Q

สปาร์กปลั๊กใน Lexus RX 350 มีเท่าไหร่

รถยนต์ Lexus RX 350 ใช้หัวเทียนจำนวน 6 หัว เพราะรถรุ่นนี้ใช้เครื่องยนต์แบบ V6 ที่แต่ละสูบจะมีหัวเทียน 1 หัว ซึ่งเป็นมาตรฐานของเครื่องยนต์ V6 ส่วนใหญ่ ในประเทศไทย Lexus RX 350 เป็นที่นิยมในหมู่ผู้บริโภคเนื่องจากความน่าเชื่อถือและความสะดวกสบาย โดยเฉพาะในสภาพการจราจรที่ติดขัดอย่างในกรุงเทพฯ ที่ระบบการส่งกำลังที่เน้นความนุ่มนวลและความเงียบของรถทำให้โดดเด่นมาก หัวเทียนเป็นส่วนสำคัญของระบบจุดระเบิดในเครื่องยนต์ จึงควรตรวจสอบหรือเปลี่ยนทุก 40,000-60,000 กิโลเมตร เพื่อให้เครื่องยนต์ทำงานมีประสิทธิภาพสูงสุด สภาพอากาศที่ร้อนชื้นของประเทศไทยอาจทำให้หัวเทียนเสื่อมสภาพเร็วขึ้น จึงต้องดูแลเป็นพิเศษ นอกจากนี้ การเลือกหัวเทียนที่ได้มาตรฐานหรือของแท้จากโรงงานจะช่วยให้เข้ากับสมรรถนะของเครื่องยนต์ได้ดีกว่า และหลีกเลี่ยงปัญหาการจุดระเบิดไม่ดีหรือการสิ้นเปลืองน้ำมันที่เกิดจากการใช้ของปลอม หากเจ้าของรถมีข้อสงสัยเกี่ยวกับระยะเวลาการบำรุงรักษาหรือการเลือกอะไหล่ สามารถปรึกษาได้ที่ศูนย์บริการอย่างเป็นทางการของ Lexus ในประเทศไทย ที่พร้อมให้คำแนะนำและบริการอย่างมืออาชีพ
ข้อความพิเศษ: เนื้อหานี้โพสต์โดยผู้ใช้ และไม่ได้แสดงถึงมุมมองและจุดยืนของ PCauto

Q&A เกี่ยวข้อง

Q
วิธีการเปิดฟังก์ชั่นการตรวจจับจุดบอดของ Lexus RX 350
การใช้งานระบบ Blind Spot Monitor (เบลนด์ สปอต โมนิเตอร์) ในรถ Lexus RX 350 ที่ประเทศไทยนั้นง่ายมาก แค่ใช้ปุ่มควบคุมด้านซ้ายของพวงมาลัยเข้าไปที่เมนูตั้งค่ารถ แล้วเลือก "ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่" จากนั้นเปิดฟังก์ชัน "การตรวจสอบจุดบอด" ระบบนี้จะใช้เซ็นเซอร์เรดาร์ที่ติดอยู่ด้านหลังทั้งสองข้างของกันชนหลังเพื่อตรวจจับรถที่อยู่ด้านข้างและด้านหลัง เมื่อมีรถเข้าไปในจุดบอด ไฟเตือนที่กระจกหลังจะสว่างขึ้นเพื่อแจ้งเตือนผู้ขับขี่ และถ้าคุณเปิดสัญญาณไฟเลี้ยวในช่วงนั้น ระบบจะส่งเสียงปี๊บเพื่อเตือนเพิ่มเติม ควรระวังว่าสภาพอากาศร้อนและฝนชุกในประเทศไทยอาจส่งผลต่อความไวของเรดาร์บ้าง แนะนำให้ทำความสะอาดผิวเซ็นเซอร์เป็นประจำและหลีกเลี่ยงการติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่งที่เป็นโลหะบนกันชนหลัง รุ่น SUV หรูระดับเดียวกันอย่าง BMW X5 หรือ Mercedes GLE ก็มีระบบคล้ายๆ กัน แต่ระบบ Blind Spot Monitor ของ Lexus นั้นทำงานได้อย่างน่าเชื่อถือในสภาพการจราจรที่ซับซ้อนของประเทศไทย โดยเฉพาะเวลาที่ต้องเจอกับรถมอเตอร์ไซค์ที่ชอบแทรกหรือเปลี่ยนเลนกระทันหันในกรุงเทพฯ นอกจากนี้ ตำแหน่งจุดบอดในรถพวงมาลัยขวาของประเทศไทยจะต่างจากรถพวงมาลัยซ้ายเล็กน้อย แนะนำให้เจ้าของรถลองทดสอบการทำงานของระบบในพื้นที่โล่งเพื่อทำความเข้าใจระยะการเตือน และควรอัปเดตซอฟต์แวร์ระบบให้ล่าสุดอยู่เสมอเพื่อประสิทธิภาพที่ดีที่สุด ซึ่งศูนย์บริการ ตัวแทนจำหน่าย Lexus Thailand จะอัพเกรดโมดูลที่เกี่ยวข้องโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
Q
Lexus RX 350 สามารถบรรจุน้ำมันกี่แกลลอน
รถยนต์ Lexus RX 350 มีความจุถังน้ำมัน 72 ลิตร หรือประมาณ 19 แกลลอน ซึ่งการออกแบบนี้ตอบโจทย์การเดินทางระยะไกลได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีภูมิประเทศหลากหลาย ทั้งการขับขี่ในเมืองหรือการเดินทางข้ามจังหวัดก็สามารถทำได้โดยไม่ต้องหยุดเติมน้ำมันบ่อย ในไทยมีสถานีบริการน้ำมันกระจายตัวค่อนข้างหนาแน่น เช่น ปตท. และบางจาก ที่ให้บริการน้ำมันคุณภาพสูง แนะนำให้ใช้น้ำมันไร้สารตะกั่ว 95 แกลลอนขึ้นไปเพื่อประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ที่ดีที่สุด นอกจากนี้ควรตรวจสอบความสะอาดของถังน้ำมันและระบบเชื้อเพลิงอย่างสม่ำเสมอ เพราะสภาพอากาศแบบร้อนชื้นของไทยอาจทำให้เกิดความชื้นสะสมในถังน้ำมัน ส่งผลต่อประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง ส่วนเรื่องประหยัดน้ำมันของ Lexus RX 350 นั้นถือว่าทำได้ดี ในเมืองจะสิ้นเปลืองประมาณ 10-12 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร ส่วนบนทางหลวงจะลดลงเหลือ 8-9 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสไตล์การขับและสภาพถนนด้วย หากต้องการประหยัดน้ำมันมากขึ้น แนะนำให้ขับด้วยความเร็วคงที่และใช้แอร์อย่างเหมาะสม เพราะอากาศร้อนของไทยอาจทำให้ระบบแอร์ทำงานหนักกว่าปกติ
Q
Lexus RX 350 AWD ทำงานอย่างไร
Lexus RX 350 AWD เป็น SUV หรูที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบเต็มเวลา (AWD) ระบบนี้ทำงานผ่าน Differential กลางและระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ที่คอยตรวจสอบการลื่นไถลของล้อแบบเรียลไทม์ พร้อมปรับการกระจายแรงบิดระหว่างล้อหน้า-หลังและซ้าย-ขวาโดยอัตโนมัติ ทำให้มั่นใจได้ว่าจะมีแรงยึดเกาะที่เสถียรในทุกสภาพถนน ซึ่งเหมาะมากกับสภาพอากาศในไทยที่ทั้งเปียกชื้นและมีฝนตกบ่อย รวมถึงพื้นที่บางส่วนที่เป็นภูเขาซึ่งมีภูมิประเทศซับซ้อน RX 350 AWD ยังมาพร้อมโหมดขับขี่หลายแบบให้เลือกใช้ เช่น โหมดปกติ ประหยัดพลังงาน และสปอร์ต ซึ่งสามารถปรับการตอบสนองของระบบขับเคลื่อนและระบบสี่ล้อให้เหมาะกับสไตล์การขับขี่ของคุณได้ ทั้งในแง่ความสนุกและประหยัดน้ำมัน สำหรับเมืองไทยแล้ว รุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อแบบนี้เหมาะมากสำหรับการเดินทางไกลหรือขับขี่ในช่วงฤดูฝน เพราะช่วยเพิ่มความมั่นใจบนถนนลื่นหรือแม้แต่เส้นทางออฟโรดเล็กๆ อีกจุดเด่นที่คนไทยชอบคือความน่าเชื่อถือของ Lexus ที่ได้รับการยอมรับในตลาดไทยมานาน พร้อมเครือข่ายบริการหลังการขายที่ครอบคลุม ทำให้การดูแลรักษาเป็นเรื่องง่าย ถ้าคุณกำลังมองหา SUV หรูสักคันในไทย RX 350 AWD ถือเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ทั้งความสะดวกสบาย ความปลอดภัย และความประหยัด โดยเฉพาะในสภาพอากาศและถนนที่เปลี่ยนไปมาบ่อยๆ ระบบ AWD จะช่วยให้คุณขับขี่ได้มั่นใจขึ้นมาก
Q
Lexus RX 350 มีสีอะไรบ้าง?
สีทั้ง 11 แบบของ Lexus RX 350 นั้นทั้งมีเอกลักษณ์โดดเด่น เหมาะสุดๆกับรสนิยมและความต้องการใช้งานของคนไทย โดยโทนสีขาวอย่าง White Nova Glass Flake และ Sonic Quartz นั้นให้ความรู้สึกต่างกัน สีแรกมีเอฟเฟกต์เกล็ดแก้วส่องแสงระยิบระยับใต้แสงอาทิตย์ ส่วนสีหลังให้ความบริสุทธิ์เรียบหรู เหมาะกับการใช้งานในสภาพอากาศร้อนของไทยที่ต้องการความรู้สึกสดชื่น ส่วนโทนสีเมทัลลิกอย่าง Sonic Titanium Sonic Chrome และ Sonic Iridium นั้นให้ความรู้สึกล้ำยุคเหมาะกับการขับขี่ในเมือง สำหรับโทนสีเข้มอย่าง Graphite Black Glass Flake ที่มีเกล็ดแก้วเพิ่มมิติ และ Deep Blue Mica สีน้ำเงินเข้มคลาสสิคที่ให้ความรู้สึกมั่นคง ส่วนใครที่ชอบสีสันสดใส Red Mica Crystal Shine สีแดงพลังร้อนแรงและ Sonic Copper สีทองแดงสะดุดตาก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนชอบความแตกต่าง ส่วน Terrane Khaki Mica Metallic สีเขียวกากีที่ให้ความรู้สึกผจญภัยและ Heat Blue Contrast Layering สีฟ้าเกรเดียนต์ที่มีลวดลายศิลป์นั้นลงตัวสุดๆเมื่ออยู่ท่ามกลางธรรมชาติของไทย สีทั้งหมดนี้ไม่ได้แค่สวยงามแต่ยังผ่านการออกแบบพิเศษให้ทนต่อสภาพอากาศร้อนชื้นของไทย โดยสีอ่อนเหมาะกับพื้นที่อากาศร้อนตลอดปี ส่วนสีเมทัลลิกจะทนทานต่อรอยขีดข่วนและสภาพอากาศได้ดีกว่า Lexus มีชื่อเสียงด้านเทคโนโลยีสีรถที่ทั้งสวยและทนทาน การที่มีสีให้เลือกหลากหลายแบบนี้ก็แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่แบรนด์ให้กับตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
Q
Lexus RX รุ่นไหนดีที่สุด
รถยนต์ Lexus RX Series เป็นที่นิยมอย่างมากในตลาดไทย โดยเฉพาะรุ่น RX 450h+ แบบ Plug-in Hybrid ที่ถือเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด เพราะเหมาะกับสภาพถนนในเมืองและความต้องการรักษ์สิ่งแวดล้อมของไทย รถรุ่นนี้ใช้ระบบขับเคลื่อนแบบผสมระหว่างเครื่องยนต์ 2.5 ลิตร 4 สูบกับมอเตอร์ไฟฟ้า ที่ให้ระยะทางวิ่งแบบไฟฟ้าล้วนสูงสุดถึง 65 กิโลเมตร เพียงพอสำหรับการเดินทางประจำวันและช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้อย่างดี นอกจากนี้ Lexus ยังโดดเด่นในเรื่องความเงียบสงบและห้องโดยสารหรูหราที่ยังคงประสิทธิภาพแม้ในสภาพอากาศร้อนของไทย ส่วนรุ่น RX 350h Hybrid ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ ด้วยระบบขับเคลื่อนที่เรียบหรูและประหยัดน้ำมัน เหมาะสำหรับการเดินทางไกล คนไทยยังสามารถสนใจในฟีเจอร์ที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับตลาดไทย เช่น ระบบแอร์ที่แรงขึ้นและกระจกกันรังสียูวี ที่ตอบโจทย์สภาพอากาศแบบร้อนชื้นได้เป็นอย่างดี Lexus ในไทยยังมีเครือข่ายบริการหลังการขายที่ครอบคลุม ทำให้การดูแลรักษาเป็นเรื่องสะดวก โดยเฉพาะรถ Hybrid ที่มีประกันแบตเตอรี่เพิ่มความมั่นใจให้กับเจ้าของรถ ข้อควรรู้คือรัฐบาลไทยมีนโยบายลดภาษีสำหรับรถพลังงานสะอาด โดยรุ่น Plug-in Hybrid อาจได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม ดังนั้นก่อนซื้อแนะนำให้ตรวจสอบนโยบายล่าสุดเพื่อความคุ้มค่าสูงสุด
Q
Toyota รุ่นใดที่เทียบเท่ากับ Lexus RX 350
ในตลาดไทย Toyota Harrier คือรุ่นที่ใกล้เคียงกับ Lexus RX 350 มากที่สุด เพราะทั้งคู่ใช้แพลตฟอร์ม TNGA-K ร่วมกัน มีขนาดและสเปคเครื่องยนต์คล้ายกัน โดยเฉพาะหลังอัพเดทในปี 2020 ที่ทำให้ Harrier ดูพรีเมียมขึ้น แม้ว่าวัสดุภายในห้องโดยสารและระบบกันเสียงจะสู้ RX 350 ไม่เต็มร้อย แต่ Harrier มีจุดเด่นที่ราคาจับต้องง่ายกว่า เหมาะกับคนไทยที่อยากได้ความหรูแต่ยังคงดูเรื่องความคุ้มค่า โดย Harrier มีทั้งรุ่นเครื่อง 2.0L แบบปกติและรุ่นไฮบริด 2.5L ที่น่าสนใจคือรุ่นไฮบริดอาจได้ประโยชน์ด้านภาษีเพราะเป็นรถประหยัดพลังงาน แถมยังมีศูนย์บริการ Toyota ที่ครอบคลุมทั่วไทย ทำให้การซ่อมบำรุงสะดวกกว่าการใช้รถหรูนำเข้า แต่ถ้าคุณมีงบประมาณพร้อมและต้องการประสบการณ์การขับขี่ที่สมบูรณ์แบบกว่า Lexus RX 350 ก็ยังเป็นตัวเลือกพรีเมียมด้วยจุดเด่นเรื่องการนำเข้าและภาพลักษณ์แบรนด์ที่เหนือชั้น
Q
ความแตกต่างระหว่าง Lexus RX 350 และ 350L คืออะไร
ความแตกต่างหลักระหว่าง Lexus RX 350 และ RX 350L อยู่ที่ขนาดตัวถังและการจัดวางที่นั่งครับ โดย RX 350 เป็นเวอร์ชั่นมาตรฐาน 5 ที่นั่ง ส่วน RX 350L เป็นแบบเพิ่มระยะฐานล้อจาก RX 350 เพื่อให้มี 7 ที่นั่ง เหมาะกับครอบครัวที่ต้องการพื้นที่ใช้งานมากขึ้น โดยเฉพาะในประเทศร้อนๆอย่างไทย รุ่นทั้งสองมาพร้อมระบบแอร์ประสิทธิภาพสูงและกระจกกันความร้อน ที่ช่วยให้ความสะดวกสบายภายในรถ ส่วนเทคโนโลยี Hybrid ของ Lexus ในไทยก็ช่วยประหยัดน้ำมันได้ดีในสภาพการจราจรติดขัด ทั้งคู่ใช้เครื่องยนต์ V6 3.5 ลิตร ที่ให้กำลังขับเคลื่อนดีเยี่ยมเหมาะกับสภาพถนนหลากหลายแบบของไทย อย่างไรก็ดี การออกแบบตัวถังที่ยาวขึ้นของ RX 350L อาจต้องระวังเรื่องการจอดในซอยแคบๆ อย่างในกรุงเทพฯ แต่ไม่ต้องห่วงเรื่องบริการหลังการขาย เพราะ Lexus ในไทยมีเครือข่ายบริการที่ครบครัน พร้อมระบบดูแลรักษาที่สะดวก ทั้งสองรุ่นยังมาพร้อมระบบความปลอดภัยครบครัน เช่น ระบบป้องกันการชนและระบบช่วยรักษาช่องทางขับรถ ที่ตอบโจทย์สภาพการจราจรซับซ้อนของไทยได้เป็นอย่างดี
Q
วิธีการเปลี่ยนใบปัดน้ำฝน Lexus RX 350
การเปลี่ยนใบปัดน้ำฝนของ Lexus RX 350 นั้นง่ายมาก ขั้นแรกคุณต้องซื้อใบปัดน้ำฝนที่เหมาะกับรุ่นรถ ซึ่งหาซื้อได้ตามร้านอะไหล่รถยนต์ทั่วไปในไทย เช่น B-Quik หรือ SPEEDLAB แนะนำให้เลือกยี่ห้อเดิมจากโรงงานหรือแบรนด์ดังอย่าง Bosch หรือ Denso เพื่อให้ได้คุณภาพดี ในสภาพอากาศเมืองไทยที่ฝนตกบ่อย ใบปัดน้ำฝนที่ดีจะช่วยให้มองเห็นได้ชัดและใช้งานได้นานขึ้น เวลาเปลี่ยนให้ยกแขนปัดน้ำฝนขึ้น กดปุ่มปลดหรือตัวล็อคของใบเก่าเพื่อถอดออก จากนั้นจัดตำแหน่งใบใหม่ให้ตรงกับช่องล็อคแล้วดันจนได้ยินเสียง "คลิก" แสดงว่าติดตั้งเรียบร้อยแล้ว ระวังอย่าให้แขนปัดน้ำฝนดีดกลับมาโดนกระจกหน้ารถด้วย นอกจากนี้แนะนำให้เปลี่ยนใบปัดน้ำฝนทุก 6-12 เดือนหรือเมื่อสังเกตว่าปัดน้ำไม่สะอาด เพราะอากาศร้อนและแสงแดดแรงในไทยจะทำให้ยางเสื่อมสภาพเร็ว ควรตรวจสอบสภาพใบปัดน้ำฝนเป็นประจำเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ และเวลาทำความสะอาดกระจกหน้ารถอย่าใช้ใบปัดน้ำฝนปัดขณะกระจกแห้ง ควรใช้ร่วมกับน้ำยาทำความสะอาดกระจกเพื่อลดการสึกหรอของใบปัดน้ำฝน
Q
Lexus RX 350 น้ำหนักเท่าไหร่
น้ำหนักของรถยนต์ Lexus RX 350 จะแตกต่างกันไปตามปีที่ผลิตและระดับเครื่องแต่ง ซึ่งโดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 1,940 ถึง 2,050 กิโลกรัม ขึ้นอยู่กับระบบขับเคลื่อน (ขับเคลื่อนล้อหน้าหรือสี่ล้อ) และอุปกรณ์เสริมที่เลือก เช่น ในตลาดไทยมักจะมีหลังคาพาโนรามาหรือระบบเสียงระดับพรีเมียมที่อาจทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นเล็กน้อย สำหรับสภาพอากาศร้อนและเส้นทางซับซ้อนในไทย ตัวถังอลูมิเนียมน้ำหนักเบาของ RX 350 ช่วยให้ประหยัดน้ำมันและควบคุมง่าย เหมาะกับการใช้งานทั้งในรถติดกรุงเทพหรือทางเขาภูเชียงใหม่ ที่สำคัญคือน้ำหนักตัวรถมีผลต่อความเร็วและอัตราสิ้นเปลือง แต่เครื่องยนต์ V6 3.5 ลิตรของ RX 350 ให้กำลังมากพอสมควร แถมรุ่นที่ขายในไทยยังปรับแต่ง ECU ให้เข้ากับน้ำมันเบนซิน 95 โอคตานเพื่อประสิทธิภาพที่ดีสุด ถ้าคุณสนใจอยากซื้อ แนะนำให้ไปทดลองขับที่โชว์รูม เพราะกฎหมายไทยกำหนดให้รถนำเข้าต้องติดตั้งอุปกรณ์ความปลอดภัยเพิ่ม ซึ่งอาจทำให้น้ำหนักรถเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย
Q
วิธีรีเซ็ตไฟเตือนปริมาณน้ำมันสำหรับ Lexus RX 350
หากต้องการรีเซ็ตไฟเตือนระดับน้ำมันเชื้อเพลิงของ Lexus RX 350 คุณสามารถทำตามขั้นตอนเหล่านี้ได้ครับ ก่อนอื่นให้เติมน้ำมันให้เต็มถัง จากนั้นสตาร์ทรถ แล้วมองหาปุ่ม "Trip" ที่แผงหน้าปัด กดค้างไว้สักสองสามวินาทีจนกว่าไฟเตือนจะเริ่มกระพริบหรือดับ นั่นหมายถึงการรีเซ็ตสำเร็จแล้ว ในประเทศไทยเนื่องจากอากาศร้อนและการจราจรที่ติดขัดบ่อยๆ ผมแนะนำให้เจ้าของรถตรวจสอบระบบเชื้อเพลิงเป็นประจำเพื่อความแม่นยำ เพราะความร้อนสูงอาจส่งผลต่อความไวของเซ็นเซอร์วัดน้ำมันครับ ระบบแจ้งเตือนน้ำมันของ Lexus RX 350 ออกแบบมาได้แม่นยำมาก ช่วยเตือนให้คุณเติมน้ำมันทันเวลา ลดความเสี่ยงรถดับกลางทางได้ดีเลย ถ้าหากคุณสังเกตว่าไฟเตือนกระพริบบ่อยๆ ทั้งๆ ที่ยังมีน้ำมันอยู่ อาจเป็นเซ็นเซอร์ที่ต้องทำความสะอาดหรือสอบเทียบ แนะนำให้ไปตรวจเช็กที่ศูนย์บริการ Lexus ที่ได้รับอนุญาตในประเทศไทย ศูนย์บริการของ Lexus ที่นี่มักมีบริการวินิจฉัยปัญหาที่มืออาชีพมากๆ นอกจากนี้การสร้างนิสัยการขับขี่ที่ดี เช่น อย่าปล่อยให้น้ำมันใกล้หมดบ่อยๆ จะช่วยยืดอายุการใช้งานของปั๊มน้ำมันและเซ็นเซอร์ได้ โดยเฉพาะในสภาพการจราจรที่ต้องหยุดและออกตัวบ่อยๆ ในเมืองไทยแบบนี้
  • รถยอดนิยม

  • รุ่นปีรถยนต์

  • เปรียบเทียบรถยนต์

  • รูปภาพรถ

ข้อดี

รถมีลักษณะที่ทันสมัย มีเส้นสายที่รุนแรงมีอารมณ์ที่เต็มเปี่ยมด้วยการเคลื่อนไหวสามารถเลือกสีที่หลากหลาย< br>ผลงานด้านความปลอดภัยที่ยอดเยี่ยมได้รับการจัดอันดับความปลอดภัยขั้นสูงจาก IIHS
การกำหนดค่าทางเทคโนโลยีที่หลากหลาย หวีเลี้ยวสามารถปรับทั้ง 4 ทิศทางสร้างความสบายในการขับขี่และ การนั่งขับ
ซักระบบแบบอ่อนนุ่มสบาย 80 ไปในการปรับสั่นในแนวต้นที่ลาดเอียง
จอแสดงผลการนำทางขนาด 12.3 นิ้ว มีความละเอียดสูง ความสะดวกในการวางแผนการขับขี่

ข้อเสีย

ฝาครอบด้านหลังมีพื้นที่จัดเก็บสิ่งของเล็กน้อย
ที่นั่งแถวที่สามมีพื้นที่แคบ
หน้าตัวกรอบตะแกรงอาจไม่น่าตา
อุปกรณ์บางอย่างมีปัญหาง่าย โครงสร้างไฮบริดอาจทำให้เกิดการชำรุดเครื่องเสียงอาจเสียง่าย
ราคาสูง ราคาเริ่มต้น 4230000 บาท สูงกว่ารถขนาดเดียวกัน

Q&A ล่าสุด

Q
“ต้องใช้น้ำมันกี่ลิตรในการเดินทาง 300 กิโลเมตร?”
อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงในการเดินทาง 300 กิโลเมตรนั้นแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับรุ่นรถ สภาพถนน และพฤติกรรมการขับขี่ หากขับขี่บนทางหลวงตลอดเส้นทาง อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงโดยทั่วไปจะอยู่ที่ 7-8 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร ดังนั้นจึงต้องใช้ประมาณ 21-24 ลิตรสำหรับระยะทาง 300 กิโลเมตร ในเขตเมือง การขับขี่แบบหยุดๆ ไปๆ มาๆ บ่อยครั้งจะทำให้อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นเป็น 10-12 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร ดังนั้นจึงต้องใช้ 30-36 ลิตรสำหรับระยะทาง 300 กิโลเมตร ในสภาพการขับขี่แบบผสมผสาน (ครึ่งหนึ่งบนทางหลวงและครึ่งหนึ่งในเมือง) อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงโดยรวมจะอยู่ที่ประมาณ 8-10 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร ดังนั้นจึงต้องใช้ 24-30 ลิตรสำหรับระยะทาง 300 กิโลเมตร อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงยังแตกต่างกันไปตามรุ่นรถด้วย รถเก๋งประหยัดน้ำมัน (เช่น เครื่องยนต์ 1.6 ลิตร) มีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงโดยรวมประมาณ 7-8 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร ดังนั้นจึงต้องใช้ 21-24 ลิตรสำหรับระยะทาง 300 กิโลเมตร รถยนต์ประเภท SUV หรือรถยนต์ที่มีขนาดเครื่องยนต์ใหญ่ (เช่น เครื่องยนต์ 2.0T) มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงโดยเฉลี่ยประมาณ 10-12 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร และต้องใช้ 30-36 ลิตรสำหรับระยะทาง 300 กิโลเมตร การขับขี่อย่างนุ่มนวล (เช่น การรักษาระดับความเร็วที่ประหยัด และลดการเร่งและเบรกกะทันหัน) และการบำรุงรักษารถยนต์อย่างสม่ำเสมอ สามารถช่วยลดอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงได้อีกด้วย
Q
น้ำมันเบนซิน 95 จำนวน 1 ลิตร มีน้ำหนักกี่กิโลกรัม?
น้ำมันเบนซินชนิด 95 ปริมาตร 1 ลิตร มักมีน้ำหนักประมาณ 0.72 ถึง 0.75 กิโลกรัม ค่าที่แน่นอนจะได้รับอิทธิพลจากปัจจัยต่างๆ เช่น อุณหภูมิ ส่วนประกอบของน้ำมัน ฯลฯ ในสภาพอุณหภูมิห้อง (25 องศาเซลเซียส) ความหนาแน่นของน้ำมันเบนซิน 95 นั้นประมาณ 0.737 กรัมต่อมิลลิลิตร ดังนั้นน้ำหนักของน้ำมันเบนซินชนิดนี้ 1 ลิตรจึงประมาณ 0.737 กิโลกรัม เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น ความหนาแน่นของน้ำมันเบนซินจะลดลงเล็กน้อย และน้ำหนักก็จะลดลงตามไปด้วย ในขณะที่อุณหภูมิลดลง ความหนาแน่นจะเพิ่มขึ้น และน้ำหนักก็จะเพิ่มขึ้นตามลำดับ นอกจากนี้ ความแตกต่างเล็กน้อยในกระบวนการกลั่นน้ำมันหรือส่วนผสมของสารเติมแต่งต่างๆ ก็อาจทำให้เกิดการผันผวนเล็กน้อยในความหนาแน่นได้ แต่ช่วงค่าทั้งหมดยังคงอยู่ในช่วง 0.72 ถึง 0.75 กิโลกรัม ถังเก็บน้ำมันของสถานีบริการน้ำมันส่วนใหญ่ถูกฝังใต้ดิน และท่อใช้วัสดุพิเศษ ซึ่งสามารถลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิต่อปริมาตรของน้ำมันเบนซินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นในการเติมน้ำมันในชีวิตประจำวันจึงไม่จำเป็นต้องกังวลมากเกินไปเกี่ยวกับความแตกต่างของน้ำหนักที่เกิดจากอุณหภูมิ
Q
คุณสามารถขับรถได้กี่กิโลเมตรด้วยน้ำมัน 5 ลิตร?
จำนวนกิโลเมตรที่สามารถขับเคลื่อนได้ด้วยน้ำมันเบนซิน 5 ลิตรขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น รุ่นรถและสภาพถนน เป็นต้น ตัวอย่างเช่น รถแทงค์ 300 รุ่นไฮบริดน้ำมันเบนซิน มีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันจริงในสภาพเมืองประมาณ 11.5 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร จากการคำนวณนี้ น้ำมันเบนซิน 5 ลิตรสามารถขับเคลื่อนได้ประมาณ 43.5 กิโลเมตร (วิธีคำนวณ: 5 ลิตร ÷ 11.5 ลิตร/100 กิโลเมตร × 100 กิโลเมตร ≈ 43.5 กิโลเมตร) อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันของรถรุ่นต่างๆ มีความแตกต่างกันมาก โดยรถ SUV ออฟโรดเนื่องจากน้ำหนักตัวรถและความต้องการกำลัง มักสิ้นเปลืองน้ำมันมากกว่ารถยนต์ขนาดเล็กหรือรุ่นประหยัดพลังงาน นอกจากนี้ นิสัยการขับขี่และสภาพถนน (เช่น การจราจรติดขัดในเมืองหรือการขับบนทางหลวงด้วยความเร็วคงที่) ก็ส่งผลต่อระยะทางที่ขับเคลื่อนได้จริง ควรสังเกตว่ารถยนต์ดีเซลและรถยนต์เบนซินมีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันที่แตกต่างกัน เช่น รถแทงค์ 300 รุ่นดีเซลมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันทางการที่ 7.8 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร แต่ข้อมูลนี้เป็นสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล ไม่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเบนซิน
Q
วิธีการคำนวณการใช้เชื้อเพลิงมีอะไรบ้าง?
วิธีการคำนวณการใช้เชื้อเพลิงส่วนใหญ่ ได้แก่วิธีการวัดจากการทดลองขับรถบนถนน วิธีการคำนวณด้วยมือ วิธีการคำนวณด้วยคอมพิวเตอร์ในรถ และวิธีการคำนวณด้วยสูตรมืออาชีพ เป็นต้น ในวิธีการวัดจากการทดลองขับรถบนถนน การทดลองการใช้เชื้อเพลิงต่อ 100 กิโลเมตรในการขับรถด้วยความเร็วคงที่นิยมใช้มากที่สุด ซึ่งต้องดำเนินการบนถนนลาดยางที่เรียบและแห้ง ภายใต้สภาพอากาศที่เหมาะสม โดยรถต้องรักษาน้ำหนักบรรทุกตามที่กำหนด เริ่มทดสอบที่ความเร็ว 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมงด้วยเกียร์สูงสุด แล้วทำการทดสอบการขับขี่ด้วยความเร็วคงที่โดยเพิ่มความเร็วขึ้นทุกๆ 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ต้องวัดอย่างน้อย 5 จุดความเร็ว และสำหรับแต่ละความเร็วต้องขับไปและกลับสองครั้งเพื่อคำนวณการใช้เชื้อเพลิงต่อ 100 กิโลเมตร วิธีการคำนวณด้วยมือเป็นวิธีที่เจ้าของรถใช้กันทั่วไปในชีวิตประจำวัน โดยบันทึกปริมาณเชื้อเพลิงที่เติมและระยะทางที่ขับรถไป แล้วใช้สูตร "การใช้เชื้อเพลิง (ลิตร/100 กิโลเมตร) = ปริมาณเชื้อเพลิงที่เติม (ลิตร) ÷ ระยะทางที่ขับรถไป (กิโลเมตร) × 100" เพื่อคำนวณ เพื่อเพิ่มความถูกต้อง ต้องบันทึกข้อมูลอย่างต่อเนื่อง พิจารณาสภาพถนนที่แตกต่างกัน (การจราจรติดขัดในเมือง ทางหลวง ชานเมือง) สภาพการบรรทุก (บรรทุกเต็ม/ไม่บรรทุก) และสภาพการบำรุงรักษารถ นอกจากนี้ยังสามารถคำนวณผ่านค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงได้ โดยนำค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงหารด้วยราคาเชื้อเพลิงเพื่อได้ปริมาณเชื้อเพลิงทั้งหมด แล้วนำไปคำนวณร่วมกับระยะทางเพื่อหาการใช้เชื้อเพลิงต่อ 100 กิโลเมตร วิธีการคำนวณด้วยคอมพิวเตอร์ในรถจะแสดงข้อมูลการใช้เชื้อเพลิงโดยตรงผ่านหน้าปัดรถหรือหน้าจอข้อมูล ซึ่งสะดวกแต่อาจมีข้อผิดพลาดเล็กน้อย การคำนวณด้วยสูตรมืออาชีพ ได้แก่ อัตราการใช้เชื้อเพลิงที่มีประสิทธิภาพ (ปริมาณเชื้อเพลิงที่ใช้ต่อหน่วยเวลาหารด้วยกำลังที่มีประสิทธิภาพ แล้วคูณด้วย 1000 หน่วยเป็นกรัม/กิโลวัตต์-ชั่วโมง) และการคำนวณปริมาณเชื้อเพลิงที่ควรใช้ของรถใช้งาน (โดยใช้สูตรที่รวมอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเมื่อไม่บรรทุก การสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเพิ่มเนื่องจากน้ำหนักบรรทุก และระยะทางที่ขับรถไป) วิธีการประเภทนี้มักใช้สำหรับการวิเคราะห์ทางเทคนิคในอุตสาหกรรมหรือการคำนวณต้นทุนการดำเนินงาน วิธีการต่างๆ เหมาะสมกับสถานการณ์ที่แตกต่างกัน เจ้าของรถสามารถเลือกใช้ตามความต้องการ เมื่อใช้ในชีวิตประจำวัน ควรให้ความสำคัญกับความถูกต้องของการบันทึกข้อมูลและการพิจารณาปัจจัยสถานการณ์ต่างๆ เพื่อให้สามารถเข้าใจสภาพการใช้เชื้อเพลิงของรถได้อย่างแม่นยำมากขึ้น
Q
น้ำมัน 1 ลิตร เท่ากับระยะทางกี่กิโลเมตรในรถยนต์?
ระยะทางที่รถยนต์แต่ละรุ่นสามารถวิ่งได้ด้วยน้ำมันเบนซิน 1 ลิตรมีความแตกต่างกัน โดยตัวอย่างเช่น โตโยต้า YARIS ATIV Hybrid ที่มีสมรรถนะการประหยัดน้ำมันที่โดดเด่น จากการทดสอบพบว่าน้ำมัน 1 ลิตรสามารถขับเคลื่อนรถได้ไกล 26.3 ถึง 29.4 กิโลเมตร รุ่นนี้ติดตั้งระบบไฮบริด 1.5 ลิตร มีกำลังรวม 111 แรงม้า การส่งกำลังตอบสนองความต้องการการเดินทางประจำวันและการขับขี่ในเมือง และยังรองรับการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ E20 ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการใช้พลังงานของท้องถิ่น นอกจากนี้ รถยนต์ไฮบริดยังได้รับความนิยมจากผู้บริโภคในตลาดท้องถิ่น โดยยอดขายรถไฮบริดในประเทศไทยช่วงครึ่งแรกของปี 2568 เพิ่มขึ้น 30% ทำให้รถรุ่นที่มีประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันสูงเช่นนี้กลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกยอดนิยมของตลาด
ดูเพิ่มเติม