Q

ถุงน้ำหนักของ Lamborghini Countach เท่าไหร่

น้ำหนักของถุงลมนิรภัยในรถ Lamborghini Countach จะแตกต่างกันไปตามรุ่นและการกำหนดสเปค โดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 2-4 กิโลกรัม ระบบถุงลมนิรภัยของซูเปอร์คาร์คลาสสิกรุ่นนี้ถูกออกแบบมาให้สมดุลระหว่างน้ำหนักเบาและประสิทธิภาพสูง เพื่อตอบโจทย์ประสบการณ์การขับขี่สุดเร้าใจ ในสภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทย เจ้าของรถควรตรวจสอบระบบถุงลมนิรภัยเป็นประจำ โดยเฉพาะความแน่นหนาของระบบและสภาพของชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อป้องกันไม่ให้ความร้อนและความชื้นส่งผลต่อความเชื่อถือได้ของระบบ ต้องบอกว่า Countach ในฐานะรุ่นหลักชัยของ Lamborghini ที่มีแนวคิดการออกแบบส่งอิทธิพลต่อซูเปอร์คาร์รุ่นหลังๆ อย่างมาก ทั้งรูปทรงลิ่มคมๆ และประตูแบบกรรไกรที่เวลาแล่นบนถนนไทยทีไร เป็นต้องสะดุดตาคนดูทุกครั้ง สำหรับคอซูเปอร์คาร์ไทย นอกจากจะสนใจสเปคเครื่องยนต์แล้ว ยังต้องระวังกฎหมายเกี่ยวกับชิ้นส่วนแต่งรถด้วย โดยเฉพาะการดัดแปลงระบบความปลอดภัยอย่างถุงลมนิรภัย ต้องทำอย่างระมัดระวังและผ่านมาตรฐานของกรมการขนส่งทางบกด้วย
ข้อความพิเศษ: เนื้อหานี้โพสต์โดยผู้ใช้ และไม่ได้แสดงถึงมุมมองและจุดยืนของ PCauto

Q&A เกี่ยวข้อง

Q
Lamborghini Countach มีเครื่องยนต์ประเภทใด
Lamborghini Countach เป็นรถที่ใช้เครื่องยนต์ V12 แบบธรรมชาติ ซึ่งเป็นรุ่นคลาสสิกที่ผลิตระหว่างปี 1974 ถึง 1990 เครื่องยนต์ของมันเริ่มจากความจุ 4.0 ลิตร แล้วค่อยๆ อัพเกรดไปเป็น 5.2 ลิตรในรุ่นหลังๆ แรงม้าจาก 375 แรงม้าเพิ่มขึ้นไปถึง 455 แรงม้า การออกแบบเป็นแบบขับเคลื่อนล้อหลังและวางเครื่องยนต์กลางตามแนวยาว พร้อมเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ทำให้มันเป็นสุดยอดรถซุปเปอร์คาร์ในยุคนั้น สำหรับแฟนรถไทยแล้ว Countach เป็นรถที่ดูแล้วรู้ทันทีว่าเป็นรุ่นไหน ด้วยประตูแบบกรรไกรและเส้นสายตัวรถที่คมชัด แม้แต่บนถนนไทยในทุกวันนี้ก็ยังเป็นที่สะดุดตา อีกเรื่องที่ต้องพูดถึงคืออากาศร้อนของไทยที่ท้าทายการดูแลรถคลาสสิกอย่าง Countach โดยเฉพาะเรื่องการระบายความร้อนของเครื่องยนต์และปัญหายางเสื่อมสภาพ แม้ว่าตอนนี้รถไฟฟ้าจะเริ่มเป็นที่นิยม แต่ความรู้สึกและเสียงเครื่อง V12 แบบธรรมชาติของ Countach ก็ยังเป็นความฝันของคอรถไทยหลายคนอยู่ดี
Q
Lamborghini Countach มีแรงม้าเท่าไหร่
รถซูเปอร์คาร์คลาสสิกอย่าง Lamborghini Countach นั้นมีสเปคเครื่องยนต์ที่แตกต่างกันไปในแต่ละรุ่น ถ้าเอาแบบที่โด่งดังที่สุดอย่าง Countach LP500 S มาพูดกัน เครื่องยนต์ V12 5.2 ลิตร แบบธรรมดาทำให้ผลิตกำลังได้ถึง 375 แรงม้า (ประมาณ 382 PS) ส่วนรุ่นพิเศษอย่าง LP5000 QV ที่ออกมาในโอกาสครบรอบ 25 ปีนั้นแรงขึ้นไปอีกถึง 455 แรงม้า (ประมาณ 461 PS) สมัยยุค 80s รถคันนี้เป็นเหมือนสัญลักษณ์ในโรงรถของเศรษฐีไทยด้วยดีไซน์ล้ำยุครูปทรงลิ่มและประตูปีกนก แม้ทุกวันนี้ก็ยังเห็นโชว์อยู่ในงานคลาสสิกคาร์โชว์ที่กรุงเทพฯ อีกเรื่องที่ต้องเน้นคืออากาศร้อนๆ ของไทยนี่แหละที่ทำให้การดูแลรถเก่าๆ แบบนี้ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะ Countach ที่ใช้ระบบระบายความร้อนด้วยลม ควรตรวจเช็คประสิทธิภาพการระบายความร้อนบ่อยๆ ถึงแม้ว่ารถซูเปอร์คาร์ยุคใหม่อย่าง Huracán จะใช้ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำที่ทันสมัยกว่า แต่เสน่ห์ของ Countach ยังคงเป็นที่พูดถึงในหมู่คอรถด้วยความบริสุทธิ์ทางวิศวกรรมแบบดั้งเดิม ตลาดรถมือสองระดับไฮเอนด์ของไทยยังให้มูลค่ากับรถรุ่นนี้สูงมาก บางคันที่สภาพสมบูรณ์อาจมีราคาสูงกว่าราคาตอนใหม่อยู่หลายเท่า
Q
เมื่อ Lamborghini Countach ใหม่จะเปิดตัว
ตอนนี้ทางลัมโบร์กินียังไม่ได้ประกาศวันวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยสำหรับรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Countach แต่เราสามารถคาดการณ์คร่าวๆ จากช่วงเวลาที่เปิดตัวในตลาดโลกได้ รุ่น Limited Edition นี้เป็นรถซูเปอร์คาร์ไฮบริดที่ออกแบบมาเพื่อแสดงความเคารพต่อรุ่นคลาสสิกอย่าง Countach โดยเปิดตัวครั้งแรกในปี 2021 มาพร้อมเครื่องยนต์ V12 6.5 ลิตร และระบบไฮบริด 48V ที่ให้กำลังรวมสูงถึง 814 แรงม้า โดยปกติแล้วตลาดไทยจะได้เห็นรถรุ่นใหม่หลังจากวางจำหน่ายในยุโรปประมาณ 6-12 เดือน แนะนำให้ติดตามข่าวสารล่าสุดผ่านเว็บไซต์ทางการของลัมโบร์กินีประเทศไทยหรือตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ที่น่าสนใจคือประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญสำหรับซูเปอร์คาร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะรุ่น Limited Edition ที่ได้รับความนิยมสูง จะเห็นได้ว่าช่วงไม่กี่ปีมานี้บนถนนในกรุงเทพเริ่มมีรถซูเปอร์คาร์ไฮบริดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสนใจของคนไทยที่มีต่อรถสมรรถนะรักษ์สิ่งแวดล้อมมากขึ้น สำหรับคนที่สนใจเจ้าตัว Countach รุ่นนี้ที่ผสมผสานระหว่างความคลาสสิกและเทคโนโลยีล้ำสมัย แนะนำให้ติดต่อตัวแทนจำหน่ายล่วงหน้าเพื่อสอบถามเรื่องโควต้า เพราะรถรุ่นนี้ผลิตจำกัดเพียง 112 คันทั่วโลก อาจมีการแข่งขันสูงหน่อย ส่วนเรื่องงบประมาณต้องเตรียมตัวให้ดีเพราะประเทศไทยมีอากรขาเข้าสำหรับรถซูเปอร์คาร์ค่อนข้างสูง แต่ข้อดีคือลัมโบร์กินีประเทศไทยมีบริการด้านการเงินและหลังการขายที่ครบวงจร ช่วยให้การเป็นเจ้าของรถรุ่นนี้สะดวกสบายขึ้นมาก
Q
Lamborghini Countach ปรากฏตัวเมื่อไหร่
สำหรับแฟนรถชาวไทยแล้ว Lamborghini Countach ถือเป็นซูเปอร์คาร์คลาสสิกที่ทรงอิทธิพลมากๆ คันแรกปรากฏตัวในงานเจนีวามอเตอร์โชว์ปี 1974 (เวอร์ชันผลิตจริงวางขายช่วงปี 1974-1990) ส่วนรุ่นล่าสุดอย่าง Countach LPI 800-4 ที่ออกมาในปี 2021 นี่คือรถที่ผลิตขึ้นมาเพื่อแสดงความเคารพต่อต้นแบบ มาพร้อมเครื่องยนต์ V12 6.5 ลิตรแบบไฮบริด ผลิตจำกัดเพียง 112 คันทั่วโลก แม้ในไทยจะพบเห็นยากแต่สามารถสอบถามข้อมูลผ่านช่องทางทางการของแลมโบร์กินีกรุงเทพฯ ได้ครับ ดีไซน์ล้ำยุครูปทรงลิ่มของ Countach ยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้กับการออกแบบซูเปอร์คาร์ยุคใหม่เสมอ ตลาดรถซูเปอร์คาร์ในไทยโตขึ้นเรื่อยๆ แต่ต้องระวังเรื่องการดูแลรักษาตัวถังคาร์บอนไฟเบอร์ในสภาพอากาศร้อนชื้น แนะนำให้ใช้บริการศูนย์บริการอย่างเป็นทางการเพื่อรักษาประสิทธิภาพให้เต็มที่ครับ การกลับมาของ Countach สะท้อนกระแสความนิยมรถคลาสสิกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ไทยเองก็มีชุมชนคนรักรถคลาสสิกแบบนี้เหมือนกัน ถ้าอยากสัมผัสวัฒนธรรมรถแบบเต็มอิ่ม ลองไปร่วมกิจกรรมกับกลุ่มคนเหล่านี้ดูนะครับ จะได้เห็นถึงความพิเศษของรถยุคทองอย่างแท้จริง
Q
Lamborghini Countach ราคาเท่าไหร่
รถซูเปอร์คาร์ Lamborghini Countach รุ่นคลาสสิกที่ถูกนำกลับมาออกแบบใหม่นี้ ในตลาดประเทศไทยราคาจะขึ้นอยู่กับสเปก อัตราแลกเปลี่ยน และภาษีนำเข้า โดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 150-200 ล้านบาท แต่เพื่อความแม่นยำควรสอบถามราคาล่าสุดจากตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในกรุงเทพฯ หรือพัทยา รุ่นนี้มาพร้อมเครื่องยนต์ 6.5 ลิตร V12 แบบสูบธรรมชาติ ให้กำลังสูงสุดถึง 759 แรงม้า ยังคงรักษาเอกลักษณ์การออกแบบทรงลิ่มเหมือนต้นฉบับยุค 1970 แต่เพิ่มเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าไป เช่น ตัวถังคาร์บอนไฟเบอร์และหน้าจอแสดงผลดิจิทัล ในไทย รถซูเปอร์คาร์ระดับนี้มักต้องสั่งนำเข้าเป็นกรณีพิเศษ และต้องคำนึงถึงภาษีนำเข้าที่อาจสูงถึง 300% รวมถึงภาษีสรรพสามิตอีก 7% ที่น่าสนใจคือ นักเล็งรถหรูไทยมักมีโอกาสเห็นรถแบบนี้ในโซนปลอดอากรหรืองานแข่งรถ ส่วน Countach ที่ผลิตจำกัดเพียง 112 คันทั่วโลก อาจมีราคาสูงขึ้นในตลาดมือสอง หากสนใจรถคลาสสิก Super Run สามารถติดตามงานมอเตอร์โชว์ท้องถิ่นของไทย เช่น งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ หรือพิจารณารถรุ่นต่างๆ เช่น Ferrari Daytona SP3 ที่มีมูลค่าการสะสมไม่แพ้กัน แต่ด้วยความเข้าใจในกฎระเบียบการดัดแปลงหางเสือขวาและค่าบำรุงรักษาระยะยาวของประเทศไทยล่วงหน้า
  • รถยอดนิยม

  • รุ่นปีรถยนต์

  • เปรียบเทียบรถยนต์

  • รูปภาพรถ

ข้อดี

ประตูดังกล่าวแบบกรรไกรทำให้การเข้าและออกจากรถมีความโดดเด่น
การผสมผสานระหว่างลักษณะดั้งเดิมและลัทธิสมัยใหม่ที่น่าทึ่ง
เครื่องยนต์ V12 สำหรับประสิทธิภาพสูง

ข้อเสีย

อาจมีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาสูง
การใช้งานประจำวันอาจมีข้อจำกัด
ราคาสูง ไม่สามารถซื้อได้กับหลายคน

Q&A ล่าสุด

Q
“รถแบบไหนที่เหมาะกับครอบครัวที่มี 7 คน?”
สำหรับครอบครัวที่มีสมาชิกเจ็ดคน แนะนำให้เลือกโมเดลที่ผสมผสานความลงตัวระหว่างพื้นที่ใช้สอย ความสะดวกสบายของผู้โดยสาร และประหยัดน้ำมัน ในบรรดารถยนต์ไฟฟ้าล้วนนั้น Wuling Xingguang 730 รุ่นไฟฟ้าล้วนถือเป็นตัวเลือกที่ดี BYD Tang DM-i (ราคาประมาณ 103,800 ถึง 123,800 บาท) มาพร้อมประตูเลื่อนไฟฟ้าและระยะวิ่ง 500 กม. เหมาะสำหรับการเดินทางในเมือง ส่วนในกลุ่มรถยนต์ไฮบริด BYD Tang DM-i (ราคาประมาณ 233,000 ถึง 293,000 บาท) มีระยะวิ่งรวม 1200 กม. และช่องเสียบไฟภายนอก 6kW ตอบโจทย์ทั้งการเดินทางไกลและการตั้งแคมป์ สำหรับรถยนต์เบนซิน Jetour X70 PLUS (ราคาประมาณ 83,000 ถึง 145,000 บาท) เป็นตัวเลือกที่ดีเยี่ยมในด้านความประหยัด ด้วยเบาะหลังที่เลื่อนได้ 15 ซม. และเครื่องยนต์ 1.6T หากงบประมาณเอื้ออำนวย Denza D9DM-i (ราคาประมาณ 328,000 ถึง 430,000 บาท) มอบประสบการณ์การขับขี่ระดับพรีเมียมด้วยเบาะนั่งแบบเดียวกับเครื่องบินและระบบช่วงล่างแบบ Magic Carpet ในขณะที่ Toyota Highlander Hybrid (ราคาประมาณ 279,000 ถึง 340,000 บาท) เหมาะสำหรับผู้ที่ให้ความสำคัญกับมูลค่าในระยะยาว ด้วยมูลค่าคงเหลือ 63% ใน 5 ปี และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ E-Four เมื่อซื้อควรตรวจสอบว่าพื้นที่เหนือศีรษะในแถวที่สามเกิน 950 มม. หรือไม่ และควรให้ความสำคัญกับการทดลองขับเพื่อตรวจสอบสมรรถนะของเครื่องยนต์และความจุในการขยายพื้นที่เก็บสัมภาระภายใต้การบรรทุกเต็มที่ ตัวอย่างเช่น แม้ว่า Tesla Model Y รุ่น 7 ที่นั่งจะมีคุณสมบัติอัจฉริยะที่โดดเด่น แต่แถวที่สามนั้นเหมาะสำหรับวัยรุ่นใช้ชั่วคราวเท่านั้น
Q
รถยนต์คันไหนเหมาะสำหรับการใช้งานในครอบครัวมากกว่ากัน?
สำหรับรถยนต์ครอบครัว แบรนด์ญี่ปุ่นอย่างโตโยต้า ฮอนด้า และอีซูซุ เป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ เนื่องจากมีความน่าเชื่อถือสูง ค่าบำรุงรักษาต่ำ และข้อได้เปรียบเฉพาะพื้นที่ โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ รถ SUV ที่สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มรถกระบะ ผสมผสานความทนทานของแชสซีแบบตัวถังแยกส่วนเข้ากับการจัดวางที่นั่ง 7 ที่นั่งที่กว้างขวาง ทำให้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับครอบครัวที่มีสมาชิกหลายคน ระบบปรับอากาศที่ได้รับการปรับปรุงและโครงสร้างตัวถังที่ทนทานต่อสนิมเหมาะสำหรับสภาพอากาศเขตร้อน และมีราคาประมาณ 1.2 ล้านบาท สำหรับผู้ที่ให้ความสำคัญกับความประหยัดน้ำมัน ฮอนด้า HR-V e:HEV ไฮบริดโดดเด่นด้วยพื้นที่ใช้สอยที่ยืดหยุ่นด้วยเบาะนั่งแบบ Magic Seats และอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันต่ำเพียง 4.3 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร โดยมีราคาประมาณ 1.1 ล้านบาทหลังหักส่วนลดจากรัฐบาล สำหรับผู้ที่ต้องการรถยนต์ที่สมดุลระหว่างการใช้งานทางธุรกิจและครอบครัว อีซูซุ ดี-แม็กซ์ รถกระบะให้การยกเว้นการตรวจสภาพประจำปีตลอดอายุการใช้งานและการลดหย่อนภาษี เครื่องยนต์ดีเซลมีความสามารถในการรับน้ำหนักที่แข็งแกร่งสามารถรับมือกับสภาพถนนที่ซับซ้อนได้ และมีมูลค่าการขายต่อสูงถึง 70% ในกลุ่มรถยนต์พลังงานใหม่ BYD ATTO 3 ที่มีระยะวิ่ง 620 กิโลเมตร และชาร์จเร็วได้ภายใน 30 นาที ได้กลายเป็นตัวเลือกใหม่สำหรับครอบครัวในเมือง โดยมีราคาประมาณ 900,000 บาทหลังหักส่วนลดจากรัฐบาลแล้ว การรับประกันตัวรถเต็มรูปแบบ 6 ปี ยังช่วยลดต้นทุนการใช้งานในระยะยาวอีกด้วย เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้บริโภคชาวไทยมีความภักดีต่อแบรนด์ญี่ปุ่นสูงมาก โดยรุ่นต่างๆ เช่น โตโยต้า ยาริส ยังคงรักษามูลค่าได้มากกว่า 65% หลังจากห้าปี ในขณะเดียวกัน แบรนด์จีนก็ค่อยๆ ขยายส่วนแบ่งการตลาดผ่านอัตราส่วนต้นทุนต่อประสิทธิภาพสูงและฟีเจอร์อัจฉริยะต่างๆ
Q
คำว่า SUV ย่อมาจาก "Sport Utility Vehicle" ซึ่งหมายถึงรถยนต์อเนกประสงค์ที่เหมาะสำหรับทั้งการใช้งานในเมืองและการขับขี่ในเส้นทางที่หลากหลาย
SUV ย่อมาจาก Sport Utility Vehicle ซึ่งหมายถึงการผสมผสานความสะดวกสบายในการขับขี่ในเมืองเข้ากับความสามารถในการขับขี่บนเส้นทางออฟโรดที่ท้าทาย ตลาดรถยนต์ในประเทศไทยถูกครอบงำโดยแบรนด์ญี่ปุ่น โดย Toyota Fortuner และ Ford Everest เป็นรุ่น SUV ที่ได้รับความนิยม ทั้งสองรุ่นพัฒนาบนแชสซีรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ เน้นความทนทานแต่ความสะดวกสบายอาจลดลงเล็กน้อย Toyota ก็ผลิต SUV ในประเทศไทยเช่นกัน เช่น C-HR และ RAV4 C-HR มีรุ่นไฮบริด 2.0 ลิตรและ 2.5 ลิตร แต่ผู้ใช้บางรายรายงานว่าระบบช่วงล่างแข็งเกินไปและการตอบสนองของพวงมาลัยในความเร็วต่ำค่อนข้างช้า ที่น่าสังเกตคือผู้บริโภคชาวไทยนิยมรถกระบะ (เช่น Toyota Hilux และ Ford Ranger) ส่งผลให้ส่วนแบ่งการตลาดของ SUV มีจำกัด ในด้านรถยนต์ไฟฟ้า มีเพียงไม่กี่รุ่น เช่น MG ZS ที่เข้ามาในตลาดนี้ สำหรับราคาซื้อนั้น Toyota Corolla Cross รุ่นไฮบริดมีราคาประมาณ 999,000-1,299,000 บาท โดยมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันต่ำสุดที่ 4.2 ลิตร/100 กม. อย่างไรก็ตาม รถ SUV ระดับหรูมีราคาสูงกว่าในตลาดต่างประเทศอย่างมาก เนื่องจากภาษีนำเข้าที่สูง (เช่น Lexus RX350 เริ่มต้นที่ 4.99 ล้านบาท) วัฒนธรรมรถยนต์ของไทยเน้นการดัดแปลงเพื่อการใช้งานจริง แต่การดัดแปลงเพื่อเพิ่มสมรรถนะสำหรับรถ SUV นั้นค่อนข้างหายาก โดยมักเน้นไปที่การตกแต่งภายนอกมากกว่า
Q
SUV และ AUV คืออะไร?
รถยนต์อเนกประสงค์ (SUV) และรถยนต์อเนกประสงค์แบบเอเชียแปซิฟิก (AUV) เป็นรถยนต์สองประเภทที่พบได้ทั่วไป แต่แตกต่างกันอย่างมากทั้งในด้านการออกแบบและฟังก์ชันการใช้งาน SUV ใช้โครงสร้างตัวถังแบบโมโนค็อก เน้นความสะดวกสบายและความอเนกประสงค์ เหมาะสำหรับการขับขี่ในเมืองและชานเมือง โดยทั่วไปจะมีระบบกันสะเทือนแบบอิสระและยางสำหรับวิ่งบนถนนหลวง ให้ประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันที่ดีกว่า ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง และมีฟังก์ชั่นหรูหรา ในทางกลับกัน AUV เน้นความใช้งานได้จริงและความประหยัด โครงสร้างตัวถังที่เรียบง่ายกว่าและการจัดวางพื้นที่ที่ยืดหยุ่นทำให้เหมาะสำหรับการใช้งานในครอบครัวประจำวันและการเดินทางระยะสั้น ในราคาที่ค่อนข้างไม่แพง อย่างไรก็ตาม สมรรถนะการขับขี่บนทางออฟโรดและความสะดวกสบายไม่ดีเท่า SUV ในตลาดไทย SUV เช่น Toyota Fortuner และ Isuzu MU-X ได้รับความนิยม ในขณะที่ AUV เช่น Toyota Innova และ Honda BR-V ได้รับความนิยมเนื่องจากความใช้งานได้จริงและความคุ้มค่า การเลือกขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละบุคคล SUV เหมาะสำหรับความสะดวกสบายและความอเนกประสงค์ ในขณะที่ AUV เหมาะสำหรับความใช้งานได้จริงและความประหยัดมากกว่า
Q
"รถ SUV สำหรับครอบครัวคืออะไร?"
รถ SUV สำหรับครอบครัวมักมีพื้นที่ภายในกว้างขวาง ขับขี่สบาย ปลอดภัยสูง และประหยัดน้ำมัน ทำให้เหมาะสำหรับการเดินทางประจำวันของครอบครัวและการเดินทางไกล ในตลาดไทย รถยนต์รุ่นเหล่านี้จำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศเขตร้อน จึงต้องมีระบบควบคุมการปรับอากาศที่มีประสิทธิภาพและวัสดุที่ทนความร้อน เนื่องจากสภาพถนนที่หลากหลาย จึงแนะนำรุ่นที่มีระยะห่างจากพื้นสูงและระบบช่วงล่างที่เน้นความสบาย รถที่แนะนำยอดนิยม ได้แก่ โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ (เริ่มต้นประมาณ 1,499,000 บาท) ซึ่งมีโครงสร้างตัวถังแบบเฟรมที่เหมาะสำหรับการขับขี่บนทางวิบากเบาๆ และมีเบาะนั่งสามแถวที่ยืดหยุ่น; ฮอนด้า ซีอาร์-วี (เริ่มต้นประมาณ 1,599,000 บาท) ซึ่งมีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันต่ำถึง 5.8 ลิตร/100 กม. ด้วยระบบไฮบริด และมีเบาะหลังแบบพับได้ที่เพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระ; และ BYD ATTO3 (เริ่มต้นประมาณ 1,199,000 บาท) รถยนต์ไฟฟ้าล้วนที่มีระยะการวิ่งตามมาตรฐาน NEDC 420 กม. และมาพร้อมกับความสามารถในการชาร์จมือถือแบบ VTOL ทำให้เหมาะสำหรับการตั้งแคมป์ เมื่อเลือกซื้อรถ ควรใส่ใจรายละเอียดต่างๆ เช่น จุดยึดเบาะนิรภัยสำหรับเด็ก และช่องระบายอากาศด้านหลัง สำหรับรถยนต์พลังงานใหม่ ควรพิจารณาความสะดวกในการชาร์จด้วย บางรุ่น เช่น มิตซูบิชิ ปาเจโร่ สปอร์ต (ราคาเริ่มต้นประมาณ 1,389,000 บาท) มีข้อดีคือผลิตในประเทศและมีค่าบำรุงรักษาต่ำกว่า
ดูเพิ่มเติม