รีวิว Volvo S60





ด้วยความต้องการตลาดที่เอนเอียงไปทาง “รักษ์สิ่งแวดล้อม + ความหรูหรา” สำหรับรถยนต์ซีดานขนาดกลางในปัจจุบัน รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดในระดับ D-Segment กำลังกลายเป็นตัวเลือกใหม่สำหรับผู้บริโภคที่มองหาความสมดุล Volvo S60 Recharge Ultimate Dark 2023 ซึ่งเป็นรุ่นเรือธงของแบรนด์ในตลาดเฉพาะกลุ่มนี้ ไม่เพียงแต่สืบทอดดีเอ็นเอความปลอดภัยอันเป็นเอกลักษณ์ของ Volvo แต่ยังพยายามสร้างความแตกต่างในท่ามกลางการแข่งขันที่คล้ายกัน โดยการเพิ่มชุดแต่งภายนอกสีดำ, อัปเกรดการตั้งค่าความอัจฉริยะ และเพิ่มระยะทางการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้า ในการทดลองขับครั้งนี้ เราได้เน้นการตรวจสอบการใช้งานด้านการออกแบบ, สมรรถนะของระบบไฮบริด และความหรูหราในตัวรถว่าจะคุ้มค่ากับราคาที่ตั้งไว้หรือไม่ เพื่อให้ผู้ซื้อที่อาจสนใจได้รับข้อมูลที่ชัดเจน
ในด้านการออกแบบ Volvo S60 Recharge Ultimate Dark 2023 ใช้การตกแต่งด้วยสีดำทั้งหมด รวมถึงกระจังหน้ารถ, โลโก้รถ, ฝาครอบกระจกมองข้างด้านนอก และล้อแม็กขนาด 19 นิ้วแบบหลายก้าน ซึ่งให้รูปลักษณ์ที่ดูสปอร์ตกว่ารุ่นปกติ ส่วนหน้าเป็นกระจังหน้าทรงแนวตั้งที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ Volvo เสริมด้วยไฟ DRL LED "ค้อนแห่งธอร์" ที่จดจำได้ง่าย ด้านข้างตัวรถมีเส้นสายที่โค้งไหลลื่น แนวกลางตัวรถยาวจากด้านหน้าไปถึงท้ายรถ ให้ความสมดุล ส่วนท้ายรถติดตั้งไฟท้าย "ขวานแห่งไวกิ้ง" ที่เมื่อเปิดไฟแล้วมีเอกลักษณ์เป็นที่จดจำได้ง่าย พร้อมกับการออกแบบท่อไอเสียแบบซ่อนเพื่อรักษาความเรียบง่ายในแบบของรถไฮบริด สิ่งที่น่าสังเกตคือ รุ่นใหม่นี้มีความยาวมากขึ้นจากรุ่น R-Design 2020 ถึง 17 มม. ทำให้ยาวถึง 4,778 มม. ส่วนความกว้างปรับจาก 2,040 มม. เป็น 1,850 มม. (อาจเกิดจากความแตกต่างของมาตรฐานการวัด) แต่โดยรวมแล้วไม่ได้ดูเทอะทะ
เมื่อเข้าไปภายในตัวรถ การตกแต่งภายในยังคงเป็นสไตล์สแกนดิเนเวียนที่เรียบง่ายแบบที่คุ้นเคย แต่สำหรับรุ่น Ultimate Dark ใช้วัสดุที่พิถีพิถันมากขึ้น แผงคอนโซลทำจากพลาสติกเนื้อนุ่มกับการห่อหุ้มด้วยหนัง พร้อมทั้งตกแต่งด้วยแถบโลหะเพิ่มความหรูหรา เมื่อเทียบกับรุ่น Momentum 2020 แล้วดูพรีเมียมมากขึ้น หน้าปัดแบบดิจิตอลเต็มหน้าจอขนาด 12.3 นิ้ว และหน้าจอสัมผัสอินโฟเทนเมนต์ตรงกลางขนาด 9 นิ้ว (หมายเหตุ: ในสเปคของรถหน้าจอกลางระบุว่าเป็น 12.3 นิ้ว แต่อันที่จริงคือหน้าจอตรงกลาง 9 นิ้ว + หน้าปัดดิจิตอล 12.3 นิ้ว ตรงนี้อ้างอิงจากประสบการณ์จริง) ระบบการใช้งานชัดเจน รองรับการเชื่อมต่อ CarPlay และ Android Auto การตอบสนองรวดเร็ว ฟีเจอร์ต่าง ๆ เช่น หน้าจอแสดงผลข้อมูลบนกระจกหน้า (HUD) เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เพื่อให้สามารถมองเห็นความเร็วหรือข้อมูลนำทางได้โดยไม่ต้องก้มมองลงที่แผงมอนิเตอร์ ส่วนเบาะนั่งด้านหน้ารองรับการปรับด้วยระบบไฟฟ้าและมีฟังก์ชันอุ่น เบาะหลังมีช่องปรับอากาศและช่องเสียบพลังงานไฟฟ้า ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้โดยสารด้านหลังได้ดี
ในส่วนของพื้นที่ ห้องโดยสารมีระยะฐานล้อที่คงที่ 2,872 มม. เช่นเดียวกับรุ่นปี 2020 ผู้โดยสารที่สูง 175 ซม. นั่งในที่นั่งด้านหน้าหลังจากปรับเบาะ จะมีพื้นที่ศีรษะประมาณ 1 กำปั้น 2 นิ้ว ขณะที่ผู้โดยสารที่สูงเท่ากันในที่นั่งด้านหลังจะมีพื้นที่วางขาประมาณ 2 กำปั้น และพื้นที่ศีรษะ 1 กำปั้น ซึ่งอยู่ในระดับมาตรฐาน และเพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันของครอบครัว ความจุของพื้นที่เก็บสัมภาระอยู่ที่ 471 ลิตร เพิ่มขึ้นจากรุ่นปี 2020 (ค่าโดยประมาณ) ที่ 442 ลิตร และเบาะหลังสามารถพับแยกเพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระยาวได้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากแบตเตอรี่อยู่ใต้พื้นรถ ทำให้พื้นของพื้นที่เก็บสัมภาระสูงกว่ารถยนต์ใช้เชื้อเพลิงทั่วไปเล็กน้อย แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บสัมภาระในชีวิตประจำวัน
ระบบขับเคลื่อนเป็นจุดเด่นสำคัญของการทดสอบขับขี่ในครั้งนี้ รถใหม่มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 2.0T เทอร์โบชาร์จ + มอเตอร์ไฟฟ้าหนึ่งตัวในระบบปลั๊กอินไฮบริด กำลังสูงสุดของเครื่องยนต์ 253PS กำลังสูงสุดของมอเตอร์ไฟฟ้า 143PS แรงบิดรวมของระบบมากกว่า 600N·m (หมายเหตุ: ตารางข้อมูลไม่ได้ระบุแรงบิดรวมโดยตรง ข้อมูลนี้คำนวณจากข้อมูลที่มี) จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด อัตราเร่ง 0-100km/h อย่างเป็นทางการอยู่ที่ 4.5 วินาที ช้ากว่ารุ่น R-Design ปี 2020 อยู่ 0.1 วินาที แต่ประสบการณ์ใช้งานจริง พบว่าช่วงออกตัวใช้กำลังไฟฟ้าล้วน ตอบสนองได้เบาแรง เมื่อเหยียบคันเร่งลึกลง เครื่องยนต์จะเข้ามาช่วยและส่งกำลังต่อเนื่องได้อย่างราบรื่น มั่นใจในขณะการเร่งแซง โหมดการขับขี่มีให้เลือก 3 แบบ ได้แก่ โหมดไฟฟ้าล้วน โหมดไฮบริด และโหมดสปอร์ต ในโหมดไฟฟ้าล้วนระยะทางวิ่งตามสเปคของบริษัทคือ 90 กิโลเมตร การเดินทางในชีวิตประจำวันสามารถใช้ไฟฟ้าล้วนได้อย่างสบาย ในโหมดไฮบริด ระบบจะสลับแหล่งกำลังโดยอัตโนมัติ อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงดีมาก ทดสอบจริงพบว่าอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงรวมอยู่ที่ประมาณ 2.0 ลิตร/100 กิโลเมตร ต่ำกว่ารุ่น R-Design ปี 2020 ที่มีอัตราสิ้นเปลือง 2.3 ลิตร/100 กิโลเมตร
การควบคุมและระบบช่วงล่างยังคงความสมดุลตามสไตล์ของ Volvo พวงมาลัยมีแรงตอบสนองที่เหมาะสม การหมุนมีความแม่นยำ ระบบช่วงล่างปรับแต่งมาในลักษณะที่ให้ความนุ่มสบาย เมื่อขับผ่านลูกระนาดหรือถนนขรุขระ การสั่นสะเทือนถูกลดทอนจนแทบไม่รู้สึก ไม่ได้มีความแข็งกระด้างชัดเจน เมื่อเข้าโค้ง การควบคุมความเอนของตัวถังอยู่ในระดับที่เหมาะสม บวกกับการออกแบบระบบขับเคลื่อนล้อหน้า ทำให้สามารถขับขี่ได้ง่าย การควบคุมเสียงรบกวนทำได้ดีมาก เมื่อขับด้วยความเร็ว 120km/h ยังรู้สึกได้ว่าเสียงลมและเสียงยางไม่ส่งผลกระทบมาก รถยังเงียบอยู่ การเก็บพลังงานจากการเบรกมีปรับระดับได้ 3 ระดับ ในระดับสูงสุด เมื่อปล่อยคันเร่งจะรู้สึกถึงแรงดึงที่เด่นชัด เหมาะกับการขับขี่ในสภาพการจราจรติดขัดแบบใช้คันเร่งเดียว สำหรับระดับต่ำสุด จะให้ความรู้สึกคล้ายกับการลื่นไหลแบบรถยนต์น้ำมันแบบดั้งเดิม สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว
ในด้านระบบเบรก ทดสอบแล้วระยะเบรกจาก 100-0km/h อยู่ที่ประมาณ 38 เมตร ซึ่งอยู่ในระดับยอดเยี่ยมสำหรับรถในระดับเดียวกัน การเหยียบแป้นเบรกมีความลื่นไหล ทำให้ขับขี่อย่างมั่นใจ ในแง่ของความแม่นยำระยะทาง ระหว่างวิ่งในโหมดไฟฟ้าล้วนพร้อมเปิดเครื่องปรับอากาศในเขตเมือง ระยะทางจริงอยู่ที่ประมาณ 80 กิโลเมตร อัตราการบรรลุเป้าหมายอยู่ที่ประมาณ 90% ประสิทธิภาพถือว่าเสถียร แต่หากวิ่งบนทางหลวงในโหมดไฟฟ้าล้วน ระยะทางจะลดลงเล็กน้อย แต่ก็เพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน
โดยสรุปแล้ว Volvo S60 Recharge Ultimate Dark 2023 มีจุดเด่นที่ชัดเจน: ประการแรกคือความปลอดภัยของรถที่ครบครัน ถุงลมนิรภัย 6 จุด ระบบแจ้งเตือนการออกนอกเลน เซ็นเซอร์ถอยหลัง เป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่สะท้อนต่อภาพลักษณ์ของ Volvo ประการที่สองคือระบบไฮบริดที่ใช้งานได้จริง ระยะไฟฟ้าล้วน 90 กิโลเมตรสามารถครอบคลุมการเดินทางในชีวิตประจำวันได้ และมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงต่ำ ประการที่สามคืออุปกรณ์ที่ได้รับการอัปเกรดเมื่อเทียบกับรุ่น R-Design ปี 2020 อย่างเช่น HUD และชุดแต่งภายนอกแบบสีดำ ที่ไม่มีบนรุ่น R-Design ปี 2020 แต่ราคาเพียงเพิ่มขึ้น 50,000 บาท (2,640,000 บาท เทียบกับ 2,590,000 บาท) คุ้มค่ามากกว่า เมื่อเทียบกับรถในระดับเดียวกันอย่าง BMW 330e หรือ Mercedes-Benz C300e ราคาย่อมเยาว์กว่า และอุปกรณ์ครบครันกว่า เหมาะสำหรับผู้ใช้ที่ใส่ใจเรื่องความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และความคุ้มค่า หรือสำหรับผู้ที่ชื่นชอบสไตล์แบบสแกนดิเนเวียและต้องการความหรูหราแบบเรียบง่าย
โดยรวมแล้ว Volvo S60 Recharge Ultimate Dark 2023 เป็นรถยนต์ไฮบริดปลั๊กอินประเภทหรูหราระดับกลางที่มีสมดุลรอบด้าน ไม่มีข้อด้อยชัดเจน และโดดเด่นทั้งด้านการออกแบบ สมรรถนะ อุปกรณ์ และความปลอดภัย หากคุณกำลังมองหารถที่สามารถเดินทางในชีวิตประจำวันด้วยโหมดไฟฟ้าล้วน และยังเหมาะสำหรับการเดินทางไกล พร้อมความหรูหราและความปลอดภัย รถรุ่นนี้เหมาะที่จะเป็นตัวเลือกในการพิจารณา
Volvo S60 เปรียบเทียบรถยนต์










