Q

การชาร์จ EQB 2023 ใช้เวลานานเท่าไร

เวลาชาร์จไฟของ Mercedes-Benz EQB รุ่นปี 2023 นั้นขึ้นอยู่กับวิธีการชาร์จที่ใช้ ในประเทศไทย หากชาร์จด้วย Wallbox แบบบ้านที่ความเร็ว 7.4kW จะใช้เวลาประมาณ 8-9 ชั่วโมงในการชาร์จเต็ม แต่ถ้าใช้สถานีชาร์จเร็ว DC สาธารณะแบบ 50kW จะชาร์จจาก 10% ถึง 80% ได้ในเวลาเพียง 40 นาที ส่วนถ้าใช้หัวชาร์จเร็วแบบ 100kW ที่รองรับสูงสุด ก็จะยิ่งเร็วขึ้นไปอีก เหลือเพียงประมาณ 30 นาทีเท่านั้น สภาพอากาศร้อนของไทยมีผลต่อประสิทธิภาพการชาร์จเร็วไม่มาก แต่แนะนำให้หลีกเลี่ยงการชาร์จในช่วงกลางวันที่อุณหภูมิสูงเพื่อยืดอายุแบตเตอรี่ ที่น่าสนใจคือโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จในไทยกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว ห้างสรรพสินค้าชั้นนำอย่างสยามพารากอน เซ็นทรัลเวิลด์ ก็มีหัวชาร์จเร็วให้บริการแล้ว ส่วนสถานีบริการบนทางด่วนก็กำลังขยายเครือข่ายเพิ่มเติม เวลาชาร์จจริงอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับระดับแบตเตอรี่เริ่มต้น อุณหภูมิแวดล้อม และกำลังไฟจริงของหัวชาร์จ เจ้าของรถสามารถตรวจสอบสถานะการชาร์จแบบเรียลไทม์ผ่านแอป Mercedes ได้ สำหรับคนไทยที่วางแผนจะซื้อรถไฟฟ้า ควรพิจารณาเรื่องจุดชาร์จที่บ้านด้วย โดยผู้ที่อาศัยในคอนโดสามารถสอบถามการติดตั้ง Wallbox ส่วนตัวกับทางนิติบุคคลเพื่อความสะดวกในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการใช้งานรถไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพ
ข้อความพิเศษ: เนื้อหานี้โพสต์โดยผู้ใช้ และไม่ได้แสดงถึงมุมมองและจุดยืนของ PCauto

Q&A เกี่ยวข้อง

Q
อันไหนใหญ่กว่ากัน EQB หรือ EQC 2023
ถ้าเทียบข้อมูลรุ่น EQB 2023 กับ Mercedes-Benz EQC จากข้อมูลที่ให้มา จะเห็นว่า EQC มีขนาดใหญ่กว่าชัดเจน รุ่น EQB 2023 ยาว 4,687 มม. กว้าง 1,834 มม. สูง 1,667 มม. ระยะฐานล้อ 2,829 มม. ส่วนรุ่น EQC ยาวถึง 4,774 มม. กว้าง 1,890 (1,923) มม. สูง 1,622 มม. ระยะฐานล้อ 2,873 มม. จะเห็นว่า EQC ด้านความยาวและระยะฐานล้อนั้นเหนือกว่า ส่วนความกว้างก็มากกว่าชัดเจน แปลว่าโดยทฤษฎีแล้ว EQC น่าจะมีพื้นที่ภายในกว้างขวางกว่า โดยเฉพาะช่วงขาหลังและพื้นที่ด้านข้างที่น่าจะดีกว่า นั่งแล้วสบายกว่า รวมถึงพื้นที่เก็บสัมภาระด้านยาวและความกว้างก็น่าจะใช้งานได้ดีกว่า แต่สุดท้ายความรู้สึกเรื่องพื้นที่ในรถก็ขึ้นอยู่กับดีไซน์และการจัดวางภายในด้วย แต่จากขนาดตัวรถเปรียบเทียบกันแบบนี้ ก็พอตัดสินได้ว่า EQC ให้พื้นที่ที่ดีกว่า
Q
เมอร์เซเดส EQB เป็นรถไฮบริดหรือไม่?
เมอร์เซเดส-เบนซ์ EQB ไม่ใช่รถยนต์ระบบไฮบริด แต่เป็น SUV ไฟฟ้า 100% ที่อยู่ในซีรีส์ EQ ของเมอร์เซเดส ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าทั้งด้านหน้าและหลัง พร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมแรงดันสูง ให้ระยะขับขี่ประมาณ 419-516 กิโลเมตรตามมาตรฐาน WLTP ซึ่งเหมาะมากกับการใช้งานในเมืองและการเดินทางใกล้ๆ ในไทย โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ที่รถติดบ่อย จะช่วยให้คุณได้เปรียบจากความเงียบและการไม่ปล่อยมลพิษของรถไฟฟ้า แม้ว่าตอนนี้ตลาดไทยยังเน้นรถไฮบริดและน้ำมันเป็นหลัก แต่โครงสร้างพื้นฐานสำหรับรถไฟฟ้ากำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว เช่น ที่ชาร์จในห้างสรรพสินค้าและอาคารสำนักงานที่มีเพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้การใช้รถไฟฟ้าแบบ EQB สะดวกขึ้นเรื่อยๆ สำหรับคนไทย ถ้าบ้านคุณมีจุดชาร์จและขับรถในระยะไม่เกิน 300 กิโลเมตรต่อวัน EQB ก็เป็นตัวเลือกที่ทั้งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและประหยัดค่าใช้จ่าย แถมยังมีเครือข่ายบริการหลังการขายของเมอร์เซเดสในไทยที่พร้อมซัพพอร์ตคุณอีกด้วย ข้อสำคัญ รัฐบาลไทยมีนโยบายลดภาษีและให้สิทธิประโยชน์สำหรับรถไฟฟ้า ควรสอบถามดีลเลอร์ท้องถิ่นเพื่ออัปเดตโปรโมชั่นล่าสุดก่อนตัดสินใจซื้อ
Q
EQB มีกล้อง 360 องศาหรือไม่?
สำหรับรุ่น Mercedes-Benz EQB ในตลาดไทยนั้น จะมีระบบกล้องรอบคันหรือ 360 ดีกรี ให้เลือกตามระดับเครื่องแต่งรุ่น โดยในรุ่นท็อปส่วนใหญ่มักจะติดตั้งมาพร้อมระบบนี้เป็นมาตรฐาน หรืออาจเป็นอุปกรณ์เสริมให้เลือกเพิ่ม ซึ่งระบบนี้ใช้กล้องรอบคันสร้างมุมมองแบบ Bird’s Eye View ช่วยให้ขับรถในซอยแคบๆ แบบในกรุงเทพฯ หรือจอดในลานจอดห้างที่คับขันได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะคนไทยจะชอบฟีเจอร์นี้เวลาต้องขับในหน้าฝนที่ถนนลื่น หรือเวลาจอดรถตอนกลางคืน แนะนำให้เช็ครายละเอียดเครื่องแต่งรุ่นล่าสุดในเว็บไซต์ Mercedes-Benz Thailand หรือสอบถามตัวแทนจำหน่ายท้องถิ่นก่อนซื้อ อย่างไรก็ดี รุ่นปีต่างกันอาจมีสเปคไม่เหมือนกัน เช่น รุ่นปี 2023 บางตัวจะผสานระบบกล้องรอบคันกับฟังก์ชั่นจอดรถอัตโนมัติ ขณะที่บางรุ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจใช้ระบบจากผู้ผลิตต่างกัน ทำให้การแสดงผลและรายละเอียดการใช้งานอาจแตกต่าง แนะนำให้ทดลองขับดูก่อน ส่วนใครที่งบน้อยอาจพิจารณาติดตั้งระบบกล้องรอบคันภายหลังได้ แต่ต้องระวังเรื่องการรับประกันจากศูนย์ที่อาจเป็นปัญหา ทางที่ดีควรเลือกอู่ที่ได้รับการรับรองจากกรมการขนส่งทางบกไทย เพื่อความเข้ากันได้ของระบบที่ดีกว่า
Q
EQB มี 7 ที่นั่งหรือไม่?
เมอร์เซเดส-เบนซ์ EQB เป็น SUV ไฟฟ้า 100% ที่มีให้เลือกทั้งแบบ 5 ที่นั่งและ 7 ที่นั่งในตลาดไทย รุ่น 7 ที่นั่งมาจัดวางแบบ 2+3+2 เหมาะกับครอบครัวที่ต้องการพื้นที่บรรจุผู้โดยสารมากขึ้น แต่ต้องบอกเลยว่าตรงแถวที่สามจะค่อนข้างแน่น เหมาะสำหรับเด็กหรือนั่งระยะสั้นๆ ส่วนในสภาพอากาศร้อนๆ ของไทย EQB ติดตั้งซันรูฟพร้อมม่านบังแดดไฟฟ้าช่วยกันร้อนได้ดี แถมยังมีระบบแอร์อัตโนมัติ 2 โซนและช่องลมหลังเพื่อความสบายของผู้โดยสารอีกด้วย สำหรับรถไฟฟ้าแบบ EQB นี้ในไทยจะได้สิทธิ์ลดภาษีบางส่วน แบตเตอรี่วิ่งได้ประมาณ 400 กิโลเมตร (มาตรฐาน WLTP) ซึ่งเพียงพอสำหรับการขับขี่ในเมืองอย่างกรุงเทพฯ แต่ถ้าจะเดินทางไกลอาจต้องวางแผนหาจุดชาร์จให้ดี โชคดีที่ EQB รองรับระบบชาร์จเร็ว แค่ 30 นาทีก็ชาร์จได้ถึง 80% แล้วตอนนี้สถานีชาร์จในเมืองใหญ่ๆ ของไทยก็เริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ ที่เด็ดกว่านั้นคือ EQB มาพร้อมระบบ MBUX ที่สามารถสั่งงานด้วยเสียงภาษาไทยได้ ช่วยให้ใช้งานง่ายขึ้น ถ้าสนใจแนะนำให้ไปทดลองขับที่โชว์รูมเมอร์เซเดสในกรุงเทพฯ หรือพัทยา เพื่อลองสัมผัสพื้นที่ภายในและความรู้สึกของการขับรถไฟฟ้าโดยตรง แถมยังสามารถสอบถามโปรโมชั่นหรือสิทธิ์ลดภาษีล่าสุดได้ด้วยนะ
Q
ความแตกต่างระหว่าง Mercedes EQ EQB และ Tesla 2023 คืออะไร
ความแตกต่างระหว่าง Mercedes-Benz EQ EQB และรถยนต์ Tesla รุ่นปี 2023 ในตลาดไทยนั้นเห็นได้ชัดในเรื่องของแบรนด์ เทคโนโลยี และการใช้งาน โดย EQ EQB จากเมอร์เซเดสที่เป็นรถไฟฟ้าจากแบรนด์หรั่ง傳統นั้นเน้นความหรูหราและความสบาย เป็นรถที่ใช้วัสดุภายในค่อนข้างดี เหมาะกับคนที่ชอบความรู้สึกในการขับขี่ระดับพรีเมียม นอกจากนี้ด้วยขนาดตัวถังที่ค่อนข้างใหญ่ ก็เหมาะกับการใช้งานในครอบครัว ทั้งในเมืองและบนทางไกลในไทย ส่วน Tesla รุ่นปี 2023 นั้นขึ้นชื่อในเรื่องของเทคโนโลยีและสมรรถนะสูง พร้อมระบบขับขี่อัตโนมัติที่ล้ำสมัยและระยะทางที่ไกลกว่า เหมาะกับคนที่ชอบเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยเครือข่ายสถานีชาร์จของ Tesla ในเมืองหลักของไทยก็ค่อนข้างครอบคลุม สะดวกสบายมากกว่า ในแง่สภาพถนนไทย ระบบช่วงล่างของ EQ EQB นั้นปรับให้เหมาะกับสภาพถนนที่หลากหลาย ส่วน Tesla จะโดดเด่นในเรื่องความแรงและประสบการณ์ขับขี่อัจฉริยะ ราคาของทั้งสองคันก็แตกต่างกัน โดย EQ EQB นั้นเน้นกลุ่มลูกค้าระดับหรู ในขณะที่ Tesla จะเน้นไปที่กลุ่มคนรักเทคโนโลยี สำหรับคนไทยแล้ว การเลือกขึ้นอยู่กับความต้องการ ถ้าชอบแบรนด์ระดับพรีเมียมและความสบายก็เลือกเมอร์เซเดส แต่ถ้าอยากได้เทคโนโลยีล้ำสมัยและสมรรถนะสูง Tesla ก็เป็นตัวเลือกที่ดีกว่า
Q
EQB 2023 มีช่วงระยะทางเท่าไร
รถไฟฟ้า Mercedes-Benz EQB รุ่นปี 2023 ที่วางขายในประเทศไทยมีระยะทางขับขี่ประมาณ 360-423 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน WLTP) ซึ่งขึ้นอยู่กับขนาดแบตเตอรี่และสภาพการขับขี่ โดยโมเดล SUV ไฟฟ้ารุ่นนี้เหมาะมากสำหรับการเดินทางในเมืองและการท่องเที่ยวระยะสั้นในไทย ระบบจัดการพลังงานของ EQB สามารถปรับการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแม้ในสภาพการจราจรติดขัดในกรุงเทพฯ นอกจากนี้ EQB ยังรองรับเทคโนโลยีการชาร์จเร็ว ที่สามารถชาร์จไฟได้ถึง 80% ในเวลาเพียง 30 นาที ด้วยเครือข่ายสถานีชาร์จในประเทศไทยที่กำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีความได้เปรียบด้านความสะดวกเมื่อเทียบกับรถไฟฟ้ารุ่นอื่นๆ ในระดับเดียวกัน จุดที่น่าสนใจคือ สภาพอากาศร้อนของประเทศไทยมีผลกระทบต่อระยะทางขับขี่ของ EQB น้อยมาก เนื่องจากรถรุ่นนี้มาพร้อมระบบควบคุมอุณหภูมิแบตเตอรี่ที่ทันสมัย ซึ่งต่างจากรถยนต์ที่ใช้น้ำมันที่มักสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงมากขึ้นในสภาพอากาศร้อน ปัจจุบันรัฐบาลไทยมีมาตรการสนับสนุนรถไฟฟ้าผ่านการลดภาษี ทำให้ EQB ในฐานะรถไฟฟ้าระดับหรูได้รับประโยชน์จากนโยบายนี้ นอกจากนี้ การออกแบบภายในที่รองรับผู้โดยสารได้ถึง 7 ที่นั่ง และระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะยังตอบโจทย์การใช้งานของครอบครัวไทยเป็นอย่างดี เมื่อเทียบกับรถไฟฟ้าราคาใกล้เคียงกันแล้ว EQB มีจุดเด่นทั้งในด้านความหรูหราและประโยชน์ใช้สอยที่ครบครันกว่า
Q
เมอร์เซเดส EQB 2023 ราคาเท่าไหร่
ราคาประจำปี 2023 ของ Mercedes-Benz EQB ในประเทศไทยเริ่มต้นที่ 2,990,000 บาท (ราคาอาจแตกต่างกันขึ้นอยู่กับอุปกรณ์เสริมและโปรโมชั่นจากตัวแทนจำหน่าย) สำหรับ EQB รุ่นนี้เป็น SUV ไฟฟ้าขนาดกะทัดรัดจากตระกูล EQ โดยในตลาดไทยมีให้เลือก 2 รุ่นคือ EQB 250+ และ EQB 300 4MATIC ที่ให้ระยะทางสูงสุด 423 กม. และ 419 กม. ตามมาตรฐาน WLTP เหมาะสำหรับการเดินทางในเมืองอย่างกรุงเทพฯ ผู้ซื้อในไทยจะได้รับสิทธิประโยชน์จากมาตรการสนับสนุนรถ EV ของรัฐบาล รวมถึงการลดภาษีนำเข้า และบางตัวแทนยังมีบริการติดตั้งสถานีชาร์จให้ด้วย จุดเด่นของ EQB คือการออกแบบห้องโดยสารแบบ 7 ที่นั่ง (รุ่น 300 เป็นแบบ 5 ที่นั่ง) พร้อมระบบ MBUX ที่รองรับการควบคุมด้วยเสียงภาษาไทย เมื่อเทียบกับรถไฟฟ้ารุ่นอื่นในระดับเดียวกัน EQB มีความเหนือชั้นในเรื่องแบรนด์และความหรู แต่การใช้งานอาจต้องพึ่งพาสถานีชาร์จของเครือข่ายในไทย แนะนำให้ผู้สนใจเช็คโปรโมชั่นล่าสุดผ่านเว็บไซต์ Mercedes-Benz Thailand และนัดทดลองขับเพื่อสัมผัสประสบการณ์การขับขี่แบบไฟฟ้า
  • รถยอดนิยม

  • รุ่นปีรถยนต์

  • เปรียบเทียบรถยนต์

  • รูปภาพรถ

ข้อดี

การขับขี่ที่เงียบสงบเพื่อการเดินทางที่สงบสุข
การเร่งความเร็วที่รวดเร็วให้การขับขี่ที่กระฉับกระเฉง
คุณสมบัติอัตโนมัติให้การปฏิบัติการที่สะดวก
ห้องโดยสารหรูหราให้ความรู้สึกระดับสูง
การตั้งค่าความปลอดภัยที่พอใช้แน่ใจความปลอดภัยในการขับขี่

ข้อเสีย

พื้นที่ด้านหลังที่ จำกัด อาจทำให้เกิดความไม่สบาย
การตอบสนองของระบบที่ช้าอffect usability
พื้นรถสูงมีผลต่อความกว้างในห้องโดยสาร
ช่องเก็บของขนาดเล็ก จำกัด ความจุในการเก็บของ
เวลาในการชาร์จที่ยาวอาจทำให้ไม่สะดวก

Q&A ล่าสุด

Q
มีประเภทของเชื้อเพลิงฟอสซิลอยู่กี่ประเภท?
เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นพลังงานที่ไม่สามารถสร้างใหม่ได้ซึ่งเกิดขึ้นจากซากสิ่งมีชีวิตโบราณผ่านกระบวนการทางธรณีวิทยาในระยะเวลาหลายสิบล้านถึงหลายร้อยล้านปี โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่ สถานะแข็ง สถานะเหลว และสถานะก๊าซ เชื้อเพลิงฟอสซิลในสถานะแข็ง ได้แก่ ถ่านหิน (เช่น ถ่านหินแอนทราไซต์ ถ่านหินบิทูมินัส ถ่านหินลิกไนต์) หินน้ำมันและทรายน้ำมัน โดยถ่านหินเกิดจากซากพืชผ่านกระบวนการคาร์บอนไนเซชัน และปริมาณคาร์บอนจะเพิ่มขึ้นเมื่อระดับการแปรสภาพสูงขึ้น เชื้อเพลิงฟอสซิลในสถานะเหลว ได้แก่ น้ำมันดิบ เป็นหลัก ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์จากการกลั่น เช่น น้ำมันเบนซิน และน้ำมันดีเซล เป็นต้น ซึ่งเกิดจากซากสิ่งมีชีวิตลอยน้ำในทะเลที่ถูกเปลี่ยนแปลงภายใต้ความร้อนและความดันเฉพาะ เชื้อเพลิงฟอสซิลในสถานะก๊าซ ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ (ส่วนประกอบหลักคือ มีเทน) และน้ำแข็งเชื้อเพลิง (มีเทนไฮเดรต) โดยก๊าซธรรมชาติมีประสิทธิภาพการเผาไหม้สูงและปล่อยมลพิษน้อยกว่าเมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงอื่น เชื้อเพลิงฟอสซิลเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญของการใช้พลังงานทั่วโลก และถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายในด้านการผลิตไฟฟ้า การผลิตทางอุตสาหกรรม และการขนส่ง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นพลังงานที่ไม่สามารถสร้างใหม่ได้และก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการเผาไหม้ ปัจจุบันจึงกำลังค่อยๆ เปลี่ยนผ่านไปใช้พลังงานสะอาด
Q
มีประเภทของเชื้อเพลิงทางเลือกกี่ประเภท?
ในประเทศไทย มีประเภทเชื้อเพลิงทางเลือกที่พบได้บ่อย 5 ประเภท ได้แก่ แก๊สโซฮอล์, ไบโอดีเซล, ก๊าซธรรมชาติอัด (CNG), ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) และเชื้อเพลิงไฮโดรเจน แก๊สโซฮอล์ผลิตจากการผสมเอทานอลที่ได้จากวัตถุดิบทางการเกษตรเช่นอ้อยและมันสำปะหลังกับน้ำมันเบนซิน มีสูตรผสมที่นิยมใช้คือ E10, E20 และ E85 ซึ่งเหมาะกับเครื่องยนต์ประเภทต่าง ๆ และได้รับการส่งเสริมอย่างมีประสิทธิภาพในภาคเหนือเนื่องจากนโยบายลดภาษีของรัฐบาล ไบโอดีเซลผลิตจากน้ำมันพืชใช้แล้ว ไขมันสัตว์ หรือน้ำมันละหุ่ง มีสัดส่วนผสมคือ B5, B7, B10 และ B20 โดย B7 เป็นเชื้อเพลิงมาตรฐานสำหรับเครื่องยนต์ดีเซลทั่วไป ส่วน B20 ออกแบบมาสำหรับยานพาหนะขนาดใหญ่เช่นรถบรรทุก รัฐบาลบังคับใช้มาตรการผสมไบโอดีเซลเพื่อลดการนำเข้าน้ำมันดิบและส่งเสริมการใช้ปาล์มน้ำมัน CNG และ LPG ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงสะอาด มีการเติบโตอย่างรวดเร็วในตลาดสถานีบริการน้ำมันและเป็นทางเลือกเสริมแทนน้ำมันเบนซินและดีเซลแบบดั้งเดิม นอกจากนี้ เชื้อเพลิงไฮโดรเจนกำลังอยู่ในขั้นตอนทดลอง โดยมีการทดสอบที่บางสถานีในกรุงเทพฯ ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้ใช้เกินความคาดหมาย สะท้อนถึงแนวโน้มการพัฒนาในอนาคต การส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงทางเลือกเหล่านี้ไม่เพียงช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาพลังงานอย่างยั่งยืน
Q
"ใช้วัสดุ เชื้อเพลิง และสารหล่อลื่นอะไรบ้าง?"
ในการบำรุงรักษารถยนต์ น้ำมันหล่อลื่นเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่สำคัญ ยกตัวอย่างเช่น น้ำมันเครื่องเบนซิน PTT Platinum Energy 3000 จากประเทศไทย เป็นน้ำมันเครื่องเบนซินแบบมัลติเกรด มีให้เลือกหลายระดับความหนืดตามมาตรฐาน SAE เช่น 5W-30 และ 10W-40 ผลิตจากน้ำมันพื้นฐานคุณภาพสูงและสารเติมแต่งที่คัดสรรมาอย่างดี ผ่านมาตรฐานคุณภาพ API SL ผลิตภัณฑ์นี้มีคุณสมบัติเด่นด้านความเสถียรต่อการออกซิเดชัน ทนต่ออุณหภูมิสูง และกระจายตะกอนได้ดีในอุณหภูมิต่ำ ช่วยรักษาประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องยนต์และยืดอายุการใช้งาน สูตรเฉพาะช่วยลดการสึกหรอและการกัดกร่อนของชิ้นส่วนเครื่องยนต์ ลดการสิ้นเปลืองพลังงาน ปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง และลดค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิง นอกจากนี้ สูตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมยังช่วยปกป้องตัวแปลงไอเสียแบบสามทาง ลดการปล่อยมลพิษ ยิ่งไปกว่านั้น PTT ยังมีน้ำมันหล่อลื่นสังเคราะห์แท้สำหรับเครื่องยนต์ 4 จังหวะสำหรับรถจักรยานยนต์ และน้ำมันเครื่อง Titanium Energy CH-4 SAE 15W-40 สำหรับเครื่องยนต์ดีเซลอีกด้วย ในการเลือกใช้น้ำมันหล่อลื่น ควรเลือกเกรดความหนืดและระดับ API ที่เหมาะสม โดยพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ เช่น ประเภทเครื่องยนต์ของรถยนต์ (เช่น เครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จ เครื่องยนต์ดูดอากาศปกติ หรือเครื่องยนต์ฉีดตรง) และสภาพภูมิอากาศในท้องถิ่น เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเครื่องยนต์ได้รับการปกป้องและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
Q
ก๊าซเชื้อเพลิงมีอะไรบ้าง?
ก๊าซเชื้อเพลิงหลัก ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานพาหนะ (CNG) และก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ในประเทศไทย ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานพาหนะเป็นหนึ่งในก๊าซเชื้อเพลิงที่ยานพาหนะใช้กันทั่วไป ซึ่งในอดีตเคยมีปริมาณการขายรายเดือนสูง ส่วนก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ก็เป็นประเภทก๊าซเชื้อเพลิงที่สำคัญ มีการใช้งานอย่างกว้างขวางในยานพาหนะและด้านอื่นๆ ตามข้อมูลสถิติของสำนักงานพลังงานไทย พบว่าการบริโภคก๊าซเชื้อเพลิงมีการผันผวนเนื่องจากปัจจัยต่างๆ เช่น สภาพเศรษฐกิจและความต้องการในตลาด ดังนั้นในช่วงปีที่ผ่านมาปริมาณการบริโภคก๊าซปิโตรเลียมเหลวจึงลดลงเล็กน้อย เมื่อเลือกใช้ก๊าซเชื้อเพลิง จำเป็นต้องเลือกตามความเข้ากันได้ของยานพาหนะและความต้องการในการใช้งาน เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดเชื้อเพลิงของยานพาหนะ
Q
มีประเภทเชื้อเพลิงกี่ประเภท? มีอะไรบ้าง?
ประเภทเชื้อเพลิงที่ใช้กันทั่วไปในรถยนต์ส่วนใหญ่ ได้แก่ น้ำมันเบนซิน、ดีเซล、เชื้อเพลิงก๊าซ (แก๊สธรรมชาติอัด CNG、แก๊สธรรมชาติเหลว LNG、ก๊าซปิโตรเลียมเหลว LPG)、เชื้อเพลิงเมทานอล、ไฟฟ้า、เชื้อเพลิงผสม (เช่น ยานพาหนะไฮบริดที่ผสมระหว่างเบนซินกับไฟฟ้า) และเชื้อเพลิงไฮโดรเจน เป็นต้น น้ำมันเบนซินเป็นเชื้อเพลิงหลักของเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ที่มีความสามารถในการระเหยและการเผาไหม้ที่ดี ดีเซลเหมาะสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล มีความหนาแน่นพลังงานสูง และมักใช้กับยานพาหนะขนาดใหญ่ เชื้อเพลิงก๊าซเนื่องจากมีการปล่อยมลพิษต่ำ จึงถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในระบบขนส่งสาธารณะและรถยนต์ส่วนบุคคลบางประเภท เชื้อเพลิงเมทานอลในฐานะเชื้อเพลิงทางเลือก สามารถลดการปล่อยสารมลพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพ รถยนต์ไฟฟ้าบริสุทธิ์ (BEV) ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า ไม่มีการปล่อยมลพิษ และเป็นทางเลือกสำคัญสำหรับการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เชื้อเพลิงผสมรวมข้อดีของน้ำมันเชื้อเพลิงและไฟฟ้าเข้าด้วยกัน ช่วยให้มีระยะทางวิ่งที่ยาวนานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เชื้อเพลิงไฮโดรเจนเป็นพลังงานสะอาดรูปแบบใหม่ โดยสารที่ปล่อยออกมาส่วนใหญ่เป็นน้ำ แต่ในปัจจุบันยังต้องพัฒนาในด้านการจัดเก็บและต้นทุน เชื้อเพลิงแต่ละประเภทมีลักษณะเฉพาะตัว ผู้บริโภคสามารถเลือกยานยนต์ที่เหมาะสมตามสถานการณ์การใช้งานและความต้องการของตนเอง
ดูเพิ่มเติม