องยนต์ทำงานมีประสิทธิภาพสูงสุด การดูแลรายละเอียดเล็กน้อย แบบนี้จะช่วยยืดอายุการใช้งานของรถและรักษาสมรรถนะให้คงที่ได้ในระยะยาว
Q
การระงับของ Toyota Yaris ปี 2020 เป็นอย่างไร?
รถยนต์ Toyota Yaris รุ่นปี 2020 ที่วางขายในตลาดประเทศไทย ใช้ระบบช่วงล่างแบบแมคเฟอร์สันสตรัทด้านหน้าและคานบิดทอร์ชันบีมด้านหลัง ซึ่งเป็นการตั้งค่าที่พบได้บ่อยในรถเก๋งขนาดกะทัดรัด ช่วยให้ตอบโจทย์ทั้งความนุ่มนวลและความมั่นคงในการขับขี่ โดยเฉพาะเหมาะกับสภาพถนนในเมืองที่ซับซ้อนและเส้นทางชนบทของไทยเป็นอย่างดี การตั้งค่าสปริงและโช้คถูกปรับให้เน้นความสบายเป็นหลัก สามารถกรองแรงสะเทือนจากพื้นถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกันก็ยังให้ความมั่นคงเมื่อเข้าโค้งด้วย เนื่องจากสภาพอากาศในประเทศไทยที่ทั้งร้อนและฝนชุก ทำให้ชิ้นส่วนยางและโช้คของระบบช่วงล่างต้องมีความทนทานเป็นพิเศษ ซึ่งระบบช่วงล่างของ Yaris นี้ก็ผ่านการทดสอบมาแล้วว่าใช้งานได้อย่างน่าเชื่อถือ และยังดูแลรักษาได้ง่ายด้วย ที่น่าสนใจคือการออกแบบช่วงล่างของรุ่นนี้ยังถูกพัฒนาร่วมกับระยะความสูงจากพื้นรถที่เพิ่มขึ้นเป็นพิเศษสำหรับตลาดไทย ทำให้สามารถรับมือกับปัญหาน้ำท่วมขังในช่วงฤดูฝนได้ดีขึ้น สำหรับผู้บริโภคไทยที่ต้องการประสบการณ์การขับขี่ที่ดีแต่มีงบประมาณจำ ระบบช่วงล่างชุดนี้ถือเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ และยังมีความสามารถในการแข่งขันเมื่อเทียบกับรถในระดับเดียวกันอีกด้วย
Q
รถ Toyota Yaris ปี 2020 มีซันรูฟหรือไม่?
รุ่น Toyota Yaris ปี 2020 ที่วางขายในตลาดไทย สำหรับบางรุ่นระดับสูงจะมีซันรูฟ (sunroof) ให้เลือก แต่รายละเอียดอุปกรณ์จะขึ้นอยู่กับเวอร์ชันของรุ่นนั้นๆ เช่น รุ่น 1.2G และ 1.2S มักจะมาพร้อมซันรูฟมาตรฐาน ในขณะที่รุ่นระดับเริ่มต้นอาจไม่มีฟังก์ชันนี้ แนะนำให้ผู้ซื้อตรวจสอบรายละเอียดอุปกรณ์ของรุ่นที่สนใจผ่านเว็บไซต์ทางการของ Toyota Thailand หรือสอบถามโดยตรงกับตัวแทนจำหน่ายในพื้นที่เพื่อความชัดเจน ด้วยสภาพอากาศร้อนของไทย ซันรูฟช่วยเพิ่มแสงสว่างและระบายอากาศภายในรถได้ดี แต่ควรเลือกรุ่นที่มีการเคลือบป้องกันรังสียูวีเพื่อลดความร้อนจากแสงแดด โดยซันรูฟของ Toyota Yaris มักมาพร้อมฟังก์ชันเปิด-ปิดอัตโนมัติและระบบป้องกันการหนีบ ซึ่งใช้งานง่ายและปลอดภัย ข้อสังเกตคือตลาดไทยนิยมรถที่มีซันรูฟค่อนข้างมาก ทำให้หลายแบรนด์อย่าง Honda และ Mazda ในระดับเดียวกันก็มีอุปกรณ์นี้ให้เลือกเช่นกัน ผู้ซื้อสามารถเปรียบเทียบฟังก์ชันเสริมระหว่างแบรนด์ต่างๆ ตามงบประมาณและความต้องการได้ เช่น วัสดุม่านบังแดดหรือดีไซน์ลดเสียงรบกวน นอกจากนี้ การบำรุงรักษารางซันรูฟและยางขอบหน้าต่างอย่างสม่ำเสมอจะช่วยยืดอายุการใช้งาน โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนของไทยที่อาจเกิดปัญหาน้ำรั่วได้
Q
ราคารถมือสอง Toyota Yaris ปี 2020 อยู่ที่เท่าไร?
รถยนต์ Toyota Yaris รุ่นปี 2020 ในตลาดมือสองของประเทศไทยมีอัตราการรักษามูลค่าค่อนข้างคงที่ โดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 60%-70% ของราคารถใหม่ ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ระยะทาง และสภาพการดูแลรักษา โดยเฉพาะรุ่นไฮบริดแบบสูงสุดที่มีจุดเด่นเรื่องประหยัดน้ำมันมักจะมีมูลค่าสูงกว่าในตลาดมือสอง คนไทยให้ความสำคัญกับความประหยัดน้ำมันและความทนทานของรถ ซึ่ง Yaris ได้รับความนิยมในทั้งสองด้านนี้ นอกจากนี้เครือข่ายบริการหลังการขายของ Toyota ในประเทศไทยยังช่วยสนับสนุนมูลค่ามือสองได้ดี สิ่งที่ควรทราบคือ ตลาดรถมือสองไทยให้ราคาสูงกว่าปกติสำหรับรถที่มีประวัติการซ่อมบำรุงตามศูนย์บริการอย่างครบถ้วน ดังนั้นควรเข้าศูนย์บริการอย่างสม่ำเสมอเพื่อรักษามูลค่าไว้ให้สูงสุด เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง Honda City แล้ว Yaris มีอัตราการรักษามูลค่าใกล้เคียงกัน แต่ด้วยขนาดตัวถังที่กะทัดรัดกว่า ทำให้ Yaris คล่องตัวกว่าในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นอีกเหตุผลที่ได้รับความนิยม หากต้องการขายรถ แนะนำให้ใช้ช่องทางยอดนิยมอย่างเว็บขายรถมือสองหรือช่องทางรถมือสองรับประกันโดยโตโยต้า (Toyota Used Car) ซึ่งจะให้ราคาที่สมเหตุสมผลกว่าการขายแบบส่วนตัว หลังจากการประเมินสภาพรถอย่างมืออาชีพแล้ว
Q
Toyota Yaris ปี 2020 ขับเป็นอย่างไรบ้าง?
รถยนต์ Toyota Yaris รุ่นปี 2020 ให้ประสบการณ์การขับขี่ในไทยได้ดีมากๆ ด้วยขนาดตัวรถที่กะทัดรัดและระบบพวงมาลัยที่ตอบสนองแม่นยำ ทำให้เหมาะกับถนนแคบๆ ในเมืองอย่างกรุงเทพฯ เป็นพิเศษ ตัวรถคล่องตัว ช่วยให้การจอดหรือเปลี่ยนเลนทำได้ง่ายขึ้น เครื่องยนต์ 1.2 ลิตร ให้กำลังส่งที่เนียนสม่ำเสมอ เมื่อจับคู่กับเกียร์ CVT แล้วตอบสนองดีในความเร็วต่ำ เหมาะกับสภาพการจราจรที่ต้องหยุด-เริ่มบ่อยๆ ในไทย แถมยังประหยัดน้ำมันได้ดี ตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวไทยที่ต้องการประหยัดน้ำมัน การตั้งค่าตัวถังเน้นความนุ่มสบาย สามารถลดแรงสั่นสะเทือนจากถนนขรุขระที่พบได้ทั่วไปในไทยได้ดี แต่เวล้าโค้งอาจมีอาการโคลงเล็กน้อย จึงเหมาะกับการขับขี่ทั่วไปมากกว่าการขับแบบสปอร์ต ที่น่าสนใจคือ Yaris ในไทยมีเครือข่ายบริการหลังการขายที่ครอบคลุม อะไหล่พร้อม และค่าบำรุงรักษาไม่แพง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่คนไทยให้ความสำคัญ สำหรับคนไทยที่กำลังมองหารถขนาดเล็ก Yaris ถือเป็นตัวเลือกที่น่าจับตามอง ด้วยสมรรถนะที่รอบด้านและความน่าเชื่อถือของแบรนด์โตโยต้าในไทย ส่วนคู่แข่งอย่าง Honda City และ Mazda 2 ก็เป็นทางเลือกที่ดีเช่นกัน แนะนำให้ลองทดลองขับเปรียบเทียบตามความต้องการส่วนตัวก่อนตัดสินใจซื้อ
  • รถยอดนิยม

  • รุ่นปีรถยนต์

  • เปรียบเทียบรถยนต์

  • รูปภาพรถ

ข้อดี

พื้นที่ภายในรถกว้างขวางและสบาย
เครื่องยนต์เชื่อถือได้ คุ้มค่าสูง ราคาขายเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่เมื่อเทียบกับการกำหนดค่าใหม่จำนวนมาก มันคุ้มค่าราคา 5.39 - 6.49 หมื่นบาท
ยี่ห้อที่สามารถเชื่อถือได้ ระบบบริการทั่วประเทศ มากกว่า 300 แห่ง การขายหลังการขายมีการรับประกัน
ประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยเ outstandingางค์ มาตรฐานด้วย 7 ถุงลมนิรภัยได้รับการรับรองความปลอดภัย 5 ดาวจากอาเซียน
รถยนต์หลากหลายแบบที่มี 3 แบบการกำหนดค่าที่แตกต่างกันให้เลือก
เครื่องยนต์รุ่นใหม่ได้รับการอัพเกรดทำงานดีขึ้น
ประสิทธิภาพด้านการประหยัดน้ำมันดีเ outstandingางค์ ขับขี่ได้สูงสุด 23.3 กิโลเมตร/ลิตร มีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ผ่านมาตรฐานการปล่อย Euro 5
ตกแต่งภายในเฉียบขาดความหรูหราและสปอร์ต ใช้วัสดุเช่นหนัง ฝังเชือกสีแดงทำให้ดูรูปลักษณ์สปอร์ต จอแสดงผลสีเพิ่มความรู้สึก

ข้อเสีย

ภายในออกแบบเป็นลายเก่า
เครื่องยนต์มีกำลังดันน้อยเมื่อความเร็วสูง, ขาดความน่าสนใจเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง Nissan Almera
รูปแบบรถไม่โดดเด่น, แสดงสภาพโดยรวมที่เฉยๆ
รุ่นรถเก่า, ต้องรอรุ่นใหม่ที่ใช้เทคโนโลยี TNGA

Q&A ล่าสุด

Q
คุณบังคับรถได้อย่างไร?
การขับรถยนต์ต้องมีความรู้เกี่ยวกับกระบวนการปฏิบัติที่เป็นระบบและจิตสำนึกด้านความปลอดภัย ก่อนขึ้นรถต้องตรวจสอบความดันลมยางและสภาพตัวรถโดยรอบ ปรับเบาะที่นั่งให้เข่าโค้งเล็กน้อยและสามารถเหยียบแป้นได้เต็มที่ มุมพนักพิงควรอยู่ที่ 8 องศา จับพวงมาลัยในตำแหน่ง 9 นาฬิกาและ 3 นาฬิกาโดยให้แขนงอเล็กน้อย เมื่อเริ่มต้นรถเกียร์ธรรมดาต้องเหยียบคลัทช์เข้าเกียร์ว่าง ส่วนเกียร์ออโต้เข้าเกียร์ P รอให้หน้าปัดเครื่องตรวจสอบระบบเสร็จสิ้นก่อนจึงติดเครื่องยนต์ ขณะขับรถให้มองไกล 50-100 เมตรเพื่อคาดการณ์สถานการณ์บนถนน ปฏิบัติตาม "กฎ 3 วินาที" เพื่อรักษาระยะห่างจากรถคันหน้า ก่อนเปลี่ยนเลนต้องปฏิบัติตามขั้นตอนครบถ้วนคือ เปิดไฟเลี้ยว-ตรวจสอบกระจกข้าง-สังเกตจุดบอด ในสภาพอากาศเลวร้ายต้องลดความเร็วลง 30% และเปิดไฟตัดหมอก ในวันที่ฝนตกให้เพิ่มระยะห่างจากรถคันหน้า 50% สำหรับรถเกียร์ธรรมดาแนะนำให้เปลี่ยนเกียร์ที่ 2,000-3,000 รอบต่อนาทีเพื่อประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงที่ดีที่สุด ส่วนเกียร์ออโต้ควรหลีกเลี่ยงการใช้เกียร์ D เมื่อลงทางลาดชันเป็นเวลานาน และสามารถเปลี่ยนมาใช้โหมดเกียร์มือเพื่อใช้การเบรกของเครื่องยนต์ เมื่อขับบนทางหลวงควรใช้เลนกลางเพื่อความปลอดภัยสูงสุด การแซงต้องทำในทางตรงและรักษาระยะห่าง 1.5 วินาทีจากรถที่จะถูกแซง เมื่อจอดรถเกียร์ธรรมดาต้องเข้าเกียร์ว่างก่อนแล้วจึงดึงเบรกมือ ส่วนเกียร์ออโต้ต้องจอดรถให้สนิทก่อน ดึงเบรกมือ แล้วจึงเข้าเกียร์ P เพื่อป้องกันการรับน้ำหนักของกลไกล็อกเกียร์ ควรตรวจสอบความดันลมยางทุกเดือน การลดน้ำหนักในกระโปรงหลัง 50 กิโลกรัมสามารถลดการสิ้นเปลืองน้ำมันลงประมาณ 3% การปฏิบัติตามมาตรฐานเหล่านี้ร่วมกับการขับรถเชิงป้องกันจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยและประสิทธิภาพการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงได้อย่างมีนัยสำคัญ
Q
"ทำไมรถของฉันถึงขึ้นข้อความว่า 'Take Steering'?"
เมื่อหน้าจอแสดงผลบนแดชบอร์ดแสดงคำเตือน "Take Steering" โดยปกติแล้วจะบ่งชี้ถึงปัญหาในระบบพาวเวอร์พวงมาลัยของรถยนต์และจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขโดยทันที ระบบพาวเวอร์พวงมาลัยช่วยลดแรงในการหมุนพวงมาลัยของผู้ขับขี่โดยใช้มอเตอร์ไฟฟ้าหรือระบบไฮดรอลิก การทำงานผิดปกติอาจทำให้พวงมาลัยหนักหรือมีเสียงผิดปกติ สาเหตุทั่วไป ได้แก่ ความเสียหายของชิ้นส่วนทางกล (เช่น บูชแกนล้อสึกหรอหรือการรั่วไหลของน้ำมันพาวเวอร์พวงมาลัย) พลังงานแบตเตอรี่ไม่เพียงพอซึ่งส่งผลต่อการจ่ายไฟพาวเวอร์พวงมาลัย หรือสัญญาณเตือนผิดพลาดจากเซ็นเซอร์ของระบบ หากคำเตือนหายไปเองโดยอัตโนมัติหลังจากสตาร์ทเครื่องยนต์ช้าๆ อาจบ่งชี้ว่าแบตเตอรี่เสื่อมสภาพและจำเป็นต้องเปลี่ยน หากคำเตือนยังคงอยู่และพวงมาลัยผิดปกติ จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ระดับมืออาชีพในการอ่านรหัสข้อผิดพลาดและระบุปัญหา เช่น ซีลเฟืองพวงมาลัยชำรุด ตัวเรือนแตก หรือวาล์วโซลินอยด์อุดตัน ในบางรุ่น คำเตือนนี้อาจเกี่ยวข้องกับระบบควบคุมการยึดเกาะถนน (TC) ด้วย ตัวอย่างเช่น การกดปุ่มปิดโดยไม่ได้ตั้งใจหรือเซ็นเซอร์ตรวจจับการลื่นไถลของล้อ (โดยเฉพาะบนพื้นผิวที่เปียก) จะทำให้ไฟแสดงสถานะ TC กระพริบ ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม แนะนำให้หลีกเลี่ยงการถอดประกอบเอง และควรนำรถไปที่ศูนย์บริการที่ได้รับอนุญาตเพื่อทำการตรวจสอบ เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่และความน่าเชื่อถือของระบบ การตรวจสอบระดับน้ำมันพาวเวอร์พวงมาลัย สถานะแบตเตอรี่ และไฟเตือนระบบเป็นประจำระหว่างการขับขี่ในชีวิตประจำวัน สามารถป้องกันปัญหาดังกล่าวได้
Q
"ชื่ออื่นของพวงมาลัยคืออะไร?"
พวงมาลัย หรือที่รู้จักกันในชื่อ ล้อคนขับ พวงมาลัย ดุมล้อ เพลา และล้อไทเทเนียม หมายถึงอุปกรณ์รูปทรงล้อที่ควบคุมทิศทางของยานพาหนะ หน้าที่หลักคือการแปลงแรงที่ผู้ขับขี่ใช้เป็นแรงบิดเพื่อควบคุมเพลาพวงมาลัย ในด้านการออกแบบ พวงมาลัยส่วนใหญ่มีรูปทรงกลม โดยมีวงแหวนด้านนอกเพื่อให้จับได้ง่าย วงแหวนด้านบนมักรวมปุ่มควบคุมเสียงหรือโทรศัพท์ และวงแหวนด้านล่างสำหรับเปลี่ยนเกียร์ โครงสร้างโดยรวมเป็นไปตามหลักสรีรศาสตร์เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งาน ในทางเทคนิค พวงมาลัยทำหน้าที่เหมือนคันโยกที่ใช้แรงน้อยในการใช้งาน เส้นผ่านศูนย์กลางที่ใหญ่กว่าจะใช้แรงน้อยลง และการเชื่อมต่อแบบร่องกับเพลาพวงมาลัยช่วยให้การส่งกำลังมีประสิทธิภาพ ที่น่าสังเกตคือ ในอุตสาหกรรมทางทะเลเรียกว่า ล้อหางเสือ ในขณะที่อุตสาหกรรมการบินใช้คำเช่น จอยสติ๊ก หรือ คันบังคับการบิน แต่ในอุตสาหกรรมยานยนต์โดยทั่วไปใช้คำว่า "พวงมาลัย" เป็นคำมาตรฐาน พวงมาลัยรถยนต์สมัยใหม่ยังรวมถุงลมนิรภัยและปุ่มมัลติฟังก์ชั่นไว้ด้วย ซึ่งช่วยเพิ่มความปลอดภัยและความสะดวกสบายยิ่งขึ้น หากระยะฟรีของพวงมาลัยเกิน 10 ถึง 15 องศา จำเป็นต้องปรับแก้ไขโดยเร็วเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่
Q
พวงมาลัยถือว่าเป็น "ล้อ" หรือไม่?
จากมุมมองของหลักการกลไกและนิยามฟังก์ชัน แป้นพวงมาลัยเป็นแบบพิเศษของ "ล้อ" อย่างแท้จริง โครงสร้างล้อแบนกลมของมันเชื่อมต่อกับระบบพวงมาลัยผ่านเพลาแนวกลาง ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะพื้นฐานของล้อและเพลา: ล้อ (วงนอกแป้นพวงมาลัย) หมุนเพลา (เสาพวงมาลัย) ขยายแรงบิดที่ผู้ขับขี่ออกแรงและส่งต่อไปยังกลไกพวงมาลัย การออกแบบนี้มาจากการปรับปรุงเทคโนโลยีของบริษัท Daimler ในเยอรมันช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ซึ่งแก้ปัญหาการใช้งานไม่สะดวกของแป้นพวงมาลัยแนวตั้งในยุคแรกๆ โดยใช้เสาพวงมาลัยแบบเอียง ฟังก์ชันหลักของแป้นพวงมาลัยคือการควบคุมทิศทางการขับขี่ พร้อมทั้งรวมอุปกรณ์ความปลอดภัยสมัยใหม่ เช่น ถุงลมนิรภัย วัสดุที่ใช้ประกอบโดยปกติ ได้แก่ โครงสร้างโลหะ ชั้นโฟม และโครงสร้างคลิป สิ่งที่ควรสังเกตคือ แม้ว่าแป้นพวงมาลัยจะเป็นการประยุกต์ใช้ล้อและเพลา (เช่น มือจับประตู แฮนด์จักรยาน) แต่ประสิทธิภาพกลไกของมันได้รับอิทธิพลจากแรงเสียดทาน และการออกแบบอัตราส่วนพวงมาลัยต้องปรับสมดุลระหว่างความไวของการควบคุมและความสะดวกสบายในการขับขี่ ในตลาดรถยนต์ไทย แป้นพวงมาลัยมักใช้การจัดวางแบบพวงมาลัยขวา แต่หลักการกลไกเหมือนกับรถพวงมาลัยซ้ายอย่างสมบูรณ์
Q
ปัญหาทั่วไปที่เกี่ยวข้องกับระบบพวงมาลัยมีอะไรบ้าง?
ปัญหาเสียหายทั่วไปของระบบพวงมาลัยรถยนต์ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับปัญหาการสึกหรอทางกลไก การรั่วซึมของซีล ความผิดปกติของระบบช่วยเลี้ยวไฮดรอลิก และการหล่อลื่นไม่เพียงพอ เสียงผิดปกติขณะเลี้ยวมักเกิดจากการสึกหรอของบุชล้อพวงมาลัย การเสียหายของตลับลูกปืนยึดเสา และความเสียหายของชิ้นส่วนกลไกอื่นๆ ซึ่งต้องตรวจสอบโดยการถอดประกอบเพื่อหาตำแหน่งที่มาของเสียง การรั่วของน้ำมันมักพบที่ฝาครอบด้านบนของกล่องพวงมาลัย ซีลฝาครอบด้านข้างที่เสื่อมสภาพ หรือรอยร้าวที่ตัวถัง หากเป็นรอยร้าวเล็กน้อยสามารถใช้สารอุดรอยรั่วชั่วคราวได้ แต่หากรุนแรงต้องเปลี่ยนชิ้นส่วนใหม่ ปัญหาพวงมาลัยไม่กลับศูนย์กลางมักเกี่ยวข้องกับการขาดน้ำมันหล่อลื่นที่ล้อพวงมาลัย การสึกหรอของข้อต่อแกนพวงมาลัย หรือการขัดข้องของข้อต่อยูนิเวอร์แซล ซึ่งต้องหล่อลื่นหรือเปลี่ยนชิ้นส่วนที่สึกหรอ ความผิดปกติของระบบช่วยเลี้ยวไฮดรอลิกแสดงออกมาเป็นพวงมาลัยหนัก อาจเกิดจากการรั่วของวาล์วปั๊มช่วยเลี้ยว การสึกหรอของใบพัด ปริมาณน้ำมันไม่เพียงพอ หรือตัวกรองอุดตัน ต้องตรวจสอบความดันน้ำมันและไล่อากาศออก กรณีพวงมาลัยหนักข้างเดียวต้องตรวจสอบการรั่วของซีลหรือความผิดปกติของวาล์วจำกัดระยะ ส่วนกรณีหนักทั้งสองข้างต้องตรวจสอบสภาพการหล่อลื่นของชิ้นส่วนกลไกและระบบไฮดรอลิกอย่างครบถ้วน การตรวจสอบระดับน้ำมันช่วยเลี้ยวเป็นประจำ การเปลี่ยนซีลที่เสื่อมสภาพ และการซ่อมแซมชิ้นส่วนที่สึกหรอทันท่วงที เป็นปัจจัยสำคัญในการป้องกันปัญหาพวงมาลัย ควรระวังว่าความผิดปกติของระบบพวงมาลัยส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยในการขับขี่ เมื่อพบความผิดปกติควรให้ช่างผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาขยายวงกว้าง
ดูเพิ่มเติม