Q

BMW i8 Roadster ราคาเท่าไหร่

ในตลาดประเทศไทย BMW i8 Roadster เป็นรถสปอร์ตปลั๊กอินไฮบริดที่มีราคาขึ้นอยู่กับอุปกรณ์และนโยบายของผู้จำหน่าย โดยราคามักเริ่มต้นประมาณหนึ่งพันห้าร้อยล้านบาท ควรสอบถามผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการเพื่อรับข้อมูลราคาล่าสุด รถรุ่นนี้ติดตั้งเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบสามสูบขนาดหนึ่งจุดห้าลิตรทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังรวมสามร้อยเจ็ดสิบสี่แรงม้า วิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วนได้ประมาณห้าสิบห้ากิโลเมตร เหมาะกับการขับขี่ในเมืองและการเดินทางระยะสั้นในประเทศไทย จุดเด่นคือประตูแบบปีกนกและโครงสร้างตัวถังที่ใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ช่วยลดน้ำหนักแต่ยังคงความแข็งแรง ระบบปรับอากาศและการควบคุมอุณหภูมิแบตเตอรี่มีประสิทธิภาพสูงตอบโจทย์สภาพอากาศร้อนของไทย ผู้บริโภคชาวไทยที่เลือกซื้อรถพลังงานใหม่ประเภทนี้ยังได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีบางส่วน แต่ควรตรวจสอบความพร้อมของสถานีชาร์จและวางแผนติดตั้งที่ชาร์จในบ้านล่วงหน้า ในกลุ่มรถระดับเดียวกัน i8 Roadster โดดเด่นด้วยการออกแบบล้ำสมัยและแนวคิดรักษ์สิ่งแวดล้อม เหมาะสำหรับผู้บริโภคชาวไทยระดับพรีเมียมที่ต้องการเทคโนโลยีล้ำหน้าและความสนุกในการขับขี่
ข้อความพิเศษ: เนื้อหานี้โพสต์โดยผู้ใช้ และไม่ได้แสดงถึงมุมมองและจุดยืนของ PCauto

Q&A เกี่ยวข้อง

Q
"i" ใน BMW i8 หมายถึงอะไร
ในรถ BMW i8 ตัวอักษร "i" ย่อมาจาก "innovation" (นวัตกรรม) และ "intelligence" (ความชาญฉลาด) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเทคโนโลยีล้ำสมัยของ BMW ในด้านรถยนต์ไฟฟ้าและการเดินทางแห่งอนาคต ซีรีส์ i เป็นซับแบรนด์ที่ BMW ออกแบบมาเฉพาะสำหรับรถยนต์พลังงานใหม่ โดย i8 ในฐานะรถสปอร์ตปลั๊กอินไฮบริด ได้รวมเอาขุมพลังจากเครื่องยนต์ 1.5T 3 สูบกับมอเตอร์ไฟฟ้า เพื่อแสดงถึงประสิทธิภาพสูงและแนวคิดรักษ์สิ่งแวดล้อม ในตลาดไทย รถพลังงานใหม่อย่าง i8 เหมาะอย่างยิ่งกับเมืองที่มีการจราจรหนาแน่นอย่างกรุงเทพฯ เพราะโหมดไฟฟ้าสามารถลดการปล่อยมลพิษได้ นอกจากนี้ รัฐบาลไทยยังมีมาตรการส่งเสริมรถไฟฟ้า เช่น การลดภาษีนำเข้าและภาษีสรรพสามิต ทำให้รถอย่าง i8 น่าสนใจยิ่งขึ้น BMW ซีรีส์ i ยังมีรุ่นอื่นๆ เช่น i3 และในอนาคตอาจจะนำเข้ารุ่นไฟฟ้าเต็มรูปแบบเพิ่มเข้ามาในไทย เมื่อโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จในไทยพัฒนามากขึ้น รถพลังงานใหม่ก็จะได้รับความนิยมมากขึ้น การออกแบบและเทคโนโลยีของ i8 ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ BMW ในการสร้างความหรูหราแบบยั่งยืน เป็นทางเลือกสำหรับผู้บริโภคไทยที่ต้องการทั้งสมรรถนะสูงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
Q
วิธีการชาร์จ BMW i8
รถ BMW i8 ในฐานะรถสปอร์ตแบบปลั๊กอินไฮบริด ที่ประเทศไทยมีวิธีชาร์จไฟหลักๆ อยู่ 3 แบบ คือ ชาร์จผ่านเต้ารับมาตรฐานที่บ้าน ชาร์จผ่าน Wallbox ติดผนัง และชาร์จผ่านสถานีชาร์จสาธารณะ สำหรับในไทย แรงดันไฟฟ้า 220V ที่บ้านนั้นใช้งานได้กับสายชาร์จมาตรฐานที่มากับรถแต่ชาร์จช้าพอสมควร ใช้เวลาประมาณ 3-4 ชั่วโมงถึงจะเต็ม แต่ถ้าเลือกติดตั้ง Wallbox แบบที่ BMW แนะนำ (แบรนด์ยอดนิยมในไทยเช่น Delta หรือ ABB ก็มีขาย) จะช่วยลดเวลาชาร์จเหลือแค่ประมาณ 2 ชั่วโมงเท่านั้น ตอนนี้เครือข่ายสถานีชาร์จในไทยพัฒนาเร็วมาก โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ หรือเมืองใหญ่ๆ จะเห็นได้ตามห้างสรรพสินค้า อาคารสำนักงาน รวมถึงปั๊มน้ำมัน PTT ที่มีหัวชาร์จแบบ Type 2 ให้ใช้ แนะนำให้โหลดแอปพลิเคชันเช่น PlugShare ไว้เช็คจุดชาร์จใกล้ๆ ตัวได้แบบเรียลไทม์ แต่ต้องระวังหน่อยเพราะอากาศเมืองไทยทั้งร้อนทั้งฝนบ่อยๆ เลยควรเลือกอุปกรณ์ชาร์จที่กันน้ำได้มาตรฐาน IP54 ขึ้นไป และควรหลีกเลี่ยงการชาร์จกลางแจ้งตอนฝนตกหนัก ส่วนเรื่องการดูแลแบตเตอรี่สำหรับรถไฮบริดแบบนี้ ควรให้เครื่องยนต์ทำงานบ้างเป็นครั้งคราว จะช่วยยืดอายุแบตเตอรี่ได้ ซึ่งต่างจากการใช้รถไฟฟ้าแบบ 100% ที่คนไทยเริ่มคุ้นเคย ถ้าคิดจะขับทางไกล แนะนำให้วางแผนเส้นทางตามจุดชาร์จริมทางด่วนหลักๆ เช่น เส้นทางกรุงเทพฯ-หัวหิน ก็มีสถานีชาร์จเร็ว 150kW ให้ใช้หลายจุดตลอดทางแล้ว
Q
BMW i8 คืออะไร
บีเอ็มดับเบิลยู i8 เป็นรถสปอร์ตปลั๊กอินไฮบริดที่ผลิตโดยผู้ผลิตรถยนต์เยอรมันอย่างบีเอ็มดับเบิลยู (BMW) ออกวางตลาดครั้งแรกในปี 2014 ด้วยดีไซน์ที่ล้ำสมัยและเทคโนโลยีขับเคลื่อนอันทันสมัย ทำให้มันกลายเป็นหนึ่งในรถยนต์รุ่นเรือธงของแบรนด์ i8 มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร 3 สูบเทอร์โบชาร์จที่ทำงานคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังรวมสูงสุด 369 แรงม้า เร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 4.4 วินาที และสามารถวิ่งได้ประมาณ 37 กิโลเมตรในโหมดไฟฟ้าล้วน ซึ่งเหมาะมากกับการใช้ชีวิตในเมืองไทยสำหรับการเดินทางระยะสั้นๆ นอกจากนี้ การปล่อยมลพิษที่ต่ำยังสอดคล้องกับนโยบายส่งเสริมยานยนต์รักษ์สิ่งแวดล้อมของรัฐบาลไทยอีกด้วย ในตลาดไทย i8 ดึงดูดผู้บริโภคกลุ่มไฮเอนด์ด้วยดีไซน์ประตูปีกนกที่ดูเท่และโครงสร้างคาร์บอนไฟเบอร์ แม้ว่าตอนนี้จะหยุดผลิตไปแล้ว แต่ในตลาดมือสองก็ยังเป็นที่ต้องการมาก เทคโนโลยีไฮบริดเริ่มเป็นที่นิยมในไทยมากขึ้น รถสปอร์ตปลั๊กอินไฮบริดอย่าง i8 นับเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ทั้งความแรงและความรักษ์โลก ในอนาคตเมื่อโครงสร้างพื้นฐานสำหรับรถไฟฟ้าในไทยพัฒนามากขึ้น รถสปอร์ตปลั๊กอินไฮบริดแบบนี้ก็น่าจะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอีก
Q
BMW i8 มีที่นั่งกี่ที่
BMW i8 เป็นรถสปอร์ตปลั๊กอินไฮบริดที่มีดีไซน์ล้ำอนาคต ในตลาดไทยได้รับความสนใจทั้งด้านการออกแบบและประสิทธิภาพเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รุ่นนี้ใช้การจัดวางที่นั่งแบบ 2+2 มีทั้งหมด 4 ที่นั่ง แต่พื้นที่เบาะหลังค่อนข้างจำกัด เหมาะกับเด็กหรือการโดยสารระยะสั้น สำหรับผู้บริโภคไทย การออกแบบเบาะของ i8 ผสมผสานความสปอร์ตของรถสปอร์ตกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน แม้ในเมืองกรุงเทพฯ ที่การจราจรติดขัดการใช้เบาะหลังอาจน้อย แต่เมื่อมีผู้โดยสารครอบครัวหรือเพื่อนก็เพียงพอสำหรับการใช้งาน นอกจากนี้ โครงสร้างตัวถังคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบาและประตูปีกนกของ i8 แสดงความแข็งแรงแม้ในอากาศร้อนของไทย ระบบขับเคลื่อนไฮบริดยังช่วยลดน้ำมันในสภาพการจราจรที่ต้องหยุด-ออกบ่อย เหมาะกับผู้ขับที่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสภาพถนนในไทย แนะนำให้ทดลองขับก่อนซื้อเพื่อประเมินความสะดวกสบายของเบาะและการขึ้นลงรถ
Q
BMW i8 ราคาเท่าไหร่
ในตลาดประเทศไทย BMW i8 เป็นรถสปอร์ตปลั๊กอินไฮบริดที่ราคาจะแตกต่างกันไปตามรุ่น ปีที่ผลิต และโปรโมชั่นจากตัวแทนจำหน่าย โดยราคาสำหรับรถใหม่จะอยู่ที่ประมาณ 15-18 ล้านบาท ส่วนรถมือสองราคาจะลดลงเหลือประมาณ 8-12 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับสภาพรถและระยะทางที่ใช้งาน รถคันนี้มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร 3 สูบเทอร์โบชาร์จที่ทำงานคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังรวมสูงสุดถึง 369 แรงม้า และสามารถวิ่งได้ประมาณ 50 กิโลเมตรในโหมดไฟฟ้าล้วน ซึ่งเหมาะมากกับการใช้งานในเมืองหรือทริปสั้นๆ ในประเทศไทย รัฐบาลไทยยังมีนโยบายสนับสนุนรถพลังงานสะอาดด้วยการลดภาษีนำเข้าและภาษีสรรพสามิต ทำให้ราคาของ i8 ถูกลงบ้าง ที่สำคัญตอนนี้สถานีชาร์จไฟในไทยกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกรุงเทพฯและเชียงใหม่ที่ห้างสรรพสินค้าหรืออาคารสำนักงานหลายแห่งมีจุดชาร์จให้บริการสะดวกสบาย ส่วนเรื่องการใช้งานในระยะยาว i8 จะมีประกันแบตเตอรี่ 8 ปีหรือ 100,000 กิโลเมตร และ BMW ประเทศไทยยังมีเครือข่ายบริการหลังการขายที่ครบครัน รวมถึงโปรแกรมตรวจสอบสภาพแบตเตอรี่และแพ็คเกจดูแลเฉพาะสำหรับเจ้าของรถ เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง Porsche 911 ไฮบริดหรือ Audi R8 e-tron ที่ราคาสูงกว่า i8 ยังคงเป็นที่นิยมในกลุ่มผู้บริโภคระดับสูงด้วยดีไซน์ที่ดู futururistic และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
Q
เท่าไหร่ที่จะเช่า bmw i8
ราคาเช่าบีเอ็มดับเบิลยู i8 ในไทยจะแตกต่างกันไปตามระยะเวลาเช่า รุ่นปีของรถ และบริษัทที่ให้บริการเช่า โดยทั่วไปถ้าเช่าประจำวันจะตกอยู่ที่ประมาณ 15,000-25,000 บาท ส่วนแบบรายสัปดาห์อาจอยู่ที่ 90,000-120,000 บาท แต่ราคาที่แน่นอนจะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขเพิ่มเติมเช่นประกันหรือระยะทางที่อนุญาตให้ขับได้ บีเอ็มดับเบิลยู i8 เป็นรถสปอร์ตปลั๊กอินไฮบริดที่โดดเด่นทั้งดีไซน์และสมรรถนะ แถมระบบแบตเตอรี่ยังถูกออกแบบมาให้ใช้งานในสภาพอากาศร้อนแบบไทยๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าคิดจะเช่าในเมืองดังๆ อย่างกรุงเทพหรือภูเก็ตแนะนำให้จองล่วงหน้าโดยเฉพาะช่วงไฮซีซันเพราะรถระดับนี้มักถูกจองเร็ว นอกจากนี้บางบริษัทเช่าระดับพรีเมียมยังมีบริการส่งรถถึงที่ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมหรือสนามบิน แต่บริการเสริมแบบนี้อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มนะ ถ้าสนใจรถพลังงานใหม่ ลองศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายเช่ารถ EV ในไทยด้วย เพราะบางพื้นที่อาจมีจุดชาร์จไฟหรือสิทธิ์ลดหย่อนภาษีที่จะช่วยให้ตัดสินใจง่ายขึ้น
Q
BMW i8 วิ่งเร็วแค่ไหน
รถ BMW i8 ถูกจำกัดความเร็วสูงสุดไว้ที่ 250 กม./ชม. ซึ่งถือเป็น performance ที่โดดเด่นมากในกลุ่มรถสปอร์ต Plug-in Hybrid ด้วยระบบขับเคลื่อนที่ผสมผสานระหว่างเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร 3 สูบ เทอร์โบชาร์จ และมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังรวมสูงถึง 369 แรงม้า เร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 4.4 วินาที สำหรับสภาพอากาศร้อนของประเทศไทย แนะนำให้ระวังเรื่องประสิทธิภาพการระบายความร้อนของแบตเตอรี่เพื่อรักษาสมรรถนะให้คงที่ ส่วนในสภาพการจราจรติดขัดอย่างในกรุงเทพฯ การใช้โหมดขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว (ระยะทางประมาณ 37 กม.) จะช่วยประหยัดน้ำมันได้มากกว่า นอกจากนี้ดีไซน์ประตูผีเสื้อและโครงสร้างคาร์บอนไฟเบอร์ยังเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นในตลาดรถหรูไทย แต่ควรตรวจสอบศูนย์บริการหลังการขายในพื้นที่เกี่ยวกับความพร้อมในการดูแลระบบ Hybrid และหากกำลังมองหา i8 มือสอง ควรตรวจสอบสภาพของชุดแบตเตอรี่แรงดันสูงเป็นพิเศษ ส่วนรุ่นพวงมาลัยขวาที่ขายในไทยอาจให้ความรู้สึกในการขับขี่ที่แตกต่างจากรุ่นพวงมาลัยซ้ายเล็กน้อย
  • รถยอดนิยม

  • รุ่นปีรถยนต์

  • เปรียบเทียบรถยนต์

  • รูปภาพรถ

ข้อดี

การออกแบบรถทันสมัยและล้ำสมัย, มีขั้นตอนสามมิติที่สมจริง
การตกแต่งภายในหรูหราและเรียบร้อย, พื้นที่กว้างขวางและสบาย รองเท้ามีรอยสวยงาม, พรมสร้างบรรยากาศที่ดี
การออกแบบพลศาสตร์โดยใช้อากาศยอดเยี่ยม, ทุกส่วนสอดคล้องกับกลศาสตร์ของของไหล
ใช้วัสดุไฟเบอร์คาร์บอนที่มีน้ำหนักเบาและแข็งแกร่ง, รถมีน้ำหนักเบา
มีระบบพลังงานผสม, ม้าแรงขึ้นถึง 374

ข้อเสีย

ไม่เหมาะสำหรับการขับขี่ประจำวัน
พวกเขามีข้อเข้ารถที่ยากยากมากเนื่องจากการออกแบบรถที่ต่ำและที่นั่งที่ลึก
พื้นที่เก็บของน้อย และไม่เหมาะสำหรับการโหลดสินค้าหรือคน
พวกเขามีการบำรุงรักษาที่ยากและต้องการทักษะทางวิชาชีพและอุปกรณ์พิเศษ
พวกเขามีราคาสูง เนื่องจากการออกแบบรถแข่งที่เป็นเอกลักษณ์ ราคาขอบสูงถึงหลายล้าน

Q&A ล่าสุด

Q
"รถที่มีราคาสูงที่สุดในโลกในปี 2024 คืออะไร?"
ในปี 2024 รถยนต์ที่แพงที่สุดในโลกคงหนีไม่พ้น Rolls-Royce Boat Tail รุ่นคัสตอมสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ราคาพุ่งไป 28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากเรือยอร์ชโบราณ ตัวถังทาสีเมทัลลิกที่ขัดมืออย่างประณีต ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยอุปกรณ์สุดหรูเช่น ตู้เย็นเก็บแฮมพาร์มาและชุดเครื่องเงินสำหรับคาเวียร์ ตามมาติดๆ คือ Bugatti La Voiture Noire รถซุปเปอร์คาร์สัญชาติฝรั่งเศสที่ราคา 18.5 ล้านดอลลาร์ มาพร้อมเครื่องยนต์ W16 8.0 ลิตร ที่ทำความเร็วสูงสุดได้ 420 กม./ชม. สำหรับในตลาดรถไทย เราอาจจะเคยเห็น Rolls-Royce Phantom หรือ Lamborghini รุ่นลิมิเต็ดเอดิชันวิ่งอยู่แถวกรุงเทพฯบ้าง ซึ่งรถระดับนี้มักจะมีระบบป้องกันฝุ่นพิเศษ สําหรับผู้ที่ชื่นชอบการสะสมรถยนต์ นอกจากการให้ความสําคัญกับราคาแล้ว ควรเข้าใจศักยภาพในการรักษามูลค่าของรถยนต์เหล่านี้มากขึ้น เช่น ราคาของ Ferrari 250 GTO ในการประมูลเพิ่มขึ้นจาก 35 ล้านเป็น 70 ล้านเหรียญสหรัฐในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ความขาดแคลนนี้จึงเป็นคุณค่าหลักของรถยนต์หรูหราชั้นนํา
Q
อะไรทำให้ Revuelto มีราคาแพงขนาดนี้?
ราคาสูงลิ่วของ Lamborghini Revuelto เกิดจากการลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูงในฐานะซูเปอร์คาร์ไฮบริดแบบปลั๊กอินรุ่นแรกของแบรนด์ พร้อมด้วยคุณสมบัติการผลิตแบบลิมิเต็ดเอดิชัน ที่มาพร้อมระบบไฮบริดซึ่งประกอบด้วยเครื่องยนต์ 6.5 ลิตร V12 แบบดูดธรรมชาติและมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว ให้กำลังสูงถึง 1,015 แรงม้า เร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 2.5 วินาที สมรรถนะระดับนี้ต้องพึ่งพาวัสดุลดน้ำหนักจากคาร์บอนไฟเบอร์และระบบช่วงล่างที่ปรับแต่งมาในระดับมาตรฐานการบิน เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถขับเคลื่อนอย่างเต็มประสิทธิภาพแม้ในสภาพอากาศร้อนระอุของประเทศไทย ระบบระบายความร้อนอัจฉริยะและจานเบรกเซรามิกจะช่วยรักษาความเสถียรระหว่างขับขี่แบบสุดเหวี่ยง ส่วนกรรมวิธีการผลิตแบบทำมือในอิตาลีทำให้ผลผลิตต่อเดือนไม่ถึง 100 คัน ความหายากนี้เองที่ดันราคาให้สูงขึ้น ซูเปอร์คาร์ระดับนี้ส่วนใหญ่จะผลิตแบบออร์เดอร์เมด (สั่งทำตามใบสั่ง) โดยบริการปรับแต่งพิเศษเช่นสีรถเฉพาะหรือหนังหุ้มเบาะภายในย่อมเพิ่มต้นทุนเข้าไปอีก ในขณะที่ระบบไฮบริดซึ่งซับซ้อนกว่าซูเปอร์คาร์ทั่วไปก็ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาระยะยาวด้วย ที่น่าสนใจคือ ไฮเปอร์คาร์ในระดับราคานี้มักมาพร้อมเทคโนโลยีระดับสนามแข่ง อย่างระบบแอคทีฟแอโรไดนามิกส์หรือระบบกระจายแรงบิด (Torque Vectoring) ซึ่งต้นทุนการวิจัยและพัฒนาที่สูงลิบเหล่านี้จะถูกเฉลี่ยเข้ากับแต่ละคันที่ผลิต ทำให้รถสมรรถนะขั้นสุดแบบนี้กลายเป็นสินค้าเฉพาะกลุ่มโดยธรรมชาติ
Q
มียอดขายรถ Lamborghini ในปี 2024 จำนวนเท่าไร?
ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับยอดขายทั่วโลกของ Lamborghini ในปี 2024 แต่จากผลงานในปีที่ผ่านมาของแบรนด์นี้ พบว่ายอดขายต่อปีมักจะอยู่ที่ประมาณ 8,000 ถึง 10,000 คัน โดยรุ่น Urus เป็นตัวหลักที่ทำยอดขายเกิน 60% ของทั้งหมด ในตลาดท้องถิ่น Lamborghini มีเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายครอบคลุมเมืองใหญ่ๆ พร้อมเสนอผลิตภัณฑ์ครบทุกรุ่นทั้ง Huracán Aventador รุ่นต่อเนื่อง และ Urus ซึ่งรุ่น Urus นั้นได้รับความนิยมเป็นพิเศษเพราะตอบโจทย์ทั้งความแรงและความประหยัดพื้นที่ ที่น่าสนใจคือแบรนด์ซูเปอร์คาร์ในยุคนี้กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้า Lamborghini เองก็ประกาศแล้วว่าจะเปิดตัว Revuelto รุ่นไฮบริดแรก ซึ่งนับเป็นการเริ่มปรับตัวตามเทรนด์พลังงานสะอาด แต่ยังคงรักษาลักษณะเฉพาะของเครื่องยนต์ความจุสูงไว้ แนวทางนี้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าในท้องถิ่นที่อยากได้ทั้งสมรรถนะสูงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สำหรับผู้ที่สนใจซื้อ นอกจากจะดูตัวเลขยอดขายแล้ว ควรให้ความสำคัญกับระยะเวลารอคอยและการบริการปรับแต่งเฉพาะตัวของรุ่นลิมิเต็ดเอดิชันเหล่านี้ ซึ่งปกติต้องติดต่อล่วงหน้ากับตัวแทนจำหน่ายอย่างน้อยหลายเดือนเพื่อกำหนดสเปค
Q
รถยนต์ที่ขายเร็วที่สุดในปี 2024 คือรุ่นใด
รถยนต์ที่ขายดีที่สุดในปี 2024 คือ Toyota Hilux Revo ซึ่งเป็นรถปิคอัพที่ครองใจผู้บริโภคด้วยความทนทาน ประหยัดน้ำมัน และความสามารถในการขับขี่บนทุกสภาพถนน โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่ต้องขนของหรือเดินทางไกลบ่อยๆ Hilux Revo ไม่เพียงแต่มีโครงสร้างแข็งแรงและระบบเครื่องยนต์อันล้ำสมัย แต่ยังมาพร้อมฟีเจอร์ช่วยขับขี่อัจฉริยะ ที่ช่วยเพิ่มทั้งความปลอดภัยและความสะดวกสบายให้ผู้ขับขี่ นอกจากรถปิคอัพแล้ว รถไฟฟ้าอย่าง BYD ATTO 3 ก็มาแรงไม่แพ้กัน ด้วยราคาคุ้มค่าและค่าใช้จ่ายในการใช้งานที่ต่ำ ดึงดูดผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงปีที่ผ่านมา ยอดขายรถไฮบริดและรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นชัดเจน สะท้อนให้เห็นว่าตลาดเริ่มยอมรับเทคโนโลยีประหยัดพลังงานมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ที่ใช้น้ำมันแบบเดิมหรือรถพลังงานใหม่ สิ่งที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญเวลาซื้อรถคือความคุ้มค่า ความทนทาน และค่าบำรุงรักษา ขณะที่การบริการหลังการขายและการจัดหาอุปกรณ์เสริมที่แปลเป็นภาษาท้องถิ่นก็เป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อ
Q
รถที่เป็นที่ต้องการมากที่สุดในปี 2024 คืออะไร?
คาดว่าในปี 2024 รถยนต์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดจะเป็นรุ่นไฮบริดและไฟฟ้าเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะ Toyota bZ4X และ BYD ATTO 3 ที่ผสมผสานระหว่างความใช้งานได้จริงกับเทคโนโลยีรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งดึงดูดผู้บริโภคจำนวนมากด้วยต้นทุนการประหยัดพลังงานและนโยบายสนับสนุนจากรัฐบาล ส่วนรถปิกอัพอย่าง Toyota Hilux Revo และ Isuzu D-MAX ยังคงเป็นที่นิยมสูงเนื่องจากความทนทานและความหลากหลายในการใช้งานที่เหมาะกับสภาพถนนและไลฟ์สไตล์ของคนไทย นอกจากนี้รถหรูแบรนด์ดังอย่าง Mercedes-Benz EQ Series และ BMW iX ก็ยังครองใจกลุ่มตลาดบนด้วยภาพลักษณ์แบรนด์และเทคโนโลยีล้ำสมัย ด้วยการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จไฟและการเพิ่มความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมของผู้บริโภคตลาดรถยนต์ไฟฟ้ามีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญในขณะที่ยานพาหนะเชื้อเพลิงแบบดั้งเดิมยังคงสามารถแข่งขันได้ด้วยเทคโนโลยีไฮบริด แนะนำให้ทดลองขับรถและเปรียบเทียบค่าบำรุงรักษาและประสิทธิภาพความทนทานของพลังงานประเภทต่าง ๆ ก่อนที่จะซื้อรถเพื่อให้เหมาะกับความต้องการส่วนบุคคล
ดูเพิ่มเติม