Q

Mazda CX 3 ใช้เชื้อเพลิงประเภทใด

รถยนต์ Mazda CX-3 ในตลาดไทยแนะนำให้ใช้แก๊สโซฮอล์ 95 เป็นเชื้อเพลิงหลัก เนื่องจากเครื่องยนต์ Skyactiv-G ที่ออกแบบมาอย่างมีประสิทธิภาพได้รับการปรับแต่งให้ทำงานได้เต็มที่กับคุณสมบัติการเผาไหม้ที่สะอาดของน้ำมันชนิดนี้ ช่วยให้ทั้งพลังขับเคลื่อนและประหยัดน้ำมันไปพร้อมกัน ปั๊มน้ำมันทั่วไปในไทยจะมีแก๊สโซฮอล์ 95 ทั้งแบบ E10 และ E20 ที่ใช้ได้กับ CX-3 แต่เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดของเครื่องยนต์ควรเลือกใช้เบนซินตามที่ผู้ผลิตแนะนำเป็นหลัก สิ่งที่ต้องระวังคือสภาพอากาศร้อนของไทยที่ต้องการน้ำมันที่มีคุณสมบัติระเหยได้ดี แก๊สโซฮอล์ 95 มีความสามารถป้องกันการน็อคที่เหมาะกับการออกแบบอัตราส่วนการอัดสูงของ CX-3 หากใช้เบนซินเลขออกเทนต่ำเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดคาร์บอนสะสมหรือสมรรถนะลดลง เทคโนโลยี Skyactiv ของมาสด้ายังช่วยลดความเสี่ยงการน็อคผ่านการออกแบบลูกสูบและระบบไอเสีย 4-2-1 ทำให้ CX-3 ทำงานได้อย่างมั่นคงแม้ในสภาพการจราจรติดขัดในเมือง สำหรับคนไทยที่กำลังคิดจะซื้อ CX-3 นอกจากเรื่องชนิดน้ำมันแล้ว ควรเติมสารเติมแต่งเชื้อเพลิงที่ผู้ผลิตแนะนำเป็นประจำ โดยเฉพาะการทำความสะอาดหัวฉีดในเครื่องยนต์แบบฉีดตรงที่สำคัญมาก
ข้อความพิเศษ: เนื้อหานี้โพสต์โดยผู้ใช้ และไม่ได้แสดงถึงมุมมองและจุดยืนของ PCauto

Q&A เกี่ยวข้อง

Q
รถ Mazda รุ่นปี 2022 จะใช้งานได้นานแค่ไหน?
รถ Mazda รุ่นปี 2022 ในสภาพการใช้งานและการดูแลรักษาปกติ คาดว่าจะสามารถใช้งานได้ไกลถึง 200,000-300,000 กิโลเมตรหรือมากกว่านั้น อายุการใช้งานจริงขึ้นอยู่กับนิสัยการขับขี่ สภาพถนน และความถี่ในการดูแลรักษา Mazda เป็นที่รู้จักจากเทคโนโลยี Skyactiv ที่ผ่านการทดสอบความทนทานของเครื่องยนต์และเกียร์ในตลาดมาแล้ว โดยเฉพาะเครื่องยนต์แบบแอตโมสเฟียร์ที่มีโครงสร้างเรียบง่าย บำรุงรักษาไม่แพง เหมาะกับสภาพอากาศร้อนในประเทศไทย แนะนำให้เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ฟิลเตอร์ และน้ำหล่อเย็นอย่างสม่ำเสมอ และควรตรวจสอบการป้องกันสนิมช่วงใต้ท้องรถเป็นพิเศษในช่วงฤดูฝน ในตลาดรถมือสอง Mazda ที่มีประวัติการบำรุงรักษาครบถ้วนจะมูลค่าคงเหลือสูง มักรักษามูลค่าได้เกิน 60% หลังจากใช้งานมาแล้ว 5 ปี ส่วนรุ่นไฮบริดแม้ต้นทุนเริ่มแรกจะสูงกว่า แต่ช่วยประหยัดค่าน้ำมันได้มากในระยะยาว โดยเฉพาะในสภาพการจราจรติดขัดในเมือง ไม่ว่าคุณจะเลือกรุ่นเครื่องยนต์แบบไหน การปฏิบัติตามคู่มือการบำรุงรักษาของทางผู้ผลิตและใช้บริการศูนย์บริการที่ได้รับการรับรอง จะช่วยยืดอายุการใช้งานของรถได้อย่างเห็นได้ชัด
Q
รถ Mazda CX-3 ปี 2022 ใช้น้ำมันเครื่องชนิดไหน?
สำหรับรถ Mazda CX-3 รุ่นปี 2022 แนะนำให้ใช้น้ำมันเครื่องชนิดสังเคราะห์เต็มรูปแบบที่มีความหนืด 0W-20 หรือ 5W-20 เพราะน้ำมันเครื่องเกรดนี้เหมาะกับสภาพอากาศร้อนในประเทศไทย ช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างราบรื่นแม้อุณหภูมิจะสูง แถมยังตอบโจทย์เทคโนโลยี Skyactiv ที่ต้องการความแม่นยำของเครื่องยนต์ ควรเลือกน้ำมันเครื่องที่ได้มาตรฐาน API SN หรือ SP เพื่อการปกป้องที่ดีที่สุด เวลาเข้าศูนย์บริการก็เน้นใช้น้ำมันเครื่องแบรนด์ Mazda ของทางศูนย์ไปเลยจะดีที่สุด เพราะผ่านการทดสอบมาแล้วว่าเข้ากับรถของไทยได้ดี แต่ถ้าจะใช้แบรนด์อื่นก็ต้องเช็คให้ชัวร์ว่าได้มาตรฐาน Mazda Moly บางคนอาจคิดจะใช้น้ำมันเครื่องความหนืด 5W-30 แทน แต่ถ้าไม่ใช่กรณีพิเศษอะไร ก็ไม่แนะนำให้เปลี่ยนความหนืดเองเพราะอาจทำให้ประหยัดน้ำมันน้อยลงและเครื่องยนต์ตอบสนองช้าลงได้ เวลาเปลี่ยนน้ำมันเครื่องอย่าลืมเปลี่ยนไส้กรองไปด้วย ควรเปลี่ยนทุก 10,000 กิโลเมตรหรือ 12 เดือน แต่ถ้าต้องเจอรถติดหรือขับระยะสั้นบ่อยๆ อาจต้องเปลี่ยนถี่ขึ้นเป็นทุก 8,000 กิโลเมตร แม้น้ำมันเครื่องสังเคราะห์เต็มรูปแบบจะราคาสูง แต่ความสามารถในการต้านทานออกซิเดชันและความคงตัวในอุณหภูมิสูงนั้นคุ้มค่า โดยเฉพาะกับเครื่องยนต์เทอร์โบ ช่วยลดค่าใช้จ่ายในระยะยาวได้เยอะเลย
Q
ราคา Mazda CX-3 ปี 2022 เท่าไหร่?
ราคาขาย Mazda CX-3 รุ่นปี 2022 ในตลาดไทยอยู่ที่ประมาณ 989,000 ถึง 1,199,000 บาท โดยราคาอาจแตกต่างกันไปตามระดับเครื่องยนต์และโปรโมชั่นจากตัวแทนจำหน่าย รุ่นนี้ใช้เครื่องยนต์เบนซิน SKYACTIV-G ขนาด 1.5 ลิตร คู่กับเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด มีทั้งแบบขับเคลื่อนล้อหน้าและสี่ล้อ ด้วยดีไซน์ KODO ที่เป็นเอกลักษณ์และห้องโดยสารที่หรูหรา ทำให้มันดูโดดเด่นในกลุ่มรถครอสโอเวอร์ขนาดเล็ก จุดสำคัญคือ CX-3 เป็นรถนำเข้าซึ่งราคาจะขึ้นลงตามอัตราแลกเปลี่ยนและภาษีนำเข้า แนะนำให้เปรียบเทียบบริการหลังการขายจากตัวแทนต่างๆ เช่น สัญญาขยายระยะเวลารับประกันหรือบริการเช็คระยะฟรี นอกจากนี้แม้พื้นที่ภายในจะไม่ได้กว้างขวางมากแต่การขับขี่คล่องตัวและประหยัดน้ำมันเหมาะกับการใช้ในเมือง ค่าบำรุงรักษาก็ไม่สูงเกินไป ถือเป็นหนึ่งในตัวเลือกน่าสนใจสำหรับครอบครัววัยหนุ่มสาวหรือผู้ที่กำลังมองหารถคันแรก
Q
ฉันควรจ่ายเงินเท่าไหร่สำหรับรถ Mazda CX-3 ปี 2025?
ตามข้อมูลตลาดไทย รุ่น Mazda CX-5 ปี 2025 คาดว่าจะมีราคาอยู่ระหว่าง 950,000 ถึง 1,200,000 บาท โดยราคาสุดท้ายจะขึ้นอยู่กับระดับเครื่องยนต์ ออปชั่นเสริม และโปรโมชั่นจากตัวแทนจำหน่าย รุ่นพื้นฐานอาจมาพร้อมล้อขนาด 16 นิ้วและระบบเสียงมาตรฐาน ส่วนรุ่นท็อปจะอัพเกรดเป็นล้อ 18 นิ้ว ระบบเสียง BOSE และซันรูฟแบบพาโนรามา เมื่อซื้อในไทยต้องคำนวณค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเช่นภาษีสรรพสามิต 7% VAT 3% รวมถึงค่าประกันและค่าทะเบียนซึ่งจะทำให้ราคาสิ้นสุดเพิ่มขึ้นประมาณ 10-15% แนะนำให้จับตาช่วงโปรโมชั่นสิ้นปีหรือสิ้นไตรมาสที่ตัวแทนมักแถมบริการฟรีหรือเสนออัตราดอกเบี้ยพิเศษ สำหรับคู่แข่งในระดับเดียวกันอย่าง Honda HR-V และ Toyota C-HR ที่มีราคาใกล้เคียง แต่ CX-3 โดดเด่นด้วยดีไซน์ KODO และเทคโนโลยี SKYACTIV ที่ช่วยประหยัดน้ำมันเหมาะกับสภาพการจราจรติดขัดในกรุงเทพฯ ก่อนตัดสินใจซื้อควรตรวจสอบรายการอุปกรณ์ล่าสุดผ่านเว็บไซต์ Mazda ประเทศไทย และเปรียบเทียบราคาจากอย่างน้อย 2 โชว์รูม รวมถึงพิจารณาออปชั่นเสริมเช่นที่นั่งระบายอากาศและกระจกกันความร้อนที่จำเป็นสำหรับอากาศร้อนของไทย
Q
เครื่องยนต์ของ Mazda CX-3 รุ่นปี 2025 คืออะไร?
รุ่นปี 2025 ของ Mazda CX-3 ในตลาดไทยคาดว่าจะยังคงใช้เครื่องยนต์เบนซิน SKYACTIV-G ขนาด 1.5 ลิตร และ 2.0 ลิตร แบบดูดธรรมดา ซึ่งเครื่องยนต์ทั้งสองรุ่นนี้โดดเด่นในเรื่องอัตราส่วนอัดสูงและประหยัดน้ำมัน เหมาะสมกับสภาพการขับขี่ในเมืองไทยที่เจอทั้งรถติดและต้องเร่ง-หยุดบ่อยๆ โดยเครื่องยนต์ 1.5 ลิตรให้กำลังสูงสุดประมาณ 115 แรงม้า ส่วนรุ่น 2.0 ลิตรทำได้ถึง 150 แรงม้า พร้อมเกียร์ออโต้ 6 สปีด และบางรุ่นอาจมีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อให้เลือก เทคโนโลยี SKYACTIV ของ Mazda ยังช่วยปรับปรุงเรื่องแรงเสียดทานภายในเครื่องยนต์และการจัดการความร้อน ทำให้ทั้งแรงและประหยัดน้ำมันไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นจุดสำคัญสำหรับคนไทยเพราะราคาน้ำมันสูงและรถติดเป็นประจำ แถมเครื่องยนต์ของ CX-3 ยังใช้ได้กับน้ำมันเบนซิน 91 และ 95 ที่มีขายทั่วไปในไทย ค่าบำรุงรักษาก็ไม่แพง ออกแบบมาให้เหมาะกับอากาศร้อนแบบเมืองไทย โดยระบบระบายความร้อนก็ถูกปรับแต่งให้ทำงานได้ดีในสภาพอุณหภูมิสูง ถ้าเทียบกับคู่แข่งอย่าง Honda HR-V และ Toyota C-HR ที่มีเครื่องยนต์ขนาดใกล้เคียงกัน แต่ Mazda จะให้ความรู้สึกสนุกกว่าตอนขับ เพราะพวงมาลัยตอบสนองดีกว่าและเหยียบคันเร่งแล้วเร่งได้นุ่มลื่นกว่า
Q
รถ Mazda CX-3 รุ่นปี 2025 มีขนาดเท่าไหร่?
Mazda CX-3 ปี 2025 จะมีขนาดใกล้เคียงกับรุ่นปัจจุบันในตลาดประเทศไทย โดยมีความยาวประมาณ 4,275 มม. กว้าง 1,765 มม. สูง 1,535 มม. และระยะฐานล้อ 2,570 มม. ถือเป็นรถ SUV ขนาดกะทัดรัด เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการขับขี่และจอดรถในถนนแคบๆ ในเมืองใหญ่ๆ เช่น กรุงเทพมหานคร รถยนต์รุ่นนี้ยังคงรักษาเอกลักษณ์การออกแบบ "Soul Motion" ของมาสด้าไว้ ด้วยเส้นสายที่นุ่มนวลและความรู้สึกสปอร์ต สีพิเศษอย่าง Coral หรือ Platinum Steel Gray ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่ผู้ใช้ชาวไทยจะยังคงมีให้เลือกอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของขุมพลัง Mazda 2 เวอร์ชั่นไทยอาจมาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซิน Skyactiv ขนาด 1.5 ลิตร หรือ 2.0 ลิตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ให้ความประหยัดน้ำมันและการควบคุมที่คล่องตัว เหมาะกับการขับขี่บนเส้นทางภูเขาของประเทศไทย พื้นที่ภายในได้รับการออกแบบอย่างชาญฉลาด เบาะหลังสามารถพับลงได้ ทำให้สะดวกสบายสำหรับการช้อปปิ้งในชีวิตประจำวันหรือการเดินทางท่องเที่ยวช่วงสุดสัปดาห์ ที่สำคัญคือ CX-3 มีระยะห่างจากพื้นต่ำ เหมาะสำหรับการขับผ่านถนนที่มีน้ำท่วมขังในประเทศไทยในช่วงฤดูฝน และระบบควบคุม G-Vectoring ที่เป็นมาตรฐานยังช่วยเพิ่มเสถียรภาพบนถนนลื่นอีกด้วย ในขณะที่คู่แข่งในระดับเดียวกัน เช่น Honda HR-V หรือ Toyota C-HR มีขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อยแต่มีราคาแพงกว่า แต่ CX-3 กลับได้รับความนิยมในหมู่ผู้บริโภคชาวไทยรุ่นใหม่ด้วยการออกแบบที่ทันสมัยและความเพลิดเพลินในการขับขี่
Q
Mazda 2025 ตลาดไทยมีอัปเดตหลักอะไรบ้าง?
สำหรับรุ่นปี 2025 ของ Mazda ในตลาดไทยมีการอัปเดตหลักๆ ดังนี้ เริ่มจากดีไซน์ภายนอกที่ใช้ภาษา Kodo Soul of Motion แบบใหม่ ด้านหน้าใช้กระจังหน้าทรงโล่สามมิติพร้อมไฟหน้า LED เรียวเพรียว เส้นสายตัวรถดูลื่นไหลขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางอากาศพลศาสตร์ แถมยังติดฟิล์มกรองแสง UV แบบพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อสภาพอากาศร้อนของไทยให้เป็นมาตรฐานทุกรุ่น ส่วนระบบขับเคลื่อนนั้น ปรับปรุงเครื่องยนต์ Skyactiv-G 2.5L แบบสูบธรรมชาติ พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ที่ช่วยให้ประหยัดน้ำมันมากขึ้นถึง 8% เหมาะสมกับสภาพการจราจรแบบสตาร์ท-สต็อปในกรุงเทพฯ และยังมีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ i-Activ AWD ให้เลือกสำหรับการขับขี่ในเส้นทางภาคเหนือช่วงฤดูฝน ด้านภายในติดตั้งจอแสดงผลกลางขนาด 12.3 นิ้วที่รองรับระบบสั่งการด้วยเสียงภาษาไทย วัสดุหุ้มเบาะนั่งใช้หนังสังเคราะห์ที่ระบายอากาศได้ดีขึ้น สำหรับระบบความปลอดภัยเพิ่มกล้องรอบคันและระบบช่วยเบรกอัจฉริยะเวอร์ชันอัปเกรด ที่สามารถตรวจจับรถจักรยานยนต์ได้แม่นยำขึ้นในสภาพการจราจรแบบผสมผสานของไทย ที่น่าสนใจคือโรงงาน Mazda ที่จังหวัดระยองอาจจะเริ่มผลิตรถบางรุ่นในประเทศ ซึ่งจะช่วยให้ราคาถูกลงและส่งมอบรถได้เร็วขึ้น ส่วนรุ่นไฮบริดที่คนไทยให้ความสนใจ แม้รุ่นปี 2025 จะยังไม่มี แต่ Mazda ได้ประกาศแล้วว่าจะร่วมมือกับบริษัทไทยเพื่อพัฒนาระบบไฟฟ้าที่เหมาะสมกับสภาพอากาศร้อนชื้น คาดว่าจะเห็นความคืบหน้าที่สำคัญในปี 2026
Q
รถ Mazda CX-3 รุ่นปี 2025 ราคาเท่าไหร่?
รุ่นปี 2025 ของ Mazda CX-3 คาดว่าจะมีราคาอยู่ที่ประมาณ 900,000 ถึง 1,200,000 บาทในประเทศไทย โดยราคาอาจแตกต่างกันไปตามระดับความจัดแต่งและโปรโมชั่นจากตัวแทนจำหน่าย รุ่นนี้ยังคงดีไซน์ด้วยภาษาการออกแบบ KODO ที่เป็นเอกลักษณ์ของมาสด้า พร้อมเครื่องยนต์ Skyactiv-G ที่ให้ประสิทธิภาพสูง ประหยัดน้ำมัน และการขับขี่ที่สมรรถนะดี เหมาะกับการใช้งานทั้งในเมืองและนอกเมืองของไทย ในตลาดไทย CX-3 มีคู่แข่งหลักอย่าง Honda HR-V และ Toyota C-HR แต่มาสด้ายังคงได้ใจผู้บริโภคด้วยการออกแบบภายในที่หรูหราและสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้น สำหรับผู้สนใจซื้อรถรุ่นนี้ ควรติดตามนโยบายสนับสนุนรถยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของรัฐบาลไทยเพราะอาจได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีบ้าง นอกจากนี้เครือข่ายบริการหลังการขายของมาสด้าในไทยก็ค่อนข้างครอบคลุม ทั้งในเรื่องการบริการรักษาตามระยะและอะไหล่ที่มีพร้อมจำหน่าย CX-3 เป็นที่นิยมในกลุ่มครอบครัววัยรุ่นและมนุษย์เงินเดือนในเมือง โดยเฉพาะคนที่ให้ความสำคัญกับดีไซน์สวยงามและความสนุกในการขับขี่
Q
มีรถ Mazda 3 รุ่นใหม่ออกมาในปี 2025 ไหม?
จากข้อมูลที่มีอยู่ในขณะนี้ ทางมาสด้ายังไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับวันเปิดตัวรุ่น Mazda 3 ปี 2025 แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากวงจรการอัพเดทรุ่นใหญ่ที่ปกติจะเกิดขึ้นทุก 5-6 ปี และด้วยความที่รุ่นปัจจุบัน (รุ่นที่ 4) เปิดตัวไปเมื่อปี 2019 จึงมีความเป็นไปได้สูงที่เราจะได้เห็นรุ่นใหม่ในปี 2025 สำหรับตลาดไทยคาดว่าน่าจะได้เห็นรถรุ่นนี้พร้อมกันหรืออาจจะหลังตลาดหลักเล็กน้อย สิ่งที่น่าสนใจสำหรับผู้บริโภคไทยคือ รุ่นใหม่นี้น่าจะมาพร้อมกับเทคโนโลยีเครื่องยนต์ Skyactiv-X แบบคอมเพรสชันอิกไนต์ล่าสุดจากมาสด้าที่ช่วยประหยัดน้ำมันมากขึ้น ซึ่งเหมาะมากกับการขับขี่ในเมืองไทยที่ต้องเจอกับการจราจรติดขัดบ่อยๆ นอกจากนี้ยังอาจมีการปรับแต่งช่วงล่างให้เหมาะสมกับสภาพถนนแบบไทยๆ ได้ดีขึ้นอีกด้วย ในตลาดไทย Mazda 3 ได้สร้างชื่อจากห้องโดยสารที่ดูพรีเมียมและการขับขี่ที่สมรรถนะสูง แข่งขันกับคู่แข่งอย่าง Toyota Corolla Altis และ Honda Civic ได้อย่างโดดเด่น สำหรับใครที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลล่าสุดผ่านเว็บไซต์มาสด้าไทยหรือตัวแทนจำหน่ายท้องถิ่นได้ โดยปกติแล้วงาน Bangkok International Motor Show จะเป็นเวทีสำคัญที่มักใช้เปิดตัวรถรุ่นใหม่ๆ อีกเรื่องที่ควรจับตาคือ นโยบายส่งเสริมรถยนต์รักษ์สิ่งแวดล้อมของรัฐบาลไทยซึ่งให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี หากรุ่นใหม่นี้มาพร้อมกับระบบไฮบริดที่ประหยัดน้ำมันมากขึ้น ก็อาจทำให้ได้ราคาที่ถูกกว่าซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับผู้บริโภคไทยเวลาตัดสินใจซื้อรถ
Q
Mazda CX-3 ใหม่จะมาเมื่อไหร่
ทางมาเอดา ประเทศไทย ยังไม่ได้ประกาศวันวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการสำหรับรถรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Mazda CX-3 ในตลาดไทย แต่ถ้าดูจากรอบการเปิดตัวทั่วโลกและระยะเวลาที่ผ่านมาของการนำรถรุ่นใหม่เข้ามาในไทย คาดว่าอาจจะได้เห็นรถรุ่นนี้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2024 ไปจนถึงไตรมาสแรกของปี 2025 ส่วนวันที่แน่นอนต้องรอประกาศจากตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยอีกที สำหรับรุ่นใหม่นี้คาดว่าจะยังคงดีไซน์ด้วยภาษา KODO Soul of Motion พร้อมระบบเครื่องยนต์ Skyactiv-G เวอร์ชันอัปเกรดที่ทั้งประหยัดน้ำมันและแรงกว่าน้องพี่รุ่นก่อน ส่วนตลาดไทยน่าจะได้ระบบแอร์ที่ออกแบบมาให้เหมาะกับอากาศร้อนและกระบวนการป้องกันสนิมใต้ท้องรถที่ดียิ่งขึ้น จุดเด่นที่คนไทยน่าจับตามองคือขนาดตัวรถที่กำลังดี เข้ากับสภาพถนนแคบๆ ในกรุงเทพฯ ได้อย่างลงตัว รวมถึงสมรรถนะการขับขี่ที่มาเอดาทำได้ดีเสมอมา สำหรับใครที่สนใจ แนะนำให้ติดตามข้อมูลผ่านทางเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของมาเอดา ประเทศไทย หรือไปลงทะเบียนจองล่วงหน้าที่ตัวแทนจำหน่ายใกล้บ้าน จะได้ไม่พลาดโอกาสทดลองขับและโปรโมชั่น Early Bird ส่วนโปรโมชั่นในไทยมักจะมีทั้งดาวน์เบาๆ แถมฟรีค่าบำรุงรักษาในช่วงแรกๆ อีกด้วย
  • รถยอดนิยม

  • รุ่นปีรถยนต์

  • เปรียบเทียบรถยนต์

  • รูปภาพรถ

ข้อดี

วัสดุตกแต่งภายในคุณภาพดี แม้ว่าการออกแบบจะเรียบง่ายแต่ก็ยังคงความหรูหรา การผลิตที่ยอดเยี่ยม ความรู้สึกที่มีคุณภาพ
ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ได้รับการพัฒนา จาก SKYACTIV-D พัฒนาเป็น SKYACTIV-G ประสิทธิภาพที่ดีขึ้น เร่งอย่างทันท่วงที คงที่และลื่นไถล
รถเข็นง่ายในการใช้งาน ควบคุมได้ง่าย ควบคุมดี น้ำหนักที่เหมาะสม การขับขี่และควบคุมมีความแม่นยำมากขึ้น
การออกแบบเบรกดี ไม่มีความหนักและไม่ลื่น ปรับเข้ากับทุกประเภทของถนน
มีแรงสูบดี ร่วมกับเทคโนโลยีเฟรมและความปลอดภัย การขับขี่มีความมั่นใจมากขึ้น

ข้อเสีย

หลังจากที่นั่งสูงมากหรูแต่ที่นั่งด้านหลังสูงมาก คนที่สูงใหญ่อาจจะลำบากในการขับขี่ครั้งยาวจะเหนื่อยง่าย
พื้นที่จัดเก็บสัมภาระน้อย พื้นที่จัดเก็บสัมภาระในท้ายรถเล็กมาก ไม่เหมาะสำหรับการใช้งานในครัวเรือน
ชาซีนุ่มเกินไป ขับขี่ไม่สะดวก เมื่อเจอถนนที่ขรุขระทำให้ผู้โดยสารในรถรู้สึกชัดเจน
เสียงเครื่องยนต์ดัง การขับเครื่องยนต์ความเร็วสูงดังมาก อาจจะทำให้รำคาญ
จอแสดงผลทำงานผิดพลาดบ่อยครั้ง อุปกรณ์บางตัวมีตำหนิ มันเป็นงานยากในการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่อุณหภูมิสูงในระยะทางที่ยาว

Q&A ล่าสุด

Q
ราคา Land Rover Defender ปี 2022 มีมูลค่าเท่าไร?
รถ Land Rover Defender ปี 2022 รุ่น P400e ในประเทศไทยมีราคาที่ 6,999,000 บาท รุ่นนี้ใช้ระบบพลังงานไฮบริดปลั๊กอิน (Plug-in Hybrid) ติดตั้งเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร ร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า เวลาเร่งความเร็ว 0-100 กม./ชม. จากทางโรงงานคือ 5.6 วินาที การใช้น้ำมันรวมทั้งระบบ 3.3 ลิตร/100 กม. ระยะฐานล้อ 2794 มิลลิเมตร มีที่นั่ง 5 ที่นั่ง มาพร้อมระบบความปลอดภัยมาตรฐาน เช่น ABS (ระบบป้องกันล้อล็อก), ESP (ระบบควบคุมเสถียรภาพรถ), AEB (ระบบเบรกอัตโนมัติ) และอื่นๆ รวมถึงอุปกรณ์เพิ่มความสะดวก เช่น พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน, ระบบแอร์ในแถวหลัง ในปัจจุบันรุ่นนี้ได้หยุดขายแล้ว รุ่นนี้ในฐานะรุ่นไฮบริดปลั๊กอิน สามารถรักษาทั้งสมรรถนะด้านกำลังขับเคลื่อนและประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมัน ระยะทางการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วนสามารถตอบสนองความต้องการในการเดินทางระยะสั้นประจำวันได้ ในขณะเดียวกันยังคงรักษาลักษณะเฉพาะด้านสมรรถนะออฟโรดและอุปกรณ์อเนกประสงค์ของ Land Rover Defender เหมาะสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการทั้งความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและสมรรถนะการขับขี่
Q
2022 Defender เปรียบเทียบกับ Jeep Wrangler อย่างไร?
Defender รุ่น 2022 เมื่อเปรียบเทียบกับ Jeep Wrangler ในด้านสมรรถนะการขับเคลื่อน Defender ติดตั้งเครื่องยนต์ 3.0L L6 หรือ 2.0L Turbo ที่ให้กำลังสูงสุดถึง 395 แรงม้า หรือ 296 แรงม้า ซึ่งสูงกว่า Wrangler ที่ใช้เครื่องยนต์ 3.6L V6 (285 แรงม้า) หรือ 2.0L Turbo (270 แรงม้า) ในด้านความสามารถในการขับขี่ผ่านพื้นที่ยากลำบาก Defender มีระยะห่างจากพื้นรถ 291 มิลลิเมตร มีความสามารถในการปรับตัวกับสภาพภูมิประเทศได้อย่างยอดเยี่ยม เหมาะสำหรับการใช้งานในเส้นทางทุกรูปแบบที่ซับซ้อน ขณะที่ Wrangler มีระยะห่างจากพื้นรถ 230 มิลลิเมตร เหมาะสำหรับการใช้งานในเมืองและการขับลุยเบาๆ ในด้านความสะดวกสบาย Defender ให้ความรู้สึกเงียบและนุ่มนวลกว่าเมื่อขับบนถนนเรียบหรือด้วยความเร็วสูง ระบบช่วงล่างสามารถดูดซับแรงสั่นสะเทือนจากพื้นถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ประสบการณ์ในการเดินทางไกลดีกว่า ในด้านอุปกรณ์เทคโนโลยี Defender มีระบบอินเทอร์เฟซดิจิทัล Pivi Pro ระบบตอบสนองสภาพภูมิประเทศอัตโนมัติ และเทคโนโลยีขั้นสูงอื่นๆ ที่ช่วยให้สามารถใช้โหมดการขับขี่แบบออฟโรดระดับมืออาชีพ เช่น ระบบช่วยออกตัวบนพื้นลื่น ระบบช่วยผู้ขับขี่ ADAS และระบบเสียง Meridian ที่ช่วยยกระดับประสบการณ์การใช้งาน ในด้านการออกแบบพื้นที่ Defender ใช้แนวคิดการออกแบบพื้นที่อเนกประสงค์ พื้นที่เก็บสัมภาระกว้างขวางและมีรางสำหรับยึดอุปกรณ์ เพื่อความสะดวกในการบรรทุกอุปกรณ์สำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง ทั้งสองรุ่นเป็นรถออฟโรดคลาสสิก โดย Defender ให้ความสำคัญกับสมรรถนะการขับขี่ทุกรูปแบบระดับสูงที่ผสมผสานกับความสะดวกสบายและเทคโนโลยี ขณะที่ Wrangler มีจุดเด่นในสไตล์ออฟโรดคลาสสิกที่ทรหด เพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกันของผู้ใช้ในประสบการณ์การขับออฟโรด
Q
Defender 2022 ราคาเท่าไหร่?
ราคาอ้างอิงอย่างเป็นทางการของ Land Rover Defender P400e รุ่นปี 2022 อยู่ที่ 6,999,000 บาท โดยรุ่นนี้ได้ยุติการจำหน่ายแล้ว สำหรับข้อมูลเปรียบเทียบ ราคาของรถ Land Rover Defender รุ่นปี 2025 อยู่ในช่วง 21,000,000 ถึง 22,000,000 บาท ซึ่งรวมถึงรุ่น Defender 110 OCTA 2025 และ Defender 110 OCTA Edition One 2025 โดยรถเหล่านี้ใช้เครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จ 4.4 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 467 กิโลวัตต์ และแรงบิดสูงสุด 750 นิวตัน-เมตร พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบถาวร ระบบกันสะเทือนแบบปรับระดับได้ด้วยลม และระบบความปลอดภัยอันทันสมัยต่างๆ เช่น ระบบช่วยเปลี่ยนเลน ระบบแจ้งเตือนเมื่อออกนอกเลน ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีระบบเสียงรอบทิศทาง Meridian และหน้าจอควบคุมกลางขนาด 11.4 นิ้ว ซึ่งผสมผสานสมรรถนะการขับขี่ออฟโรดเข้ากับประสบการณ์ความหรูหราได้อย่างลงตัว
Q
รถ Defender ปี 2022 มีความน่าเชื่อถือมากแค่ไหน?
Land Rover Defender รุ่นปี 2022 มีความน่าเชื่อถือเป็นเลิศ จากข้อมูลการสำรวจ พบว่าอยู่ในกลุ่มรถยนต์ Land Rover ที่มีความน่าเชื่อถือสูงที่สุด โดยมีเจ้าของรถเพียง 14% เท่านั้นที่รายงานปัญหา ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับเครื่องยนต์และระบบความบันเทิง การซ่อมแซมทั้งหมดไม่มีค่าใช้จ่าย และบางปัญหาสามารถแก้ไขได้ภายในหนึ่งวัน ตัวรถมีโครงสร้างตัวถังที่แข็งแรงทนทาน สร้างจากวัสดุที่มีความแข็งแรงสูง สามารถรับมือกับสภาพถนนที่ซับซ้อนและสถานการณ์การชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบส่งกำลังได้รับการปรับแต่งและเพิ่มประสิทธิภาพอย่างพิถีพิถัน โดยมีการจับคู่เครื่องยนต์และเกียร์ในระดับสูงเพื่อความเสถียรอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับคุณสมบัติความปลอดภัยเชิงรุกและเชิงรับที่ครบครัน รวมถึงระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบปรับได้ ระบบช่วยรักษาเลน ระบบช่วยเบรกฉุกเฉิน และระบบถุงลมนิรภัยหลายตำแหน่ง ช่วยเพิ่มความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือในการขับขี่ ในการใช้งานประจำวัน ความผิดปกติที่พบบ่อยของรถยนต์มักเกิดขึ้นกับชิ้นส่วนที่สึกหรอง่าย เช่น ยางและผ้าเบรก การปฏิบัติตามการบำรุงรักษาตามปกติที่ผู้ผลิตแนะนำ จะช่วยให้เจ้าของรถได้รับประสบการณ์การขับขี่ที่เสถียรและมีคุณภาพสูง ระบบควบคุมคุณภาพที่เข้มงวดของแบรนด์และเครือข่ายบริการหลังการขายที่ครอบคลุมยังเป็นหลักประกันที่แข็งแกร่งสำหรับความน่าเชื่อถือของรถยนต์อีกด้วย นอกจากนี้ ตัวถังและระบบช่วงล่างของรถคันนี้ยังมีความยืดหยุ่นสูง สามารถรักษาสมดุลการขับขี่ที่ดีทั้งบนถนนในเมืองและบนเส้นทางออฟโรด ลดการสึกหรอของชิ้นส่วน และแสดงให้เห็นถึงความทนทานและความน่าเชื่อถือโดยรวมในระดับสูง
Q
2022 Land Rover Defender มีราคาเท่าไหร่?
รถ Land Rover Defender P400e รุ่นปี 2022 มีราคาแนะนำจากผู้ผลิตที่ 6,999,000 บาท แต่ปัจจุบันเลิกจำหน่ายแล้ว รถรุ่นนี้เป็นปลั๊กอินไฮบริด ใช้เครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จ 2.0 ลิตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ทำความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลา 5.6 วินาที อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 3.3 ลิตร/100 กม. และวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ไกลสูงสุด 43 กม. อุปกรณ์มาตรฐานประกอบด้วย ABS, ระบบควบคุมเสถียรภาพรถยนต์, ระบบเตือนการออกนอกเลน, ระบบช่วยรักษาเลน และระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ รวมถึงจุดยึดเบาะเด็ก ISOFIX, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ และระบบปรับอากาศด้านหลัง หน้าจอคอนโซลกลางมีขนาด 10 นิ้ว เมื่อเทียบกับ Defender 110 OCTA ซีรีส์ที่เปิดตัวในปี 2025 (ราคาประมาณ 21 ล้านถึง 22 ล้านบาท) รุ่นปี 2022 นี้มีราคาที่ย่อมเยากว่าและเหมาะสมกับผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความสมดุลระหว่างความประหยัดน้ำมันและสมรรถนะการขับขี่แบบออฟโรด โครงสร้างตัวถังแบบแยกส่วนและระบบขับเคลื่อนแบบออฟโรด ยังคงสืบทอดคุณสมบัติการขับขี่แบบออฟโรดสุดแกร่งของรถยนต์ซีรีส์ Defender ต่อไป
ดูเพิ่มเติม