รูป Mazda

รีวิว Mazda BT-50 3.0 XTR 6AT 4×4 2025

Mazda BT-50 3.0 XTR 6AT 4×4 2025ด้วยการออกแบบที่แข็งแกร่งและประณีต, เครื่องยนต์ดีเซล 3.0 และระบบความปลอดภัยที่หลากหลาย, ผสมผสานความทนทานของรถใช้งานเข้ากับความสะดวกสบายสำหรับครอบครัวได้อย่างลงตัว, ตอบสนองความต้องการของรถแบบอเนกประสงค์.
รูป Mazda BT-50
รูป Mazda BT-50
รูป Mazda BT-50
รูป Mazda BT-50
รูป Mazda BT-50
THB 1,352,000
Mazda BT-50 3.0 XTR 6AT 4×4 2025
เซกเมนท์
4x4
ตัวถัง
Pickup
ปริมาตรกระบอกสูบ(ลิตร)
3.0
กำลังเครื่องยนต(พีเอส)
190
แรงบิดสูงสุด(นิวตัน-เมตร)
450
ระบบเกียร์
AT
รีวิว
รีวิวผู้ใช้
รายละเอียด

ตลาดรถกระบะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการแข่งขันที่ดุเดือดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยต้องมีความทนทานสำหรับการขนส่งในสถานที่ก่อสร้าง และยังต้องตอบสนองความสะดวกสบายสำหรับการเดินทางในชีวิตประจำวันของครอบครัว ความต้องการเหล่านี้ได้กลายเป็นกระแสหลักไปแล้ว Mazda BT-50 3.0 XTR 6AT 4×4 2025 ที่เป็นตัวเลือกใหม่ในตลาดนี้ การอัปเกรดครั้งนี้เน้นความสมดุลระหว่างการออกแบบสไตล์การ์ตูนและฟังก์ชันอัจฉริยะ พร้อมกับความน่าเชื่อถือของเครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร ดังนั้นสามารถหาตำแหน่งที่เหมาะสมระหว่างรถใช้งานกับรถครอบครัวในตลาดนี้ได้หรือไม่? เราจะมาดูจากการทดสอบการขับขี่จริง รวมถึงการประเมินทั้งในภาวะนิ่งและการขับขี่แบบเคลื่อนที่ เพื่อดูว่าตรงกับความคาดหวังหลักของผู้บริโภคชาวไทยที่ต้องการรถกระบะ “ใช้งานได้หลากหลาย” หรือไม่

เมื่อแรกเห็น BT-50 3.0 XTR การออกแบบภายนอกโดยรวมยังคงสไตล์ที่แข็งแกร่งของตระกูล Mazda แต่รายละเอียดต่างๆ เพิ่มความประณีตมากขึ้น ด้านหน้ารถใช้กระจังหน้าสีดำขนาดใหญ่ ตกแต่งด้วยแถบโครเมียม และเชื่อมต่อกับไฟหน้า LED อัตโนมัติทั้งสองด้าน เพิ่มความโดดเด่นให้กับตัวรถ มุมมองด้านข้างมีเส้นสายตรง ความยาวของรถ 5,280 มม. พร้อมล้ออัลลอยด์ขนาด 18 นิ้ว (ยางขนาด 265/60 R18) ทำให้ตัวรถดูมั่นคงแต่ยังไม่ขาดความแข็งแรง ด้านท้ายออกแบบอย่างเรียบง่าย ใช้ไฟท้าย LED จัดเรียงในแนวตั้งสอดคล้องกับด้านหน้า แผงท้ายกระบะติดตั้งที่จับที่สะดวก ช่วยให้การยกของขึ้นและลงทำได้ง่ายขึ้น ในส่วนของระบบแสง ไฟเดย์ไลท์เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ฟังก์ชันไฟหน้าอัตโนมัติสามารถสลับการใช้งานในอุโมงค์หรือสภาพอากาศฝนตก ซึ่งถือว่าใช้งานได้ดี

เมื่อเปิดประตูเข้ามา ความประณีตของการตกแต่งภายในเกินความคาดหมายจากรถกระบะทั่วไป พื้นที่คอนโซลกลางทำจากวัสดุแบบซอฟท์ทัช ตกแต่งด้วยแถบสีเงิน จัดวางเลย์เอาต์โดยรวมได้อย่างชัดเจนและเป็นระเบียบ หน้าจอคอนโซลขนาด 9 นิ้วอยู่ตรงกลาง การใช้งานมีความลื่นไหล แม้ว่าจะไม่มีฟังก์ชันที่หรูหราเกินไป แต่ก็รองรับการเชื่อมต่อบลูทูธและการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน ฟังก์ชันพื้นฐานเหล่านี้ก็มีครบ พวงมาลัยเป็นแบบมัลติฟังก์ชันพร้อมแป้นเปลี่ยนเกียร์ ใช้งานสะดวกสำหรับการเปลี่ยนโหมดการขับขี่หรือปรับระดับเสียง คุณสมบัติด้านความปลอดภัยมีทั้งถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง (รวมถึงม่านลมนิรภัยด้านหน้าด้านหลัง) ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลน การช่วยเปลี่ยนเลน ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ ซึ่งอยู่ในระดับกลางถึงสูงของรถกระบะแบบเดียวกัน การเพิ่มช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารด้านหลังและระบบเสียง 8 ลำโพงก็ช่วยให้ผู้โดยสารด้านหลังมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

ในด้านของพื้นที่สำหรับผู้โดยสาร ระยะฐานล้อ 3,125 มม. ช่วยเพิ่มความกว้างขวางในห้องโดยสาร เบาะที่นั่งด้านหน้าสามารถรองรับได้ดี ผู้โดยสารที่มีความสูง 180 ซม. เมื่อเข้าไปนั่งจะมีพื้นที่ศีรษะและขาเหลือมากกว่า 1 กำปั้น ด้านหลังสามารถรองรับผู้ใหญ่ 3 คนได้ แต่พื้นที่ขาสำหรับผู้โดยสารด้านหลังค่อนข้างกระชับ แต่สำหรับการเดินทางระยะสั้นไม่เป็นปัญหา การรองรับพื้นฐานด้วยช่องติดตั้งเบาะนั่งเด็ก ISO FIX ยังตอบโจทย์ความต้องการของครอบครัวอีกเช่นกัน ในด้านการจัดเก็บพื้นที่ พื้นที่เก็บของในบานประตูด้านหน้าและด้านหลังสามารถใส่ขวดน้ำขนาดใหญ่ได้ ที่พักแขนตรงกลางมีพื้นที่บรรจุขนาดพอเหมาะ และมีช่องเก็บซ่อนอยู่ใต้คอนโซลที่สะดวกสำหรับของใช้ชิ้นเล็กๆ ส่วนท้ายของกระบะถึงแม้ไม่มีการระบุขนาด แต่จากประสบการณ์ใช้งานจริง สามารถใส่กระเป๋าเดินทางมาตรฐาน 2 ใบ หรืออุปกรณ์เครื่องมือก็ได้ ตอบสนองความต้องการในการขนส่งทั่วไปได้ดี

ในส่วนของเครื่องยนต์ ใช้เครื่องดีเซล 3.0 ลิตร เทอร์โบ ที่ให้กำลังสูงสุด 140kW (190PS) และแรงบิดสูงสุด 450N·m จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด (6AT) ในการขับขี่จริง การตอบสนองของเครื่องยนต์เมื่อเริ่มต้นไม่ได้รุนแรงมาก แต่ข้อได้เปรียบของแรงบิดต่ำของเครื่องยนต์ดีเซลยังโดดเด่น เมื่อใช้ความเร็วที่ช่วง 1,600-2,600 รอบต่อนาที ไม่ว่าจะเป็นการเร่งแซงหรือขับขึ้นเขา เมื่อเหยียบคันเร่ง แรงบิดจะถูกปล่อยออกมาอย่างราบรื่นต่อเนื่อง เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด มีการทำงานของการเปลี่ยนเกียร์ที่ชัดเจนและเหมาะสม ไม่มีความสะดุดที่เด่นชัด ในการทดลองแบบต่างๆ โหมดประหยัดพลังงานมีการตอบสนองของคันเร่งที่นุ่มนวล เหมาะสำหรับการขับขี่บนทางหลวง ในขณะที่โหมดสปอร์ตจะมีการตอบสนองของแรงบิดที่ชัดเจนกว่า เหมาะสำหรับสถานการณ์ที่ต้องการเร่งความเร็ว

การควบคุมและประสิทธิภาพของช่วงล่างสอดคล้องกับจุดประสงค์ของปิกอัพ พวงมาลัยมีน้ำหนักปานกลางและการตอบสนองไม่ล่าช้าเกินไป ขณะขับขี่ในชีวิตประจำวันตัวรถมีการตอบสนองที่ดี ระบบกันสะเทือนใช้ปีกนกคู่ด้านหน้าแบบอิสระและด้านหลังเป็นแหนบแบบไม่อิสระ ในการขับขี่บนเส้นทางที่ขรุขระ ระบบกันสะเทือนด้านหลังกรองแรงสั่นสะเทือบค่อนข้างตรงไปตรงมา แต่ยังคงอยู่ในขอบเขตที่ยอมรับได้และไม่มีแรงกระแทกที่หนักเกินไป ขณะเลี้ยวตัวรถควบคุมการเอียงได้ดี แม้จะมีน้ำหนักตัวถังประมาณ 2.1 ตัน แต่ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกถึงความหนักที่ชัดเจน ด้านระบบเบรก ใช้การผสมผสานระหว่างดิสก์ระบายอากาศด้านหน้าและดิสก์แบบทั่วไปด้านหลัง ระยะเบรกอยู่ในระดับกลาง และแป้นเบรกตอบสนองได้อย่างนุ่มนวล ให้ความมั่นใจแก่ผู้ขับขี่

การประหยัดเชื้อเพลิงถือเป็นจุดเด่นของปิกอัพเครื่องยนต์ดีเซล อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยตามข้อมูลผู้ผลิตอยู่ที่ 13.5 ลิตร/100 กม. ในการทดลองขับในชีวิตจริง การขับขี่ในเขตเมืองที่มีการจราจรติดขัดมีอัตราสิ้นเปลืองประมาณ 15 ลิตร/100 กม. และเมื่อขับขี่บนทางหลวง อัตราสิ้นเปลืองลดลงเหลือประมาณ 12 ลิตร/100 กม. ซึ่งโดยรวมยังคงอยู่ในระดับที่คาดหวัง ในด้านการควบคุมเสียงรบกวน เสียงเครื่องยนต์ขณะเดินเบานั้นค่อนข้างชัดเจน แต่เมื่อขับขี่ไปแล้วเสียงลมและเสียงยางถูกควบคุมได้ดี การสนทนาในห้องโดยสารแทบจะไม่ได้รับผลกระทบ ด้านความสบายของเบาะนั่ง เบาะนั่งด้านหน้ามีการโอบล้อมที่ดี ขับขี่ในระยะเวลานานก็ไม่รู้สึกเมื่อยล้า เบาะนั่งด้านหลังมีความชันเก้าอี้ที่ค่อนข้างตรง แต่การใช้งานในระยะสั้นไม่น่าจะมีปัญหา

โดยสรุปแล้ว Mazda BT-50 3.0 XTR 6AT 4×4 2025 มีจุดเด่นด้วยการแสดงสมรรถนะที่สมดุล ทั้งมีความทนทานและประหยัดพลังงานจากระบบเครื่องยนต์ดีเซล พร้อมทั้งมอบคุณภาพภายในห้องโดยสารและระบบความปลอดภัยอัจฉริยะที่ถือว่าดีในระดับเดียวกัน เมื่อเทียบกับคู่แข่งในระดับเดียวกันอย่าง Toyota Hilux หรือ Ford Ranger พบว่า BT-50 มีความได้เปรียบทั้งในด้านระบบความปลอดภัยและความสะดวกสบายของภายในห้องโดยสาร แต่ยังมีจุดด้อยในแง่ของอิทธิพลของแบรนด์และจำนวนผู้ใช้งานในตลาด

รถรุ่นนี้เหมาะสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการ “รถคันเดียวที่ตอบโจทย์ใช้งานหลายรูปแบบ” เช่น ผู้ที่ต้องการใช้งานบรรทุกของในไซต์งานก่อสร้างและยังคงตอบโจทย์การเดินทางไป-กลับในวันหยุดของครอบครัว หรือผู้ที่ชื่นชอบการผจญภัยกลางแจ้งและต้องการระบบขับเคลื่อนสี่ล้อเพื่อใช้งานในสภาพถนนที่ท้าทาย ระบบความปลอดภัยอัจฉริยะสามารถตอบสนองความต้องการในชีวิตประจำวันได้ และความน่าเชื่อถือของเครื่องยนต์ดีเซลก็เหมาะสมกับบทบาทของรถใช้งาน

โดยรวมแล้ว BT-50 3.0 XTR 6AT 4×4 2025 เป็นปิกอัพที่ไม่มีจุดด้อยเด่นชัด เนื่องจากสามารถผสานระหว่างคุณสมบัติของรถใช้งานและรถครอบครัวได้อย่างลงตัว ส่วนราคา 1,352,000 บาท ก็ถือว่าเหมาะสม หากคุณกำลังมองหาปิกอัพที่ตอบโจทย์ทั้งด้านการใช้งานและการใช้งานในครอบครัว รถรุ่นนี้ก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่ควรพิจารณา

ข้อดี
3.0T เครื่องยนต์ดีเซลทรงพลัง แสดงประสิทธิภาพดีเยี่ยมบนถนนขรุขระ/โคลน/การเร่งแซงบนทางหลวง/ทางขึ้นเขาที่บรรทุกหนัก
ขับตามในเมืองที่การจราจรติดขัดได้ราบรื่น แรงบิดต่ำเพียงพอ และเกียร์ 6AT เปลี่ยนเกียร์ได้อย่างลื่นไหล
มีระบบความปลอดภัยให้เลือกหลากหลาย ถุงลมนิรภัย 6 จุด + ระบบเบรกอัตโนมัติช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่
ข้อเสีย
อัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน 13.5 ค่อนข้างสูง ต้นทุนการขับขี่ในเมืองค่อนข้างสูง
ตัวถังรถปิกอัพมีขนาดใหญ่ การหาที่จอดรถในพื้นที่แคบในเมือง (เช่น สยามสแควร์) ไม่สะดวก
คะแนนรวม
4.4
ดีเยี่ยม
จาก 4 รีวิ
คะแนนแยกตามหมวดหมู่
สมรรถนะ
4.5 / 5
ดีไซน์ภายใน
4.3 / 5
ความปลอดภัย
4.5 / 5
ดีไซน์ภายนอก
4.3 / 5
แสดงรีวิว 4 รายการ
4 ดีเยี่ยม
สายกรอง
เจ้าของ Mazda BT-50 3.0 XTR 6AT 4×4 2025
แรง 3.0 นี่สุดยอดมาก! ถนนขรุขระหรือทางโคลน แค่เหยียบคันเร่งก็พุ่งไปเลย ดีกว่าคันก่อนของผมเยอะ!
4 ดีเยี่ยม
สายสปอร์ต
เจ้าของ Mazda BT-50 3.0 XTR 6AT 4×4 2025
รถ BT-50 3.0 ดีเซลคันนี้แรงมาก! ขับในเมืองติดขัดก็ยังตามรถคันหน้าได้อย่างราบรื่น ทางหลวงแซงรถอื่นได้เพียงเติมน้ำมันเล็กน้อยก็เร่งได้ทันที บรรทุกคน 5 คนขึ้นเขาก็ไม่อืด อุปกรณ์ความปลอดภัยครบครัน ถุงลมนิรภัย 6 จุด + ระบบเบรกอัตโนมัติ ขับในวันฝนตกก็ยังนิ่งมั่นคง เพียงแค่อัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน 13.5 ค่อนข้างสูง แต่สำหรับรถดีเซล 3.0T แบบนี้ก็ถือว่าคุ้มค่า!
5 ดีเยี่ยม
สายบูสต์
เจ้าของ Mazda BT-50 3.0 XTR 6AT 4×4 2025
พี่น้อง มีใครเข้าใจบ้าง! เจ้า BT-50 นี่ขับลัดเลาะซอกซอยในเมืองคือคล่องตัวสุดๆ บนทางหลวงก็เหยียบคันเร่งแปบเดียวแล้วแรงมาเลย เบาะหลังนั่งสามคนยังไม่อึดอัดหรอก แต่กินน้ำมัน 13.5 นี่เจ็บใจนิดๆ แต่มีถุงลมนิรภัย 6 ลูก + ระบบเบรกอัตโนมัติพวกนี้ ขับแล้วรู้สึกมั่นใจขึ้นเยอะ คุ้มค่า!
4 ดีเยี่ยม
สายไทร์
เจ้าของ Mazda BT-50 3.0 XTR 6AT 4×4 2025
ก่อนหน้านี้ขับ Isuzu D-Max เปลี่ยนมาเป็น BT-50 เพราะชอบการดีไซน์และคุณภาพภายในของ Mazda - รู้สึกหรูหรากว่ารถคันเก่ามาก หน้าจอ 9 นิ้วและลำโพง 8 ตัวถือว่าใจป้ำสำหรับรถกระบะ ช่วงเช้าในกรุงเทพฯ รถติดบ้าคลั่ง เครื่องยนต์ดีเซล 3.0 มีแรงบิดต่ำที่ดี ขับตามรถคันหน้าได้สบาย เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดก็เปลี่ยนเกียร์สมูทดี วันหยุดพาครอบครัวไปหัวหิน ขับบนทางหลวงที่ความเร็ว 120 กม./ชม. ก็มั่นคงมาก แอร์หลังเย็นพอ เด็กๆ นั่ง 3 ชั่วโมงก็ไม่งอแง แต่การบริโภคน้ำมัน 13.5 ในเมืองทำให้รู้สึกเจ็บปวดเล็กน้อย และเนื่องจากตัวรถกระบะใหญ่ การหาที่จอดรถที่สยามสแควร์ต้องระมัดระวังมาก อย่างไรก็ตาม ในฤดูฝนของไทย ขับถนนลูกรังชนบท ระบบขับเคลื่อน 4×4 ดีมากๆ เสถียรกว่าขับ 2 ล้อมาก คุณสมบัติด้านความปลอดภัยก็ครบ ระบบเบรกฉุกเฉินช่วยป้องกันการชนท้ายได้ครั้งหนึ่ง คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายจริงๆ
เครื่องยนต์
ปริมาตรกระบอกสูบ(ลิตร)
3.0
ปริมาตรกระบอกสูบ(ซีซี)
2999
ชนิดเครื่องยนต์
เครื่องอัดอากาศแบบเทอร์โบ
กำลังเครื่องยนต(พีเอส)
190
แรงบิดสูงสุด(นิวตัน-เมตร)
450
กำลังสูงสุด รอบต่อนาที(รอบต่อนาที)
3600
แรงบิดสูงสุด รอบต่อนาที(รอบต่อนาที)
1600-2600
จำนวนลูกสูบ
4
ประเภทน้ำมันเชื้อเพลิง
น้ำมันดีเซล
ภาพรวม
อัตราสิ้นเปลือง
13.5
เกียร์และแชสซี
ระบบเกียร์
AT
ระบบขับเคลื่อน
ขับเคลื่อนทุกล้อ
ขนาดยางหน้า
265/60 R18
ขนาดยางหลัง
265/60 R18
เบรกมือ
เบรกมือไฟฟ้า
ขนาดและความจุ
เซกเมนท์
4x4
ความยาว(มิลลิเมตร)
5280
ความกว้าง(มิลลิเมตร)
1870
ความสูง(มิลลิเมตร)
1790
ฐานล้อ(มิลลิเมตร)
3125
ตรวจสอบว่าคุณสามารถซื้อรถในฝันได้หรือไม่ ด้วยเครื่องคำนวณเงินกู้ที่ใช้งานง่ายของเรา
ยอดเงินรวม
เงินดาวน์
อัตราดอกเบี้ย(%)
ระยะเวลาเงินกู้ (ปี)
ค่างวดต่อเดือน
THB --
คำนวณใหม่

ราคา 2024 BT-50 เท่าไหร่?

BT-50 ปี 2024 จะใช้เครื่องยนต์อะไร?

ปัญหาของ BT-50 ในปี 2024 คืออะไร?